ไคลูสที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องวิจัยลุกพรวดขึ้นมาทันที
“อะ อะไรน่ะ?”
เขามองดูหญิงสาวที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาผ่านวงเวทเคลื่อนย้าย
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ฝ่ายที่อึ้งจนพูดไม่ออกก็คือโรดี้เช่นเดียวกัน เธอจึงอธิบายสถานการณ์ออกไปก่อน
“ฉันกำลังคุยอยู่กับท่านเจ้าหอคอยเวทมนตร์อยู่ดีๆ ก็ถูกส่งมาที่นี่กะทันหันน่ะค่ะ”
ไคลูสพึมพำออกมาราวกับเหลือเชื่อ
“ตาแก่นั่น…… บ้าเอ๊ย”
เขาผายมือส่งสัญญาณให้เธอนั่งลงบนโซฟาตรงมุมห้องวิจัยก่อน
“คุยอะไรกันล่ะ ถึงได้ส่งเธอข้ามมาที่นี่ได้?”
“ฉันบอกไปว่าอยากจะลงทุนให้กับการวิจัยเวทมนตร์ที่เกี่ยวข้องกับปีศาจน่ะค่ะ”
“พอจะเดาออกละ”
“อะไรเหรอคะ?”
ไคลูสนั่งลงตรงข้ามเธอ
“เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับปีศาจ ส่วนใหญ่ฉันเป็นคนรับผิดชอบน่ะสิ”
ถึงตอนนี้โรดี้จึงค่อยเข้าใจเจตนาของเจ้าหอคอยเวทมนตร์
‘หมายความว่าให้มาปรึกษากับผู้รับผิดชอบโดยตรงงั้นสินะ’
จัดการเรื่องได้รวดเร็วก็ดีอยู่หรอก แต่การต้องมาคุยกับเขาสองต่อสองในตอนนี้ทำให้เธอไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
เธอเอ่ยถามด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ
“แต่คนที่ทำวิจัยเกี่ยวกับปีศาจคงไม่ได้มีแค่ท่านชายนี่คะ”
“ในหอคอยเวทมนตร์ ฉันเก่งที่สุดแล้ว”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ฟังดูโอ้อวดเป็นพิเศษเลยสักนิด
“แต่ท่านชายก็ไม่ได้ต้องการแหล่งเงินทุนเป็นพิเศษอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ?”
“ก็จริง คงหมายถึงให้ฉันช่วยแนะนำจอมเวทฝีมือดีให้เธอนั่นแหละ”
โรดี้หุบปากฉับพลางทำหน้าบึ้งตึง สรุปว่าอย่างไรก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเรื่องที่ต้องข้องเกี่ยวกับไคลูสได้สินะ
“ถ้าอย่างนั้น ขอบัญชีรายชื่อจอมเวทที่มีความสนใจในการวิจัยเรื่องปีศาจด้วยค่ะ”
“……เข้าใจแล้ว”
“รู้ที่อยู่ของฉันใช่ไหมคะ ส่งจดหมายมาได้เลยค่ะ”
เป็นจังหวะเดียวกับที่เธอพูดธุระเสร็จแล้วรีบลุกขึ้นจากที่นั่งทันที
“เดี๋ยวก่อน”
ไคลูสส่งเสียงเรียกให้หยุดจากทางด้านหลัง
โรดี้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ หันกลับมา
ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้จ้องมองเธอเขม็งด้วยท่าทางกระสับกระส่ายเช่นนั้น
“มีอะไรคะ”
“ทำไมถึงไม่ตอบจดหมายที่ส่งไปก่อนหน้านี้ล่ะ”
เธอสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง
“นั่นหมายความว่าปฏิเสธการมาเยือนยังไงล่ะคะ”
ไคลูสแสดงสีหน้าหงอยลงไปเล็กน้อย
ที่เจ้าหอคอยเวทมนตร์บอกว่า ‘หงอยไปเลย’ คงหมายถึงแบบนี้สินะ
“……คุยกันสักเดี๋ยวเถอะ”
“ไม่เอาค่ะ”
“ทำไมล่ะ”
“ทำไมฉันต้องเสียเวลาคุยยืดยาวกับคนที่จัดให้ฉันอยู่ในพวกคนโง่เง่าด้วยล่ะคะ”
ไคลูสรีบแก้ตัวอย่างรวดเร็ว
“ตอนนี้ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว”
“ยังไงเมื่อก่อนก็คิดแบบนั้นมาตลอดไม่ใช่เหรอคะ”
เธอเอ่ยเสริมอย่างไม่ใส่ใจ
“ฉันชอบคุยกับคนที่ให้เกียรติฉันมากกว่าน่ะค่ะ”
ไคลูสครุ่นคิดอย่างหนัก
“ถ้าอย่างนั้น เงื่อนไขนี้เป็นไง”
“อะไรล่ะคะ”
“ต่อไปเธอจะพูดจาเป็นกันเองกับฉันก็ได้ ไม่ว่าอะไรหรอก เหมือนตอนอยู่ที่คฤหาสน์มักเซตาไง”
“มีเจตนาอะไรกันแน่คะ”
ไคลูสโพล่งออกมาทื่อๆ
“ที่ผ่านมาฉันเสียมารยาทกับเธอไว้ ก็หมายความว่าเธอเองก็ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทกับฉันเหมือนกัน”
“……ถ้าพลาดพลั้งขึ้นมา ฉันจะโดนลงโทษข้อหาลบหลู่เกียรติขุนนางเอาน่ะสิคะ”
ด้วยเหตุนี้ ตอนอยู่ที่มักเซตาเธอจึงยอมพูดแบบเป็นกันเองเฉพาะตอนที่อยู่ในฐานะ ‘แขกคนสำคัญ’ เท่านั้น
“ถ้าฉันไม่เอาเรื่องก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ อย่าบอกนะว่าจะยอมทิ้งโอกาสพูดจาขวานผ่าซากใส่ฉันน่ะ”
โรดี้ส่งสายตาหวาดระแวงไปให้
“ทีหลังจะไม่กลืนน้ำลายตัวเองใช่ไหมคะ”
ไคลูสตอบราวกับจะบอกว่าไม่ต้องกังวล
“ฉันขอเอาชื่อของมหาจอมเวทไคลูส ฟรูอิน่าเป็นประกันเลย”
ถึงขั้นเอาชื่อตัวเองมาสาบาน คงไม่มีเหตุผลที่จะพูดจาไร้สาระหรอก
‘หมอนี่ไม่ใช่พวกนิสัยชอบทำเรื่องยุ่งยากพรรค์นั้นด้วยสิ’
“ก็ได้”
โรดี้นั่งลงตามเดิมแล้วเอ่ยถามอย่างไว้ตัว
“แล้วอยากจะคุยเรื่องอะไรล่ะ”
“เรื่องคราวก่อนน่ะ……”
เขาอึกอักก่อนจะเอ่ยออกมา
“ขอบใจนะที่ช่วยดูแล พอมาคิดดูแล้วเหมือนฉันจะยังไม่ได้กล่าวขอบคุณเลย”
โรดี้เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“กินยาผิดสำแดงมารึไง”
พอโดนตอกกลับด้วยคำพูดเดียวกับที่ตัวเองเคยพูดใส่เธอ ไคลูสก็หน้าแดงเรื่อขึ้นมาด้วยความกระดากอาย
‘ที่แท้ รู้สึกแบบนี้นี่เองสินะ’
แน่นอนว่ามันไม่ใช่ประโยคที่ควรพูดกับคนที่เพิ่งช่วยเหลือตัวเองมาจริงๆ นั่นแหละ
เขาเสริมต่ออย่างตรงไปตรงมา
“เรื่องคราวก่อนก็ขอโทษด้วย”
“…….”
“ทั้งที่ได้รับการพยาบาลดูแลแท้ๆ แต่กลับไม่ขอบคุณสักคำ แถมยังพูดจาแบบนั้นออกไป มันไม่สมควรจริงๆ นั่นแหละ”
โรดี้กะพริบตาปริบๆ
“รู้ด้วยเหรอว่าทำไมฉันถึงอารมณ์เสีย?”
“ก็พอรู้ ฉันดูถูกเธอมาตลอด แถมความสัมพันธ์ของเราก็ไม่ดีด้วย คนแบบนั้นกลับมาพูดจาพล่ามโน่นนี่ทำเหมือนรู้ใจเธอไปหมดทุกอย่าง คงรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่แล้วล่ะ”
ไคลูสพึมพำเสริมเสียงเบา
“……แถมคงจะน่าหมั่นไส้มากด้วย”
โรดี้ส่งสายตาประหลาดใจไปให้
“รู้ได้ยังไงน่ะ?”
เธอรู้ถึงนิสัยของไคลูสดี เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ได้รับพรมาตั้งแต่เด็ก
‘ครอบครัวที่ร่ำรวยและอบอุ่น หน้าตาหล่อเหลากับมันสมองอันชาญฉลาด อีกทั้งยังมีโชคคอยหนุนนำพรสวรรค์ทั้งหมดนั้นอีก’
ขอเพียงเขาลงแรงพยายามสักนิด ก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการเสมอ ไม่เคยต้องเผชิญกับความล้มเหลวครั้งใหญ่หรือความสิ้นหวังเลยสักครั้ง
เพราะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ราบรื่นไร้อุปสรรคถึงเพียงนั้น ไคลูสจึงไม่เข้าใจความขาดแคลนของผู้อื่น
‘เพราะเขาไม่เคยขาดอะไรเลยสักอย่างเดียว’
ในทางกลับกัน โรดี้รู้ดี คนทุกคนบนโลกไม่ได้เกิดมาเพียบพร้อมไปหมดเสียทุกอย่างเหมือนไคลูส
ยามที่มีกำแพงมาขวางกั้นชีวิต ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีพลังพอจะพังมันลงได้
“คนหยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างนายเนี่ยนะจะเอ่ยปากขอโทษก่อน”
โรดี้หรี่ตาลง
“น่าสงสัยชะมัด”
“เพราะฉันไม่อยากเป็นศัตรูกับเธอในตอนนี้”
“หืม เพราะฉันเป็นเจ้าของเหมืองหินเวทมนตร์งั้นเหรอ?”
“เรื่องนั้นก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง แต่ว่า……”
“แต่อะไรล่ะ?”
ไคลูสลังเลที่จะตอบ
อันที่จริง แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยอมลดทิฐิลงก่อนแบบที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้
‘แค่รู้สึกว่า ต่อให้ทำแบบนั้นก็คงไม่เป็นไรล่ะมั้ง’
เอาเข้าจริง เขาก็มีความคิดที่ว่าไม่อยากถูกจดจำอยู่ในความทรงจำของโรดี้ในฐานะ ‘คนน่ารังเกียจ’ ไปตลอดกาลด้วยเช่นกัน
“พอคิดถึงบทสนทนาในวันนั้นทีไร มันก็รู้สึก…… ไม่สบอารมณ์อยู่ตลอดเลยน่ะสิ”
โรดี้เอียงคอให้กับคำตอบอันคลุมเครือนั้น
“รู้สึกผิดเหรอคะ?”
“ก็อาจจะใช่”
ไคลูสย้อนนึกถึงความทรงจำในช่วงที่ผ่านมา
“ถึงจะทะเลาะกันไปมา แต่เราก็เคลื่อนไหวด้วยกันตั้งหลายวัน แถมยังได้รับการพยาบาลจากเธออีก ยิ่งไปกว่านั้น ความเห็นเรื่องปีศาจทั้งหมดเธอก็เป็นฝ่ายถูกด้วย”
“…….”
“ใช่แล้วล่ะ…… สุดท้ายฉันก็ผิด ส่วนเธอเป็นฝ่ายถูก”
นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาประกาศยอมแพ้อย่างราบคาบ
“ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่าการสังเกตการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดของฉันมันไร้ความหมายเลย โรดี้ เธอไม่ได้โง่เง่าสักนิด”
เธอไม่ได้ใส่ใจคำพูดที่แฝงไปด้วยการยอมรับของอีกฝ่ายเลย
แต่แรกแล้ว การได้รับการยอมรับจากไคลูสสักหน่อยก็ไม่ได้ทำให้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
“ถ้าจะสำนึกผิดล่ะก็ ไปแก้นิสัยชอบแบ่งคนอื่นเป็นพวกโง่เง่ากับพวกไม่โง่เง่าแล้วดูถูกคนอื่นเถอะค่ะ”
“…….”
“แล้วก็ช่วยแยกแยะเรื่องที่ควรพูดกับไม่ควรพูดกับคนอื่นด้วย การที่ท่านรู้เรื่องของอีกฝ่าย ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านได้รับสิทธิ์ที่จะป่าวประกาศเรื่องพวกนั้นออกมาทั้งหมดนี่คะ”
โรดี้จ้องมองไคลูสที่ยังคงนิ่งเงียบ
สีหน้าของเขาไม่ได้ดูอารมณ์เสีย ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกแปลกใจกับคำพูดของเธอเสียด้วยซ้ำ
“ทำสีหน้าแบบนั้นทำไมเหรอคะ?”
“เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาตักเตือนฉันแบบนี้น่ะสิ”
ไม่ต้องฟังคำอธิบายก็พอจะเดาออก เธอหัวเราะหึออกมา
“คงแทบไม่มีใครกล้าบ่นจุกจิกเรื่องพรรค์นี้ใส่ไคลูส ฟรูอิน่าผู้ดูสมบูรณ์แบบหรอกจริงไหมคะ”
ไคลูสแก้ไขคำพูดนั้น
“ไม่มีเลยต่างหากล่ะ”
“แม้แต่ท่านเซอร์มักเซตาก็ด้วยเหรอคะ?”
“ท่านเซอร์ไม่เคยก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของฉันหรอก มีแต่ลงโทษตามหลักการเสมอเท่านั้นแหละ”
ไคลูสที่ตอบเช่นนั้นมองดูเธอตาไม่กะพริบ
“เธอจะเอายังไงล่ะ?”
โรดี้ถามกลับ
“อะไรเหรอ?”
“คำขอโทษ”
มันเป็นคำถามว่าคราวนี้เธอจะยอมรับไว้หรือไม่
“อืม…….”
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
‘ผิดคาดแฮะ ดูเหมือนไคลูสจะสำนึกผิดจากใจจริงด้วย’
วันนั้นเธอเองก็รู้สึกว่าตอกกลับไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวอยู่เหมือนกัน
……การต้องมาเห็นอีกฝ่ายทำหน้าหงอยอยู่ตลอดเวลา ทำให้ใจอ่อนลงก็เป็นเรื่องจริงด้วยสิ
“จะยอมรับไว้ก็แล้วกัน”
แม้จะเป็นคำตอบสั้นๆ ทว่าใบหน้าของไคลูสกลับสว่างวาบขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“……!”
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้โรดี้ประหลาดใจอยู่ลึกๆ
‘หมอนี่รู้จัก…… แคร์สายตาคนอื่นกับเขาด้วยแฮะ’
มันน่าแปลกใจอยู่นิดหน่อย
ไคลูสในตอนนี้ให้ความรู้สึกว่ามีปฏิกิริยาที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าในต้นฉบับเล็กน้อย
“คิดอะไรอยู่ถึงได้เหม่อขนาดนั้น?”
คำถามของไคลูสทำให้โรดี้ได้สติขึ้นมาในทันที
“……ก็แค่คิดว่านายทำตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าที่คาดไว้ล่ะมั้ง?”
ไม่รู้ว่าไม่พอใจคำพูดนั้นหรืออย่างไร ไคลูสจึงสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงบึ้งตึง
“ฉันเองก็รู้จักสำนึกผิดเป็นเหมือนกันนะ”
“เข้าใจแล้ว ท่านชาย…… อื้ม…….”
พอพูดแบบกันเองแต่กลับเรียกอีกฝ่ายว่าท่านชายแล้วมันรู้สึกแปลกๆ ชอบกล
“เรียกชื่อฉันสิ”
โรดี้รีบตอบรับอย่างรวดเร็ว
“อื้ม แบบนั้นคงดีกว่า ไคลูส”
เรียกชื่อแบบนี้สบายใจกว่ากันเยอะจริงๆ
ไคลูสเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายขึ้นอีกนิด
“ดีล่ะ แล้วเมื่อกี้เธอจะพูดอะไรนะ”
“รายชื่อจอมเวทที่คุยกันค้างไว้เมื่อกี้น่ะ จะบอกฉันได้ตอนไหนเหรอ”
“อ๋อ จอมเวทที่จะลงทุนด้วยน่ะเหรอ รีบมากเลยหรือไง”
“ก็ไม่เชิงหรอก แต่ว่านะ”
เขามองมายังโรดี้
“ทำไมถึงเจาะจงอยากลงทุนกับการวิจัยเวทมนตร์เกี่ยวกับปีศาจนักล่ะ”
“ก็เผื่อว่าตอนที่มีปีศาจโผล่ออกมาเยอะๆ จะไม่มีวิธีรับมือยังไงล่ะ”
“ทั้งที่เรื่องปีศาจปรากฏตัวในเมืองหลวงแทบจะเกิดขึ้นแค่สิบปีหนน่ะเหรอ”
“ถึงอย่างนั้นมันก็อาจจะไปโผล่ที่เขตอื่นก็ได้นี่ แล้วก็…….”
โรดี้เอ่ยเฉไฉบ่ายเบี่ยงไปตามเรื่อง
“อนาคตจะเป็นยังไง ใครจะไปรู้ล่ะ”
กำลังโหลดความเห็น...