“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 80
ถ้าเป็นมุกตลกก็คงหัวเราะปล่อยผ่านไปได้เหมือนคำพูดเย้าแหย่ที่ทำให้คนฟังรู้สึกดี ทว่าน่าเสียดายที่เอน็อคจริงจังเสียเหลือเกิน
เขารอคอยคำตอบพลางทำสีหน้าคล้ายจะถามว่าความคิดอันบรรเจิดของเขาเป็นอย่างไรบ้าง
มันบรรเจิดจริงๆ นั่นแหละ บรรเจิดแบบไร้สาระสิ้นดี
“คนที่มีชื่อว่าเป็นถึงวีรบุรุษพูดจาส่งเดชแบบนั้นได้ยังไงกันคะ?”
เซร่าที่สีหน้าแข็งค้างไปอย่างประหลาดเอ่ยตำหนิเขาทันควัน ช่างแตกต่างกับอควิลาผู้แสนเป็นแบบอย่างที่ดีที่เธอเพิ่งพบเมื่อครู่นี้ลิบลับ
เซร่าไม่ได้พูดแบบนี้เพราะเห็นคุณค่าของชีวิตหรือรักความสงบสุขเป็นพิเศษหรอก แทนที่จะบอกว่าชอบทางนั้น เธอแค่เกลียดสงครามเข้าไส้ก็เท่านั้น ตอนนี้แค่เห็นเงาของสงคราม หัวใจเธอก็ร่วงไปอยู่ตาตุ่มแล้ว และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
‘หาเรื่องยุ่งยากมาให้อีกแล้วนะ’
“โดนตบหน้าแค่ฉาดเดียวจะไปก่อสงครามบ้าบออะไรกัน อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนเลย อยู่เฉยๆ เถอะค่ะ”
เธอเอือมระอาสงครามเต็มทน และยิ่งขยาดกับการต้องกลายเป็นสาเหตุของสงครามยิ่งกว่า
“สงครามอะไรกันขนาดนั้น”
เอน็อคแก้ความเข้าใจของเธอพลางบอกว่าเธอมองเรื่องนี้ใหญ่โตเกินไป
“ครั้งเดียวก็พอแล้ว”
เขาหว่านล้อมเธอว่ากิลด์อย่างอัลแทร์น่ะ ไม่ทันจะได้ก่อสงครามด้วยซ้ำ แค่เขากวัดแกว่งดาบเพียงครั้งเดียวก็กวาดล้างจนเหี้ยนเตียนได้หมด เบื้องหลังรอยยิ้มสดใสนั้น ความมุ่งมั่นและแรงปรารถนาที่จะทำเช่นนั้นกำลังเอ่อล้นทะลักออกมา
มันเหมือนกับการโดนเร่งเร้าว่ามีคำตอบที่กำหนดไว้อยู่แล้ว เธอแค่เออออตามมาก็พอ เซร่าตวัดสายตาระแวงมองเอน็อคที่จ้องแต่จะเป็นไอ้ฆาตกรบ้าเลือดอยู่เรื่อย
“……เจ้านาย นายเกลียดอัลแทร์ใช่ไหมคะ?”
พูดความจริงมาเถอะ ที่จริงนายใช้ฉันเป็นข้ออ้างเพื่อหาทางกำจัดพวกนั้นทิ้งใช่ไหมล่ะ พอเธอทำหน้าจริงจัง เขาก็หัวเราะคิกคักพลางบอกอีกว่า ‘หมดอารมณ์เลยจริงๆ พับผ่าสิ’
……ไม่ปฏิเสธด้วยแฮะ
เอน็อคที่หยุดหัวเราะแล้วยื่นข้อเสนอใหม่ว่าถ้าอย่างนั้นแบบนี้เป็นไง
“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ จะฆ่าให้หมดเลยได้ไหม?”
ใหม่กะผีน่ะสิ ก็แค่เล่นลิ้น และเอน็อคก็ยังคงอยากจะบดขยี้อัลแทร์ให้แหลกคามืออยู่ดี
“ไม่ได้สิคะ ล้อเล่นอยู่เหรอ?”
ไม่ใช่แค่ไม่ได้ธรรมดา แต่ไม่ได้เด็ดขาด ที่อัลแทร์มีอควิลาอยู่ เธอยังจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยว่าจะแก้ไขชะตากรรมของเด็กคนนั้นอย่างไร จะมาเสียเธอไปแบบนี้ไม่ได้
“งั้นเชือดไก่ให้ลิงดูสักครึ่งหนึ่ง?”
ชู่ว เซร่าส่งเสียงลมหายใจปรามเขา ทำไมถึงได้เตลิดเปิดเปิงขนาดนี้นะ? เธอจ้องมองเอน็อคที่ทำตัวเหมือนเด็กมีปัญหาในช่วงวัยต่อต้านด้วยสายตาประหลาดใจ
หรือว่า ไม่มั้ง คงไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอก
‘นี่เขาทำตัวแบบนี้เพราะฉันจริงๆ เหรอ?’
เซร่าเอียงคอราวกับเพิ่งจะอยากรู้เจตนาที่แท้จริงของเอน็อคขึ้นมาในตอนนั้นเอง
พอเธอบอกว่าอันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ เอน็อคที่เคยมีแววตาเป็นประกายก็เปลี่ยนเป็นสายตาปลาเน่าตายพลางถามกลับ
“ถ้าอย่างนั้นฉันทำอะไรได้บ้างล่ะ?”
และเซร่าก็เริ่มคิดว่า เรื่องที่คิดว่าคงไม่มั้งอาจจะถูกต้องก็ได้
“รักษาแผลให้เธอก็ไม่ได้”
มือของเอน็อคแตะเคล้าคลึงคางของเซร่า
“แล้วถ้าแม้แต่จะลงโทษไอ้พวกสารเลวที่ทำหน้าทาสของฉันจนเป็นแบบนี้ก็ยังทำไม่ได้อีก”
เขาไล้มือขึ้นไปตามแนวกรามแล้วคลึงใบหูส่วนที่อยู่ใกล้กับแก้มซึ่งมีรอยฟกช้ำ
“ชีวิตนี้มันก็ไม่มีเรื่องให้เพลิดเพลินใจเลยน่ะสิ”
เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สัมผัสได้ถึงความอนิจจังของชีวิตราวกับคนแก่ที่ผ่านโลกมาจนหมดสิ้น
“…….”
เพราะฉันจริงๆ เหรอเนี่ย? คราวนี้เซร่าเผยสีหน้าพิลึกออกมาจริงๆ เป็นสีหน้าของคนที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้เพราะรู้สึกดีใจแต่ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงดีใจ
แม้เธอจะไม่คาดคิดเลยสักนิดว่าในวันนี้จะมีผู้คนมากมายออกโรงโกรธแทนเธอ แต่ยิ่งไม่คาดฝันเข้าไปใหญ่ว่าหนึ่งในนั้นจะมีเอน็อครวมอยู่ด้วย
และไม่คิดว่าความจริงข้อนี้จะกลายเป็นการปลอบประโลมใจอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
อาจเพราะประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันระหว่างทั้งสองคนนั้นยาวนาน คำพูดของเอน็อคจึงปักลึกเข้ามาในใจของเซร่าเป็นพิเศษ
พอคิดว่าเขาพูดจาแบบนั้นออกมาเพราะเธอล้วนๆ ก็รู้สึกว่าเขาน่าเอ็นดูอยู่บ้างเหมือนกัน
การกระทำอาจจะป่าเถื่อนไปหน่อยแต่ก็เป็นไอ้เด็กที่น่าเอ็นดูแฮะ จู่ๆ เธอก็เกิดอาการเข้าข้างเขาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ถ้าอยากจะทำอะไรสักอย่างขนาดนั้นล่ะก็”
เซร่าทำสีหน้าเหมือนยอมโอนอ่อนให้พลางช่วยกอบกู้ความเพลิดเพลินในชีวิตที่เด็กดื้อวัยสามร้อยปีทำหล่นหายไปให้กลับคืนมา
“ปกป้องสิคะ”
ด้วยสิ่งที่เหมาะกับเขามากกว่าเลือดและการเข่นฆ่า
“อย่าคิดจะทำลายล้างตั้งแต่แรกเลยค่ะ” “…….” “คุณเป็นคนที่คอยปกป้องนี่คะ”
หมายความว่าอย่ามัวแต่คิดจะบดขยี้อัลแทร์ให้แหลกคามือ แต่จงหาทางปกป้องซิกนัสเอาไว้ให้ดีต่างหาก
สำหรับเอน็อค ซอร์เซอร์ ผู้ได้รับการเลือกสรรจากดาบศักดิ์สิทธิ์ เรื่องพรรค์นั้นต่างหากที่เหมาะสมกับเขา ไม่ใช่การทำลายล้าง แย่งชิง และแปรเปลี่ยนทุกสิ่งให้กลายเป็นซากปรักหักพัง ทว่าการปกป้อง กอบกู้ และทำประโยชน์ให้แก่โลกต่างหากที่เป็นเนื้อแท้ของเขา
“……ถ้าตอนนี้ ฉันไม่อยากทำแบบนั้นแล้วล่ะ?”
แต่เนื้อแท้ข้อนั้นไม่ถูกใจเขาหรืออย่างไร เอน็อคเอียงคอพลางบอกว่าไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงต้องทำแบบนั้นด้วย
ไม่ใช่แค่พูดว่าไม่อยากทำ ทว่าเอน็อคกำลังมองหาคำตอบจากเซร่า ภายในดวงตาที่แสร้งยิ้มอย่างเรียบเฉยนั้นแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าและความเบื่อหน่ายที่สั่งสมมาเนิ่นนาน
เหมือนกับที่เธอเบื่อหน่ายกับการทำลายล้างและพังทลายสิ่งต่างๆ ตัวเขาเองก็อาจจะเอียนกับการคอยปกป้องอะไรสักอย่างแล้วเหมือนกัน
“ถ้าไม่อยากทำขนาดนั้นจริงๆ ละก็”
งั้นก็ไม่ต้องทำสิ เซร่าที่เข้าใจความรู้สึกของเอน็อคพยักหน้าหงึกหงักอย่างเต็มใจ
ดังนั้น เธอจึงเปลี่ยนข้อเสนอไปในทิศทางที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
“ก็ปกป้องฉันแทนสิคะ”
ผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนตนตรงนี้ย่อมเป็นเซร่าอย่างไม่ต้องสงสัย
เดนิดาสจ้องจะเอาชีวิตฉันอยู่นะคะ เซร่ากระซิบกระซาบราวกับเป็นความลับ ทั้งที่เป็นความจริงที่ใครก็ตามในอาคารหลังนี้ก็น่าจะรู้กันดี
“…….”
ตั้งใจจะหยอกล้อเพื่อคลายบรรยากาศให้ผ่อนคลายลง ทว่าเอน็อคกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีเพริโดต์ที่ดิ่งลึกอย่างหนักอึ้งยิ่งกว่าเมื่อครู่กวาดมองผ่านดวงตาทั้งสองข้าง จมูก ริมฝีปาก คาง และลำคอของเซร่า ก่อนจะหลุบสายตาลงต่ำอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลวกเมื่อมองมาถึงแผงอก
“……อืม”
หลังผ่านความเงียบงันไปชั่วครู่ ในที่สุดเอน็อคก็พยักหน้าลง
“คราวนี้ฉันจะปกป้องเธอให้ได้เลย”
คำสัญญาที่สัมผัสได้ถึงความขึงขังจริงจังทำให้เซร่าเอียงคอด้วยความสงสัย
‘คราวนี้’ อย่างนั้นเหรอ ทั้งที่นี่เป็นครั้งแรกที่นายจะปกป้องฉันเนี่ยนะ? แม้คำพูดประโยคสุดท้ายจะเข้าใจยากไปสักหน่อย แต่เซร่าก็ตัดสินใจปล่อยผ่านไปอย่างรอมชอมสำหรับครั้งนี้
อย่างที่เอน็อคว่า เอาบรรยากาศเข้าไว้
ด้านนอกหน้าต่างเริ่มส่งเสียงเอะอะโวยวาย ผู้คนที่เคยแยกย้ายกันไปเริ่มกลับมารวมตัวกันที่อาคารอีกครั้ง เซร่าที่รับรู้ได้ว่าถึงเวลาที่เอน็อคต้องไปแล้วจึงเอ่ยปากไล่แขกอย่างเป็นธรรมชาติ
“รีบไปเถอะค่ะ เห็นอควิลาออกไปแล้ว คงใกล้จะเริ่มประชุมกันแล้วล่ะ” “อควิลา……?”
คำเรียกขานอย่างสนิทสนมที่หลุดออกมาจากปากของเซร่าทำให้เอน็อคหันกลับมามองเธออย่างแปลกใจ
“สนิทกับหมอนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” “……ก็นะ—”
เซร่าไม่ได้ปฏิเสธ ถึงจะไม่รู้ว่าสนิทกันถึงขั้นไหน แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่อยากเป็นฝ่ายขีดเส้นแบ่งอย่างเย็นชา
เซร่ายักไหล่พลางทำสีหน้าเหมือนจนปัญญาและพูดจาเย้าแหย่
“เป็นเด็กดีออกค่ะ” “นั่นก็จริง”
แปลกนักที่เอน็อคเองก็เห็นด้วย
“ฉันขอเรียกร้องโทษประหาร”
เดนิดาสเอ่ยอย่างเด็ดขาด หลังจากความดันพุ่งปรี๊ดจนเป็นลมหมดสติไปและฟื้นขึ้นมา เขาก็ยังไม่อาจระงับโทสะลงได้ง่ายๆ ตรงข้ามกับคนรอบข้างที่อารมณ์คลายลงไปมากระหว่างที่เขาสลบ มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังคงเดือดพล่านราวกับภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุ
“คิดลอบปลงพระชนม์เชื้อพระวงศ์ โทษทัณฑ์นั้นต้องชดใช้ด้วยความตายเท่านั้น!”
ชายผู้กำลังเดือดดาลตบโต๊ะเสียงดังปัง การที่เขาเอาแต่ดึงดันเรียกร้องให้ประหารเซร่าก่อนสถานเดียว ทำให้ไม่อาจสอบสวนหาความจริงที่ถูกต้องได้เสียที
“ถึงจะดูช้าไปหน่อยที่จะพูดตอนนี้ก็เถอะครับ―”
มาร์คัสที่คิดจะรอจนกว่าเดนิดาสจะเหนื่อยไปเอง เริ่มรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องคลี่คลายสถานการณ์ตรงนี้เสียที
เขาระบายยิ้มอบอุ่นพลางรักษาน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อแสดงความสุภาพจนถึงที่สุด
“ไม่ทราบว่าท่านได้เห็นใบหน้าของเด็กฝั่งเราบ้างหรือยังครับ?”
เขาชี้ให้เห็นความผิดของอัลแทร์อย่างนุ่มนวล
“ว่าไงนะ?” “บนใบหน้าเล็กๆ เท่ากำมือมีรอยฟกช้ำขนาดเบ้อเริ่มเทิ่มเลยนะครับ ทางนั้นเป็นฝ่ายลงมือตบตีเด็กบ้านอื่นก่อน ไม่คิดว่าตัวเองก็มีความผิดด้วยหรือครับ?” “น้ำเสียงแบบนั้นมันอะไรกัน! คิดจะหาเรื่องข้าหรือไง!”
ความสุภาพของเขากลับยิ่งทำให้เดนิดาสโมโหมากขึ้น บางทีนั่นอาจไม่ใช่ความผิดของมาร์คัส ความผิดคงอยู่ที่สมาชิกกิลด์คนอื่นๆ ซึ่งไม่เคยเตือนเขาว่า แค่น้ำเสียงนุ่มนวลไม่ได้แปลว่าสุภาพเสมอไป
“แค่โดนตบหน้าฉาดเดียว ถึงกับฟาดหัวเนี่ยนะ?! คิดว่านี่มันสมเหตุสมผลแล้วหรือไง!” “ชอบความสมเหตุสมผลหรือครับ? ถ้าอย่างนั้นท่านก็ยิ่งต้องพิจารณาเหตุและผลให้ถี่ถ้วนไม่ใช่หรือครับ? ในเมื่อลูกชายของท่านพลั้งปากพูดจาไม่ดี เด็กฝั่งเราก็เลย―” “นี่เจ้ากำลังดูหมิ่นว่าลูกชายข้าขี้เหร่อย่างนั้นเรอะ!”
ทั้งที่เขาพูดแค่ว่าพลั้งปาก ทว่าเดนิดาสกลับตวาดลั่นพลางแสดงท่าทีตอบสนองเกินเหตุ แบบนี้มันไม่ต่างอะไรกับการป่าวประกาศด้วยตัวเองเลยว่า ตนก็มองว่าโคแรกซ์ขี้เหร่มาโดยตลอด
ตกลงใครกันแน่ที่เป็นคนทำลายเกียรติของลูกชาย? ผู้คนในห้องประชุมต่างพากันเหลือบมองเขาด้วยสายตาเหวอๆ
“อะไรนะ? เหตุและผลรึ? นังผู้มีภูมิคุ้มกันชั้นต่ำนั่นจะมาเทียบกับลูกชายข้าได้―”
เดนิดาสที่กำลังแผดเสียงเกรี้ยวกราดอยู่นั้นจู่ๆ ก็ชะงักปากไป นั่นเป็นเพราะเอน็อคที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้แผ่แรงกดดันมหาศาลกดทับบรรยากาศรอบตัวทันทีที่คำว่า ‘นังผู้มีภูมิคุ้มกันชั้นต่ำ’ หลุดออกจากปากของเขา
ห้องประชุมเงียบกริบลงในชั่วพริบตาราวกับมีใครสั่งให้ทุกคนหุบปาก
“เลือกคำพูดหน่อย.”
ชายหนุ่มที่เป็นศูนย์กลางของความเงียบเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังให้คำแนะนำทั่วๆ ไป
“ระวังปากหน่อยจะดีกว่านะ เดนิดาส”
ทั้งที่เป็นคนบดขยี้ลมหายใจของคนรอบข้างจนแทบขาดใจ ทว่าเอน็อคกลับทำหน้าตาไม่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนไม่ได้ทำอะไรลงไป ราวกับว่าระดับนี้เป็นแค่การหยอกเล่นเบาๆ ที่เทียบชั้นไม่ได้เลยกับการข่มขู่
เป็นเพียงการปรามเบาๆ เหมือนสัตว์ร้ายตัวมหึมาที่ใช้ขาหน้ากดลงบนเหยื่อที่น่ารำคาญเพื่อสั่งให้มันเงียบปากลงเท่านั้น
“อ้อ พูดต่อสิ”
เอน็อคที่พูดธุระของตนจบก็สลายไอพลังลงราวกับจะถามว่ายังกลั้นหายใจอยู่อีกหรือ ค่อก เดนิดาสที่เพิ่งกลับมาหายใจได้อีกครั้งรีบเกร็งขาทั้งสองข้างอย่างสุดชีวิตเพื่อไม่ให้ล้มพับลงไป
ช่างเป็นศักดิ์ศรีที่น่านับถือเสียจริง
“พอเถอะค่ะ ท่านพ่อ”
คนที่แทรกเข้ามาในจังหวะนี้คืออควิลา เธอแสร้งทำเป็นห้ามปรามเดนิดาสพลางช่วยให้พ่อของตนได้นั่งลงอย่างเป็นธรรมชาติ
“เรื่องในครั้งนี้เป็นฝ่ายท่านพี่ที่ทำผิดจริงๆ ค่ะ”
อีกทั้งยังเอ่ยเข้าข้างซิกนัสอย่างแนบเนียน
“อควิลา! เจ้าพูดบ้าอะไรออกมาน่ะ!” “ลูกเห็นกับตาค่ะ”
แม้จะเผชิญกับอารมณ์ฉุนเฉียวของเดนิดาสและสายตาที่เบิกกว้างของเหล่าสมาชิกกิลด์ แต่อควิลาก็หาได้หวาดกลัวไม่ เธอยังคงยืนหยัดแสดงความคิดเห็นของตนต่อไป
“ท่านพี่เดินตามคนคนนั้นไป จู่ๆ ก็ตบหน้าและกล่าววาจาดูหมิ่นใส่เธอน่ะค่ะ”
แฮ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม ฝั่งซิกนัสส่งสายตาสื่อความหมายทำนองว่าเห็นไหมล่ะ
“ที่เรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้ก็มีส่วนที่เป็นความผิดของลูกด้วยค่ะ เพราะลูกเห็นอยู่แท้ๆ แต่กลับปล่อยให้คลาดสายตาจนห้ามไม่ทัน” “……อึก” “ทางฝ่ายนั้นเองก็รู้ความจริงข้อนี้ดีค่ะ” “……อื้อหือ”
เนื่องจากจู่ๆ บุตรสาวก็ออกโรงปกป้องผู้ก่อเหตุ เดนิดาสจึงได้แต่ครวญครางด้วยสีหน้าปวดเศียรเวียนเกล้า ทว่าบรรยากาศต่างจากการฟังคนอื่นพูดตรงที่เขายอมตั้งใจรับฟังคำพูดของอควิลา
เมื่อเห็นลางว่าเรื่องราวอาจจะคลี่คลายลงได้อย่างง่ายดาย สมาชิกกิลด์ซิกนัสจึงส่งสายตากันไปมาประหนึ่งจะบอกว่านี่มันลาภลอยชัดๆ
“เห็นแก่หน้าของลูก ช่วยปิดเรื่องนี้ลงโดยถือเป็นความผิดของทั้งสองฝ่ายไม่ได้หรือคะ?” “…….”
ราวกับคล้อยตามไปครึ่งหนึ่งแล้ว เดนิดาสจึงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด
“ท่านพ่อคะ―”
อควิลาใช้อาวุธไม้ตายด้วยการส่งเสียงออดอ้อน ถึงอย่างนั้นก็เป็นเพียงน้ำเสียงที่อ่อนหวานลงกว่าปกตินิดหน่อยเท่านั้น ทว่าสำหรับเดนิดาสแล้วมันกลับเป็นหมัดเด็ดเผด็จศึก
“……กระแอม แฮ่ม ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ให้จบลงเพียงเท่านี้เถอะ”
เดนิดาสที่หนวดสั่นระริกยอมละทิ้งทิฐิลงตามที่อควิลาบอก เมื่อเขายกมือขึ้นข้างหนึ่งเพื่อแสดงว่าเห็นพ้องต้องกัน เอน็อคและอควิลาก็ยกมือตาม
ค้อนประจำโต๊ะประชุมถูกเคาะลง
“ถ้าเช่นนั้น เข้าสู่วาระการประชุมถัดไปครับ”
โฆษกของอัลแทร์อ่านเอกสารข้อเรียกร้องที่เดนิดาสเขียนขึ้นมาใหม่
“เนื่องจากท่านโคแรกซ์ซึ่งเป็นกำลังหลักในการทลายหนามหมดสติไป จึงขอเรียกร้องกำลังคนมาเสริมจากทางซิกนัสที่เป็นฝ่ายก่อให้เกิดสาเหตุครับ”
เรื่องแค่นี้สำหรับซิกนัสแล้วไม่นับว่าเป็นปัญหาเลยด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน หากกำลังพลของซิกนัสเข้าไปมีส่วนร่วมก็คงช่วยทำลายหนามได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องยืดเยื้อ จึงถือเป็นสิ่งที่น่าพึงปรารถนาเสียด้วยซ้ำ
มาร์คัสรีบตอบรับข้อเสนอพลางกล่าวว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดตั้งแต่ได้ยินมา
“อ่า ถ้าเป็นเรื่องนั้นละก็―” “คนที่แข็งแกร่งจนล้มลูกชายของข้าได้นั่นแหละ!”
ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากว่ายินดีจะส่งใครให้ เดนิดาสก็ชี้ชัดระบุตัวคนคนหนึ่งที่ตนต้องการออกมาทันที
“ถ้ามีผู้มีภูมิคุ้มกันไปด้วยก็เหมาะเจาะพอดีเลย”
มีคำกล่าวโบราณว่าไว้ มันยังไม่จบจนกว่าจะจบลงจริงๆ เดนิดาสเห็นแก่หน้าของอควิลาจึงไม่ได้ลงโทษเซร่าในเรื่องของโคแรกซ์ ทว่าเขากลับหาเรื่องจับผิดเรื่องอื่นเพื่อจะต้อนเธอไปสู่ความตายให้ได้
“……ท่านพ่อ”
อควิลากุมหน้าผากราวกับกำลังปวดศีรษะ
“ฮะ- พุทโธ่ ท่านนี่ทำให้เรื่องมันยาวไม่เลิกเลยนะ?”
กร๊อบ แกร๊บ มาร์คัสหมุนคอยืดเส้นทั้งที่ไม่ได้จะสู้สักหน่อย เขาสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะตะโกนลั่นออกมาในวินาทีถัดมา
“ฮ่าๆ เละตุ้มเป๊ะเลยแฮะ”
เซร่าที่แอบมองห้องประชุมจากข้างนอกเกาหัวอย่างเก้อเขิน แม้จะพอเดาได้อยู่แล้วแต่นี่มันเละเทะยิ่งกว่าที่คิดไว้เสียอีก
เสียงเอะอะโวยวายดังเล็ดลอดออกมานอกหน้าต่าง ความเห็นของฝั่งซิกนัสที่ว่าต่อให้ตายก็ไม่ส่งไป กับฝั่งอัลแทร์ที่เรียกร้องให้ส่งตัวเซร่ามาปะทะกันอย่างดุเดือด
“……?”
ในตอนที่กำลังลำบากใจว่าจะทำอย่างไรดีอยู่นั้น เธอก็สัมผัสได้ถึงร่องรอยของคนอื่นบริเวณพุ่มไม้ใกล้ๆ จุดที่เซร่าแอบซ่อนตัวอยู่ แสดงว่านอกจากเธอแล้วยังมีคนอื่นแอบฟังการประชุมระหว่างอัลแทร์กับซิกนัสอยู่อีก
เซร่าสังหรณ์ใจไม่ดีจึงออกคำสั่งกับนกที่เกาะอยู่บนต้นไม้
ถ่ายออกมา
ราวกับทันทีที่ได้ยินเสียงของเธอ นกตัวนั้นก็ถ่ายมูลออกมา มูลนกที่ร่วงดิ่งเป็นเส้นตรงตกลงสู่พุ่มไม้ที่มีคนอื่นแอบอยู่ดังเผละ
คนดวงซวยที่โดนขี้ใส่กระโดดโหยงขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
“อ๊าก อะไรวะเนี่ย!”
ด้วยเหตุนี้ เซร่าจึงได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย
‘โคแรกซ์?’
คนที่แอบฟังการประชุมอยู่คือโคแรกซ์ที่ถูกเซร่าฟาดหัวแตกนั่นเอง เขาที่พันผ้าพันแผลรอบศีรษะไว้แน่นหนาปัดมูลนกออกอย่างหงุดหงิด แล้วจ้องมองไปยังห้องประชุมด้วยสายตาดุดัน
“ไม่ปล่อยไว้แน่”
หลังจากพึมพำกับตัวเองด้วยความเคียดแค้นอย่างถึงที่สุด เขาก็เดินผละจากตรงนั้นไปอย่างลอยนวล โชคดีที่จิตใจของเขามัวแต่จดจ่ออยู่กับสถานการณ์ด้านใน จึงดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นตัวตนของเซร่า
‘ฟื้นแล้วทำไมถึงไม่เข้าร่วมประชุมล่ะ?’
ถ้าเข้าร่วมด้วยสภาพนั้น ก็น่าจะส่งผลให้ฝ่ายอัลแทร์ได้เปรียบกว่าตั้งเยอะแท้ๆ
“ทุกคนหยุดเถอะครับ”
ในตอนนั้นเอง วีรบุรุษกู้ชาติที่จะมากอบกู้ห้องประชุมอันแสนโกลาหลก็ปรากฏตัวขึ้น สโนว์นั่นเอง เซร่าที่หันหน้าไปตามเสียงคุ้นเคยถึงกับชะงัก สีหน้าแข็งค้างขึ้นมาทันที
“เอ๊ะ…… ทำไมจู่ๆ ถึง―”
เมฆดำที่ปกคลุมเต็มห้องประชุมเริ่มขยับไหว ความมืดมิดที่บดบังอนาคตของอควิลาถูกปัดเป่าออกไป และชะตากรรมที่กำลังจะกลายเป็นจริงในไม่ช้าก็ปรากฏชัดในสายตาของเซร่า
อควิลา ฟอน เบเดลเกียจะตายในวันพรุ่งนี้ ภายในหนามของซิกนัส
“เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะคนรักของผม ผมจะเข้าไปในหนามแทนเองครับ~”
เสียงพูดของสโนว์ดังก้องขึ้นพร้อมๆ กับที่เธอได้เห็นจุดจบของอควิลา เซร่าที่จดจ่ออยู่กับทั้งสองเรื่องรีบเปิดหน้าต่างออกอย่างแรงแล้วตะโกนออกไปทันที
“ฉันค่ะ! ฉันก็จะเข้าไปด้วยค่ะ!”
กำลังโหลดความเห็น...