“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 75
เพราะเอน็อคที่คอยแต่จะสร้างบรรยากาศแปลกๆ เซร่าจึงรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นหญิงชั่วเล่นชู้ที่เสพติดความตื่นเต้นเสี่ยงตาย ทั้งๆ ที่เธอก็อยู่ของเธอเฉยๆ แท้ๆ
เซร่าที่จับพลัดจับผลูต้องมาสัมผัสความรู้สึกพิลึกพิลั่นที่ไม่จำเป็นต้องพบเจอเลยชั่วชีวิตปัดมือของเอน็อคออกไปอย่างดุดัน
“จู่ๆ ทำไมถึงทำอะไรที่ไม่เคยทำล่ะคะ คนอื่นเขาจะใส่อะไรก็อย่ามายุ่งเลยค่ะ”
เซร่าที่สบตากับเขาพยายามเบิกตาถมึงทึงส่งสัญญาณเตือนอย่างสุดฤทธิ์ เป็นบ้าอะไร อยู่นิ่งๆ สิ ทว่าเอน็อคที่ดูจะถูกอกถูกใจสายตาอันดุเดือดที่จ้องมองมากลับแย้มยิ้มออกมาอย่างน่าหมั่นไส้
“ฉันจะไม่ยุ่งได้ยังไง ในเมื่อเธอเป็นทาสของฉัน”
และในตอนที่เอน็อคซึ่งเน้นย้ำคำว่า ‘ทาสของฉัน’ อย่างหนักแน่นกำลังจะขยับมือไปทางลำคอของเซร่าอีกครั้งนั่นเอง
“เอาน่า ทำไมทำแบบนั้นล่ะครับ ก็เธอบอกว่าอย่ามายุ่งไง~”
คนที่ปัดมือของเขาออกในคราวนี้คือสโนว์ เขาปัดมือของเอน็อคออกราวกับจะปกป้องเซร่าพลางเอ่ยออกมาประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงที่มีความนัยแฝงอยู่
“ถ้าใส่ใจขนาดนั้นก็ซื้อเสื้อผ้าให้สักชุดสิครับ ที่รักของผมเนี่ย ก่อนที่ผมจะซื้อให้ไม่มีเสื้อผ้าฤดูหนาวสักชุดเลยนะ~” “ใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระแท้ๆ”
แม้จะพูดหยอกล้อแต่สถานะของตนก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจเลยสักนิด ทว่าเอน็อคกลับตอบโต้ถ้อยคำนั้นกลับไปด้วยท่าทีทีเล่นทีจริงเช่นเดียวกัน
“หน้าหนาวปีนี้คงไม่จำเป็นต้องใช้เสื้อหนาๆ หรอก”
เอน็อคที่กดเสียงต่ำทำเป็นเก๊กหล่อจ้องมองเซร่าตาไม่กะพริบอีกครั้ง แม้ผิวเผินจะฟังดูเหมือนคำพูดของเจ้านายที่ใช้งานทาสอย่างไร้ความปรานี แต่เซร่ากลับถูกครอบงำด้วยลางสังหรณ์อันเลวร้ายว่าภายใต้คำพูดนั้นจะต้องมีความหมายอื่นซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
“หมายความว่ายังไงครับ? เซร่าเธอขี้หนาวจะตายไป”
สโนว์ที่ไม่ทันสังเกตเห็นความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้นเอ็ดเอน็อคว่าทำไมถึงได้ไม่ใส่ใจกันขนาดนี้ เอน็อคที่ดูจะไม่สะทกสะท้านกับคำพูดนั้นเลยสักนิดขยับริมฝีปากตอบอย่างสบายอารมณ์
“ยังไงซะพออยู่ในบ้านก็ต้องถอดอยู่ดีไม่ใช่เหรอ” “……?” “คงไม่มีเรื่องให้ต้องหนาวหรอก”
นัยน์ตาสีเขียวอ่อนที่เอาแต่จับจ้องเซร่าอย่างเหนียวแน่นราวกับกำลังเอ่ยถามว่า เธอก็รู้ใช่ไหมล่ะว่าฉันหมายถึงเรื่องอะไร?
“เฮ้อ……”
เซร่าที่สบตากับเอน็อคถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เป็นไปตามที่เขามั่นใจ เธอพอจะล่วงรู้ความจริงอันเปียกแฉะเหนอะหนะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูดของเอน็อค
สรุปก็คือตอนนี้เอน็อคกำลังจะบอกว่า ไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าแบบไหนไป สุดท้ายเขาก็เป็นคนถอดมันออกจนหมดอยู่ดี แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรเล่า
ให้ตายสิ หมอนั่นพูดจริงเหรอเนี่ย หรือว่าจะอินกับบทชู้รักมากเกินไปจนเผลอหลุดปากออกมาโดยไม่คิดกันแน่ ไม่ว่าจะเป็นทางไหน สิ่งที่แน่ชัดก็คือเอน็อคดูเหมือนคนที่กระสันอยากให้สโนว์จับความลับเมื่อวานได้เต็มแก่แล้ว
แม้ในตอนนี้เขาจะยังซ่อนความปรารถนานั้นเอาไว้ได้ดีอยู่ แต่ถ้าเกิดอะไรผิดแผนขึ้นมาก็เดาไม่ออกเลยว่าจะมาไม้ไหน
“ที่รักของผมต่อให้อยู่ในบ้านก็ยังขี้หนาวมากเลยนะครับ หัวหน้านี่ช่างไม่ใส่ใจเอาเสียเลย~”
มีเพียงสโนว์ที่ไม่รู้ว่าเอน็อคกำลังทำสงครามอะไรอยู่คนเดียวเท่านั้นที่เข้าร่วมบทสนทนาโดยไม่มีเจตนาแอบแฝงใดๆ
“สโนว์—”
มีคำพูดส่วนไหนของเขาที่ไปสะกิดหูเข้าหรืออย่างไร รอยยิ้มของเอน็อคที่เคยแสร้งทำเป็นยิ้มแย้มอย่างผ่อนคลายจึงเกิดรอยร้าวขึ้นมาเล็กน้อย และในตอนนั้นเองที่เอน็อควางมือลงบนไหล่ของสโนว์แล้วกระซิบกระซาบอย่างลับๆ ด้วยน้ำเสียงที่ต้องเงี่ยหูฟังถึงจะได้ยิน
“ไม่จำเป็นต้องขยันแสดงต่อหน้าฉันขนาดนั้นก็ได้”
ยังไงก็ไม่ได้คบกันจริงๆ เสียหน่อย เซร่ารู้สึกราวกับได้ยินท่อนท้ายที่ถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจอย่างไรอย่างนั้น ทว่าเอน็อคกลับทำสีหน้าราวกับไม่ได้คิดเรื่องพรรค์นั้นเลยแม้แต่น้อย พลางแสร้งทำเป็นหวังดีช่วยตักเตือนสโนว์อย่างไม่หวงคำพูด
“อย่าเอาแต่เรียกที่รัก ที่รัก ทุกคำสิ มันดูจงใจเกินไปหน่อยนะ” “……?” “ทาสของฉันไม่ชอบคำพูดเลี่ยนๆ แบบนั้นหรอก” “……??”
สโนว์เองก็ไม่ได้โง่เขลา พอถึงขั้นนี้เขาก็เริ่มสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆ ของเอน็อคและเอียงคออย่างสงสัย ไม่รู้ทำไม วันนี้เอน็อคถึงได้แสดงความเป็นเจ้าของอย่างออกนอกหน้าขนาดนี้ ซึ่งแน่นอนว่าอาณาเขตที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ก็คือเซร่า
เอน็อคเอาแต่จ้องหน้าเขาเขม็งด้วยสายตาที่ถามว่าทำไมถึงยังไม่ยอมตอบอีก
“…….” “…….”
และแล้วสงครามประสาททางสายตาอันไร้ที่มาที่ไปของคนทั้งสองก็เปิดฉากขึ้น เซร่าที่มีชายหนุ่มสองคนยืนกระพริบตาปริบๆ ใส่กันโดยไม่พูดไม่จาอยู่ข้างกาย ไม่อาจซ่อนความรู้สึกกระวนกระวายใจราวกับกำลังกอดระเบิดที่ชนวนกำลังมอดไหม้เอาไว้ได้เลย
ในตอนนั้นเอง มาร์คัสที่ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับดาวหางก็ได้ช่วยทำลายความเงียบงันอันน่าหวาดเสียวลง
“หัวหน้า! มายืนเกะกะอะไรตรงนี้เนี่ย?”
มาร์คัสที่ตามหาเอน็อคบ่นว่าทำบ้าอะไรไม่ดูตาม้าตาเรือพลางดึงตัวเอน็อคออกจากระหว่างเซร่ากับสโนว์ ส่งผลให้เซร่ากับสโนว์ และเอน็อคกับมาร์คัสยืนประจันหน้ากัน เป็นระยะห่างและตำแหน่งการยืนที่ใครมองก็รู้ว่าเป็นทางการ เซร่าจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง
ในทางกลับกัน เอน็อคที่ต้องสละตำแหน่งข้างกายเซร่าดูท่าทางอารมณ์ไม่ดีเอาเสียเลย ท่าทีที่เคยใส่ใจและกระตือรือร้นในการสนทนาอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงท่าทีเย็นชาและไม่แยแสที่เขาใช้ปฏิบัติต่อมาร์คัส
“อะไร มาทำไม” “มีเรื่องจะคุยด้วย ไปคุยกันตรงโน้นหน่อย”
มาร์คัสบอกว่ามีเรื่องด่วนจะคุยพลางดึงรั้งเอน็อคเอาไว้ ขณะเดียวกันก็เหลือบมองเซร่ากับสโนว์ ดูท่าคงมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับกิลด์อัลแทร์ที่จะต้องคุยกับเขาเป็นแน่
“ไม่ ไม่ไป จะคุยก็คุยตรงนี้”
ทว่าเอน็อคผู้เป็นถึงหัวหน้ากิลด์กลับสะบัดมือมาร์คัสออกพร้อมบอกว่าจะไม่ย้ายไปไหนทั้งนั้น
“เออ คุยตรงนี้ก็ได้”
แม้จะน่ารำคาญใจ แต่มาร์คัสที่เอือมระอากับความเอาแต่ใจของเอน็อคจนชินชาแล้วกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขาเปลี่ยนใจยอมตามและเริ่มเปิดบทสนทนาขึ้นทันที
“นายก็รู้นี่ว่าคราวนี้หัวหน้ากิลด์อัลแทร์เตรียมตัวมาเล่นงานเราเต็มที่” “ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนี่” “ดูจากสภาพแล้วคงกะจะมาหาเรื่องกวนประสาทให้ได้แน่ๆ ช่วงนี้ต่อให้เขาน่ารำคาญแค่ไหน นายก็ช่วยระงับอารมณ์หน่อยเถอะ” “ยังไงล่ะ?” “ก็แค่ตามใจเขาไปสิ” “…….”
เอน็อคหุบปากฉับลงอย่างน่าประหลาด
“ต่อให้ไม่ชอบก็ต้องทำ!”
มาร์คัสสั่งสอนเอน็อคที่ดูไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลยอย่างเฉียบขาดว่าถ้าไม่ชอบก็ต้องท่องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ
“หัวหน้ากิลด์ฝั่งโน้นคงกะจะคุยกับหัวหน้าคนเดียวอยู่แล้ว นายต้องยอมโอนอ่อนตามน้ำไปบ้าง จะได้รีบทำธุระให้เสร็จๆ แล้วไล่พวกนั้นกลับไปเสียที”
ตอนนี้นายก็รู้ใช่ไหมว่าสถานการณ์ฝั่งเราเสียเปรียบกว่า มาร์คัสที่เกลี้ยกล่อมเอน็อคอย่างอดทนตบไหล่เขาด้วยสายตาที่บอกว่าฉันเชื่อใจนายนะ
“พอไปเจอหน้า ก็ทักทายสักคำว่ายินดีต้อนรับ แล้วก็บอกให้รีบเริ่มประชุมกันเลย” “…….” “เข้าใจนะ? ว่านอนสอนง่ายเข้าไว้”
มาร์คัสที่กำชับแล้วกำชับอีกจนถึงวินาทีสุดท้ายยังคงพร่ำกรอกหูด้วยคำว่า ‘ว่านอนสอนง่าย’ ต่อไปราวกับจะสะกดจิตเอน็อคให้ได้
จากนั้นก็เปลี่ยนเป้าหมายไปกำชับเซร่ากับสโนว์ด้วย
“พวกนายก็เหมือนกัน ทำตัวให้สุภาพจนกว่าพวกอัลแทร์จะกลับไป เข้าใจไหม?”
เขาเน้นย้ำแล้วเน้นย้ำอีกว่าฝ่ายนั้นเป็นพวกคนแก่หัวโบราณที่ยังเชื่อว่ามีระบบชนชั้นอยู่ ถ้าถูกหาเรื่องก็ให้เลี่ยงออกมา แม้จะพูดจาหมาๆ ออกมาก็ให้แกล้งยิ้มแล้วปล่อยผ่านไป นั่นไม่ใช่การทำตัวสุภาพแต่เป็นการเมินใส่ไม่ใช่เหรอ เซร่ากับสโนว์ทำสีหน้าที่บ่งบอกความคิดเช่นนั้นเป๊ะๆ ทว่าไม่ได้เอ่ยความคิดนั้นออกมาเป็นคำพูด
“ถอยไปให้พ้น!” “เปิดทางสิ ไอ้พวกชั้นต่ำ ท่านเดนิดาสจะเสด็จผ่าน”
ในระหว่างนั้น กลุ่มคนจากอัลแทร์ที่บุกเข้ามาในค่ายของซิกนัสก็ผลักไสผู้คนพลางเปิดทางตามอำเภอใจ แม้ทุกคนจะสีหน้าไม่สู้ดีกับคำพูดจิกหัวดูหมิ่นเหล่าสมาชิกกิลด์อย่างไม่ไว้หน้า แต่เพราะได้รับคำเตือนอย่างจริงจังจากมาร์คัสไว้ล่วงหน้า จึงไม่มีใครลุกขึ้นมาตอบโต้
เมื่อผู้คนถอยร่น พรมสีแดงก็ถูกปูทับลงไปบนพื้นอีกครั้ง เซร่ากับสโนว์เองก็ถูกเบียดถอยห่างจากเอน็อคไปโดยไม่ทันตั้งตัว ทางเดินสีแดงที่คลี่ออกอย่างรวดเร็วผ่านช่องว่างที่แหวกออกนั้นทอดยาวมาจนถึงตรงหน้าเอน็อค
เดนิดาสก้าวเดินมาบนนั้นด้วยฝีเท้าแผ่วเบา เขากำลังใช้มือขวาประคองเด็กสาวที่นั่งเกี้ยวมาด้วยกัน เหล่าสมาชิกกิลด์อัลแทร์ที่แต่งกายหรูหราวิบวับเดินตามหลังคนทั้งสองที่ก้าวเดินไปด้วยกันราวกับเป็นตัวเอกของโลกใบนี้
เดนิดาสที่เดินมาด้วยความเร็วพอดิบพอดีไม่ช้าไม่เร็วเอ่ยทักทายเอน็อคเป็นประโยคแรก
“ไม่ได้เจอกันเสียนานนะ ไอ้กบฏ”
ได้ยินคำทักทายเพียงคำเดียว เซร่าก็เข้าใจทันทีว่าทำไมผู้คนถึงได้เกลียดชังกิลด์อัลแทร์กันขนาดนั้น
“……เหอะ”
เซร่ามองหัวหน้ากิลด์อัลแทร์ด้วยดวงตาที่ประหลาดใจอย่างแท้จริง กบฏงั้นเหรอ เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครเรียกเอน็อคแบบนั้น
ในพริบตานั้น บรรยากาศของกิลด์ซิกนัสที่ยอมทำตัวเหมือนลูกแกะเชื่องๆ ก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จิตสังหารอันเยียบเย็นระเบิดออกมาจากร่างของสมาชิกกิลด์กับคำทักทายแรกที่ไม่ใช่แค่ไร้มารยาทแต่ถึงขั้นทำลายล้าง ไอพลังอันหนักอึ้งที่กดทับบ่าทำให้สมาชิกกิลด์อัลแทร์จำนวนมากเผยสีหน้าตื่นตระหนก แม้หัวหน้ากิลด์อัลแทร์จะไม่ได้แสดงอาการออกทางภายนอก แต่สีหน้าก็ซีดเผือดลงไปถนัดตา
ในบรรยากาศนั้นเซร่าเองก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน แม้จะไม่ถึงขั้นปล่อยจิตสังหารออกมาเหมือนคนอื่น แต่พอเห็นเอน็อคถูกคนอื่นทำตัวเสียมารยาทใส่ ความหงุดหงิดก็พวยพุ่งขึ้นมาทันที ทั้งที่คนที่ด่าเอน็อคมากที่สุดในที่นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวเธอแท้ๆ
จะลองสั่งสอนให้ตาลุงไร้มารยาทคนนั้นรู้ซึ้งดูไหมนะว่าการกบฏที่แท้จริงคืออะไร บรรยากาศของทุกคนคล้ายกับจะคิดอะไรทำนองนั้น ทว่าไม่มีใครกล้าขยับตัวบุ่มบ่าม
“…….”
เพราะตัวเอน็อคผู้เป็นเจ้าของเรื่องกลับโบกมือปรามให้ใจเย็นลง เพียงการสะบัดมือครั้งเดียวของหัวหน้า โทสะที่จับตัวเป็นก้อนเย็นเยียบก็สลายหายไปราวกับเรื่องโกหก
เอน็อคที่ทำให้บรรยากาศกลับคืนสู่สภาพเดิมตอบรับคำทักทายอย่างสุขุม
“ไม่ได้เจอกันนานนะ เดนิดาส เดินทางมาลำบากหรือเปล่า?”
เขาที่ถึงกับแย้มยิ้มออกมาดูอย่างไรก็เหมือนคนที่ยินดีต้อนรับอัลแทร์อย่างแท้จริง คำพูดสุภาพที่ไม่เหยาะแหยะและไม่เย่อหยิ่งดูเหมือนคุณชายที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดีซึ่งไม่สมกับเป็นเอน็อคตามปกติเลยสักนิด
“พวกเรามาที่นี่เพื่อปกป้องดินแดนของอัลแทร์ตามสนธิสัญญา ซิกนัสพร้อมจะปฏิบัติตามความรับผิดชอบแล้วหรือยัง?” “แน่นอน เดินทางมาเหนื่อยๆ คงจะเพลีย เดี๋ยวฉันจะนำทางไปที่พักก่อนแล้วกัน”
เอน็อคต้อนรับอัลแทร์ได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติต่างจากความกังวลของมาร์คัส เดนิดาสเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างพึงพอใจราวกับถูกใจท่าทีว่าง่ายนั้น เขาที่ยืดอกอย่างเต็มที่กระซิบอย่างอ่อนโยนกับเด็กสาวที่ตนประคองมาตลอด
“ไปกันเถอะ อควิลา” “เพคะ ฝ่าบาท”
เด็กสาวที่ย่อเข่าลงอย่างนอบน้อมก้าวเดินตามเดนิดาสไป ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงเหลียวหลังกลับมาราวกับอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่ขาด
เซร่าสังเกตเห็นว่าอควิลากำลังมองใคร สายตาที่ไม่ลังเลนั้นมุ่งตรงไปยังสโนว์ ราวกับรู้อยู่แล้วแต่แรกว่าเขาอยู่ที่ไหน
แววตานั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความคิดถึงเสียจนหยาดหยด แม้ไม่ต้องพูดคุยกัน เซร่าก็พอจะรู้ว่าอควิลาชอบสโนว์มากเพียงใด
สายตาของอควิลาที่จ้องมองสโนว์เขม็งเลื่อนต่ำลงตามลำคอของเขา และในไม่ช้า เธอก็สังเกตเห็นมือของสโนว์ที่กำลังสอดประสานนิ้วอยู่กับใครบางคน สายตาของอควิลาจึงเลื่อนย้อนกลับขึ้นไปตามมือที่สัมผัสกับคู่หมั้นของตนตามลำดับอย่างเป็นธรรมชาติ
“…….”
และแล้วสายตาก็สบเข้ากับเซร่า ดวงตาของอควิลาที่สังเกตเห็นเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง ใบหน้าของเด็กสาวผู้ตกตะลึงซีดเผือดลงจนน่าเวทนา
“อควิลา”
เดนิดาสเอ่ยเรียกลูกสาวที่หยุดชะงักฝีเท้าเบาๆ อควิลาขยับริมฝีปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าในไม่ช้าก็สะบัดหน้าหนีแล้วก้าวออกไปจากตรงนั้นราวกับกำลังวิ่งหนี แผ่นหลังที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเจ็บปวดนั้นทำให้เซร่ารู้สึกขมปร่าในปากพิลึก
“……ฉันดูเหมือนเป็นตัวร้ายเลยนะคะ” “อย่างน้อยสำหรับเด็กคนนั้นก็ใช่ล่ะนะ~”
สโนว์ที่ตอบกลับอย่างร่าเริงเอ่ยให้กำลังใจเซร่าว่าจากนี้ไปให้เตรียมใจให้มั่นเข้าไว้ เซร่าจึงมองเขาด้วยสายตาที่บอกว่า 'นายนี่มันก็นะ' ถึงอย่างไรก็ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่หมั้นแท้ๆ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สะทกสะท้านกับการที่อควิลาต้องเจ็บปวดเลยสักนิด
กิ๊ววววว…… เมฆดำทะมึนขนาดยักษ์เคลื่อนตัวตามกิลด์อัลแทร์ที่กำลังเดินทางไป
คงต้องจัดการไอ้นั่นด้วยสินะ เซร่าเงยหน้ามองสิ่งนั้นด้วยสายตาซับซ้อน
เมื่อเอน็อคนำคณะอัลแทร์ไปเช่นนั้นแล้ว มาร์คัสจึงเริ่มกำชับสมาชิกกิลด์ซิกนัสอีกครั้ง เขาเน้นย้ำเตือนสโนว์กับเซร่าซึ่งมีแนวโน้มว่าจะต้องข้องเกี่ยวกับอัลแทร์มากเป็นพิเศษให้ระวังตัวไว้ให้ดี
“เข้าใจใช่ไหม? ประนีประนอมกันดีๆ นะ หืม? เงียบๆ สงบๆ เข้าไว้” “…….”
เซร่าพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ถึงอย่างไรงานนี้ก็มีเงิน 100 โกลด์เป็นเดิมพัน อีกทั้งตราบใดที่อีกฝ่ายมีก้อนควันสีดำเกาะติดอยู่ เธอก็ไม่มีความคิดที่จะหาเรื่องทะเลาะวิวาทแม้แต่น้อย
เพราะเธอเป็นผู้มีประสบการณ์ที่เคยโดนกลั่นแกล้งรังแกมาสารพัด ตราบใดที่ฝ่ายนั้นไม่ล้ำเส้นก่อน เธอก็คิดว่าจะยอมอดทนมองข้ามไปก่อน ต่อให้โดนตบหน้าสักสองสามทีหรือโดนด่าสักสองสามคำก็ตาม
ประนีประนอมกันดีๆ เงียบๆ สงบๆ เข้าไว้ เซร่าที่ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่สลักคำพูดของมาร์คัสไว้ในใจ ถึงอย่างไรก็มีเหตุผลอันหนักแน่นพอสมควร เธอจึงสังหรณ์ใจว่าคราวนี้น่าจะอดทนได้ดีทีเดียว
จำได้ว่าอุตส่าห์ตั้งใจไว้แบบนั้นแท้ๆ
“……ไหงกลายเป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย”
และในคืนนั้นเอง เซร่าที่ยืนอยู่บนทางเดินเปลี่ยวร้างไร้ผู้คนกำลังก้มมองปลายเท้าของตนด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ
“…….”
ตรงนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าสลบไสลอยู่ เขาแน่นิ่งไม่ไหวติงราวกับหมดสติไปโดยสิ้นเชิง ก็แน่ล่ะ เพราะมีเลือดซึมออกมาจางๆ ท่ามกลางเส้นผมสีเทาที่แผ่สยายอยู่บนพื้น
“น่าจะอดทนไว้แท้ๆ”
ในมือของเธอที่กำลังสำนึกผิดช้าไปนั้นมีก้อนอิฐก้อนหนึ่งถืออยู่ ตรงเหลี่ยมมุมของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงสด
ผู้ชายนอนสลบ ผู้หญิงถืออิฐ เป็นภาพเหตุการณ์ที่ปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างพอดิบพอดีโดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบายยืดยาว
“แต่เจ้าหมอนั่นเป็นฝ่ายผิดก่อนไม่ใช่หรือไงกัน……”
เซร่าที่ทำท่าเหมือนจะสำนึกผิดอยู่ครู่หนึ่งโยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้อีกฝ่ายทันควัน ชายหนุ่มผู้หมดสติเพราะโดนอิฐฟาดจึงต้องแบกรับความผิดที่ถูกยัดเยียดมาอย่างเงียบเชียบ ทว่าถึงจะทำอย่างนั้น ปัญหาที่เธอก่อขึ้นก็ไม่ได้คลี่คลายไปได้เองเสียหน่อย
อา มาร์คัสก็บอกให้อยู่อย่างสงบเสงี่ยมแท้ๆ ชิบหายแล้ว เซร่าที่ถอนหายใจยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความรู้สึกจนปัญญาอย่างยิ่ง
จะว่าไป จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน
กำลังโหลดความเห็น...