“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 73
เซร่าที่บอกให้รอสักครู่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปพักใหญ่ทีเดียวกว่ายอมเปิดประตูให้
“เตรียมตัวเสร็จแล้วใช่ไหม? ก่อนอื่นก็ไปที่ประตูใหญ่ด้วยกัน……”
สโนว์ที่ยืนรอจนหน้าตาเบื่อโลกแทบตายยิ้มออกอย่างดีใจเมื่อประตูเปิดออกในที่สุดและก้าวเท้าเข้ามาด้านใน แต่แล้ว
“ว้าว”
ทันทีที่ได้เห็นภาพทิวทัศน์ภายในห้อง เขาก็ลืมคำพูดที่ตั้งใจจะพูดไปจนหมดสิ้น
“เซร่า นี่มันออกจะ……”
เขากวาดสายตามองเซร่าที่กำลังยืนหอบหายใจราวกับเพิ่งไปออกกำลังกายมา เตียงนอนด้านหลังเธอที่ว่างเปล่าไร้ผ้าห่มอย่างสะอาดสะอ้าน และภายในห้องที่เย็นเฉียบราวกับห้องน้ำแข็งเพราะหน้าต่างที่เปิดอ้าไว้ด้วยแววตาสับสนงุนงง ทุกอย่างล้วนดูมีเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งสิ้นจนเขาคิดหนักว่าจะต้องกังวลเรื่องไหนก่อนดี
หลังจากจมอยู่ในความคิดครู่หนึ่ง สโนว์ก็ตัดสินใจเลือกกังวลเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดก่อน
“มันไม่ ดูเกินไปหน่อยเหรอ?”
นิ้วของเขาชี้ไปยังลำคอของเซร่าที่กลายสภาพเป็นเหมือนวัวลายจุดไปแล้วในชั่วข้ามคืน ร่องรอยที่เดิมทีหลงเหลืออยู่เพียงจุดเดียวในตำแหน่งที่คนอื่นมองเห็นได้ชัด บัดนี้กลับผุดขึ้นมาอย่างหนาทึบจนแทบหาช่องว่างไม่เจอ
แม้จะไม่รู้ว่าจงใจทำถึงขนาดนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่ แต่ถ้าเป็นแบบนี้แทนที่จะกระตุ้นจินตนาการชวนหวามไหว ไม่ว่าใครก็ต้องตกใจจนสะดุ้งแล้วเบือนหน้าหนีอย่างแน่นอน มันต้องมีประทับไว้สักจุดสองจุดพอประมาณถึงจะชวนให้มองแล้วแซวเล่นได้สิ ถ้าเล่นประทับรอยไว้จนสัมผัสได้ถึงความคลั่งขนาดนี้ ใครต่อใครคงคิดว่าเธอกำลังคบหากับไอ้บ้าโรคจิตที่ไหนอยู่แน่ๆ
และในเรื่องเล่าที่ว่านี้ ไอ้บ้าโรคจิตที่เซร่ากำลังคบหาอยู่ก็คือตัวสโนว์เองเสียนี่
“ถึงฉันจะค่อนข้างชอบเรื่องบนเตียงก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้บ้าคลั่งเบอร์นั้นนะ”
นั่นเป็นความเข้าใจผิดที่ต่อให้เป็นสโนว์ก็ยังรู้สึกอยุติธรรมเกินกว่าจะยิ้มแล้วปล่อยผ่านไปได้ เซร่าที่พลอยมีสีหน้าเคร่งเครียดตามไปด้วยลูบลำคอตัวเองอย่างเก้ๆ กังๆ พลางถาม
“……ขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
เธอยังไม่ได้ส่องกระจกจึงไม่รู้ว่าสภาพของตัวเองดูย่ำแย่ขนาดไหน สโนว์ทำสีหน้าอึ้งๆ พลางเอียงคอ
“ยังจะถามอีกเหรอ? ตอนที่ทำไม่เอะใจบ้างเลยหรือไงว่ามันแปลกๆ?” “…….”
ไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นหรอก จำได้แค่ว่าต้องกัดฟันทนแทบตายเพราะต้องกลั้นเสียงครางเอาไว้เท่านั้น สงสัยจะมีอะไรที่น่าทึ่งประทับอยู่บนคอฉันจริงๆ สินะ เซร่าที่ปล่อยวางยอมรับความจริงอย่างสงบนิ่ง อย่างไรเสียเธอก็ไม่เคยคาดหวังว่าไอ้ระยำเอน็อคจะมีประโยชน์อะไรมากมายอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกโกรธขึ้นมาใหม่อีกรอบ
“……ไม่เป็นไรแน่นะ? สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย”
เธอแค่กำลังรักษาสีหน้าให้สงบนิ่งแท้ๆ แต่สีหน้าของสโนว์ที่เฝ้ามองอยู่กลับพลันเคร่งเครียดขึ้นมา สภาพฉันดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ เซร่าที่ร่างกายไม่ได้รู้สึกแย่อะไรลูบใบหน้าตัวเองด้วยสายตากังขา จะว่าไปพอนอนกับเอน็อคแล้ว อย่างน้อยผิวพรรณก็เนียนกริบเหมือนไข่ปอกจริงๆ นั่นแหละ
“พอดียังนอนไม่อิ่มเท่าไหร่ก็เลยเป็นแบบนี้น่ะค่ะ ไม่ต้องกังวลหรอก” “เปล่า ถ้าดูเหนื่อยล้ามันจะดูสวยน้อยลงน่ะสิ” “…….” “วันนี้เธอต้องดูสวยที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยนะ” “…….”
พอเธอตอบกลับไปตามมารยาทส่งๆ สโนว์ก็ชี้ให้เห็นใจความสำคัญของปัญหาอีกครั้งว่าเรื่องที่เขากังวลไม่ใช่เรื่องพรรค์นั้นเสียหน่อย หุ้นส่วนของเธอนี่ ช่างตรงไปตรงมาเสียจริง
หากเป็นคนอื่นได้ยินคำพูดเช่นนี้ คงโมโหเป็นฟืนเป็นไฟแล้วตวาดกลับไปว่า นี่หาว่าฉันขี้เหร่อยู่หรือไง แต่สำหรับเซร่าที่ไม่สนใจใบหน้าของตัวเองเลยสักนิด เธอกลับตอบสนองด้วยท่าทีไม่ยินดียินร้ายเท่านั้น
“ถ้าไม่เหนื่อยแล้วผลลัพธ์มันจะต่างไปเหรอคะ?” “ก็นั่นสินะ ต่อให้เธอไม่อาบน้ำไม่นอนสักสามวัน เธอก็คงสวยที่สุดอยู่ดีนั่นแหละ” “……?”
เธอพูดออกไปโดยเจตนาจะสื่อว่าต่อให้เหนื่อยหรือไม่เหนื่อยก็ห่างไกลจากคำว่าสวยอยู่ดีแท้ๆ แต่คำตอบที่ได้รับกลับดูเว่อร์วังจนน่าขนลุก
“ถึงอย่างนั้นวันนี้ก็แต่งตัวให้อบอุ่นหน่อยนะ?”
ระหว่างที่เธอกำลังอึ้ง สโนว์ก็จับตัวเซร่าหมุนกลับไปแล้วดันไปทางตู้เสื้อผ้าเบาๆ พร้อมกับกำชับ แผนการนี้ดูท่าคงล้มเหลวไปแล้ว ความคิดของเขาจึงเปลี่ยนเป็นให้ปกปิดให้มิดชิดเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดประหลาดๆ แทน
“……เข้าใจแล้วค่ะ”
เซร่าที่ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดีก้าวขาออกไปอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าหัวเข่ากลับเฉียดเข้ากับมุมโต๊ะเบาๆ
“โอ๊ย”
หากเป็นเวลาปกติคงไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลยสักนิด ทว่าเสียงอุทานกลับหลุดออกมาโดยสัญชาตญาณ อะไรเนี่ย ทำไมฉันถึงเจ็บล่ะ เธอก้มมองหัวเข่าด้วยแววตาฉงนงงงวย สองเข่าของเธอไม่ได้ถึงกับฟกช้ำ แต่กลับถลอกจนแดงแจ๋
ไปโดนอะไรมาถึงได้เป็นแบบนั้นกันนะ ทันทีที่คิดเช่นนั้น ความทรงจำเมื่อคืนวานก็แล่นวาบเข้ามาในหัวราวกับจิตใต้สำนึกกำลังตอบคำถาม
‘อา พอที ฤทธิ์ยา…. หมดแล้วก็ ไปสักทีสิ……!’ ‘ฉันเอาออก หมดแล้วนี่ คราวนี้เธอ ก็ต้องเอาออกบ้างสิ’
เห็นท่าทางของเอน็อคดูเหมือนจะได้สติกลับมาบ้างแล้ว เธอคิดว่าคงจบเรื่องเสียทีและตั้งใจจะไปอาบน้ำ ทว่ากลับถูกจู่โจมจากด้านหลัง เอน็อคจับเซร่าที่บังเอิญเดินผ่านโต๊ะกดคว่ำหน้าลงกับโต๊ะตัวนั้น แล้วกระหน่ำแทงท่อนล่างอันน่าสะพรึงกลัวเข้ามาโดยไม่สนใจคำด่าทอของเธอที่ไล่ให้เขาไสหัวไปให้พ้นเลยสักนิด
‘ไม่ ฮึก ไม่จำเป็น อ๊า อื้อ!’
เซร่าที่ทาบทับร่างท่อนบนไว้บนโต๊ะยอมรองรับเอน็อคเข้าไปทั้งอย่างนั้น เหตุผลที่เธอไม่ได้ผลักไสอย่างจริงจังคงเป็นเพราะเศษเสี้ยวของยาปลุกกำหนัดร้ายกาจที่เอน็อคกินเข้าไปได้ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเธออย่างที่เขาว่าไว้จริงๆ นั่นแหละ ใช่แล้ว ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ
‘แผ่นหลังของคนที่มีคู่ควงแล้วทำไมถึงได้เนียนสะอาดขนาดนี้นะ’
เอน็อคที่ยึดครองด้านหลังของเซร่าเอามาตรฐานอันเป็นอัตวิสัยของตัวเองมาอ้าง แล้วก็ดูเหมือนจะขบกัดแผ่นหลังของเซร่าไปทั่ว และเหมือนจะยังพ่นเรื่องไร้สาระออกมาเรื่อยๆ แต่ในตอนนั้นเธอต้องพยายามอย่างหนักเพื่อกลั้นสายน้ำที่ไหลเยิ้มหยดย้อยอยู่ด้านล่างจนไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
‘ฮา อุ่นจัง……’
ทั้งที่จำได้ว่าเจ้าตัวเอ่ยปากเองว่าฤทธิ์ยาหมดไปแล้วแท้ๆ แต่เอน็อคก็ยังทำตัวเหมือนคนเมายาไม่มีผิด เขาสอดใส่แก่นกายของตนเข้าไปในรูอันเปียกชุ่มแล้วกระแทกกระทั้นบั้นท้ายเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งราวกับจะหลั่งออกมาเสียเดี๋ยวนั้น พลางครางระบายความรู้สึกที่ได้กวนปั่นผนังด้านในขณะที่สอดลึกจนสุดโคน หรือบางทีก็ใช้สองมือแหวกกลีบเนื้อที่ขึ้นสีแดงก่ำออกเพื่อเฝ้าดูแก่นกายของตนสอดหายเข้าไปในร่างเล็กๆ นั่นจนหมดลำ
เธอถูกจับคว่ำหน้าอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเอน็อคหลั่งออกมาอีกอย่างน้อยสองรอบ ในตอนนั้นเธอไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเจ็บเข่า แต่ก็ไม่นึกเลยว่าจะทำกันหนักหน่วงจนถึงขั้นเกิดแผลถลอกแบบนี้……
“เป็นอะไรไป ตรงนั้นเจ็บเหรอ?” “เปล่าค่ะ!”
เสียงที่ทะลุแทรกเข้ามากลางความทรงจำอันน่าอับอาย ทำให้เซร่าปฏิเสธเสียงแข็งอย่างน่าสงสัย
“ฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วตามไป เพราะงั้น ออกไปรอข้างนอกนะคะ”
เซร่าที่พูดตะกุกตะกักขึ้นมาผิดจังหวะรีบผลักสโนว์ออกไปนอกห้องอย่างเร่งร้อน แม้สโนว์จะมองเซร่าที่ทำตัวแปลกไปกว่าทุกวันด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย ทว่าการเตรียมตัวออกไปข้างนอกย่อมสำคัญกว่าเป็นอันดับแรก เขาจึงยอมเดินออกจากห้องไปแต่โดยดี
“อ๊ะ ลืมพูดเรื่องสำคัญจนได้สิน่า”
เมื่อก้าวออกมาข้างนอก สโนว์ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทำตามเป้าหมายเดิมที่มาหาเซร่า เขามีเรื่องที่ต้องบอกเธอก่อนจะได้พบกับกิลด์อัลแทร์ ทว่าสภาพของเซร่าที่ดูแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิงตลอดทั้งคืนนั้นทำให้เขาลืมเสียสนิท
ช่างเถอะ คงไม่เป็นไรมั้ง? พอลองคิดดูอีกทีก็ไม่เห็นจะใช่เรื่องสำคัญอะไรนี่นา สโนว์ที่ปล่อยผ่านไปอย่างส่งๆ เดินฮัมเพลงกลับไปยังห้องของตน ดูท่าคงต้องใช้เวลาเตรียมตัวอีกนาน ระหว่างนี้เขาจึงกะว่าจะไปเล่นกับแมวรอ
ในขณะเดียวกัน เซร่าที่ส่งสโนว์ออกไปและมายืนอยู่หน้ากระจกในที่สุดนั้นก็ต้องตกตะลึง
“นี่มันไอ้ชาติหมาแท้ๆ เลยไม่ใช่เหรอ!”
เธอสบถคำหยาบคายออกมาเมื่อเห็นรอยดูดเรียงรายแน่นขนัดอยู่ทั่วลำคอของตน
“วันนี้ฝนจะตกเหรอคะ?”
ท้องฟ้าดูมืดครึ้มพิกล เซร่าจึงเอ่ยถามสโนว์เรื่องฝน
“นั่นสิ อากาศก็ไม่ได้ชื้นนะ มีอะไรเหรอ?” “เปล่าค่ะ แค่รู้สึกว่าฟ้ามันมัวๆ……” “ขนาดนี้ก็ถือว่าปกติสำหรับหน้าหนาวไม่ใช่เหรอ?” “นั่นสิคะ”
สิ้นสุดการคุยสัพเพเหระอันไร้สาระ ทั้งสองคนก็ยืนเหม่อลอยเคียงข้างกันอย่างปรองดอง ทั้งคู่ที่เตรียมตัวออกไปข้างนอกเสร็จเรียบร้อยกำลังเดินตามสมาชิกกิลด์ที่มาร์คัสส่งมา ไปยังแนวรอยต่อระหว่างกิลด์ซิกนัสกับกิลด์อัลแทร์ และรอต้อนรับแขกอยู่แถวๆ หนามสีดำที่คั่นกลางระหว่างสองฝั่ง
ตามปกติแล้วควรจะเป็นเรื่องที่ผู้รับผิดชอบของซิกนัสกับผู้รับผิดชอบของอัลแทร์มาพบกันเพื่อตกลงให้เสร็จสิ้นโดยง่าย ทว่าอีกฝ่ายกลับดึงดันตั้งเงื่อนไขว่าจะต้องให้สโนว์เข้าร่วมโต๊ะเจรจาตั้งแต่ครั้งแรก จึงช่วยไม่ได้
ช่างเป็นพวกที่น่ารำคาญเสียจริง หลังจากประเมินสั้นๆ จบ เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าตัวเองดูจะไร้ซึ่งความตึงเครียดเกินไปหรือเปล่า
“ฉันต้องระวังอะไรเป็นพิเศษไหมคะ?” “ไม่หรอก ไม่มีอะไรมากหรอก~ แค่ยืนอยู่ข้างฉัน แล้วทักทายว่าเป็นคนรักของฉันก็จบแล้ว” “ง่ายจังเลยนะคะ?” “ง่ายใช่ไหมล่ะ~”
ความระแวดระวังที่เพิ่งผุดขึ้นมาในหัวพลันมลายหายไป สโนว์ทำให้เธอเบาใจด้วยการบอกว่าตอนนี้เหลือแค่จัดการให้เรื่องมันจบๆ ไปเท่านั้น
หาเงิน 100 โกลด์นี่มันช่างง่ายดายเหลือเกิน เซร่าพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วกลับมายืนเหม่อลอยอย่างสงบสุขอีกครั้ง
อันที่จริงเซร่าไม่ได้สนใจสถานการณ์ตรงหน้าเลย แต่กำลังจดจ่ออยู่กับอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่ส่องกระจกในห้องเมื่อครู่ สภาพของตนที่มีรอยด่างพร้อยราวกับคนเป็นโรคร้ายก็ยังคงติดตาไม่ยอมจางหายไป
ทำไมกันนะ รอยพวกนั้นถึงไม่ยอมหายไปเสียที…… ด้วยเหตุนี้เธอจึงต้องพันผ้าปกปิดร่างกายทุกส่วนยกเว้นใบหน้าเอาไว้อย่างมิดชิด โชคดีที่อากาศหนาวเย็นจึงไม่มีใครมองว่าแปลก ทว่าเธอก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่าทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
พูดให้ถูกก็คือเธอสงสัยเงื่อนไขการทำงานที่แท้จริงของพลังรักษาที่เอน็อคมีอยู่ แค่สัมผัสตัวเขาความเหนื่อยล้าก็หายเป็นปลิดทิ้งแถมผิวยังเต่งตึงขึ้น เธอจึงคิดว่าแค่แตะต้องตัวก็คงได้รับการรักษาทั้งหมดโดยอัตโนมัติเสียอีก แต่พอเห็นสภาพของตัวเองตอนนี้แล้ว ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น
คลุกคลีกันจนแทบจะกลืนกินกันขนาดนั้น รอยด่างพร้อยพวกนี้มันควรจะหายไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงยังอยู่เหมือนเดิมล่ะ? หรือว่าจะรักษาแค่บาดแผลที่เกิดขึ้นก่อนมีอะไรกัน ส่วนรอยที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นจะไม่หายไปอย่างนั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้น หากจะลบรอยที่มีอยู่บนตัวตอนนี้ให้หมดก็ต้องนอนด้วยกันอีกรอบงั้นเหรอ? แล้วถ้าตอนนั้นเขาขบกัดอีกก็ต้องนอนด้วยกันอีกงั้นสิ? หากเป็นวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนไม่รู้จบแบบนั้น มีหวังมิต้องนอนด้วยกันตลอดไปเลยหรือไง?
จุดสิ้นสุดของสมมติฐานที่ผุดตามกันมาเป็นพรวน คือการตระหนักได้ว่าตนกำลังทุ่มเทความคิดให้แก่เรื่องไร้สาระพรรค์นี้อย่างเอาจริงเอาจัง
……ทำไมฉันต้องมานั่งคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยเนี่ย
เซร่าที่ตัดความคิดเกี่ยวกับเอน็อคออกไปได้ในที่สุดรู้สึกสมเพชตัวเอง การที่มานั่งหมกมุ่นกับเรื่องพรรค์นี้อย่างเคร่งเครียด แปลว่าช่วงนี้ชีวิตเธอคงจะสุขสบายเกินไปแล้วจริงๆ
อันที่จริงนับตั้งแต่กำจัด ‘กิ๊ว’ ตัวสุดท้ายไปเมื่อคราวก่อน เซร่าก็ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา แน่นอนว่าเมื่อคืนวานไม่ได้สงบสุขเลยสักนิด แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาอันแสนโชกโชนตอนที่เพิ่งขึ้นมาบนโลกมนุษย์ ความสงบสุขในตอนนี้กลับน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำ
แบบนี้จะดีเหรอ ถ้าพระเจ้าทรงรู้ว่าฉันใช้ชีวิตสุขสบายขนาดนี้คงจะกริ้วน่าดู…… แม้จะคิดเช่นนั้น แต่เซร่าก็ยังคงเพลิดเพลินกับความเงียบสงบที่โอบล้อมรอบตัวราวกับกำลังลอยละล่องไปตามสายน้ำไหล
ความสงบสุขมักทำให้คนเราหย่อนยาน ด้วยเหตุนี้ช่วงนี้เซร่าจึงมักจะลืมเป้าหมายที่ตนขึ้นมาบนโลกมนุษย์ และเผลอคิดเหมือนกับว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่จริงๆ อยู่บ่อยครั้ง
ความกังวลเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะลดโทษทัณฑ์ได้นั้นลดน้อยลงไป และหันมาพะวงกับเรื่องในชีวิตประจำวันอย่างเช่น เย็นนี้จะกินอะไรดีนะ หรือเพื่อวันพรุ่งนี้แล้วคงต้องลบรอยที่ดูเหมือนโรคผิวหนังพวกนี้ออกให้หมดเสียก่อน
เรื่องพรรค์นั้นไม่ได้ช่วยอะไรต่อเป้าหมายของตนเลยสักนิดแท้ๆ……
ปู๊ววว—
ในตอนนั้นเอง เสียงดังกังวานทึบหนักก็แว่วขึ้นมาจากที่ไกลๆ แม้จะเป็นเสียงที่ไม่ได้ยินมาเนิ่นนานเหลือเกิน ทว่าเซร่ากลับจำได้ในทันทีว่ามันคือเสียงอะไร
“อย่าบอกนะว่านี่คือเสียงแตรเขาสัตว์น่ะค่ะ?”
เมื่อเธอเอ่ยถามอย่างลังเลไม่แน่ใจ สโนว์ที่อยู่ข้างๆ ก็ตอบกลับมาอย่างเต็มใจ
“อื้ม กิลด์อัลแทร์จะทำแบบนี้เสมอก่อนมาเยือนน่ะ” “จำเป็นต้องทำขนาดนั้นด้วยเหรอคะ?”
ขณะต่อบทสนทนา เซร่าก็เหลือบมองท้องฟ้าอีกครั้ง ดูยังไงฝนก็น่าจะตกชัดๆ หรือว่าไม่ใช่กันนะ…?
“ก็ส่งสัญญาณให้รู้ตัวว่าใกล้จะถึงแล้ว ให้ออกมารอต้อนรับยังไงล่ะ มั้งนะ~”
อะไรของพวกเขากันอีกเนี่ย พฤติกรรมที่หลงตัวเองจนล้นทะลักขนาดนี้ทำให้เซร่าหลุดหัวเราะหึออกมาเบาๆ ตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ จักรพรรดิซอร์เซอร์ก็ชอบเรียกร้องความสนใจแบบนี้เหมือนกัน ตอนนั้นจักรพรรดิคือผู้มีอำนาจสูงสุด บรรยากาศรอบตัวเลยมีแต่คนคอยตามใจถ้าเขาอยากทำอะไร มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด
แต่ในยุคนี้ไม่ใช่ว่าทั้งกษัตริย์และประเทศต่างก็สูญสิ้นไปหมดแล้วหรอกเหรอ ถึงจะมีทาสอยู่แต่ระบบชนชั้นวรรณะอื่นก็หมดไปแล้วแท้ๆ แล้วนี่มันพฤติกรรมน่าสมเพชอะไรกัน เหอะ เซร่าที่แค่นหัวเราะเบาๆ บ่นพึมพำออกมา
“ทำอย่างกับตัวเองเป็นราชวงศ์ไปได้”
ทันใดนั้น สโนว์ก็เอ่ยรับลูกขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
“อ๊ะ ใช่แล้วล่ะ ราชวงศ์นั่นแหละ รู้ได้ยังไงน่ะ? คนยุคนี้ไม่ค่อยรู้จักเรื่องพวกนี้กันแล้วแท้ๆ” “……คะ?”
คำพูดที่เหมือนเรื่องโกหกพิลึกนั่นทำให้เซร่าเบิกตากว้างพลางถามย้อนกลับไป
“กิลด์อัลแทร์คือกิลด์ที่เหล่าเชื้อพระวงศ์ที่รอดชีวิตมารวมตัวกันก่อตั้งขึ้นน่ะสิ”
สโนว์อธิบายเสริมพลางทำหน้าเหมือนจะบอกว่าเธอเป็นคนพูดเองแท้ๆ แล้วจะตกใจทำไม
“…….”
เซร่าที่จับพลัดจับผลูทายความจริงถูกเข้าอย่างจังพลอยหุบปากเงียบลง เธอแค่กะจะพูดเหน็บแนมประชดประชันแท้ๆ แต่ดันเป็นราชวงศ์ตัวจริงเสียงจริงซะงั้น…… แม้จะคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าพิศวงพิลึกพิลั่นสิ้นดี แต่สีหน้าของเธอกลับเจื่อนสนิทราวกับเพิ่งกินผลไม้รสฝาดเข้าไป
ราชวงศ์ ราชวงศ์เนี่ยนะ ตั้งแต่อดีตชาติ เซร่าไม่เคยพบเจอเรื่องดีๆ เลยสักครั้งเวลาต้องไปข้องแวะกับคนพวกนั้น ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือเอน็อค ซอร์เซอร์
อาจเพราะความรู้สึกต่อต้านที่ฝังลึกข้ามภพข้ามชาติมา อารมณ์สบายๆ ที่กำลังเพลิดเพลินกับความสงบสุขตลอดหลายวันที่ผ่านมาจึงถูกเหยียบเบรกเข้าอย่างจัง จะบรรยายความรู้สึกนี้ว่าอย่างไรดี มันเป็นความรู้สึกตะขิดตะขวงใจอันน่าสะอิดสะเอียนที่สัญชาตญาณสัมผัสได้ถึงอันตรายและร้องเตือนเธอก่อนที่สมองจะทันได้ตระหนักเสียอีก
สโนว์ไม่สนใจปฏิกิริยาของเซร่าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก เขายังคงเจื้อยแจ้วบอกเล่าเรื่องราวที่บอกว่าเป็นข้อมูลจำเป็นต่อไป
“เพราะงั้นก็เลยไม่ค่อยจะถูกกับซิกนัสเท่าไหร่” “……ทำไมล่ะคะ?” “ก็ต้นเหตุที่ทำให้คนพวกนั้นถูกขับไล่มาจากหัวหน้านี่นา พอหัวหน้าทำการปฏิวัติที่ยากที่สุดได้สำเร็จ การปฏิวัติก็เลยกลายเป็นกระแสนิยมระบาดไปทั่วทั้งทวีปเลย” “เอ่อ อื้อ……”
คำอธิบายของสโนว์ทำให้สีหน้าของเซร่ายิ่งดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นไปอีกพลางครางในลำคอ ทำไมมันเหมือนเคยได้ยินเรื่องนี้มาจากที่ไหนมาก่อน เซร่าจำได้อย่างแม่นยำว่าตนเคยได้ยินเรื่องที่คล้ายกันนี้เมื่อไหร่ ที่ไหน และจากใคร
‘พวกที่สมควรจะตายกลับรอดชีวิตและทำการปฏิวัติได้สำเร็จ’
เสียงอันน่าเกรงขามดังกึกก้องขึ้นในหัว ลานพิพากษาที่เปลวเพลิงนรกเดือดพล่าน ภาพของเทพเจ้าผู้เย็นชาที่ยืนหันหลังให้แสงสว่างพลางก้มมองลงมายังเธอนั้นแจ่มชัดราวกับภาพวาด
‘ด้วยเหตุนั้น ยุคกษัตริย์ที่สมควรจะดำรงอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อยหลายศตวรรษจึงต้องปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?’
ตอนนั้นเธอตอบกลับไปว่ายังไงนะ น่าจะทำตัวกวนประสาทตอบไปส่งๆ ว่าเร็วขึ้นก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ คำพูดนั้นทำให้เทพเจ้าทรงพิโรธเป็นฟืนเป็นไฟ เกือบทำให้วิญญาณของเธอแหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปแล้วเชียว
ตอนนั้นเธอไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์ถึงได้โกรธเกรี้ยวขนาดนั้น…… แต่ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะเข้าใจแล้ว
ปู๊ววว— เสียงแตรเขาสัตว์ดังกังวานขึ้นมาจากระยะที่ใกล้กว่าเดิม พร้อมกันนั้น ฝุ่นควันที่ตลบอบอวลอยู่ไกลๆ ก็กำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาทางกิลด์ซิกนัส
“……ถ้าอย่างนั้นคนพวกนั้น”
เซร่าที่เริ่มรู้สึกระคายเคืองตาขึ้นมาหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ก็กลายเป็นว่าชีวิตพังเพราะเจ้านายดันปฏิวัติสำเร็จสินะคะ?”
สโนว์ส่งเสียงฮัมในลำคอด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจนัก
“อย่างน้อยพวกเจ้าตัวก็คงคิดแบบนั้นล่ะนะ~ ทั้งที่คนอื่นมองแล้วไม่ใช่เลยสักนิด” “……อืม” “กษัตริย์หายหัวไปตั้งนานแล้ว ใครจะไปรู้ล่ะว่าป่านนี้บัลลังก์จะไม่มอดไหม้ไปแล้วน่ะ?” “……อือืม”
เซร่าที่เอาแต่ครางตอบรับในลำคออย่างว้าวุ่นใจทุกท้ายประโยคเอ่ยปากขึ้นมาอย่างยากลำบาก
“อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะคะ” “หือ?”
สโนว์มองเธอด้วยสายตาที่ต้องการคำอธิบาย ทว่าเซร่ากลับจ้องมองฝุ่นควันที่พัดกระหน่ำเข้ามาและท้องฟ้าที่ทอดตัวอยู่เหนือสิ่งนั้น พลางตอบกลับไปด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง
“วันนี้ ฝนคงไม่ตกแล้วล่ะค่ะ”
ดวงตาสีอเมทิสต์ที่จู่ๆ ก็บอกเล่าสภาพอากาศที่ใครๆ ก็รู้อยู่แล้วดูเลื่อนลอยราวกับกำลังมองข้ามฟากฟ้าไปไกลแสนไกล ทิวทัศน์ที่เธอกำลังจ้องมองสะท้อนอยู่บนรูม่านตาสีดำสนิทที่เบิกกว้างราวกับจะกลืนกินแสงสว่างทั้งหมดเข้าไป
ท้องฟ้าที่โปร่งสูงและฟ้าครามสมกับเป็นฤดูใบไม้ร่วง ทว่ากลับต่างจากท้องฟ้าที่คนอื่นมองเห็นอยู่บ้าง… ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำทมึน… ท้องฟ้าที่คิดว่าเป็นก้อนเมฆแต่ความจริงกลับไม่ใช่…
ท้องฟ้าที่ดูมืดมัวในสายตาของเซร่าเพียงผู้เดียวสั่นสะเทือนอย่างหม่นหมอง
กี๊วววววว……
เสียงนั้นราวกับเสียงแตรเขาสัตว์ที่กิลด์อัลแทร์กำลังเป่าไม่มีผิด คำเตือนที่บอกว่าข้ากำลังไปที่นั่น จงเตรียมใจเอาไว้ให้ดี…
ก็นึกแล้วเชียว เรื่องแบบนี้มันจะไปจบลงอย่างสงบสุขได้ยังไงกัน เซร่าที่มองดูกลุ่มก้อนควันสีดำที่พัดถาโถมเข้ามาหาตนพึมพำคนเดียวอย่างหมดแรง
พร้อมกันนั้นก็มีเสียงลั่นเปรี๊ยะ ชิ้นส่วนปริแยกออกจากกัน มันคือรอยแยกครั้งใหญ่ที่ไม่อาจเทียบกับครั้งก่อนๆ ได้เลย
กำลังโหลดความเห็น...