“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 74
พรมสีแดงทอดผ่ายาวข้ามทุ่งหญ้า สองข้างทางมีเหล่าผู้สวมเครื่องแบบเรียบกริบตั้งแถวต้อนรับ คานหามอันวิจิตรตระการตาเคลื่อนผ่านระหว่างคนเหล่านั้น
คานหามที่เดินขอบด้วยทองคำและประดับประดาด้วยอัญมณีเจียระไนดั่งดอกไม้ส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงตะวันที่กำลังเยื้องกราย เบาะรองนั่งผ้าไหมสีแดงบนคานหามอัดแน่นไปด้วยขนแกะนุ่มฟู เป็นสินค้าชั้นยอดที่ไม่ทำให้เมื่อยล้าแม้จะนั่งเป็นเวลานาน
ชายหนุ่มผู้แบกหามสวมชุดข้ารับใช้ผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินที่ตัดกับพรมสีแดง บนใบหน้าของพวกหนุ่มๆ ที่สวมหมวกและผ้าคลุมอย่างครบครันเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจที่ได้รับใช้ผู้สูงศักดิ์
ทุกครั้งที่คานหามก้าวไปทีละก้าว บรรดานางกำนัลที่ล้อมรอบต่างโปรยกลีบดอกไม้ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
บนคานหามมีคนสองคนนั่งอยู่ ด้านหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนผอมกะหร่องหน้าตาจู้จี้เข้มงวด อีกด้านหนึ่งคือเด็กสาวที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ ชายผู้นั้นเชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งยโส พิงกายอย่างผ่อนคลายพลางยึดพื้นที่ตรงกึ่งกลางคานหามราวกับไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัว ในทางกลับกัน เด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับหดตัวเงียบๆ อยู่ตรงริมคานหามด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ
หากจะมีสิ่งเดียวที่เหมือนกันระหว่างคนทั้งสองที่มีปฏิกิริยาต่อขบวนแห่แตกต่างกันสุดขั้ว นั่นก็คือทั้งคู่ต่างมีเรือนผมสีเงินบริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน
“……เสด็จพ่อ”
เด็กสาวที่ไม่อาจซ่อนสีหน้าอึดอัดใจได้ตลอดขบวนแห่เป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน
“จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอคะ”
ในน้ำเสียงกระซิบแผ่วเบาจนได้ยินเพียงแค่คนที่นั่งข้างๆ เจือไปด้วยความกระดากอายจางๆ
“ย่อมแน่นอนสิ เส้นทางที่อัลแทร์ก้าวผ่านจะต้องสูงส่งอยู่เสมอ ลูกสาวข้า”
เดนิดาส ผู้เป็นพ่อของเด็กสาวและหัวหน้ากิลด์อัลแทร์พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
แม้ลูกสาวของเดนิดาสจะเอ่ยว่าการจัดขบวนดูเว่อร์วังเกินไป ทั้งคานหามที่ประดับประดาด้วยทองคำและอัญมณีจนหนักอึ้งแม้ใช้ชายหนุ่มถึงหกคนแบก ทั้งกองอัศวินผู้ภักดีที่ตั้งแถวสองข้างทาง รวมถึงเหล่านางกำนัลที่โปรยสายฝนกลีบดอกไม้ แต่ความคิดของเขากลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
“เพราะฉะนั้นอย่าได้ขยาดกลัวกับเรื่องแค่นี้เลย อควิลา”
ในสายตาของเดนิดาส ทุกสิ่งทุกอย่างที่ห้อมล้อมตนเองและลูกสาวดูขาดๆ เกินๆ และไม่สมบูรณ์แบบ ทั้งที่เขามีครอบครองอยู่มากมายแล้วแท้ๆ แต่เขาก็มักคิดอยู่เสมอว่าควรจะต้องหรูหรากว่านี้ ยิ่งใหญ่กว่านี้ และมีมากกว่านี้
เดนิดาสที่ทำสีหน้าไม่พอใจเดาะลิ้นเบาๆ ราวกับสิ่งนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับเขา
“หากพวกเรายังคงเป็นพวกเราในวันวาน ขบวนเสด็จเยือนคงจะหรูหรากว่านี้เป็นแน่”
หากพวกเรายังคงเป็นพวกเราในวันวาน คำพูดติดปากของเดนิดาสทำให้อควิลาเด็กสาวทำสีหน้าลำบากใจที่จะตอบ เพราะเธอยังไม่รู้วิธีเอาชนะสมมติฐานที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
สิ่งที่ยังนับว่าโชคดีอยู่บ้างก็คือวันนี้เธอมีเรื่องให้ตอบโต้อยู่
“……คราวนี้ก็ไม่ได้ไปเพราะเรื่องน่ายินดีสักหน่อยนี่คะ”
อควิลามองบิดาด้วยสายตาเฉลียวฉลาด ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็มาที่นี่เพื่อแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างกิลด์ซิกนัส กิลด์ซิกนัสที่ถูกจู่โจมกะทันหันยังคงอยู่ในระหว่างฟื้นฟู ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจทำลายหนามในเขตรับผิดชอบได้ ส่งผลให้ดินแดนของกิลด์อัลแทร์ถูกย้อมไปด้วยสีดำ
ต่อให้ปกติจะไม่ลงรอยกันเพียงใด แต่การแสดงออกว่ายินดีกับความผิดพลาดของอีกฝ่ายถึงเพียงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ชอบธรรมเลย
“ทำไมจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีล่ะ”
อย่างน้อยในความคิดของเธอก็เป็นเช่นนั้น ทว่าสำหรับผู้เป็นพ่อ ดูเหมือนเขาจะมองว่าช่วงเวลานี้เป็นดั่งงานเทศกาล นับตั้งแต่วันที่การเดินทางเยือนกิลด์ซิกนัสได้รับการยืนยัน เสด็จพ่อก็ทรงยิ้มแย้มแจ่มใสทุกวัน
“ในที่สุดไอ้กบฏนั่นก็เผยช่องโหว่ออกมา คราวนี้แหละพวกเราจะได้ทวงสิ่งที่เราสูญเสียไปกลับคืนมาเสียทีไม่ใช่รึ”
เหตุผลหลักมีอยู่สองประการ ข้อแรกคือทรงตื่นเต้นดีใจที่จะได้เชิดหน้าชูคอต่อหน้าหัวหน้ากิลด์ซิกนัสที่ทรงมองเป็นคู่แข่ง และข้อสองคือทรงพอพระทัยกับสิ่งตอบแทนที่ฝ่ายอัลแทร์จะเรียกร้องเป็นค่าชดเชยในการคลี่คลายข้อพิพาท
ไม่ว่าจะเป็นข้อใด ทั้งสองอย่างล้วนห่างไกลจากท่าทีของกษัตริย์ผู้ทรงธรรม เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคนใจแคบที่เห็นความทุกข์ของผู้อื่นเป็นความสุข อควิลาไม่อยากให้บิดาที่ตนเคารพรักถูกมองเช่นนั้นในสายตาของคนอื่น และคนเพียงคนเดียวที่จะปรามบิดาผู้คิดว่าตนอยู่เหนือคนนับหมื่นได้ ก็มีเพียงตนผู้เป็นบุตรสาวเท่านั้น
“เสด็จพ่อ วีรบุรุษแห่งซิกนัสไม่ใช่กบฏนะคะ”
‘นักปฏิวัติต่างหากเพคะ’ อควิลาที่แบกรับความรู้สึกแห่งหน้าที่ไว้โดยดุษณี รีบแก้ถ้อยคำนินทาว่าร้ายที่น่ากลัวว่าคนอื่นจะได้ยินให้ถูกต้องเป็นอันดับแรก
“แล้วก็ อย่าตรัสถึง ‘ท่านผู้นั้น’ ราวกับเป็นสิ่งของด้วยสิเพคะ”
จากนั้นเธอก็ท้วงติงสำนวนคำพูดที่ฟังขัดหูเป็นพิเศษ หากเป็นคนอื่นพูดเช่นนี้คงถูกตัดหัวไปทันทีแล้ว ทว่าเดนิดาสเป็นคุณพ่อผู้พร้อมที่จะควักตับไตไส้พุงให้แก่บุตรสาวของตน เขามองอควิลาที่พูดจาตรงไปตรงมาโดยไม่เกรงกลัวอำนาจของผู้เป็นพ่อด้วยสายตาปลาบปลื้มและเอ็นดู
“ไม่ลังเลที่จะตักเตือนแม้กระทั่งพ่อ ลูกสาวของพ่อนี่ช่างเที่ยงธรรมเสียจริง”
แม้จะเอ่ยชมอย่างไม่เสียดายปาก ทว่าก็ไม่ได้รับปากลูกสาวว่า ‘เข้าใจแล้ว’ แต่อย่างใด เดนิดาสขยับตัวนั่งหลังตรงพลางเบี่ยงประเด็นและเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างเป็นธรรมชาติ อควิลาผู้เฉลียวฉลาดมีหรือจะไม่รู้ทันเรื่องนี้ ทว่าเธอกลับไม่อาจพูดจาเด็ดขาดเหมือนเมื่อครู่ได้อีก
“แต่เรียกว่า ‘ท่านผู้นั้น’ มันดูห่างเหินเกินไปนะ” “เพคะ…?” “อีกประเดี๋ยวก็จะเป็นสามีภรรยากันแล้ว ต่อหน้าพ่อ เจ้าจะเรียกชื่อเขาตามสบายก็ได้” “ระ เรื่องนั้น…!”
นั่นเป็นเพราะหัวข้อที่เดนิดาสยกขึ้นมามักจะทำลายความสงบนิ่งของเธออยู่เสมอ อควิลาเบิกตากว้างเมื่อนึกถึงชื่ออันน่าคิดถึงที่วนเวียนอยู่ที่ริมฝีปาก เธอสูดหายใจเฮือกใหญ่แล้วตอบกลับด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับไม่เคยคิดฝันถึงเรื่องนั้นมาก่อน
“จะ จะ จะ ให้เรียกชื่อของท่านพี่ส่งเดชไม่ได้หรอกเพคะ” “ฮึ่ม พ่อบอกให้เรียกชื่อไง คนอื่นคนไกลกันแท้ๆ จะมาพงมาพี่อะไรกัน”
ใครได้ยินเข้าคงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพี่ชายแท้ๆ เสียล่ะมั้ง ท่าทางเช่นนั้นทำให้คราวนี้เดนิดาสเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงดุ การให้ใช้เวลาร่วมกันตั้งแต่เด็กเพื่อให้สนิทสนมกันไว้ล่วงหน้าเพราะในอนาคตจะต้องแต่งงานกันกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาหรืออย่างไรนะ ทั้งที่อควิลาเติบโตมาในฐานะเจ้าหญิงผู้สูงส่งที่สุดแห่งอัลแทร์ ทว่าเธอกลับเกรงใจผู้ชายคนนั้นอย่างสโนว์จนน่าประหลาด
ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้เกรงใจเลยสักนิด แถมยังทิ้งลูกสาวผู้น่ารักและงดงามของเขาแล้วหนีไปแท้ๆ หากดูแค่การกระทำก็ช่างเป็นว่าที่เจ้าบ่าวที่ไม่น่าพึงใจเอาเสียเลย แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อลูกสาวของเขาอยากได้เขามาอยู่เคียงข้างถึงเพียงนั้น
แน่นอนว่าเดนิดาสเป็นฝ่ายหมายตาว่าที่เจ้าบ่าวคนนี้ไว้ก่อนลูกสาวเสียอีก ดังนั้นการออกนอกลู่นอกทางไปบ้างเพียงเล็กน้อยจึงพอจะมองข้ามให้เป็นเรื่องหยวนๆ ได้
เดนิดาสที่กลับมายิ้มอย่างเมตตาอีกครั้งทอดสายตามองข้ามหนามสีดำที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไปยังเหล่าสมาชิกกิลด์ซิกนัสที่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหลัง
ท่ามกลางคนชั้นต่ำที่หากพวกเขายังคงเป็นเช่นในอดีต ก็คงไม่ได้รับอนุญาตให้สบตาด้วยซ้ำ มีเส้นผมสีทองบริสุทธิ์ราวกับทองคำหลอมละลายปรากฏให้เห็น
“ดูสิ อควิลา”
เดนิดาสที่เห็นสโนว์กระซิบกับบุตรสาวของตน
“แม้จะอยู่ท่ามกลางพวกพันธุ์ทางด่างพร้อยเหล่านั้น แต่ดวงตะวันของเจ้าก็ยังคงส่องประกายเจิดจ้าทีเดียว” “……พวกเขาไม่ใช่พันธุ์ทางหรืออะไรทำนองนั้นนะเพคะ”
แม้อควิลาจะแสดงท่าทีรังเกียจคำกล่าวนั้น แต่เขาก็หาได้ใส่ใจไม่ สโนว์ที่ตลอดห้าปีที่ผ่านมาพยายามตามหาเท่าไรก็ไม่เคยแม้แต่จะเหยียบเงาได้ บัดนี้กลับมายืนรอพวกเขาอย่างว่าง่ายถึงเพียงนี้ มันยากเย็นเหลือเกินที่จะสะกดกลั้นเสียงหัวเราะอันสะใจที่พลุ่งพล่านขึ้นมาจากท้อง
‘พลังของสนธิสัญญานี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ’ เดนิดาสที่รู้สึกคุ้มค่าอย่างยิ่งเอ่ยให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกับอควิลาที่วันนี้แต่งตัวงดงามเป็นพิเศษ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลสิ่งใด พ่อคนนี้จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ในมือเจ้าเอง”
และสิ่งที่ดีที่สุดที่เดนิดาสเลือกก็คือสโนว์ มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะกอบกู้เกียรติยศของอัลแทร์ที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้
กษัตริย์ผู้เคลิบเคลิ้มไปกับความฝันอันหวานฉ่ำแย้มยิ้มราวกับตัวร้ายที่ในที่สุดก็ต้อนตัวเอกให้จนมุมได้สำเร็จ อควิลาพึมพำกับบิดาที่ดูไม่มีความคิดที่จะเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมเลยแม้แต่น้อย
“……เสด็จพ่อ”
เดี๋ยวลูกจะเสียนิสัยเอานะคะ… คำพูดเปี่ยมความภักดีจากใจจริงของเธอถูกกลบหายไปในเสียงแตรเขาสัตว์ที่แผดก้องยาวเป็นครั้งสุดท้าย
เกี้ยวหยุดลง
คนรับใช้ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหมอบราบสี่ขาลงกับพื้น เดนิดาสที่ลุกขึ้นยืนก่อนเหยียบลงบนแผ่นหลังนั้นโดยไม่ลังเลแล้วก้าวลงสู่พรมสีแดง อควิลาก้าวตามลงมาด้วยสีหน้าขยะแขยงเต็มทน
“ไฮรัล”
หัวหน้ากิลด์อัลแทร์ผู้ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของซิกนัสอย่างองอาจเอ่ยเรียกข้ารับใช้ผู้ภักดีที่สุดของตน
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ไฮรัลผู้มีเรือนผมสีฟ้าที่ลงมาจากม้าตัวที่อยู่ใกล้เกี้ยวที่สุดคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าเดนิดาส
“ลงไป เปิดทางไปหาหัวหน้ากิลด์ซิกนัสเสีย”
ข้าไม่อยากเสวนากับพวกสวะพันธุ์ทางพวกนั้น อัศวินผู้ได้รับพระบัญชาอันน่าเกรงขามค้อมศีรษะลงอย่างเฉียบคม “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!” เขาน้อมรับคำสั่งเสียงดังกึกก้องก่อนจะวิ่งนำลูกน้องตรงไปยังค่ายของกิลด์ซิกนัส
ทำตัวเหมือนพวกเศรษฐีใหม่ไม่มีผิด เซร่ามองดูการเปิดตัวของอัลแทร์ด้วยสายตาเอือมระอา
แม้จะคิดว่าตั้งแต่แตรเขาสัตว์นั่นก็เว่อร์เกินไปแล้ว ทว่าเมื่อพรมสีแดง เกี้ยวระยิบระยับ และกลีบดอกไม้ที่โปรยปรายตามมาปรากฏขึ้น แม้แต่เซร่าที่ไม่ค่อยจะตกใจอะไรง่ายๆ ยังอดตกตะลึงไม่ได้ มันดูเหมือนขบวนแห่ที่คิดค้นขึ้นโดยพวกเรียกร้องความสนใจที่ต้องแย่งสายตาคนทั้งโลกมาครองถึงจะสาแก่ใจไม่มีผิด
แม้แต่จักรพรรดิซอร์เซอร์ที่ชอบอวดเบ่งคนนั้นก็ยังไม่ถึงขนาดนี้แท้ๆ…
ต่างจากเธอที่ตกใจจนพูดไม่ออก สมาชิกกิลด์ซิกนัสกลับทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายตั้งแต่แรกราวกับคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ในจำนวนนั้นบางคนถึงกับแอบมองสโนว์ด้วยสายตาตัดพ้อ เพราะไม่มีใครไม่รู้ว่าหนามเป็นเพียงข้ออ้าง แต่ใจความสำคัญของการเผชิญหน้าที่ไม่น่าอภิรมย์นี้คือสโนว์
“กิลด์ของสโนว์นี่เอิกเกริกดีจังเลยนะคะ”
เซร่าที่เข้าใจความรู้สึกของเหล่าสมาชิกกิลด์อย่างลึกซึ้งก็แอบขีดเส้นแบ่งระหว่างตนเองกับสโนว์อย่างแนบเนียน
“โธ่ ทำไมทำแบบนี้ล่ะครับ~ คนลงเรือลำเดียวกันแท้ๆ”
สโนว์ที่โดนสวนกลับทำท่าออดอ้อนเหมือนบอกว่าอย่าทำแบบนี้สิพลางเกาะแขนเซร่าเอาไว้
“อุ๊ย ใครกันคะเนี่ย”
เซร่าแกล้งเล่นละครทำเป็นไม่รู้จักเขาพลางหัวเราะคิกคัก
“ใครที่ไหนล่ะ ก็แฟนเธอไง” “เลี่ยนชะมัดค่ะ” “ถึงอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้หรอกนะ เธอน่ะลงเรือลำเดียวกับฉันแล้ว” “งั้นฉันกระโดดลงจากเรือก็น่าจะจบนะคะ”
ทั้งสองคนที่หยอกล้อกันอย่างสนิทสนมดูหวานชื่นจนน้ำตาลแทบหยดในสายตาคนนอก แม้ทุกคนรอบข้างจะกระวนกระวายอยากดูการจีบกันของทั้งคู่ใจแทบขาด แต่เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนช่วงเวลาแห่งความสุขของคู่รัก ทุกคนจึงพร้อมใจกันกัดฟันไม่เดินเข้าไปใกล้
เส้นแบ่งอันละเอียดอ่อนที่เกิดขึ้นจึงสร้างบรรยากาศที่ช่วยสนับสนุนการเดตของเซร่ากับสโนว์ไปโดยปริยาย เพราะการที่เซร่าทุ่มเททำงานอย่างหนักในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ทั้งสองคนกลายเป็นเหมือนคู่รักตัวแทนของกิลด์ซิกนัสไปเสียแล้ว
ทว่าก็เหมือนเช่นทุกครั้ง ย่อมต้องมีพวกอ่านบรรยากาศไม่เป็นและเข้ามาขัดจังหวะอย่างไร้มารยาทเสมอ
“เรือลำนั้นน่ะ ให้ฉันขึ้นไปด้วยคนสิ”
หัวสีแดงสดแทรกเข้ามาตรงกลางระหว่างคนสองคนที่ยืนชิดสนิทสนมกัน เขาที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงอุตส่าห์เบียดตัวแทรกเข้ามาระหว่างเซร่ากับสโนว์เพื่อจับจองที่ยืน
สโนว์ที่ถูกดันออกไปแต่โดยดีทักทายเขาด้วยน้ำเสียงยินดี
“ลมอะไรหอบให้ตื่นได้ล่ะครับเนี่ย หัวหน้า? นึกว่าขี้เกียจจนจะไม่ออกมาซะอีก” “ก็เพราะรำคาญถึงได้ออกมานี่ไง กิลด์ของพวกนายถ้าไม่ออกมาก็งอแงไม่เลิกจนกว่าจะออกมาน่ะสิ”
เอน็อคที่ยิ้มตอบอย่างสดใสเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเนือยๆ เช่นเคย
“……?”
สโนว์จึงเอียงคอด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ชัดเจนว่าเอน็อคก็เหมือนตามปกติ ทว่าเขากลับไม่อาจมองข้ามความรู้สึกที่ว่าสายตาที่มองมาทางตนนั้นเย็นชาลงอย่างประหลาดไปได้
ภายนอกดูเหมือนเขาแค่ล้อเล่นโดยใช้คำว่า ‘กิลด์ของพวกนาย’ เหมือนอย่างที่เซร่าทำ ทว่าความเด็ดขาดที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นอยู่คนละชั้นกับเซร่า หากเซร่าให้ความรู้สึกเหมือนเอากิ่งไม้มาขีดเส้นไว้ลวกๆ เอน็อคก็ให้ความรู้สึกเหมือนฟาดดาบศักดิ์สิทธิ์ลงมาตัดสะบั้นจนไม่ให้ข้ามมาได้อีกเลย
ขณะที่เขากำลังกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง ศีรษะของเอน็อคก็หันไปทางเซร่า
“ยัยทาสของฉันวันนี้ดูหน้าตาสดใสเป็นพิเศษนะ”
และเขาก็เอ่ยเรื่องที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงชนิดที่ใครได้ยินก็รู้
“……?”
หาเรื่องอะไรอีกเนี่ย เซร่าขมวดคิ้วเป็นเชิงเตือนว่าอย่าทำ ทว่าทั้งสองคนต่างก็รู้ดีว่าแค่เรื่องแค่นั้นไม่อาจทำให้เอน็อคหุบปากได้
“เมื่อคืนคงมีช่วงเวลาดีๆ ด้วยกันสินะ”
เอน็อคที่ไม่แยแสตามคาดยิงมุกตลกที่ร้ายกาจที่สุดซึ่งจะหยอกล้อกับคู่รักได้ออกมา
“…….”
เซร่าทำหน้าเหวอ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่แล้วทำไมถึงพูดแบบนั้นกันนะ ที่บอกว่าจะช่วยงานของคนทั้งสองคนนับจากนี้ เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยงั้นเหรอ
การช่วยเหลือนั้นเป็นเรื่องที่น่าขอบคุณและน่ายินดีอย่างยิ่งก็จริง ทว่าการที่เอน็อคยิ้มแย้มสดใสราวกับดอกไม้แรกแย้มกลับทำให้เธอตะขิดตะขวงใจ เพราะเวลาที่หมอนั่นยิ้มแบบนี้ทีไรมักจะก่อเรื่องเสมอ
“ได้ยินว่าหัวหน้าเองก็ไปย่านเริงรมย์มาเมื่อวานนี่ครับ วันนี้ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษเลยนะ~”
สโนว์ที่ปล่อยผ่านคำพูดของเขาไปโดยไม่สงสัยอะไรเอ่ยสนทนาต่ออย่างเป็นธรรมชาติ ดูเหมือนเขาจะไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อยว่าหัวหน้าที่ไปย่านเริงรมย์มานั้นทำเรื่องอะไรอยู่ในห้องข้างๆ เขาตลอดทั้งคืน
ก็นั่นสิ จะไม่รู้ก็ธรรมดา เพราะเซร่ากลั้นเสียงครางสุดชีวิตเลยนี่นา
“ใช่ วันนี้ฉันอารมณ์ดีมากเลยล่ะ”
เอน็อคยอมรับแต่โดยดีว่าอารมณ์ดีจนแทบจะตัวลอย จากนั้นก็อุตส่าห์มองเซร่าพลางพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค
“เมื่อคืนนี้ฉันเองก็มีช่วงเวลาที่ดีมากๆ เหมือนกัน” “ค่อยยังชั่วหน่อยครับ~ หัวหน้า~ ถ้าวันนี้อาการซึมเศร้ากำเริบขึ้นมาอีกล่ะก็คงลำบากแย่เลย~” “……”
หว่างคิ้วของเซร่าที่ยืนฟังเงียบๆ ขมวดมุ่นเป็นร่องลึก แม้จะมีการล่วงล้ำเรื่องส่วนตัวอยู่บ้าง แต่บทสนทนาที่ภายนอกเป็นแค่การถามสารทุกข์สุกดิบกันนั้น ยิ่งฟังก็ยิ่งทำให้รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
ทุกครั้งที่เอน็อคเอ่ยถึงเรื่องเมื่อคืนที่สโนว์ไม่รู้พลางจ้องมองเซร่าเขม็ง ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจราวกับว่าตนเองกำลังสวมเขาให้สโนว์แล้วแอบคบชู้กับเอน็อคอย่างไรอย่างนั้น
ทั้งที่ไม่มีอะไรตรงกับความจริงสักอย่าง ทำไมฉันถึงต้องมารู้สึกแย่พิลึกแบบนี้ด้วยนะ ทว่าเหตุผลนั้นกระจ่างชัดในเวลาต่อมาไม่นาน
“ทำไมแต่งตัวมิดชิดอึดอัดขนาดนี้ล่ะ?”
เอน็อคที่ทักทายพอเป็นพิธีเสร็จแล้วหันมาให้ความสนใจกับเสื้อผ้าของเซร่าในคราวนี้ เขาใช้นิ้วลูบไล้คอเสื้อที่ช่วยซ่อนร่องรอยของตนไว้อย่างมิดชิดเบาๆ พลางกระซิบถ้อยคำที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่ฟังเข้าใจ
“น่าเสียดายจัง” “…….”
มุมปากของเซร่าที่พลันนึกถึงอีกสถานการณ์หนึ่งซึ่งเคยได้ยินคำพูดเดียวกันนี้กระตุกขึ้นมาในทันที และความรู้สึกอึดอัดใจของเธอก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นมากตามไปด้วย
เธอที่พยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้หวุดหวิดถอนหายใจอย่างว้าวุ่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ทำไมนายถึงได้ทำตัวเหมือนเป็นชู้รักไปได้ล่ะเนี่ย ไหนบอกว่าจะช่วยไงยะ ไอ้ตัวแสบเอ๊ย
กำลังโหลดความเห็น...