“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 76
สำหรับอัลแทร์ที่มาเยือนอาณาเขตของตน ซิกนัสได้ยกเรือนรับรองหลังใหญ่และดีที่สุดในบรรดาอาคารสำหรับผู้มาเยือนซึ่งสร้างอยู่นอกกำแพงป้องกันให้ทั้งหมด
เดนิดาสที่ยึดห้องที่ดีที่สุดของเรือนรับรองล้มตัวลงนอนบนเตียงทันทีและลงกลอนประตูห้อง พลางบอกว่าเป็นเวลานอนกลางวัน เรื่องสำคัญไว้ค่อยคุยกันหลังจากเขาตื่น ในระหว่างที่เขาหลับ ผู้คนที่ร่วมเดินบนพรมมาพร้อมกับเดนิดาสก็วางอำนาจบาตรใหญ่ราวกับเสือไม่อยู่ถ้ำ หมาจิ้งจอกก็ทำตัวเป็นราชา
พวกเขาอ้างว่าตนเองก็เป็นเชื้อพระวงศ์และทำตัวจู้จี้จุกจิกในทุกเรื่องราวกับเตี๊ยมกันมาก่อน พอรับประทานอาหารก็บ่นว่าเค็มไปบ้างจืดไปบ้างแล้วสั่งให้ยกมาเสิร์ฟใหม่ถึงสองสามรอบ เวลาจะอาบน้ำก็เร่งเร้าให้ใช้น้ำมันกุหลาบสดใหม่ที่สกัดไม่เกินสามวันและลอยกลีบดอกไม้ พอไม่ชอบใจกลิ่นเครื่องหอมที่จุดในห้องเพราะดูราคาถูกก็โวยวายให้ไปหาดอกไลแล็กที่หายากยิ่งในฤดูหนาวนี้มาให้
สมาชิกกิลด์อัลแทร์ที่ทำตัวงี่เง่าไร้มารยาทนั้นไม่เกรงใจใครราวกับเฝ้ารอวันนี้มาโดยเฉพาะ ทั้งที่รสนิยมเรื่องมากถึงเพียงนี้แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ได้พกอะไรติดตัวมาเองสักอย่าง พอมาถึงขั้นนี้ คนของซิกนัสที่รับหน้าที่ดูแลเรือนรับรองของอัลแทร์จึงเริ่มสับสนว่าคนพวกนี้เป็นพวกรสนิยมจู้จี้จริงๆ หรือแค่สนุกกับการเห็นพวกตนลำบากใจกันแน่
ความแค้นที่สั่งสมมานานถึงห้าปีช่างน่ากลัวถึงเพียงนั้น
เซร่าเฝ้ามองอย่างชัดเจนว่าพวกอัลแทร์ที่คึกคักหลังจับจุดเล่นงานได้กำลังวางอำนาจกดขี่ซิกนัสอย่างไรบ้าง แม้จะเป็นภาพที่ไม่น่าดูชม แต่คงเป็นเพราะได้ยินมาล่วงหน้าแล้วว่าทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์เลวร้ายกันแค่ไหน เธอจึงไม่ได้ประหลาดใจเท่าใดนัก
‘ไม่เห็นเด็กคนนั้นแฮะ’
เซร่ากับสโนว์กำลังรออยู่ในห้องประชุมจนกว่าหัวหน้ากิลด์อัลแทร์จะตื่น ข่าวลือที่ว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ หรือพูดให้ถูกคือสโนว์อยู่ที่นี่คงแพร่ออกไป บางครั้งคนของอัลแทร์สองสามคนจึงพากันกรูเข้ามาดูเขาแล้วก็กรูออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ในบรรดาผู้คนมากมายที่ผ่านห้องประชุมมานั้น ไม่มีอควิลาอยู่เลย ทั้งที่คิดว่าพอแยกย้ายกันไปแบบเมื่อครู่แล้ว เธอจะรีบตามมาซักไซ้ถามหาความจริงว่านี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเสียอีก
“ยังคงเป็นหมอนั่นที่ไม่มีความสุขุมหนักแน่นเลยสักนิด”
ตอนนั้นเอง เสียงอันเย็นชาพลันแทรกเข้ามาในโสตประสาทของเซร่า เป็นคนจากฝั่งอัลแทร์ที่นั่งปักหลักอยู่ในห้องประชุมก่อนแล้วเช่นเดียวกับพวกเขา
“ทำไมสโนว์ถึงได้ตัวติดอยู่กับยัยผู้มีภูมิคุ้มกันนั่นตลอดเวลานะ” “ฝ่าบาททำไมถึงได้ทรงต้องการผู้ชายพรรค์นั้นกัน……”
พวกที่นั่งอยู่ห่างจากเซร่าและสโนว์พากันนินทาว่าร้ายเขาเสียงดังราวกับจงใจให้ได้ยิน
น่าแปลกที่คนที่ติดตามหัวหน้ากิลด์อัลแทร์มากลับไม่ยินดีต้อนรับสโนว์เลยแม้แต่น้อย พวกเขาชี้นิ้วสั่งใช้งานกิลด์ซิกนัสอย่างอารมณ์ดี แต่พอเหลือบไปเห็นสโนว์เข้าเมื่อใด ใบหน้าก็พลันบูดบึ้งขึ้นมาทุกครั้งไป
ในเมื่อเขาเป็นว่าที่ลูกเขยที่หัวหน้ากิลด์เฝ้าคะยั้นคะยอขอร้องมาตลอดห้าปี ก็นึกว่าคนอื่นๆ จะยกย่องเทิดทูนเขาเสียอีก แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้นเลย
และยิ่งอัลแทร์ทำตัวงี่เง่าไร้มารยาทมากเท่าไร สายตาที่สมาชิกกิลด์ซิกนัสมองไปยังสโนว์ก็อดไม่ได้ที่จะยิ่งทวีความดุดันและเย็นชาขึ้นเท่านั้น
“น่าสงสารจังเลยสโนว์ โดนกดขี่จากทั้งสองฝ่ายเลยนะคะ”
เซร่าปลอบใจสโนว์ด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง สโนว์ที่แกล้งทำหน้าเบะร้องไห้อย่างโอเวอร์เมื่อได้ยินคำพูดของเธอจึงแสร้งทำเป็นน่าสงสารทั้งที่ไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ
“ถ้าน่าสงสารก็กอดฉันให้อุ่นๆ หน่อยสิ”
พร้อมกับอ้าแขนกว้างพลางออดอ้อนให้เซร่ากอดตน บรรยากาศของทั้งสองที่ดูไม่ธรรมดาทำให้สมาชิกกิลด์อัลแทร์ที่ซุบซิบนินทาเรื่องสโนว์อยู่เริ่มฮือฮากันยกใหญ่
ในตอนที่เซร่าซึ่งจับเจตนาของสโนว์ได้เปิดแขนทั้งสองข้างออกเพื่อจะสวมกอดตอบนั่นเอง
“……?” “……?”
ระหว่างทั้งสองคนที่กำลังจะกอดกันอย่างชวนขนลุกนั้นได้มีกำแพงเล็กๆ ผุดขึ้นมาขวาง ก่อนจะทันได้รู้ว่ามันคืออะไร บางสิ่งที่มีขนาดเท่าหมอนก็ถูกยัดใส่อ้อมอกของสโนว์แทนที่เซร่า
“ถ้าหนาวก็บอกกันสิ”
คนที่เข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองในครั้งนี้ก็คือเอน็อคอีกตามเคย เขาตบไหล่สโนว์พลางแสร้งทำเป็นห่วงใย ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ เซร่า
สโนว์มองเอน็อคที มองถุงน้ำร้อนที่ถูกยัดเข้ามาในอ้อมอกทีด้วยสีหน้าเหลือเชื่อก่อนจะเอ่ยปาก
“หัวหน้าครับ จะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เหรอครับ” “ฉันทำไม”
เอน็อคถามย้อนกลับมาอย่างเต็มภาคภูมิราวกับตนเองไม่มีความผิดติดค้างอะไรเลยสักนิด
“ก็เข้ามาแทรกอยู่ได้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนี่ครับ เป็นอะไรไป ทำตัวอย่างกับมือสมัครเล่นไปได้”
สโนว์เหน็บแนมเป็นเชิงว่าคนที่รู้เรื่องราวดีทุกอย่างทำไมถึงคอยมาขัดขวางอยู่เรื่อยด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว
“มือสมัครเล่นมันนายนั่นแหละ”
แม้จะโดนตัดพ้อ แต่เขากลับยิ่งเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน
“คนรักประสาอะไรในโลกถึงได้เกาะติดกันโจ่งแจ้งทั้งวันขนาดนั้น”
จะป่าวประกาศให้เขารู้หรือไงว่าของปลอม เอน็อคพึมพำประโยคสุดท้ายให้ได้ยินพลางตำหนิสโนว์ว่าหัดทำให้มันดีๆ หน่อย
“เข้าใจว่าใจร้อนนะ แต่ทำตัวให้มันสบายๆ หน่อย สโนว์”
เขาที่ทำวางก้ามใหญ่โตประหนึ่งผู้เชี่ยวชาญที่กำลังจะสั่งสอนเริ่มชี้แนะเรื่องของสโนว์กับเซร่าทีละข้อๆ
“ไม่ใช่เด็กเล่นขายของสักหน่อย คิดว่าการมาคลอเคลียกันทุกที่คือความรักอันเร่าร้อนหรือไง แผนการมันตื้นเขินเป็นมิติเดียวเกินไปแล้ว”
เอน็อคที่เหน็บแนมอย่างเผ็ดร้อนคอยจี้จุดทีละเรื่องว่าอันนี้ไม่ดีเพราะอย่างนั้น อันนั้นแย่เพราะอย่างนี้พลางด้อยค่าพฤติกรรมที่ทั้งสองทำร่วมกันมาตลอด ไม่รู้ว่าไปแอบเฝ้ามองจากตรงไหนมา เพราะเขาจิกกัดได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวแบบไม่ตกหล่นแม้แต่เรื่องเดียวตั้งแต่การออกเดตในวันแรก
“…….”
สโนว์จึงเหลือบมองเซร่าเพื่อดูเชิงว่าเธอกำลังอารมณ์ไหน ส่วนเซร่าเอาแต่นิ่งฟังด้วยสีหน้าที่ดูมีความคิดมากมายในหัว
“พวกนายไม่ได้คบกันจริงๆ ก็คงจะไม่ค่อยรู้สินะ เรื่องความรักน่ะ มันต้องมีรสชาติของความลับซ่อนอยู่ด้วยถึงจะถูก”
เอน็อคที่พูดต่ออย่างไหลลื่นโดยไม่มีใครขัดคุยโวโอ้อวดเต็มที่ว่าจะบอกให้ว่าจากนี้ไปต้องทำอย่างไร
สรุปแล้วมันคือการบอกว่า ต่อหน้าคนอื่นห้ามจับมือ อย่ามาอยู่ติดกันราวกับว่าถ้าห่างกันแล้วจะตาย เวลามีสายตาจับจ้องมาก็อย่าทำเป็นได้ทีแตะเนื้อต้องตัว แน่นอนว่าห้ามเรียกกันว่าที่รักด้วย และโดยสรุปก็คือไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง
ขนาดว่ากำลังพูดจ้อไม่หยุด เอน็อคก็ยังรอบคอบถึงขั้นกระซิบกระซาบด้วยเสียงเบาจนคนอื่นไม่มีทางได้ยิน
ขืนทำตามที่ว่านั่น มันจะไม่ดูเหมือนคนแปลกหน้าที่เหินห่างกันอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าคู่รักที่เป็นธรรมชาติตรงไหนกันเล่า
สโนว์ส่งเสียงหัวเราะในลำคอด้วยสีหน้าเอือมระอาให้กับคำแนะนำที่มองทะลุเจตนาได้อย่างแจ่มแจ้ง
“……ทีตอนนั้นละบอกว่าไม่ได้คิดอะไรแท้ๆ”
ทว่าประโยคที่พึมพำกับตัวเองในตอนท้ายนั้นเบาเกินไปจนทั้งเซร่าและเอน็อคไม่ได้ยิน สโนว์เก็บสีหน้าเหวอๆ กลับไปแล้วกลับมายิ้มระรื่นอย่างผ่อนคลายอีกครั้ง
“พวกเราเพิ่งคบกันได้ไม่นานนี่ครับ~ ช่วงเวลานี้ตามปกติต่อให้ใครจะมองอยู่หรือไม่ ก็ต้องมองเห็นแต่กันและกันอยู่แล้วนี่นา—”
สโนว์ที่ลากเสียงยานครางช้าลงเรื่อยๆ ในตอนท้ายแกล้งทำเป็นตกใจเว่อร์พลางส่งสายตาไปทางเซร่า
“นี่เป็นแผนการที่... เซร่าวางไว้แท้ๆ มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” “……อะไรนะ”
รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้าของเอน็อคในชั่วพริบตากับจุดหักมุมที่ไม่ได้คาดคิด เขาเพิ่งจะจิกกัดอย่างไม่ไว้หน้าไปยกใหญ่เพราะคิดว่าแผนการชวนขนลุกและน่ารำคาญทั้งหมดนั้นเป็นผลงานของสโนว์ แต่กลายเป็นว่าความจริงแล้วเขากลับกำลังจิกกัดเซร่าเสียนี่
“…….”
สายตาของเอน็อคหันไปมองเซร่าโดยอัตโนมัติ
“…….”
เซร่าเอาแต่เงียบโดยไม่แม้แต่จะสบตากับเขา เธอที่เพียงแค่ก้มหน้ามองต่ำอย่างเงียบๆ มีสีหน้าหงอยลงอย่างน่าประหลาด
‘มัน... แปลกขนาดนั้นเลยเหรอ’
และในความเป็นจริง เซร่าก็อยู่ในสภาพค่อนข้างหม่นหมองจริงๆ เธอเพิ่งเคยเห็นเอน็อคพูดมาก พูดเร็ว และพูดอย่างจริงจังขนาดนั้นเป็นครั้งแรก
อุตส่าห์ตั้งใจขบคิดวางแผนมาอย่างดี แถมสโนว์ก็บอกว่าเข้าท่า เธอเลยนึกว่ามันใช้ได้มาตลอด ทว่าในสายตาของคนที่ผ่านผู้หญิงมาเยอะคงจะดูงุ่มง่ามเงอะงะสินะ
‘ก็คนไม่เคยคบใครจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ’
เซร่าที่สัมผัสได้ถึงกำแพงที่ไม่มีทางก้าวข้ามได้เผยสีหน้าขมขื่นออกมา
“ไม่เป็นไรหรอกครับ~ เซร่า~ วิธีแสดงความรักของแต่ละคนมันต่างกันทั้งนั้นแหละครับ~”
สโนว์ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยและปลอบโยนเซร่าอย่างอ่อนโยน
“ปล่อยให้หัวหน้าใช้ชีวิตแบบนั้นกับพวกคนรักของเขาไปเถอะครับ พวกเราก็ดูแลกันเองให้ดีตามประสาเราสองคนดีกว่าเนอะ~”
สโนว์ดึงเก้าอี้ของเซร่าเข้ามาทั้งตัวพลางตบไหล่เธอเบาๆ โดยเน้นน้ำเสียงหนักแน่นเป็นพิเศษตรงคำว่า ‘พวกเรา’
เขาที่ขีดเส้นแบ่งแยกระหว่างพวกตนกับเอน็อคอย่างชัดเจนมองเอน็อคด้วยสายตาสะใจและฉีกยิ้มเยาะอย่างน่าหมั่นไส้
“…….”
เอน็อคถลึงตาจ้องมองสโนว์ที่ทำท่ากวนประสาทแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
“ฝ่าบาทเสด็จ”
ก่อนที่เอน็อคจะได้คลี่คลายบรรยากาศอันน่าอึดอัด ประตูก็เปิดออกพร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่แทรกเข้ามา
บทเพลงสรรเสริญเริ่มดังก้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน พรมสีแดงถูกคลี่กลิ้งเข้ามาภายในห้องประชุม และบนพรมผืนนั้น หัวหน้ากิลด์อัลแทร์ที่ไม่นึกว่าจะมาก็ก้าวเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบาสง่างามพร้อมกับลูกสาวของเขา
“แหม มารออยู่ก่อนแล้วอย่างนั้นหรือ”
ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเอน็อคอยู่ที่นี่ เดนิดาสกลับเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
เมื่อเขานั่งลงตรงที่นั่งประธานของโต๊ะกลมขนาดใหญ่อย่างเป็นธรรมชาติ สมาชิกกิลด์อัลแทร์ก็กระจายตัวนั่งล้อมรอบทั้งสองฝั่งราวกับกำลังคอยปรนนิบัติเขา เมฆดำทมิฬขนาดมหึมาที่เคลื่อนตัวตามพวกเขามาได้ปกคลุมทั่วเพดานห้องประชุม เซร่าที่รู้สึกแสบตาขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุพยายามเบือนหน้าหนีจากสิ่งนั้น
“…….”
อควิลาที่นั่งอยู่ทางขวามือของเดนิดาสเอาแต่ก้มมองโต๊ะด้วยสีหน้าที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
“เริ่มการประชุมกันเถอะ”
เดนิดาสที่ผงกศีรษะอย่างเย่อหยิ่งส่งสัญญาณเริ่มการประชุมไปยังเอน็อค เอน็อคที่คอยหันไปมองเซร่าอยู่เรื่อยๆ จำต้องกลับไปยังที่นั่งของตนแล้วส่งสัญญาณ จากนั้นสมาชิกของซิกนัสที่รออยู่ด้านนอกห้องประชุมจึงทยอยเข้ามานั่งประจำที่ด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
เนื่องจากเซร่าและสโนว์มาในฐานะพยานผู้ให้ข้อมูล ทั้งคู่จึงแยกตัวออกจากโต๊ะแล้วย้ายไปนั่งตรงมุมห้อง
เดนิดาสที่จ้องมองสมาชิกกิลด์ซิกนัสซึ่งนั่งร่วมโต๊ะเดียวกับตนด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ จู่ๆ ก็เอ่ยข้อเสนอขึ้นมา
“ถึงพวกสัพเพเหระ... คนอื่นๆ จะเข้าร่วมด้วย แต่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในสนธิสัญญานี้ ฉันอยากให้มีแค่ฉัน อควิลา ฟอน เบเดลเกียผู้สืบทอดของฉัน และเอน็อค ซอร์เซอร์ รวมเป็นสามคนนี้เท่านั้น”
แม้จะเป็นเงื่อนไขที่เสียเปรียบต่อฝ่ายซิกนัสเป็นอย่างมาก แต่เอน็อคก็พยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล
“ตกลง”
เมื่อการเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น ประตูห้องประชุมก็ปิดลงด้วยเสียงหนักทึบ ตัวแทนของอัลแทร์ที่ก้าวออกมารับหน้าที่ได้คลี่ม้วนคัมภีร์ที่บุผ้าออกเพื่อประกาศเริ่มการประชุม
“การประชุมนี้จัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเรื่องความเสียหายของกิลด์อัลแทร์อันเกิดจากการละเลยหน้าที่ของฝ่ายซิกนัส ตลอดจนการชดเชยและแนวทางแก้ไข และขอประกาศว่าการประชุมนี้ถูกเรียกขึ้นตามขั้นตอนอันเป็นธรรมและความชอบธรรมโดยอิงตามสนธิสัญญาความร่วมมือร่วมกันแห่งทวีป”
เมื่อการเปิดหัวอันยิ่งใหญ่จบลง เดนิดาสก็เริ่มเอ่ยปากราวกับรอเวลานี้อยู่แล้ว
“หนามที่เป็นชนวนข้อพิพาท กิลด์อัลแทร์ของเราจะเป็นฝ่ายกำจัดให้เอง มีใครคัดค้านไหม”
เอน็อคส่ายหน้าเพื่อสื่อว่าไม่มีความเห็นต่าง
“คนที่จะเข้าไปในหนามก็คืออควิลา ฟอน เบเดลเกียผู้สืบทอดของฉัน กับโคแรกซ์ ฟอน เบเดลเกียลูกชายคนโต”
เดนิดาสที่กำลังลำพองใจยกย่องลูกๆ ที่นั่งขนาบทั้งสองข้างของตนให้เป็นผู้รับผิดชอบการพิชิตหนามด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
เพราะมัวแต่โอ๋อควิลาอยู่ฝ่ายเดียวจึงไม่ทันสังเกต ชายผมสีเทาที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือดูเหมือนจะเป็นลูกชายของเขา ลูกชายของเดนิดาสเป็นชายหนุ่มที่ดูราวๆ วัยยี่สิบตอนกลางค่อนไปทางปลาย
‘น่าเวทนาแท้ๆ……’
มีลูกชายคนโตที่โตจนป่านนี้แท้ๆ แต่กลับตั้งลูกสาวคนเล็กเป็นผู้สืบทอด ทว่าด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ สมาชิกกิลด์ซิกนัสกลับรู้สึกเหมือนจะเข้าใจเหตุผลนั้นขึ้นมา
‘หน้าตาขี้เหร่ชะมัด’
ไม่ใช่แค่ขี้เหร่ธรรมดา แต่ขี้เหร่เอาเรื่องเลยทีเดียว ผิดกับน้องสาวที่มีหน้าตาราวกับตุ๊กตาที่ช่างฝีมือประณีตบรรจงปั้นขึ้นมา โคแรกซ์นั้นดูราวกับมันฝรั่งเน่าที่ชาวสวนคัดทิ้งไว้แล้วค่อยเอามาปอกเปลือกแบบส่งๆ อย่างไรอย่างนั้น
อะไรจะต่างกันคนละขั้วได้ขนาดนี้ ถึงขั้นที่ว่าการไม่เปิดเผยว่าเป็นพี่น้องกับอควิลาอาจจะยังปรานีต่อเขามากกว่าเสียด้วยซ้ำ
“……อะแฮ่ม!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของทุกคน สีหน้าของโคแรกซ์ก็บิดเบี้ยวไปเล็กน้อย
“จะทำอย่างนั้นก็ตามใจ”
เอน็อคที่กวาดสายตามองทั้งสองคนด้วยแววตาไม่สนใจไยดีพยักหน้ารับโดยไม่เสียเวลาคิด
ทั้งสองคนที่บรรลุจุดหมายอย่างง่ายดายยกมือข้างหนึ่งขึ้นเสมอระดับไหล่เพื่อแสดงความเห็นชอบ เมื่ออควิลายกมือขึ้นอย่างเงียบๆ เป็นคนสุดท้าย ตัวแทนของอัลแทร์จึงเคาะค้อนลงสามครั้ง
ในความเป็นจริงสิ่งที่สำคัญในการเจรจานี้ไม่ใช่เรื่องหนามพรรค์นั้น วาระแรกจึงจบลงอย่างรวดเร็วฉับไว
“งั้น เรามาคุยเรื่องค่าชดเชยกันดีกว่า” “ทางฝ่ายอัลแทร์ต้องการเงินชดเชยเท่าไหร่ล่ะ”
เอน็อคตอบรับกลับไปอย่างฉะฉานไม่ติดขัด เป็นความมั่นใจที่เกิดขึ้นเพราะหลังจากได้ตัวบีเซมาร่วมกิลด์ ความเป็นอยู่ของซิกนัสก็ดีขึ้นชนิดที่เทียบกับเมื่อก่อนไม่ได้เลย
“สำหรับอัลแทร์แห่งทองคำ ทองคำที่มากกว่านี้ไม่มีความหมายอันใด สิ่งที่ต้องการคือการปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเด็ดขาดต่างหาก”
ทว่าเดนิดาสกลับวางท่าเย่อหยิ่งราวกับว่าแค่เงินน่ะมันไม่เพียงพอ
“จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทางอัลแทร์ได้ประจักษ์ถึงความบกพร่องในการดูแลของซิกนัสด้วยตนเองแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีกซ้ำสอง―”
หัวหน้ากิลด์อัลแทร์กดเสียงต่ำลงอย่างมีน้ำหนักและเอ่ยข้อเสนอค่าชดเชยที่ตนคิดว่าเหมาะสมออกมาทีละถ้อยทีละคำ เพื่อให้ทุกคนในห้องประชุมได้ยินอย่างชัดเจน
“จงยกป่าโรวด์ครึ่งหนึ่งรวมถึงพื้นที่ที่มีปัญหาให้แก่อัลแทร์ของเรา” “……!” “……!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็สัมผัสได้ถึงเสียงสูดหายใจเข้าอย่างตกตะลึงจากทั่วทุกสารทิศในห้องประชุม สีหน้าของทุกคนดูย่ำแย่ แต่คนที่สีหน้าดูย่ำแย่ที่สุดก็คือมาร์คัส
“แค่หนามกระจ้อยร่อยอันเดียวเนี่ยนะจะเอาป่าโรวด์ตั้งครึ่งหนึ่ง พวกนั้นมันบ้าไปแล้วหรือไง”
ราวกับเขาลืมคำพูดของตัวเองในอดีตที่เคยบอกให้ทำตัวสงบเสงี่ยมไปเสียสนิท ถึงได้เป็นคนแรกที่เปิดฉากก่นด่าเดนิดาส
ก็น่าอยู่หรอก แค่จัดการหนามช้าไปอันเดียวกลับเรียกร้องเอาป่าโรวด์อันกว้างใหญ่ไปถึงครึ่งหนึ่ง แม้แต่ในสายตาของเซร่า นี่ก็เป็นข้อเรียกร้องที่เกินเหตุไปมาก
“กะจะฉวยโอกาสนี้กอบโกยให้พุงปลิ้นเลยสินะ” “คิดจะฮุบเอาไปฟรีๆ มันก็ต้องมีขอบเขตบ้างสิ…!”
บรรดาสมาชิกกิลด์ซิกนัสจึงพากันลดเสียงลงแล้วกระซิบกระซาบ แม้ฝ่ายอัลแทร์จะไม่ได้ยินว่าพูดอะไรกัน แต่แค่เห็นสายตาก็รู้ได้ทันทีว่าคงไม่ใช่คำพูดที่ดีเด่อะไร
“เฮ้ย! เงียบๆ กันหน่อย! ฝ่าบาทยังตรัสไม่ทันจบเลยนะ……!”
โคแรกซ์ที่จับสังเกตได้ถึงความวุ่นวายไม่สงบจึงทุบโต๊ะฉาดใหญ่เพื่อควบคุมบรรยากาศที่เริ่มแตกตื่น
“หรือไม่ก็!”
เดนิดาสตะเบ็งเสียงดังขึ้นราวกับจะช่วยตอกย้ำคำพูดนั้นเพื่อดึงความสนใจของผู้คน ก่อนจะเอ่ยต่อจนจบด้วยสายตาที่ลุกโชนไปด้วยความยึดติดอันบ้าคลั่ง
“ส่งตัวว่าที่ลูกเขยของข้าที่พำนักอยู่ในซิกนัสกลับมายังอัลแทร์ เพื่อเป็นค่าชดเชยเสียสิ”
เอ๋? ปฏิกิริยาอันแสนงุนงงหลุดออกมาจากทางฝั่งซิกนัสเมื่อเจอกับสองตัวเลือกที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
“พวกนั้นจะไปยึดติดอะไรกับคนที่ไม่ยอมไปขนาดนั้นนะ” “พังไม่เป็นท่าแน่” “หัวหน้าไม่มีทางยอมส่งตัวสโนว์ไปหรอก”
เหล่าสมาชิกกิลด์มองเดนิดาสราวกับมองพวกสตอล์กเกอร์พลางส่ายหัวดิก แม้แต่เด็กฟังดูก็รู้ว่าได้เปรียบเสียเปรียบต่างกันอย่างชัดเจน ทว่าความเห็นส่วนใหญ่ต่างปักใจเชื่อว่าเอน็อคไม่มีทางยอมส่งตัวสโนว์ไปแน่ๆ
“…….”
เซร่าทำหน้าบิดเบี้ยวราวกับภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกรังเกียจ พฤติกรรมที่ใช้คนเป็นเครื่องมือในการต่อรองอย่างหน้าตาเฉยได้สะกิดความทรงจำในอดีตที่ไม่อภิรมย์ของเธอขึ้นมา
พวกที่ขึ้นชื่อว่าราชวงศ์นี่ทำไมถึงได้ทำตัวเหมือนกันไปหมดนะ ความหยิ่งยโสที่มองคนอื่นนอกเหนือจากพวกพ้องตนเองเป็นแค่ปศุสัตว์ที่ซื้อขายกันในตลาด คงเป็นคุณลักษณะที่สืบทอดกันทางสายเลือดโดยไม่ต้องมีใครสั่งสอนเลยสินะ
“เอาสิ”
ทว่าในตอนนั้นเอง เอน็อคกลับตอบรับข้อเสนออย่างไร้ความลังเลจนผิดไปจากความคาดหมายของทุกคน
“……?!” “……?!”
เอ๋ะะะ? คราวนี้ความโกลาหลที่รุนแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่ได้พัดกระหน่ำไปทั่วห้องประชุม
“เฮ้อ―”
เสียงถอนหายใจด้วยความเหลือเชื่อเล็ดลอดออกมาจากปากของเซร่า ความตระหนักรู้ใหม่อีกครั้งที่ให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิงได้ถาโถมเข้ามาใส่เธอ
อา ใช่สินะ นายเองก็เป็นเชื้อพระวงศ์นี่นา
แม้จะเป็นความจริงที่รู้ดีอยู่แก่ใจ ทว่าไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนถูกทรยศชอบกล
ระหว่างนั้นเอน็อคที่ลุกขึ้นจากที่นั่งก็เดินตรงไปยังจุดที่สโนว์นั่งอยู่ด้วยตัวเอง แล้วดันทั้งเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่ไปทางเดนิดาสราวกับกำลังถวายเครื่องบรรณาการ
“เอ้า อยู่นี่แล้วไง พาตัวไปสิ”
ครืดดด สโนว์ที่ถูกไถลไปข้างหน้าพร้อมกับเก้าอี้พึมพำออกมาด้วยสีหน้าเหวอจัด
“เจ้าคิดเจ้าแค้นไม่เบาเลยแฮะ”
ดูเหมือนมาร์คัสเองก็อึ้งไม่ต่างกัน เขาที่ลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเก้ๆ กังๆ พยายามจะเข้าไปห้ามเอน็อค
“หะ หัวหน้า เรื่องแบบนี้โดยไม่ปรึกษากันก่อน……” “นายท่าน”
คนที่เอ่ยแทรกขึ้นมาคือเซร่า ไม่ใช่เสียงเรียกที่ดังอะไรเลย ทว่าทุกคนกลับได้ยินน้ำเสียงอันเย็นยะเยือกราวกับแผ่นน้ำแข็งนั้นอย่างชัดเจน
เซร่าที่ช้อนสายตาเย็นชาขึ้นมองเอน็อคเอ่ยออกมาอย่างไร้เยื่อใยจนคนฟังยังพลอยรู้สึกใจแป้ว
“สโนว์บอกว่าไม่เอาไงคะ”
กำลังโหลดความเห็น...