“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 54
เด็กคนนั้นมีชื่อว่าบีเซ เธอคือหลานสาวของคาร์เมน ชายชราผู้มั่งคั่งที่เอน็อคเคยช่วยชีวิตไว้
“…….” “…….”
ทั้งสองย้ายมายังบ้านของบีเซท่ามกลางสายตาทิ่มแทงของผู้คน และกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เผชิญหน้าอันพิลึกพิลั่น คฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ลึกที่สุดในหมู่บ้านถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมคนละรูปแบบเพียงลำพังราวกับหลุดมาจากภูมิภาคอื่น
“นั่งลงสิคะ”
บีเซผู้ต้อนรับแขกอย่างเป็นผู้ใหญ่ผายมือเชื้อเชิญไปยังโต๊ะที่ติดอยู่กับห้องทำงาน เอน็อคนั่งลงบนเก้าอี้พลางกวาดสายตามองไปรอบห้องทำงาน ส่วนเซร่ายังคงจับจ้องสายตาไปที่บริเวณหัวไหล่ของบีเซ
เมื่อเห็นว่าแขกนั่งประจำที่แล้ว บีเซก็นั่งลงที่โต๊ะทำงานซึ่งใหญ่โตเกินขนาดตัวของเธอไปมาก ก่อนจะสั่นกระดิ่งดังกริ๊งๆ
“พ่อบ้าน—”
จากนั้น ชายผู้สวมชุดทักซิโดหางยาวสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นราวกับรอเวลานี้อยู่แล้ว
“นำของว่างเล็กๆ น้อยๆ มาเสิร์ฟครับ”
พ่อบ้านค้อมหลังลงอย่างสุภาพแล้ววางถาดที่มีไอร้อนลอยกรุ่นลงบนโต๊ะ คุกกี้ที่วางอยู่บนถาดซึ่งดูยังไงก็เป็นทองคำแท้อย่างแน่นอนนั้นดูศักดิ์สิทธิ์อย่างหาใดเปรียบ
“ขอบคุณค่ะ”
เซร่าที่กำลังหิวโซพอดีรีบหยิบกินเหมือนสัตว์ป่าผู้หิวกระหาย ความรู้สึกที่ได้กินอาหารสมเป็นอาหารในรอบหลายวันทำให้กระแสความซาบซ่านแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลังโดยไม่รู้ตัว
“…….” “…….”
มีเพียงเซร่าคนเดียวเท่านั้นที่จดจ่ออยู่กับของว่าง ส่วนอีกสองคนที่นั่งประจันหน้ากันโดยมีโต๊ะคั่นกลางยังคงเงียบกริบ
ทั้งคู่จ้องตากันเขม็งราวกับกำลังแข่งจ้องตา คนที่เปิดปากพูดก่อนคือเอน็อค
“คาร์เมนล่ะ” “ท่านเสียไปเมื่อปีที่แล้วค่ะ” “งานศพล่ะ” “จัดร่วมกับคนในหมู่บ้านค่ะ” “งั้นเหรอ”
การโต้ตอบอันฉับไวราวกับการประลองเชิงรับและรุกแล่นผ่านไปมาระหว่างทั้งสอง บีเซมีท่าทีพร้อมจะปัดตกทุกคำไม่ว่าเอน็อคจะพูดอะไรออกมา เด็กสาวรอคอยคำพูดถัดไปของเอน็อคด้วยสีหน้าจดจ่อจนน่ากลัว
แม้จะพยายามแสร้งทำเป็นสุขุม แต่ท่านั่งที่แนบชิดติดขอบโต๊ะกลับเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเธอกำลังตึงเครียดแค่ไหน
ในทางกลับกัน เอน็อคนั่งไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ เอน็อคพยักหน้าพลางพูดว่า ‘งั้นเหรอ’ แล้วเข้าประเด็นทันที
“เอาเงินมา”
น้ำเสียงออกคำสั่งกระชับห้วนทำให้บีเซทำหน้าเหวอพลางเอ่ย “คะ?”
“งะ-เงิน เงินอะไรคะ”
ท่าทางนี่จะเป็นสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง เธอถึงขั้นพูดตะกุกตะกักออกมาเลยทีเดียว
เอน็อคตอบ
“ค่าชีวิตของคาร์เมน”
หลังจากอธิบายเหตุผลอย่างใจเย็น เขาก็สาธยายตัวเลขจำนวนเงินอย่างละเอียดให้อย่างมีเมตตา
“สี่พันโกลด์” “ฮี้ก?!”
คนที่ตกใจกับคำพูดนั้นคือเซร่า เธอที่กำลังเพลิดเพลินกับขนมจนลืมตัวถึงกับสะดุ้งสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ด้วยความตกตะลึงในจำนวนเงินมหาศาลที่แล่นเข้าหู
“เหอะ ให้ตายสิ เหอะ……”
คนที่พูดไม่ออกไม่ได้มีแค่เธอ บีเซเองก็เช่นกัน สี่พันโกลด์เนี่ยนะ ใบหน้าของเด็กน้อยซีดเผือดลงทันทีเมื่อได้ยินจำนวนเงินก้อนโตมหาศาลที่ต่อให้รวยแค่ไหนก็คงตัดใจควักจ่ายได้ยาก
“คุณลุงเป็นขโมยเหรอคะ”
มันเริ่มตั้งแต่ตอนนั้นเอง
“นี่คิดจะดูถูกกันเพราะเห็นว่าฉันอุดอู้อยู่แต่ในบ้านนอกคอกนานี่หรือไงคะ”
ตอนที่ความสุภาพอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในน้ำเสียงของบีเซมลายหายไปจนหมดสิ้น
“ในหนังสือบอกไว้ชัดเจนแท้ๆ ว่าเป็นวีรบุรุษ……”
เด็กหญิงพึมพำด้วยน้ำเสียงมืดมนพลางกวาดสายตามองเอน็อคตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตานั้นราวกับกำลังมองดูพวกกุ๊ยข้างถนนไม่มีผิด
“เลิกพูดมากแล้วเอาเงินมา”
เพราะฉันเหนื่อยจะตายชักอยู่แล้ว และเอน็อคก็ทำตัวเหมือนพวกกุ๊ยข้างถนนจริงๆ เสียด้วย หลังจากเร่งรัดอีกเพียงครั้งเดียว เขาก็ก้มมองบีเซนิ่งๆ สายตานั้นแฝงแรงกดดันไร้เสียงที่บอกว่ามัวทำอะไรอยู่ ทำไมยังไม่รีบไปเอาเงินมาอีก
“ไม่ให้หรอกค่ะ จะให้เชื่อใจอะไรคุณลุงถึงต้องยอมจ่ายเงินก้อนโตขนาดนั้น มีหลักฐานไหมล่ะคะว่าคุณปู่ของฉันสัญญาไว้แบบนั้นน่ะ”
บีเซกอดอกแน่นโดยไม่กะพริบตาสักนิด เด็กน้อยที่เริ่มผ่อนคลายขึ้นกว่าตอนแรกมากตะโกนกร้าวอย่างมั่นใจด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าตนไม่มีอะไรต้องเป็นรองเลยสักนิด
“สัญญากู้ยืมก็ไม่มีแท้ๆ!” “…….”
เอน็อคไร้คำตอบเมื่อถูกทวงถามหาหลักฐาน เซร่าแสดงท่าทีหมดสนุกพลางคิดในใจว่ากะแล้วเชียว คุยโวโอ้อวดเสียดิบดีว่ามีเงินต้องมารับ แต่ดูท่าคงไม่มีอะไรมาพิสูจน์คำสัญญานั้นได้เลยสักอย่าง
“เอ่อ คุณหนูครับ”
การคุมเชิงอันยืดเยื้อไร้ความคืบหน้านั้นแปรเปลี่ยนเข้าสู่สถานการณ์ใหม่ได้ก็เพราะพ่อบ้านที่ยืนคอยดูแลอยู่ข้างกายบีเซ
พ่อบ้านก้าวขึ้นมาข้างหน้าอย่างสุภาพ ก่อนจะกระซิบกับนายจ้างที่ตนรับใช้อย่างนอบน้อม
“สัญญากู้ยืม มีอยู่ครับ” “อะไรนะ?!”
บีเซหันขวับไปมองพ่อบ้านด้วยความตกใจจนตัวโยน พ่อบ้านค้อมตัวกล่าวขอตัวสักครู่แล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันชวนอึดอัดที่เข้าปกคลุมแทนที่เขา
เซร่ารอคอยเขาด้วยสีหน้าสนอกสนใจท่ามกลางสถานการณ์ที่พลิกผันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“นี่คือสิ่งที่นายท่านผู้เฒ่าทิ้งไว้ให้คุณหนูครับ”
ครู่ต่อมา พ่อบ้านที่กลับเข้ามาพร้อมกับเอกสารแผ่นหนึ่งได้วางมันลงตรงกึ่งกลางระหว่างเอน็อคกับบีเซ บีเซผุดลุกขึ้นจากที่นั่งทันทีแล้วจ้องมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยสายตาเคร่งเครียด
บนแผ่นหนังแกะที่เก่าแก่เสียจนเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนไว้ดังนี้
[คาร์เมน แคตซี ตกลงจะจ่ายเงินจำนวน 4 000 โกลด์ให้แก่เอน็อค ซอร์เซอร์]
ถัดลงมาด้านล่างมีลายมือชื่อของคนทั้งสองและวันที่ทำสัญญาประทับอยู่อย่างชัดเจน วันที่ในสัญญาคือเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน เมื่อมีหลักฐานแน่ชัดจนไม่อาจปฏิเสธได้ เซร่าจึงถอนหายใจออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“……มีอยู่จริงด้วยเหรอเนี่ย” “ก็บอกแล้วไง”
ทั้งที่สีหน้าเมื่อครู่ดูเหมือนจะลืมไปสนิทใจแล้วแท้ๆ ว่าเคยมีของพรรค์นี้อยู่ ทว่าเอน็อคกลับตีหน้าตายเออออราวกับคาดการณ์ทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว
สายตาที่เหลือบมองอย่างยโสโอหังราวกับจะบอกว่า ‘เห็นหรือยังล่ะ’ นั้นช่างน่าหมั่นไส้เหลือเกิน ทว่าคราวนี้แม้แต่ท่าทางแบบนั้นก็ยังดูน่ามองขึ้นมาได้
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้พวกเราก็กลับกิลด์ได้เลยสิคะ! เจ้านาย!”
เซร่าเผยสีหน้าดีใจกับจำนวนเงินที่มากกว่าเงินที่เอน็อคยักยอกไปลิบลับ ทั้งที่คิดว่าจะต้องเสียเวลาไปอย่างน้อยสองสามเดือน แต่กลับจะได้เดินทางกลับเร็วกว่าที่คาดไว้มาก
“มะ-ไม่จริงน่า”
บีเซกลับมีสีหน้าไม่ต่างจากคนที่กำลังจัดงานศพ ผิดกับพวกเขาที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใส พอตกอยู่ในวิกฤตที่ต้องถูกชิงเงิน 4 000 โกลด์ไปต่อหน้าต่อตา ขาของเธอก็คงจะหมดแรง ถึงได้ทรุดฮวบลงนั่งกับที่อย่างไร้เรี่ยวแรง
“ทว่า”
คนที่สาดเกลือใส่บรรยากาศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ก็ยังคงเป็นพ่อบ้าน
“มีเงื่อนไขว่าต้องยอมรับข้อเรียกร้องของคุณหนูหนึ่งข้อครับ”
ชายผู้ไม่สูญเสียความสุขุมเยือกเย็นเอ่ยบอกเงื่อนไขลับในสัญญาที่พวกเขายังไม่ทันได้สังเกต
เซร่าขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ
“……คะ? นั่นมันไร้สาระอะไรกัน นี่เป็นเงินที่ได้รับเป็นค่าตอบแทนจากการช่วยชีวิตไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” “แต่มันเป็นเรื่องจริงครับ”
พ่อบ้านที่ปัดการโต้แย้งนั้นได้อย่างหมดจดยื่นนิ้วชี้ไปที่จุดหนึ่งตรงด้านล่างของสัญญาซึ่งวางนิ่งอยู่บนโต๊ะ
“ตรงนี้ครับ” “……?”
หากมองเผินๆ ตรงนั้นเป็นเพียงที่ว่างซึ่งไม่มีอะไรเขียนอยู่เลย เซร่าที่ยื่นหน้าเข้าไปแนบชิดกับแผ่นกระดาษหรี่ตาลง ถึงได้เห็นว่าใต้ปลายนิ้วของพ่อบ้านดูเหมือนจะมีรอยเปื้อนสีคล้ำๆ ติดอยู่
ครั้นเพ่งมองอยู่นาน เธอก็ตระหนักได้ว่านั่นไม่ใช่รอยเปื้อน เซร่าที่รวบรวมสายตาเพ่งมองจึงค่อยๆ ตะกุกตะกักอ่านข้อความที่ถูกเขียนซ่อนเอาไว้
[ทว่า สัญญานี้จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อเอน็อค ซอร์เซอร์ยอมทำตามข้อเรียกร้องหนึ่งข้อของคาร์เมน แคตซี หากท่านวีรบุรุษจอมขี้เกียจมาเยือนหลังจากที่ตาแก่อย่างข้าตายไปแล้ว จะต้องทำตามสิ่งที่หลานสาวอย่างบีเซ แคตซี ปรารถนาหนึ่งข้อ]
“หากไม่เป็นไปตามนั้น สัญญานี้จะถือเป็นโมฆะ……?”
และเมื่ออ่านประโยคอันยืดยาวนั้นจนจบ
“ว้าว……”
เซร่าก็ทึ่งในเล่ห์เหลี่ยมอันแยบยลที่แม้แต่ปีศาจยังต้องยอมแพ้อย่างแท้จริง
“……ตาแก่นี่เจ้าเล่ห์ชะมัด”
เอน็อคทำสีหน้าเหลือเชื่อพลางหลุดหัวเราะอย่างเอือมระอา
“……คุณปู่!”
บีเซยิ้มกว้างสดใสยิ่งกว่าดวงอาทิตย์
“นี่มันต้มตุ๋นกันชัดๆ!”
และในตอนกลางวันของวันรุ่งขึ้น เซร่าก็มายืนอยู่ใจกลางภูเขาหิมะที่หิมะทับถมกันหนาเตอะจนน่าขยะแขยง แค่ตรงทางเข้าหิมะยังทับถมกันแค่ระดับที่เหยียบย่ำได้ แต่พอเลยครึ่งทางไป ระดับหิมะก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ พอใกล้ถึงยอดเขาก็แทบจะท่วมมิดถึงเอวเลยทีเดียว
พายุหิมะก็พัดกระหน่ำอะไรขนาดนั้น แก้มทั้งสองข้างที่โดนลมหนาวบาดเสียดจนแสบเหมือนถูกแส้ฟาด ส่วนหูที่ไร้ความรู้สึกไปนานแล้วก็เจ็บแปลบจนแทบจะหลุดออกไป
หนาว! หนาวเกินไปแล้ว!
แม้บีเซจะให้ยืมเสื้อนวมอุ่นๆ มา ทว่าแค่นั้นก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะต้านทานความหนาวเหน็บระดับฆ่าคนได้นี้
“แบบนี้ได้หนาวตายห่ากันพอดี”
เซร่าที่ต้องตกอยู่ในสภาพไปไหนไม่ได้เพราะติดอยู่กับคนชวนประสาทจะกินคู่นี้ ได้แต่สั่นงันงกพลางก้าวไปข้างหน้าอย่างยากลำบากทีละก้าว
เมื่อเย็นวาน พอเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ในสัญญาถูกเปิดเผย สิทธิ์ขาดเหนือเงินสี่พันโกลด์ก็ตกไปอยู่ในมือของบีเซโดยสมบูรณ์
‘หนูจะบอกเงื่อนไขให้นะคะ’
เด็กหญิงที่ใบหน้าแต้มรอยยิ้มปฏิบัติต่อทั้งสองด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมและสุขุม ราวกับว่าที่เคยร้อนรนนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
บีเซที่กลับมาสุขุมได้อย่างเต็มที่ไม่ได้คิดทบทวนนานเลยแม้แต่น้อย รีบบอกเงื่อนไขที่เอน็อคต้องทำตามทันที
‘ถ้ากำจัดเฮตาให้ได้ หนูจะให้เงินค่ะ’
ขอกำจัดมังกรเนี่ยนะ
“มันใช่เรื่องไหมเนี่ย……”
เซร่าที่ตื่นจากภวังค์ความหลังพึมพำออกมาด้วยสีหน้าที่ยังคงเหลือเชื่อ แม้แทบไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับมังกรเป็นที่รับรู้มากนัก แต่ว่ากันว่าพวกมันไม่ใช่ตัวตนที่จะดับสูญได้
พูดอีกอย่างก็คือพวกมันไม่มีวันตาย วิธีการที่จะกำจัดตัวตนที่ไร้ซึ่งความตายนั้น เซร่าไม่รู้เลยแม้แต่นิดเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น มันไม่ใช่ตัวตนที่ชาวบ้านเทิดทูนบูชาในฐานะเทพผู้พิทักษ์หรอกเหรอ ถ้าชาวบ้านรู้ข่าวนี้ คราวหน้าหอกติดไฟอาจจะพุ่งตรงมาที่บีเซแทนก็ได้
ทั้งที่รู้เรื่องนั้นทั้งหมด เหตุผลที่บีเซเจาะจงยื่นเงื่อนไขแบบนี้ออกมาก็คงมีเพียงอย่างเดียว
ไม่มีคิดจะจ่ายเงินให้ ไสหัวไปซะ…… มันเป็นเจตนาที่ชัดเจนเสียจนแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดไตร่ตรองเลย
ปัญหาก็คือ คู่สัญญาดันไม่เข้าใจเจตนาที่ว่านั่นเลยสักนิด
‘ก็เอาสิ’
พอได้ฟังคำของบีเซ เอน็อคก็พยักหน้าตอบรับอย่างไม่ลังเล เป็นการตัดสินใจที่เอาแต่ใจและหยิ่งยโสอย่างยิ่ง
เรื่องนั้นมันไร้สาระสิ้นดีจนเมื่อคืนเธอไม่มีกะจิตกะใจจะคิดแผนลอบสังหารเอน็อคด้วยซ้ำ
เขาพักค้างแรมในคฤหาสน์หรูหราเพียงคืนเดียว พอดวงอาทิตย์ขึ้นก็มุ่งหน้าขึ้นภูเขาที่ว่ากันว่าเฮตาสถิตอยู่ทันที นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เซร่าต้องมาอยู่ที่นี่ ในเวลานี้ และสถานที่แห่งนี้
“หา?! เจ้านายคะ! แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน!”
เซร่าตะโกนหาเรื่องไปทางไหนสักแห่งท่ามกลางพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำ
นายท่านตัวดีที่ลากเธอออกมาทั้งที่ยังหลับอยู่เดินลิ่วไปข้างหน้าไกลจนแทบจะมองไม่เห็นตัวแล้ว
วู่ววว
“อ๊าก!”
ตอนนั้นเอง ลมกระโชกแรงที่พัดมาแทนคำตอบของเอน็อคก็ซัดเซร่าจนกระเด็น เธอรู้สึกเหมือนร่างลอยคว้าง ก่อนจะหงายหลังกลิ้งหลุนๆ ไปบนลานหิมะ หลังกลิ้งไปหลายตลบ เซร่าก็จมมิดลงไปในกองหิมะหนาในท่าทางที่ไม่มีทางลุกขึ้นมาเองได้
“ลุกขึ้นมาเดินให้มันดีๆ”
เอน็อคที่เดินเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ดึงตัวเธอขึ้นมาราวกับถอนหัวไชเท้าพลางเอ็ดใส่ แฮ่ก แฮ่ก เซร่าที่หอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้ารีบคว้าตัวเอน็อคไว้หมับด้วยสองมือ แล้วรัวคำพูดที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาอย่างรวดเร็ว
“แบบนี้มันจะดีจริงๆ เหรอคะ กลับไปตอนนี้แล้วหางานใหม่ทำจะไม่ดีกว่าเหรอ อีกอย่าง คิดจะฆ่าเทพผู้พิทักษ์ประจำหมู่บ้านเพียงเพราะคำพูดของเด็กคนเดียวจริงๆ หรือคะ…”
ทุกข้อล้วนเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นทั้งสิ้น ทว่าเอน็อคกลับปัดตกไปด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว
“แค่ทำเทือกเขาพังนิดหน่อยก็งอแงเป็นเด็ก เทพผู้พิทักษ์บ้าบออะไรกัน” “…”
ท่าทีที่ไม่เปิดช่องให้เจรจาทำเอาเซร่าถึงกับพูดไม่ออก ถ้าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำรุนแรงราวกับจะฉีกเนื้อให้เป็นชิ้นๆ นี้เรียกว่าแค่ ‘งอแง’ ล่ะก็ เซร่ามั่นใจได้เลยว่าพวกตนไม่มีทางเอาชนะได้แน่นอน
เซร่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลงสงสัยโดยไม่คิดจะซ่อนความรู้สึกเลยสักนิด
“แล้วรู้หรือยังคะว่าจะไปหามันได้ที่ไหน” “ทำไมต้องไปหา”
เอน็อคเอียงคอราวกับจะถามว่าทำไมต้องทำเรื่องที่ไร้ประสิทธิภาพพรรค์นั้นด้วย เขาเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเวทนาเหมือนกำลังตอบคำถามที่โง่เง่าที่สุดในโลก
“เรียกเอาก็จบแล้ว”
กำลังโหลดความเห็น...