“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 29
“……อื้อ”
…ทั้งที่เอาเข้าจริงฉันกลับกลัวจนทำไม่ได้แท้ๆ เลนิสพยักหน้าราวกับต้องมนตร์แล้วรีบรับเด็กมาอุ้มไว้
“ฟืด”
ไม่รู้ว่าระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้น เด็กที่ถูกส่งตัวมาให้เลนิสจึงหยุดร้องไห้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้พลางเอาแต่จ้องมองเซร่าตาไม่กะพริบ นัยน์ตาที่เคยเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาเป็นประกายวาววับขณะแหงนมองผู้ใหญ่ที่ช่วยชีวิตตนไว้ เลนิสมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน ทว่าเซร่ากลับหันหลังกลับไปราวกับจะมุ่งหน้าไปที่ไหนอีก
“จะไปไหนอีกน่ะ?!”
เลนิสที่ตกใจเผลอคว้าชายเสื้อของเธอไว้โดยไม่รู้ตัว
“…….”
เซร่าที่หันกลับมามองเขาไม่ได้เอ่ยคำใด ทว่าในดวงตาสีอเมทิสต์ทอประกายคู่นั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่อาจทำลายลงได้ เลนิสรู้สึกเหมือนจะเข้าใจในวินาทีนั้นว่าเซร่าเตรียมใจจะทำสิ่งใด
ต่างจากตัวเขาที่ลังเลเหมือนคนขลาด เซร่ากำลังจะเสี่ยงอันตรายไปช่วยผู้คน ความมุ่งมั่นที่เห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้งราวกับฟาดฉาดเข้าที่พวงแก้มของเลนิสซึ่งเอาแต่ลังเลเหมือนคนโง่เง่า
“……ต้อง มีชีวิตรอดกลับมาให้ได้นะ?”
เขาที่พลอยตั้งปณิธานตามไปด้วยระบายยิ้มบางๆ ออกมาอย่างเลือนรางแล้วค่อยๆ คลายมือที่จับคอเสื้อของเซร่าออกช้าๆ
“ฉันไปนะ”
ในที่สุดเซร่าที่เป็นอิสระก็ทิ้งท้ายด้วยคำลาแสนสั้น ก่อนจะวิ่งทะยานออกไปสู่ซากปรักหักพังที่ย้อมไปด้วยความโศกเศร้า
“…….”
เลนิสเฝ้ามองแผ่นหลังนั้นโดยไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียวจนกระทั่งเซร่าลับสายตาไป เขารู้สึกสังหรณ์ใจว่าแผ่นหลังนั้นคงจะติดตรึงอยู่ในความทรงจำไปอีกนานแสนนาน
“ลิลี่! โรฮัน!”
ภายในตรอกซอยที่คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นดินจากการระเบิดอย่างต่อเนื่อง ชายคนหนึ่งที่ทั้งพลัดหลงและสูญเสียครอบครัวกำลังตะโกนเรียกชื่อลูกๆ ของตนสุดเสียงด้วยน้ำเสียงเว้าวอน ทั้งที่จำได้ว่าจนถึงเมื่อครู่ยังวิ่งหนีมาด้วยกันแท้ๆ แต่พอล้มลงไปครู่หนึ่งแล้วลุกขึ้นมา เด็กๆ ที่เคยจูงมืออยู่ทั้งสองข้างกลับอันตรธานหายไปจนหมด
นับจากนั้นชายคนนั้นก็ไม่อาจครองสติไว้ได้ ในสถานการณ์ที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังแทบคลั่ง แค่คิดว่าเด็กน้อยที่อายุยังไม่ถึงสิบขวบต้องเร่ร่อนเคว้งคว้างอยู่ หัวใจก็แทบจะแหลกสลายลงไปทุกนาทีทุกวินาที
“เด็กๆ! อยู่ที่ไหนกันน่ะ! ถ้าได้ยินเสียงพ่อก็ตอบหน่อยสิ……!”
แม้จะตะโกนก้องด้วยความหวังว่าจะได้ยินเสียงตอบกลับ ทว่าครั้งนี้ก็มีเพียงเสียงสะท้อนอันว่างเปล่าตอบรับกลับมาเท่านั้น คลาดกันตั้งแต่ตรงไหนและอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ รอบข้างจึงไร้ซึ่งวี่แววของผู้คนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพวกสวะลัทธิอันทาเรสแท้ๆ! แม้จะวิ่งตามหาลูกๆ อย่างบ้าคลั่ง แต่ชายคนนั้นก็ยังคงเคียดแค้นตัวการที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้
ชายผู้มีผมหงอกแซมขาวประปราย ออสมันเป็นคนที่รังเกียจลัทธิอันทาเรสจนขึ้นชื่อในกิลด์ เดิมทีเขาไม่ได้สนใจพวกคลั่งลัทธิที่บูชาเวทมนตร์ดำอะไรเทือกนั้นเลยสักนิด ทว่าตั้งแต่สูญเสียภรรยาไปด้วยน้ำมือของพวกมันเมื่อสองสามปีก่อน เขาก็กลายเป็นเช่นนั้น พอคิดดูแล้ว สิ่งที่ทำลายชีวิตประจำวันของออสมันจนพังพินาศก็คือพวกมันเสมอมา บาดแผลจากการสูญเสียภรรยายังไม่ทันสมานดี พวกสวะผู้มีภูมิคุ้มกันที่ยอมละทิ้งความเป็นคนก็กำลังจะพรากลูกๆ ที่เหลืออยู่ไปจากเขาอีก
“ไม่ว่าจะต้องทำยังไง ฉันจะฆ่าพวกมันให้หมด……!”
ออสมันกัดฟันกรอดพลางเอ่ยพึมพำอย่างดุดัน เขาสาบานว่าหากลูกๆ ของตนเป็นอะไรไปแม้เพียงปลายเส้นผม ในวันพรุ่งนี้เขาจะสมัครเข้ากองหน้าทันที แล้วเข่นฆ่าพวกผู้มีภูมิคุ้มกันที่ยังเหลือรอดอยู่บนโลกนี้ให้สิ้นซาก
“ตามหา… เด็กอยู่เหรอ?”
ในตอนนั้นเอง เสียงอันเยียบเย็นก็แทรกขึ้นมาจากด้านหลัง
“……!”
ออสมันที่ไม่ทันรู้สึกถึงไอคนสะดุ้งเฮือกพลางตั้งท่าระวังภัยทันควัน
“…….”
เมื่อเขาไม่ตอบ ร่างคนอันเลือนรางก็ปรากฏขึ้นหลังม่านฝุ่นดินที่บดบังสายตา ตึก ตึก ฝีเท้าอันเชื่องช้าไม่เข้ากับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานกำลังก้าวตรงเข้ามาหาออสมัน อีกฝ่ายที่ร่นระยะห่างเข้ามาอย่างไม่ลังเลแหวกม่านฝุ่นดินเผยตัวตนออกมาต่อหน้าเขา
“ผะ ผู้มีภูมิคุ้มกัน…!”
ออสมันที่สบเข้ากับดวงตาสีอเมทิสต์ที่ทอประกายอัปมงคลถึงกับช็อกตาตั้ง ผู้มีภูมิคุ้มกันที่ยืนอยู่บนซากปรักหักพังอันรกร้างดูชั่วร้ายเสียจนหัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ชายหนุ่มที่เผชิญหน้ากับศัตรูในทางตันรีบก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็วเพื่อเว้นระยะห่าง ม่านตาที่สั่นระริกกวาดมองอีกฝ่ายอย่างกระวนกระวาย
เส้นผมสีน้ำเงินเข้มที่ปลายผมทอประกายสีแดงเมื่อต้องแสงอาทิตย์อัสดง ดวงตาสีอันทาเรสที่ยังคงแจ่มชัดเพียงลำพังแม้ในความมืดมิด…… ออสมันจำใบหน้านั้นได้ดี เธอคือทาสผู้มีภูมิคุ้มกันที่ได้ยินว่าหัวหน้าพาตัวมาเมื่อไม่นานมานี้ แม้จะจำชื่อไม่ได้ แต่เพราะวันนี้เธอเพิ่งมาหาที่หน้าบ้านพร้อมกับเลนิส เขาจึงจำหน้าเธอได้อย่างแม่นยำ
“มาทำอะไร ที่นี่น่ะ?”
ออสมันเอ่ยถามโดยไม่ลดการระแวดระวังลงแม้แต่น้อย
“…….”
ผู้มีภูมิคุ้มกันที่จ้องมองเขาเขม็งยกมือที่ซ่อนไว้ด้านหลังขึ้นมา สิ่งที่กำแน่นอยู่ในมือที่แตกกร้านคือมีดสั้นที่มีคมดาบคมกริบ ปลายมีดนั้นถูกย้อมด้วยสีเลือดราวกับเพิ่งปลิดชีพเหยื่อมานับไม่ถ้วน
“ออสมัน”
ชื่อของตนที่เขาไม่เคยบอกหลุดออกมาจากปากของผู้มีภูมิคุ้มกัน
“ฮึก! ชะ ชื่อฉัน… รู้ได้ยังไง!”
ออสมันที่สังหรณ์ใจไม่ดีสะอึกหายใจพลางก้าวถอยหลังเร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะเขานึกขึ้นมาได้ช้าไปว่าตนเคยสาดน้ำไล่เพราะรังเกียจที่ผู้มีภูมิคุ้มกันมาเพ่นพ่านอยู่หน้าบ้าน ทว่าถอยไปได้ไม่เท่าไร แผ่นหลังก็ชนเข้ากับกำแพงดังกึก
หรือว่าจะผูกใจเจ็บเรื่องตอนนั้นแล้วตามมาล้างแค้นกัน…… ผู้มีภูมิคุ้มกันที่มองท่าทางนั้นพลางแสยะยิ้มเยาะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“ถ้าเป็นลูกของนายละก็ ล่วงหน้าไปรออยู่ก่อนแล้วล่ะ”
นั่นเป็นคำพูดที่หากตีความตามสถานการณ์แล้ว ช่างฟังดูชวนขนหัวลุกเหลือเกิน
“วะ ว่าไงนะ…?”
ลูกๆ ไปไหน ล่วงหน้าไปก่อนงั้นเหรอ? ไม่สิ ยัยนี่รู้ได้ยังไงอีกว่าฉันมีลูก? ความสงสัยที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดปั่นป่วนในหัวของออสมันจนสับสนวุ่นวายไปหมด
“เดี๋ยวอีกไม่นาน นายเองก็คงจะได้เจอกันแล้วล่ะ”
ก่อนที่ความสับสนในหัวจะทันสงบลง หญิงสาวก็หัวเราะ คิกๆ พลางชี้ปลายดาบตรงมาที่เขา
“……!”
สายตานั้นไม่ว่าใครมองก็ถูกความบ้าคลั่งเข้าครอบงำอย่างชัดเจน ออสมันที่เคยกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยจึงตาสว่างวาบราวกับถูกฟ้าผ่า
“คิดไว้แล้วเชียว! นะ นังสารเลว ในที่สุดแกก็เผยสันดานชั่วออกมา…!”
เมื่อเขาที่เดือดดาลสบถด่าลั่น ผู้มีภูมิคุ้มกันที่ยิ้มอย่างชั่วร้ายก็พุ่งจู่โจมเข้ามาทันทีราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว
“……!”
วินาทีนั้น ออสมันสัมผัสได้ถึงความตายอย่างแจ่มชัด แม้จะแหกปากตะโกนไปอย่างนั้น แต่เขาก็ไม่มีปัญญาจะหลบอาวุธร้ายที่พุ่งแทงเข้ามาตรงๆ ได้เลย ระหว่างที่เขากำลังตกใจจนตัวแข็งทื่อกับปลายดาบที่ฟาดฟันเข้ามาอย่างไม่ลังเลเกินคาด ใบมีดอันเย็นเยียบก็ขยับเข้ามาประชิดลำคอของเขาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
ตายแน่! ออสมันที่คาดการณ์ถึงจุดจบของตนหลับตาปี๋ ฉึก! เสียงอันน่าสยดสยองของการแทงทะลุเนื้อดังขึ้นข้างหู
“…….”
ทว่า ไม่ว่าจะรอนานเพียงใด เขากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย หรือว่าเราจะตายอย่างหมดจดรวดเร็วขนาดนั้นกันนะ…?
ก๊าซซซ! ตอนนั้นเอง ลมหายใจอันดุร้ายก็พัดผ่านข้างหูของออสมันที่กำลังตัวแข็งทื่อ
“……?”
ออสมันที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละนิดเหลือบหันศีรษะไปมองยังทิศทางที่มีเสียงดังขึ้น
“……งูงั้นเหรอ?”
ฟ่อออ! ตรงนั้นมีงูตัวหนึ่งที่ถูกมีดสั้นแทงทะลุลำคอกำลังส่งเสียงกรีดร้องราวกับเคียดแค้น
ทุกครั้งที่งูซึ่งอ้าปากสีแดงสดส่งเสียงร้องคำราม พิษใสๆ ก็หยดติ๋งๆ ลงมาจากเขี้ยวอันแหลมคมของมัน รูม่านตาสีเหลืองที่เบิกกว้างจับจ้องมาที่ออสมันอย่างแม่นยำ หากเซร่าไม่เข้ามาจัดการได้ทันท่วงที เขี้ยวพิษที่ดูน่าสะพรึงกลัวนั่นคงจะกัดขย้ำเข้าที่ลำคอของออสมันไปแล้ว
“งู ทำไม ถึงมาอยู่ที่นี่…….”
ออสมันพึมพำออกมาอย่างสับสนกับภาพเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายอย่างสิ้นเชิง
“…….” “…….”
ความเงียบอันน่าอึดอัดโรยตัวลงในตรอกซอยที่พังทลายไปครึ่งหนึ่ง สิ่งเดียวที่เติมเต็มความเงียบนั้นมีเพียงเสียงหวีดร้องด้วยความเคียดแค้นของงูที่กำลังจะตาย เวลาแห่งการผ่อนผันเพียงชั่วครู่ก็สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่งูที่เคยเติมเต็มความเงียบก็ทอดร่างยาวเหยียดแน่นิ่งไปในที่สุด
เมื่อผู้มีภูมิคุ้มกันเห็นว่างูตายสนิทแล้วจึงดึงมีดสั้นที่ปักลึกอยู่ออกมา บนมีดสั้นมีเลือดที่เพิ่งไหลซึมหยดติ๋งๆ ลงสู่พื้น
ผู้มีภูมิคุ้มกันเก็บดาบไปด้านหลังราวกับธุระทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้ว เธอที่ก้มมองเขาอย่างเงียบๆ พยักพเยิดคางใส่ราวกับจะบอกว่าถ้ามีอะไรอยากพูดก็พูดมา แม้ว่าดวงตาที่จับจ้องมองมานั้นจะเป็นสีอันอัปมงคล แต่กลับไม่ได้ดูชั่วร้ายเหมือนในตอนแรก
มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสัญญาณไร้เสียงว่า ตอนนี้เลิกแล้วต่อกันและมาญาติดีกันเถอะ
“ขะ ขอบใจนะที่ช่วย… อั่ก!”
เพียะ! ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะเอ่ยขอบคุณออกไปดีๆ แต่กลับถูกตบหน้าเข้าอย่างจังโดยไม่ทันตั้งตัว เธอฟาดเข้ามาแรงเสียจนดวงตาพร่ามัวไปชั่วขณะ
“……ดะ เดี๋ยวก่อน ทำไม…….”
ออสมันมองเซร่าด้วยสีหน้าตื่นตระหนกกับการโดนตบฉาดใหญ่ที่ไร้ซึ่งที่มาที่ไป ไม่ใช่ว่าจะมาญาติดีกันหรอกเหรอ? รูม่านตาของออสมันสั่นระริกอย่างรุนแรงกับความคิดของผู้มีภูมิคุ้มกันที่ไม่อาจล่วงรู้ได้เลย
ต่อสายตาที่ส่งคำถามมา ผู้มีภูมิคุ้มกันที่มีสีหน้าปลอดโปร่งก็พ่นคำพูดออกมาหนึ่งประโยค
“500 982 781” “……???” “คราวหน้าถ้ายังทำอีกละก็ แกได้ตายสมใจแน่” “……???????”
นั่นมันหมายความว่าอะไรกันแน่? ยิ่งบทสนทนาดำเนินต่อไป เขากลับยิ่งรู้สึกเหมือนมีแต่ข้อสงสัยกองพะเนินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การพูดคุยนี้มันผิดพลาดมาตั้งแต่ตรงไหนกันนะ? ในระหว่างที่ออสมันกำลังยืนอึ้งเพราะอยากจะหาจุดเริ่มต้นของปัญหานั้น ผู้มีภูมิคุ้มกันก็คว้าคอเสื้อของเขาแล้วกระชากดึงเข้ามา
“ลุกขึ้น” “อะ อึ่ก…!”
พอถูกดึงให้ลุกขึ้นโดยไร้การขัดขืน คราวนี้เธอก็จับศีรษะของเขาบังคับให้หันไปมองในทิศทางหนึ่ง
“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป วิ่งตรงไปให้สุดทางฝั่งโน้นโดยห้ามหยุดพักเด็ดขาด”
ทิศทางที่หญิงสาวชี้ไปคือทิศทางที่เขาเพิ่งจะเดินหันหลังให้มาจนถึงตอนนี้ เมื่อดูจากสถานการณ์แล้วก็คิดว่าคงต้องไป ทว่าออสมันอยากจะรู้อย่างน้อยสักหนึ่งเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องทำตามคำพูดนั้นด้วย
“ทะ ทำไมฉันต้อง…?”
สิ้นเสียงถามไม่ทันไร คราวนี้เขาก็โดนเตะเข้าที่ก้นอย่างจัง
“โอ๊ย!” “บอกให้ไปไงเล่า!”
เสียงตะโกนก้องกังวานปักลึกเข้าสู่หัวใจของออสมันราวกับสายฟ้าฟาด แม้ไม่ได้กลัวหัวหดเพียงเพราะโดนทำร้ายแค่นั้น ทว่ากลับเกิดแรงกระตุ้นรุนแรงอย่างประหลาดจนรู้สึกว่าต้องรีบวิ่งไปตามที่หญิงสาวสั่ง
ในเมื่อเธอช่วยชีวิตไว้ งั้นลองเชื่อแล้วไปดูหน่อยก็แล้วกัน ในตอนที่คิดเช่นนั้นแล้วหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้น
“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก……?”
ออสมันกลับมายืนอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างจากตรอกที่คลุ้งไปด้วยฝุ่นดินเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง เขามายืนอยู่กลางลานกว้างของอาคารสภาพดีหลังหนึ่งซึ่งโชคดีรอดพ้นจากการโจมตีมาได้ ในย่านตัวเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของพื้นที่อพยพ ลมหายใจที่หอบถี่จนจุกอกทำให้ปอดปวดร้าว และทั่วทั้งร่างก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อร้อนผ่าว
“ฉะ ฉัน มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไม……?”
ขณะที่ยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อ ความทรงจำหนึ่งคล้ายกับว่าตัวเองวิ่งหนีมาอย่างบ้าคลั่งก็แล่นผ่านเข้ามาในหัว นี่ฉัน วิ่งมางั้นเหรอ? แม้จะลองสงสัยดู แต่ความทรงจำในตอนนั้นกลับพร่ามัวราวกับถูกม่านหมอกบดบัง
ออสมันเบิกตากว้างพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ผู้คนจำนวนมากนั่งรวมกลุ่มกันราวกับว่าสถานที่ที่เขามาถึงคือจุดอพยพแห่งใหม่ ทั้งที่เขาเตลิดหนีจากที่นี่ไปอย่างไม่มีจุดหมายเพราะการโจมตีที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน แต่ก็น่าประหลาดที่ดูเหมือนตรงนี้จะกลายเป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุดไปเสียได้
“คุณพ่ออออ!” “คุณพ่อ!”
ในวินาทีถัดมา ท่ามกลางผู้คนเนืองแน่นเหล่านั้น เด็กตัวเล็กๆ สองคนก็วิ่งพรวดพราดออกมา
“เด็กๆ!”
เมื่อลูกๆ ที่ตามหามาตลอดปรากฏตัวขึ้น ออสมันก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นแล้วอ้าแขนออกกว้างในทันที
กำลังโหลดความเห็น...