“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 30
เด็กๆ ที่วิ่งมาสุดฝีเท้าโผเข้าสู่อ้อมอกกว้างอย่างพอดิบพอดี โอ้ พระเจ้าช่วย น้ำหนักตัวที่แนบแน่นเต็มอ้อมแขนทำให้ออสมันโล่งอกอย่างสุดซึ้งและออกแรงกอดลูกๆ เอาไว้แน่น ราวกับช่วงเวลาที่ต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ตามลำพังมันช่างน่าน้อยใจ เด็กๆ จึงปล่อยโฮออกมาดังแง เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกๆ ออสมันก็น้ำตาซึมออกมาเช่นกัน
“ไหน ดูซิ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
หลังจากการพบกันใหม่อันน่าตื้นตัน เขากวาดสายตามองเด็กทั้งสองด้วยแววตาจริงจัง
“อื้อ! ไม่เจ็บเลย!”
ซู้ด คนโตสูดน้ำมูกอย่างองอาจพลางตอบอย่างกระฉับกระเฉง ดูจากภายนอกแล้วเด็กๆ แค่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อย โชคดีที่ไม่มีตรงไหนบาดเจ็บสาหัสเลย
“พี่สาวตัวดำปี๋พาพวกเรามาส่งถึงที่นี่เลย!” “ตาสีม่วงด้วย!” “สวยสุดๆ ไปเลย!” “เท่มากด้วย!”
เด็กทั้งสองแหงนหน้ามองเขาด้วยดวงตาแป๋วแหววพลางแย่งกันส่งเสียงเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราวไม่หยุด เมื่อปะติดปะต่อเรื่องที่ทั้งคู่เล่าแล้ว ดูเหมือนผู้หญิงตัวดำปี๋ที่มีดวงตาสีม่วงจะเป็นคนพาเด็กๆ มายังที่ปลอดภัย
ในกิลด์นี้ คนที่มีดวงตาสีม่วงมีเพียงคนเดียวเท่านั้น... ทาสผู้มีภูมิคุ้มกันของหัวหน้าเอน็อค
ออสมันที่ยังจำความรู้สึกตอนโดนผู้หญิงคนนั้นตบหน้าได้หมาดๆ ลูบแก้มลูกๆ อย่างระมัดระวังพลางเอ่ยขึ้น
“คะ คนคนนั้น ได้ทำร้ายอะไรพวกเจ้าหรือเปล่า...” “ไม่ได้ทำนะ! พี่เขาบอกว่าถ้ารออยู่ที่นี่เดี๋ยวคุณพ่อก็มา!” “คนที่อยู่ที่นี่ทั้งหมด พี่สาวคนนั้นก็เป็นคนพามาทั้งนั้นเลย!”
โชคดีที่ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องเลวร้ายพรรค์นั้นเกิดขึ้น เด็กๆ จึงชี้ไปยังพวกผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่รอบๆ พลางกระโดดโลดเต้น
“...คนที่อยู่ที่นี่ ทั้งหมดเลยเหรอ?!”
ออสมันเบิกตากว้างพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้งด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ อย่างน้อยก็หลายสิบ ไม่สิ อาจจะเฉียดร้อยคนเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่ไม่มีใครมอบเหรียญกล้าหาญให้สักหน่อย แต่กลับช่วยคนมากมายขนาดนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวเนี่ยนะ...
ทำไมกันแน่ ออสมันสับสนไปหมด ในความคิดของเขา ทาสผู้มีภูมิคุ้มกันที่ทุกคนมองเป็นตัวเสนียดจัญไรคนนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยอมช่วยพวกเขาถึงขนาดนี้เลยแม้แต่น้อย...
“คุณพ่อ รีบไปกันเถอะ ตรงนั้นเขาบอกว่าจะแจกข้าวด้วยนะ”
ราวกับอึดอัดที่เห็นพ่อมัวแต่ยืนเหม่อ เด็กๆ จึงจับมือเขาไว้คนละข้างแล้วออกแรงดึง
“อะ เออ ได้สิ...”
ออสมันที่ทนแรงรบเร้าไม่ไหวและกำลังจะลุกขึ้นชะงักไปเมื่อก้มมองมือของตนที่ถูกเด็กๆ กุมไว้ นอกจากกลิ่นไอดินแล้ว มือที่เรียบเนียนไร้บาดแผลแม้แต่น้อยคู่นี้กลับสะดุดสายตาเขาเป็นพิเศษ จะว่าไป ผู้มีภูมิคุ้มกันที่มาช่วยเขาคนนั้น เหมือนจะมีรอยถลอกปอกเปิกจนเนื้อตัวมอมแมมไปหมดนี่นา...
“...ยัยผู้มีภูมิคุ้มกันนั่น คิดอะไรอยู่กันแน่นะ—”
แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่จิตใจที่ว้าวุ่นไม่หยุดก็ทำให้ออสมันพึมพำบ่นอุบอิบออกมาเบาๆ
“เซร่า”
ชื่อหนึ่งหล่นลงมาจากเหนือศีรษะที่กำลังก้มต่ำอยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มบรรยากาศมืดมนคนหนึ่งก็ยืนอยู่ตรงนั้น เลนิส ผู้รับผิดชอบด้านการเงินเพียงหนึ่งเดียวของกิลด์ซิกนัส
“ชื่อของเธอคนนั้นคือเซร่าครับ”
ไม่ใช่แค่ผู้มีภูมิคุ้มกัน เลนิสที่บอกชื่อของเธอซ้ำอีกครั้งยื่นจานที่ส่งควันหอมกรุ่นฉุยมาให้
“ว้าว! ขนมปังละ!” “น่ากินจัง!”
เด็กๆ กระโดดโลดเต้นพลางยื่นมือไปรับจานอาหารที่เฝ้ารอคอยมาแทน
“เซร่า……”
ออสมันที่เหม่อมองภาพนั้นอยู่ทวนชื่อของหญิงสาวตามออกมา บนผืนแผ่นดินนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อนั้น
มันคือชื่อของนางร้ายผู้ขายชาติไปถึงสองประเทศและทำให้ทั้งทวีปถูกกลืนกินด้วยไฟสงครามเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ทั้งยังเป็นชื่อของปีศาจร้ายที่พวกสวะลัทธิอันทาเรสเทิดทูนบูชา
ชื่อมีตั้งมากมายกลับมาใช้ชื่อชั้นต่ำพรรค์นี้ สมกับที่เป็นผู้มีภูมิคุ้มกัน อัปมงคลไปเสียทุกเรื่องจริงๆ แต่ทว่า……
“……เซร่า”
ออสมันลูบแก้มข้างที่โดนตบพลางพึมพำชื่อนั้นออกมาอีกครั้ง ชื่อที่เขาเคยเอ่ยปากก็ต่อเมื่อต้องการจะสบถด่าอย่างรุนแรงที่สุด แต่ออสมันกลับมีลางสังหรณ์ว่า ต่อจากนี้ไปเขาคงไม่อาจเอ่ยชื่อนั้นด้วยเจตนาเช่นนั้นได้อีกแล้ว
“ไม่รู้ใครเป็นคนตั้งให้ คงเกลียดแม่นั่นเข้าไส้เลยสิเนี่ย”
เฮ้อ ออสมันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ อย่างยอมจำนน ราวกับจะบอกว่าฉันยอมแพ้แล้ว และหากไม่ยอมรับความจริงก็คงทนต่อไปไม่ไหว เพราะเขาตระหนักได้แล้วว่า ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงที่เคยดึงดันแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น แม้จะไม่อยากยอมรับมันก็ตาม
“เซร่า เซร่างั้นเหรอ……”
ความจริงที่ว่านี้ก็คือเหตุผล เหตุผลที่ผู้มีภูมิคุ้มกันคนนั้นยอมออกหน้ามาช่วยผู้คนมากมายขนาดนี้ ช่วยตัวเขาเอาไว้
“นั่นคือ ชื่อของผู้มีพระคุณของฉันสินะ”
มันคือเจตนาดีอันบริสุทธิ์... ที่สูงส่งจนหาดูได้ยากในยุคสมัยเช่นนี้
500,962,781 500,952,781 500,942,781!
“ฮิฮิ! ฮิฮิฮิ! ลดโทษแล้ว! ลดโทษแล้ว!”
ตัวเอกผู้สร้างความซาบซึ้งใจให้ออสมันกำลังทำสีหน้าที่ห่างไกลจากคำว่าเจตนาดีอันสูงส่งลิบลับ
เซร่าที่ตรวจดูโทษทัณฑ์ซึ่งเพิ่งอัปเดตล่าสุดกำลังยักย้ายส่ายสะโพกอย่างเห็นได้ชัด หลังจากได้รู้ความจริงว่า ต่อให้ไม่เกี่ยวกับความอยู่รอดของโลก แค่ทำความดีก็ได้รับการลดโทษ เธอก็เตลิดเปิดเปิงราวกับม้าหลุดบ่วง คอยไล่แจกจ่ายความดีเรี่ยราดไปทั่ว
“หนึ่งล้านปี...! แค่แป๊บเดียวลดไปตั้งเกือบหนึ่งล้านปีแน่ะ...!”
เซร่าที่เก็บหอมรอมริบจนกลายเป็นกอบเป็นกำลูบท่อนแขนที่มีโทษทัณฑ์สลักอยู่พลางหอบหายใจแฮ่กๆ อย่างบ้าคลั่งราวกับพวกโรคจิต
เจตนาดีอันบริสุทธิ์และสูงส่งที่หาดูได้ยากในยุคสมัยนี้งั้นเรอะ ช่างหัวมันปะไร เธอเป็นแค่นักโทษตัวน้อยๆ ผู้น่าทะนุถนอมที่ไม่อยากกลับไปลงนรกอีกแล้วก็เท่านั้น เซร่าไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยว่าตัวเองช่วยใครไปบ้าง และป่านนี้คนพวกนั้นจะคิดกับเธอยังไง สิ่งเดียวที่เธอสนใจมีเพียงการลดโทษที่จะตามมาเป็นรางวัลตอบแทนจากการกระทำนั้นเท่านั้น
พระผู้เป็นเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาของเราทรงลดโทษให้หนึ่งหมื่นปีทุกครั้งที่ช่วยชีวิตคนได้หนึ่งคนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และเซร่าก็ไม่อยากพลาดการลดโทษแม้แต่แต้มเดียว จนต้องวางแผนเส้นทางที่ดีที่สุดจนหัวแทบจะระเบิดอยู่รอมร่อ
ผลจากการใช้งานร่างกายอย่างบ้าคลั่งทำให้เธอปวดระบมไปทั้งตัว แต่เป็นเพราะได้สิ่งที่ต้องการมาครอบครองหรือเปล่านะ...? อารมณ์ถึงได้ดีแทบจะลอยได้ราวกับคนเมายา แถมทั่วทั้งร่างยังมีเรี่ยวแรงล้นปรี่
คงเพราะตื่นเต้นเกินไป ระหว่างนั้นดูเหมือนเธอจะเผลอใช้ ‘เสียง’ กับมนุษย์ไปด้วย ไม่รู้ว่ามันได้ผลจริงหรือแค่พลังเวทเคลื่อนไหวไปเอง แต่เมื่อเห็นว่าไม่ได้กระอักเลือดแล้วล้มพับไปเหมือนตอนพวกค้าทาส ก็คิดว่าคงไม่มีผลเสียอะไรกับตัวเธอ
“นาน่า.... นาน่าน้อยที่น่ารักของเราอยู่ที่ไหนกันนะ...?”
เซร่าที่แสร้งมองข้ามปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ไปก้าวเดินต่อไปเพื่อตามหาเหยื่อ ไม่ใช่สิ ตามหาเด็กราวกับหมาที่หิวโซ ขอแค่ช่วยนาน่าเด็กผู้หญิงถักเปียสองข้างตัวเล็กน่ารักได้ เธอก็จะสะสางความตายทั้งหมดที่เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวแสดงให้เห็นได้สำเร็จ
“ฮึก ฮึก ฮือ... แม่จ๋า พ่อจ๋า...”
โชคดีที่เมื่อตามไปยังสถานที่ซึ่งเศษเสี้ยวแสดงให้เห็น เสียงร้องไห้ของเด็กก็ดังแว่วมา
“เจอ~แล้ว”
เซร่าที่ค้นพบนาน่าท่ามกลางซากปรักหักพังของอาคารที่พังถล่มลงมาครึ่งๆ กลางๆ ฉีกยิ้มกว้างจนแทบถึงใบหู คงเพราะตื่นเต้นอย่างหนักเมื่อคิดว่าโทษทัณฑ์จะลดลงไปอีกหนึ่งหมื่นปีด้วยสิ่งนี้
“แงงงง!”
นาน่าตกใจรอยยิ้มเปี่ยมประกายบ้าคลั่งนั่นจนระเบิดเสียงร้องไห้จ้า เซร่าไม่สนใจและอุ้มเด็กขึ้นมาก่อนจะยันกายลุกขึ้น และในตอนนั้นเอง
“……!”
ตูมมม! เสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับแผ่นดินจะถล่มทลายแว่วมาจากแนวกำแพงที่เงียบสงบไปพักหนึ่ง มันเป็นอานุภาพมหาศาลจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนขึ้นมาในชั่วพริบตา
อ๊ะ ตกใจหมด เซร่าที่เกือบจะสะดุดล้มมองไปยังทิศทางของแนวกำแพงด้วยสายตาตกตะลึง เพราะจุดที่นาน่าซ่อนตัวอยู่ใกล้กับแนวกำแพงฝั่งตะวันออก เธอจึงรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าการระเบิดเมื่อครู่รุนแรงเพียงใด
ทว่าเมื่อเทียบกับความตกใจราวกับจะมีสงครามใหญ่ปะทุขึ้นแล้ว กลับไม่มีความวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นเป็นพิเศษ
“……ต้องรีบกลับแล้วล่ะ”
เซร่าที่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเร่งฝีเท้าขึ้น ผลจากการเดินวนเวียนไปมาจนเท้าพองตลอดทั้งค่ำคืน การหาทางกลับจึงทำได้ง่ายดายแม้จะหลับตาก็ตาม
ด้วยความที่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างคล่องแคล่วโดยไม่หลงทางแม้แต่ครั้งเดียว ในไม่ช้าศูนย์อพยพชั่วคราวก็ปรากฏสู่สายตา
“เซร่า...!”
เลนิสที่สังเกตเห็นเธอเป็นคนแรกโบกมือขึ้นสูงด้วยความยินดี ผู้คนที่นั่งพักผ่อนอยู่ต่างโซซัดโซเซลุกขึ้นแล้วมารวมตัวกันรอบๆ เลนิสเมื่อเธอปรากฏตัว
“เหนื่อยแย่เลยนะ! รีบมาหาอะไรกินก่อนสิ!”
ท่ามกลางบรรยากาศกระอักกระอ่วนที่ไม่ยินดีแต่ก็ไม่ได้รังเกียจ มีเพียงเลนิสเท่านั้นที่ต้อนรับขับสู้เซร่าอย่างกระตือรือร้น
“อือๆ ได้สิ……”
เซร่าที่เอียงคอสงสัยกับบรรยากาศแปลกประหลาดวางตัวนาน่าที่เริ่มจะรู้สึกหนักลงบนพื้น
“แง้! เลนิส!”
เด็กน้อยที่เห็นใบหน้าที่พอจะคุ้นเคยผละจากเซร่าแล้ววิ่งโร่ออกไป แม้จะดูเหมือนกำลังวิ่งหนีจากเธออย่างไรก็เถอะ แต่เลนิสก็มองดูภาพนั้นด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนที่
“เซร่า!!! ข้างหลังเธอ……!”
สีหน้าของเขาจะพลันแข็งค้างอย่างน่ากลัวราวกับได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นในทันที
“คิดอยู่แล้วเชียวว่าทำไมวงจรถึงตอบสนอง”
ตอนนั้นเอง น้ำเสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเซร่า เธอสะดุ้งตัวโยนพลางเกร็งหัวไหล่แล้วหันกลับไปมองด้านหลังของตัวเองโดยสัญชาตญาณ
“อั่ก!”
และยังไม่ทันที่เธอจะได้มีเวลาตอบสนอง ลำคอก็ถูกฝ่ามือใหญ่คว้าหมับเข้าให้ แรงบีบเค้นราวกับจะปลิดลมหายใจทำให้ใบหน้าของเซร่าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“มีหนูสกปรกอยู่ตรงนี้ด้วยสินะ”
ผู้ที่กระชากตัวเซร่าไว้คือชายร่างใหญ่ เขาสวมผ้าคลุมสีดำสนิทที่ปักดิ้นทองเอาไว้
“หน้าตาไม่คุ้นเลยนี่”
ริมฝีปากซีดขาวที่ปรากฏใต้เงามืดขยับเอ่ย ชายหนุ่มเอียงคอไปด้านข้างแล้วกระชากเซร่าเข้ามาใกล้จนลมหายใจรดริน
“แกเป็นใครกัน?”
สองสายตาประสานกันกลางอากาศผ่านม่านเงาที่บดบังใบหน้าของชายหนุ่มเอาไว้
“ฮะ—”
ในขณะเดียวกัน เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงก็เล็ดลอดออกมาจากปากของเซร่า เธอไม่อาจละสายตาจากดวงตาอัปมงคลที่ทอประกายวาววับนั่นได้เลย โดยไม่ได้ฉุกคิดถึงเรื่องที่จะต้องแกะมือที่บีบคอตัวเองออกด้วยซ้ำ
สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของผ้าคลุมคือดวงตาสีอเมทิสต์เฉกเช่นเดียวกับเธอ ผู้มีภูมิคุ้มกันตัวจริงที่เธอได้ยินจนหูชามาโดยตลอด
กำลังโหลดความเห็น...