พอลืมตาขึ้นมา เพดานที่ไม่คุ้นเคยก็ปรากฏสู่สายตา
“…….”
ไคลูสกะพริบตาปริบๆ อย่างเหม่อลอย
‘ที่นี่ที่ไหนกัน?’
เพื่อประเมินสถานการณ์ เขาจึงค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น และทันใดนั้นบางสิ่งบนหน้าผากก็ร่วงผล็อยลงมา
มันคือผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ
ในตอนนั้นเองที่ไคลูสนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะหมดสติไปได้
‘เราไข้ขึ้นจนล้มพับไปสินะ’
อดนอนแค่ไม่กี่วันถึงกับเป็นลมล้มพับ ช่างน่าสมเพชตัวเองจริงๆ
‘ท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคเป็นคนอุ้มมาส่งเองงั้นเหรอ?’
ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ คงอับอายขายหน้าจนไม่กล้าเฉียดกรายเข้ามาใกล้อาคารกองอัศวินไปอีกพักใหญ่แน่
ไคลูสที่ยังไม่หายสะลึมสะลือเบือนสายตาไปรอบๆ ก่อนจะต้องสะดุ้งตกใจ
เพราะเขาเหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง
‘ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน……?’
ไคลูสมองดูหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว ใต้ตาของเธอยังคงมีรอยคล้ำจางๆ ปรากฏอยู่
‘เมื่อคืนคงไม่ได้นอนสินะ’
ก็นั่นสินะ เรื่องที่ต้องเผชิญกลางดึกป่านนั้นคงไม่ส่งผลดีต่อการนอนหลับสนิทสักเท่าไหร่หรอก
ศีรษะของหญิงสาวผงกขึ้นลง ขนตายาวสั่นไหวระริกตามการเคลื่อนไหวแผ่วเบานั้น
‘อ๊ะ’
ไคลูสเพิ่งมารู้สึกตัวทีหลังว่าตนเองกำลังเหม่อมองภาพนั้นของเธออยู่
‘ทำไมเราต้องไปมองด้วยล่ะเนี่ย?’
ยังไม่ตื่นเต็มตางั้นเหรอ……
ในตอนนั้นเอง เปลือกตาของหญิงสาวก็ขยับ นัยน์ตาสีเขียวอ่อนที่ซ่อนอยู่ค่อยๆ เผยออกมา
ช้าไปหนึ่งจังหวะ เธอเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“…….”
สายตาของทั้งคู่ประสานกันพอดี
เมื่อเห็นสภาพของเขา หญิงสาวก็เบิกตากว้างพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที
“ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”
โรดี้เอื้อมมือไปแตะหน้าผากของเขา สัมผัสจากมือที่ค่อนข้างเย็นเฉียบแผ่ซ่านเข้ามา
“ยังมีไข้ต่ำๆ อยู่นี่คะ”
ไคลูสเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงมือของเธอที่แตะลงมาโดยไม่ลังเล
“ทะ ทำอะไรน่ะ”
ความตื่นตระหนกทำให้เขาแทบจะพูดไม่ออก
“ทำอะไรอย่างนั้นเหรอคะ”
โรดี้หยิบผ้าชุบน้ำขึ้นมาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ก็พยาบาลอยู่น่ะสิคะ”
“พยาบาล……?”
นังแม่มดนั่นเนี่ยนะพยาบาล เขาฝันไปหรือยังไงกัน
ไคลูสตบแก้มตัวเองเข้าฉาดใหญ่
เพียะ!
เสียงตบอันหนักแน่นดังก้องไปทั่วห้องพยาบาล
โรดี้ที่กำลังจุ่มผ้าลงในน้ำเย็นหันขวับกลับมาด้วยความตกใจ
“มะ เกิดอะไรขึ้นคะ”
ไคลูสตอบกลับไป
“คิดว่าฝันไปน่ะสิ”
“ฝันอะไรกันคะ”
เขายกมือขึ้นกุมศีรษะ
“โรดี้ เอวองต์เนี่ยนะพยาบาลคนอื่น…… นี่มันฝันบ้าบออะไรกัน……”
โรดี้ตระหนักได้ทันทีว่าเขายังไม่อยากจะเชื่อความเป็นจริง
“เสียใจด้วยนะคะ แต่นี่คือความจริงค่ะ”
“……แล้วหมอไปไหนล่ะ”
“เมื่อวานพวกอัศวินสู้กับปีศาจมานี่คะ ตอนนี้กำลังวุ่นวายอยู่กับการดูแลผู้บาดเจ็บคนอื่นอยู่น่ะค่ะ”
“…….”
“หมอบอกว่าสาเหตุที่ท่านชายเป็นลมไปเพราะโหมงานหนักและอดนอนน่ะค่ะ กินยาแล้วนอนหลับให้เต็มอิ่มก็หายแล้ว หมอเลยไม่จำเป็นต้องคอยเฝ้าตลอดเวลา”
“……แล้วทำไมเธอถึงยังอยู่ที่นี่”
โรดี้หัวเราะหึออกมากับคำถามที่ฟังดูเหลือเชื่อนั้น
“ถึงอย่างนั้น จะทิ้งคนป่วยไว้คนเดียวก็รู้สึกไม่สบายใจนี่คะ”
เธอยื่นผ้าชุบน้ำให้พลางกล่าวเสริม
“อีกอย่าง เรื่องที่ท่านชายโหมงานหนักจนเป็นแบบนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของฉันด้วย”
ไคลูสกดผ้าชุบน้ำเย็นๆ ลงบนหน้าผากที่ร้อนผ่าวของตนพลางถามกลับ
“ความผิดของเธอหมายความว่ายังไง”
“ก็เวทมนตร์ที่ต้องใช้เวลาดัดแปลงตั้งหนึ่งสัปดาห์ ฉันเป็นคนสั่งให้ทำให้เสร็จภายในสามวันนี่คะ”
ไคลูสตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“สั่งอะไรกัน คิดว่าแต่แรกฉันเป็นคนที่จะยอมทำตามที่คนอื่นสั่งง่ายๆ หรือไง”
โรดี้ยิ้มขำ
“ฉันรู้ค่ะ ฉันถึงได้ค่อยๆ ยั่วศักดิ์ศรีของท่านชาย ชักจูงให้ทำเสร็จภายในสามวันยังไงล่ะคะ”
เธอยืนนิ่งอย่างเรียบร้อยอยู่หน้าเตียงแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบา
“ขอโทษนะคะ”
ไคลูสสงสัยในประสาทการได้ยินของตัวเองขึ้นมาทันที
คำขอโทษหลุดออกมาจากปากของผู้หญิงคนนี้น่ะเหรอ
“เธอ กิน…… อะไรผิดสำแดงมารึเปล่า”
เธอทำหน้างอนขึ้นมาทันควัน
“คนเขาอุตส่าห์ขอโทษ พูดจาแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอคะ”
“ก็ถึงได้บอกไง ว่าจู่ๆ ทำไมถึงทำเรื่องที่ไม่เคยทำล่ะ”
“ถึงจะเป็นฉัน แต่ถ้ามีคนล้มพับไปเพราะตัวเอง อย่างน้อยก็ต้องขอโทษเป็นสิคะ!”
เมื่อเอ่ยเช่นนั้นแล้ว โรดี้ก็เดินตรงไปยังลิ้นชักของห้องพยาบาล
“ทำอะไรน่ะ”
“หยิบยาให้ท่านชายกินไงคะ หมอบอกว่าทันทีที่ตื่นให้รีบกินยาน่ะค่ะ”
จากนั้นเธอก็นำยาพร้อมกับแก้วน้ำมาให้
ไคลูสหรี่ตาลงพลางเอ่ยประชดประชัน
“คงไม่ใช่ว่าเห็นเป็นโอกาสเหมาะเลยเอายาพิษมาให้หรอกนะ”
โรดี้ก็ไม่ยอมแพ้และตอบโต้กลับไป
“นั่นสิคะ โอกาสดีแท้ๆ แต่ฉันดันพลาดไปได้นะเนี่ย”
ไคลูสส่งเสียงหัวเราะหึ กลืนยาเม็ดลงคอแล้วดื่มน้ำตาม
“ฉันหลับไปกี่ชั่วโมงกัน”
“สองชั่วโมงค่ะ”
เขาเหลือบมองนาฬิกาด้วยสีหน้าประหลาดใจ รู้สึกเหมือนเพิ่งวูบไปแค่ครู่เดียวแท้ๆ แต่เวลากลับล่วงเลยไปมากกว่าที่คิดไว้มาก
‘งั้น ผู้หญิงคนนี้ก็คอยเฝ้าดูแลฉันอยู่ข้างๆ ตลอดสองชั่วโมงเลยงั้นเหรอ’
ช่างเป็นเรื่องที่น่าตกใจจริงๆ
“นี่…… กินอะไรผิดสำแดงมาจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย”
เมื่อเห็นข้อสงสัยที่ไม่จบไม่สิ้น โรดี้ก็หัวเราะออกมาสั้นๆ
“คำพูดนั้น ไม่เบื่อบ้างหรือไงคะ”
“ก็นิสัยเธอเล่นเอาไวน์มาราดใส่ฉันเพราะโมโหนี่ ตอนนี้ถึงได้พูดไง ว่าที่ผ่านมาต่อให้โกรธฉันแค่ไหน ก็ไม่เคยมีใครกล้าแสดงออกตรงๆ แบบนั้นใส่ฉันสักคน”
ไคลูสแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา
“คนอย่างเธอน่ะเหรอจะมาอยู่ข้างฉันนานขนาดนี้”
แทนที่จะโกรธ โรดี้กลับส่งยิ้มหวานให้อย่างใจเย็น
“นิสัยที่ว่านั่น ยังไม่ได้หายไปหมดหรอกนะคะ ถ้าอยากเห็นอีกก็ลองพูดต่อดูสิ”
ไคลูสเพียงแค่ยักไหล่เงียบๆ ดูเหมือนเขาไม่ได้คิดจะยั่วโมโหเธอไปมากกว่านี้
“…….”
เมื่อทั้งสองคนต่างปิดปากเงียบ ความเงียบงันก็โรยตัวลงมาปกคลุมภายในห้องพยาบาล
ไคลูสหมุนแก้วน้ำในมือเล่นไปมาด้วยสีหน้าเหม่อลอย น้ำที่เหลืออยู่ราวหนึ่งในสามกระฉอกไหวเบาๆ
ความจริงแล้ว เขาก็กำลังมีเรื่องที่สงสัยเกี่ยวกับโรดี้จากเหตุการณ์เมื่อคืนอยู่พอดี
หากจะพูดให้ถูกต้องยิ่งขึ้นไปอีก ความรู้สึกคุ้นตาพิลึกที่เขาสัมผัสได้จากโรดี้อยู่เรื่อยๆ มันช่างน่าประหลาด
‘โอกาสที่จะได้อยู่กันตามลำพังแบบนี้คงไม่มีอีกแล้วด้วยสิ’
แต่เดิมหากไม่ใช่เพราะเรื่องปีศาจ ทั้งสองก็ไม่มีความสัมพันธ์ใดให้ต้องมาเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว
“ฉันมีเรื่องอยากจะถามหน่อย”
“เรื่องอะไรหรือคะ”
“เธอแยกแยะปีศาจท่ามกลางฝูงชนขนาดนั้นได้ยังไง”
“……ลางสังหรณ์มั้งคะ”
“อย่ามาโกหกหน้าตายหน่อยเลย”
“ฉันไม่มีคำตอบอื่นจะให้หรอกค่ะ”
ไคลูสเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
“หรือว่าเธอเป็นจอมเวทงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะ”
เขามองโรดี้ด้วยสายตาอันซับซ้อน
แน่นอนว่าตอนที่เธอตามหาปีศาจ เขาไม่สัมผัสได้ถึงกระแสพลังเวทที่มักจะปรากฏขึ้นเวลาใช้เวทมนตร์เลยแม้แต่น้อย
โรดี้เอ่ยตอบอย่างเฉยเมย
“ถามคำถามต่อไปเถอะค่ะ”
ดูท่าคงไม่มีความคิดที่จะตอบเรื่องที่แยกแยะปีศาจได้เลยสินะ
ไคลูสยอมถอดใจอย่างรวดเร็ว
“ก็ได้ เรื่องนี้ฉันจะปล่อยผ่านไปก่อน”
ถึงอย่างไรเรื่องที่เขาสงสัยมากกว่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว
“เมื่อคืนนี้ ทำไมเธอถึงต้องย้อนกลับไปช่วยเด็กคนนั้นด้วย”
โรดี้ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ใครๆ ก็คงทำแบบเดียวกันไม่ใช่หรือคะ”
ไคลูสส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ
“ไร้เดียงสาหรือว่าโง่กันแน่ คนเราไม่มีทางเห็นแก่คนอื่นได้ขนาดนั้นหรอก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ชีวิตตกอยู่ในอันตราย ‘จริงๆ’ น่ะ”
เขามองโรดี้ด้วยสายตาที่จ้องจับผิดราวกับจะเค้นหาความจริงทุกซอกทุกมุม
“อีกอย่าง เธอน่ะคือ ‘โรดี้ เอวองต์’ ไม่ใช่เหรอ คนที่ไม่มีความเห็นแก่ผู้อื่นเลยแม้แต่ขี้ผงน่ะ”
ไคลูสเอ่ยเสริมด้วยท่าทางคลางแคลงใจ
“น่าสงสัย”
โรดี้เอ่ยข้อแก้ตัวดาดๆ ออกไป
“พอโดนไล่ออกจากบ้านหัวมันก็เลยเย็นลงน่ะค่ะ คิดว่าจากนี้ไปจะใช้ชีวิตเป็นคนดีดูบ้าง”
“ต่อให้พยายามแสร้งทำเป็นคนดีแค่ไหน แต่ในสถานการณ์ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย สันดานดิบมันก็ต้องโผล่ออกมาอยู่ดี”
เขายังคงไม่ละสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงสงสัย
“สันดานดิบของเธอใจดีถึงขนาดช่วยเด็กที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนเนี่ยนะ?”
โรดี้ตอบกลับอย่างหน้าด้านๆ
“แน่นอนสิคะ ใจดีมาาากเลยล่ะค่ะ”
“…….”
ไคลูสแสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
“เธอนึกว่าฉันดูคนไม่เป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“คะ?”
“ถึงฉันจะโกหกไม่เป็นและเป็นไอ้เด็กอวดดีอย่างที่ว่าจริงๆ แต่ฉันไม่ได้โง่นะรู้ไว้ด้วย”
เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเฉียง
“การสังเกตของจอมเวทน่ะเฉียบแหลมมากนะ แล้วรู้ไหมว่าข้อสรุปที่ฉันได้ตอนมองดูโรดี้ เอวองต์เมื่อก่อนคืออะไร?”
การที่เขาเคยเฝ้ามองโรดี้ในอดีตถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายสำหรับเธอเช่นกัน
“……อะไรเหรอคะ”
“ผู้หญิงที่ละโมบและโลภมากอย่างที่สุด”
โรดี้คิดในใจว่า ก็นึกแล้วเชียว มันไม่ใช่การประเมินที่ชวนให้ประหลาดใจใหม่อะไรเลย
“ได้ยินคำนี้บ่อยจนตอนนี้แทบจะเอียนอยู่แล้วล่ะค่ะ”
ไคลูสไม่ได้ใส่ใจคำพูดนั้น
“ไม่ว่าจะความเกลียดชังหรือความรัก เธอมักจะต้องการมันทั้งหมดโดยไม่เลือกหน้า แค่ได้เป็นจุดสนใจ จะเป็นอะไรก็ไม่สนทั้งนั้น”
นั่นเป็นคำพูดที่ใกล้เคียงกับตัวตนที่แท้จริงของ ‘โรดี้ตัวจริง’ อย่างปฏิเสธไม่ได้
‘ทั้งละโมบ ทั้งเห็นแก่ตัว และโดดเดี่ยว……’
ด้วยเหตุนี้ โรดี้ เอวองต์จึงโหยหาและคอยสะสมความรู้สึกของคนอื่นอย่างบ้าคลั่งโดยไม่เลือกหน้า ซึ่งช่างขัดแย้งในตัวเองสิ้นดี
แม้กระทั่งความชิงชังและความเกลียดแค้นก็ตาม
“แต่ว่านะ”
ไคลูสมองดูโรดี้ที่ไม่โต้ตอบอะไรกลับมานิ่งๆ
“ตอนนี้เธอดูว่างเปล่า และเหมือนพังทลายไปหมดแล้ว”
ความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอกของเธอโดยไม่รู้ตัว
……ฉัน ทำไมนะ?
“หมายความว่ายังไงคะ”
“แถมยังดูไม่มีความตั้งใจที่จะซ่อมแซมส่วนที่พังไปแล้วเลยด้วยซ้ำ”
โรดี้จ้องมองอีกฝ่ายเขม็งเพื่อจับเจตนาว่าเขาพูดด้วยจุดประสงค์ใด
“…….”
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีม่วงของไคลูสยามสบตา คือความใคร่รู้และความสนใจใคร่ติดตาม
สนใจว่าเพราะเหตุใดผู้หญิงตรงหน้าถึงเปลี่ยนไป
‘ไอ้บ้าเอ๊ย’
เธอโมโหที่ความสนใจของเขาเป็นเพียงแค่ความอยากรู้อยากเห็น
ถึงขั้นรื้อค้นปมด้อยของเธอจนกระจุยกระจายแล้วชะโงกหน้าเข้ามาส่องดูในใจ เพียงเพื่อตอบสนองความสงสัยไร้สาระแค่นั้นเนี่ยนะ
ไคลูสที่ไม่ล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเธอขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม
“เธอ เป็นใครกันแน่”
กำลังโหลดความเห็น...