คำพูดที่เหนือความคาดหมายของเอมิเลียทำให้โรดี้เบิกตากว้าง
“ถ้าอย่างนั้น เหตุผลที่ทรงทำเหมือนจ้องจะชิงบัลลังก์มาตลอดคืออะไรกันคะ”
“เพราะท่านพ่อกับท่านแม่อยากให้เป็นแบบนั้นน่ะสิ โดยเฉพาะท่านแม่ที่มักจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับอดีตจักรพรรดินีผู้ล่วงลับแล้วก็เศร้าโศกอยู่เสมอ”
องค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบันอภิเษกสมรสสองครั้ง นั่นเป็นเพราะจักรพรรดินีองค์แรกสิ้นพระชนม์หลังจากให้กำเนิดองค์รัชทายาท
‘เอมิเลียเป็นลูกที่เกิดจากจักรพรรดินีองค์ที่สองสินะ’
“เวลาที่ท่านแม่คนนั้นจะยิ้มออกมาได้…… ก็มีแค่ตอนที่ฉันแสดงให้เห็นว่าทำได้เหนือกว่าพี่ซาลิกซ์เท่านั้นแหละ”
เอมิเลียยังคงสารภาพต่อด้วยความหดหู่
“ฉันแค่อยากเห็นรอยยิ้มของท่านแม่บ่อยๆ ก็เลยเอาแต่สวมบทเป็นองค์หญิงผู้มีความทะเยอทะยานและเปี่ยมความสามารถเรื่อยมา”
“…….”
“จนกระทั่งจิตใจเริ่มทนรับไม่ไหว…… แล้วท่านมาร์ควิสก็บอกกับฉันว่า หากได้รับความช่วยเหลือจากปีศาจ ภาพลักษณ์ภายนอกนั้นก็จะกลายมาเป็น ‘ตัวตนจริงๆ’ ของฉันได้”
โรดี้เอ่ยถามเสียงแผ่ว
“แล้วปีศาจช่วยได้จริงๆ หรือคะ”
“ก็จนกระทั่งโดนแย่งร่างไปนั่นแหละ ไม่รู้ว่ามันใช้เวทมนตร์อะไรกับฉัน ถึงทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนที่สง่างามและสมบูรณ์แบบได้ขนาดนั้นจริงๆ”
เอมิเลียยิ้มขื่น
“……ก็นะ สุดท้ายแล้วสภาพก็ต้องกลายมาเป็นแบบนี้”
องค์หญิงยกสองมือขึ้นกุมใบหน้าพลางหมดอาลัยตายอยาก
“ฉันมันโง่เอง ต่อให้เป็นยังไงก็ไม่ควรไปพึ่งพาความช่วยเหลือจากปีศาจเลยแท้ๆ”
เธอพึมพำออกมาอย่างสิ้นหวัง
“อา…… ถ้าปีศาจตนนั้นทำเรื่องไม่ดีกับท่านแม่ขึ้นมาจะทำยังไงดีล่ะ”
เอมิเลียมองมาที่โรดี้ด้วยสายตาเว้าวอน
“คุณโรดี้ ได้โปรดช่วยฉันทีเถอะนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวล่ะก็ ฉันคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิตแน่”
โรดี้จ้องมองอีกฝ่ายนิ่ง ความรู้สึกหลากหลายสายแล่นผ่านเข้ามาในใจ
แม้จะรู้สึกว่าองค์หญิงช่างโง่เขลานักที่ก่อเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้นมาเพียงเพื่ออยากเห็นรอยยิ้มของแม่แท้ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็อดรู้สึกสงสารเวทนาไม่ได้
‘คงเพราะรู้สึกว่าเหมือนตัวเองสินะ’
เหมือนกับตัวเธอที่คอยแสดงเป็น ‘ลูกสาวแสนดี’ อย่างไม่หยุดหย่อน เพียงเพื่อจะได้เห็นรอยยิ้มของพ่อแม่
โรดี้ค่อยๆ เปิดปากพูด
“ถ้าอย่างนั้น สัญญากับฉันสักข้อหนึ่งสิคะ”
“……สัญญาอะไรเหรอ”
“เพราะความเห็นแก่ตัวขององค์หญิง มีคนต้องเดือดร้อนมากมายเลยนะคะ”
“…….”
“เพื่อนของฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย”
เอมิเลียทำตัวไม่ถูก
“ขอ ขอยะ―”
“คนที่องค์หญิงต้องขอโทษไม่ใช่ฉันค่ะ”
เมื่อถูกห้ามปรามอย่างเด็ดขาด องค์หญิงก็ทรงหุบปากลง
โรดี้เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่น
“องค์หญิงอาจแค่อยากเห็นรอยยิ้มของท่านแม่มากขึ้นอีกสักนิด แต่เพราะเรื่องนั้น เพื่อนของฉันเกือบต้องยกสมาคมการค้าที่พ่อของเขาสร้างมาทั้งชีวิตให้คนอื่นไปแล้วนะคะ”
“…….”
“ไม่ได้มีแค่องค์หญิงคนเดียวหรอกค่ะที่เห็นว่าครอบครัวสำคัญน่ะ”
เอมิเลียแสดงสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด
“……แล้วฉันต้องทำยังไงบ้างเหรอ”
“โปรดขอโทษทุกคนที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงใจค่ะ”
โรดี้เอ่ยออกมาเบาๆ
“เปิดเผยความผิดของตัวเอง และยอมรับบทลงโทษอย่างผ่าเผยเถอะค่ะ อย่าได้ละสายตาไปจากบาปของตัวเองเด็ดขาดนะคะ”
หากมองอีกมุมหนึ่ง มันเป็นเงื่อนไขที่ฟังดูธรรมดาเสียเหลือเกิน
เอมิเลียที่จินตนาการถึงเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่านั้นเอาไว้จึงถามอย่างลังเล
“แคะ แค่นั้นก็พอแล้วเหรอ”
“ค่ะ แค่นั้นก็พอแล้ว”
โรดี้ยิ้มละไม
“บางครั้งผู้คนก็คิดว่าการฉุดคนที่ทำผิดให้ตกลงสู่จุดต่ำสุดคือการให้ชดใช้กรรม แต่ว่า……”
เธอสบสายตากับเอมิเลีย
“เรื่องแบบนั้นมันไม่ใช่ ‘การชดใช้บาป’ หรอกค่ะ มันเป็นแค่ ‘การรังแก’ เท่านั้นเอง”
โรดี้เอ่ยเสริมอย่างอ่อนโยน
“แล้วฉันก็ไม่ได้อยากจะรังแกคุณด้วย ฉันแค่อยากเห็นคุณชดใช้บาปอย่างแท้จริงต่างหาก”
เมื่อเธอกล่าวจบอย่างสุขุม เอมิเลียก็เผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด
“เข้าใจแล้ว”
เธอค่อยๆ กล่าวต่ออย่างช้าๆ
“ฉันจะรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งการขอโทษและชดใช้ให้แก่เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย รวมถึงตามล่าพวกสาวกปีศาจทั้งหมดที่แฝงตัวอยู่ในแวดวงสังคมหลังจากนี้ด้วย”
ในที่สุด องค์หญิงก็สบตากับโรดี้ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
“ฉันสัญญา โรดี้”
เอมิเลียกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความน่าเกรงขาม
“หลังจากเรื่องทุกอย่างจบลง ฉันจะไม่หนีจากบาปของตัวเองเป็นอันขาด”
โรดี้เรียกริเคนส์ออกมาผ่านอาร์ติแฟกต์ จากนั้นจึงรีบอธิบายสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
“…….”
ริเคนส์ปรายตามองไปยังองค์หญิงซึ่งเป็นต้นเหตุอย่างเงียบงัน ทว่าไม่ได้กล่าวตำหนิแต่อย่างใด
“ตราบใดที่ปีศาจยังอยู่ในร่างขององค์หญิง พวกเราก็โจมตีสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ คงต้องทำให้วิญญาณกลับคืนสู่ร่างเดิมก่อน”
ริเคนส์กดหว่างคิ้วแน่น
“เรื่องพรรค์นี้เป็นความเชี่ยวชาญของท่านชายไคลูสเสียด้วย……”
ก็จริงของเขา จะไปถามวิธีดึงวิญญาณเข้าๆ ออกๆ จากอัศวินอย่างเขาได้อย่างไรเล่า
“แล้วไคลูสล่ะคะ”
“เขาลงเวทมนตร์แกะรอยไว้ที่ตัวฉัน เดี๋ยวก็คงมาถึง”
เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะไม่นานนักไคลูสก็ปรากฏตัวขึ้น
“มหาจอมเวทอัจฉริยะมาถึงแล้วครับ”
เขาเปิดประตูห้องเก็บของแล้วเดินเข้ามาอย่างผ่าเผย โรดี้ถามกลับด้วยสีหน้าเหวอๆ
“นายเข้ามาได้ยังไงน่ะ”
“นอยเอนบอกระบบรักษาความปลอดภัยของตำหนักองค์หญิงไว้ล่วงหน้าน่ะสิ ลุงคนนั้นคงงัดตู้เซฟบ้านฉันได้สบายๆ เลยมั้งเนี่ย”
“…….”
แม้กระทั่งเอมิเลียเองก็ยังดูตกตะลึงที่ตำหนักของตนถูกเจาะเข้ามาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
ไคลูสตกใจสุดขีดเมื่อสังเกตเห็นวิญญาณของเอมิเลียที่ถูกขังอยู่ในกระจก
“องค์หญิง อย่าบอกนะว่าโดนปีศาจแย่งร่างไปแล้วน่ะครับ”
เอมิเลียทำสีหน้ากระอักกระอ่วน
“……เรื่องมันจับพลัดจับผลูน่ะ”
หลังจากอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ แล้ว โรดี้ก็เอ่ยถามอย่างกังวล
“มีวิธีกลับคืนร่างไหม”
“สลับร่างมาได้ 6 วันแล้วสินะ…… เฉียดฉิวจริงๆ”
ไคลูสเอามือเท้าคางแล้วพูดต่อ
“ถ้าครบหนึ่งสัปดาห์เมื่อไหร่ เวทมนตร์สลับวิญญาณจะสมบูรณ์ แล้ววิญญาณขององค์หญิงก็จะสลายไปอย่างไร้ร่องรอย”
ช่างเป็นเรื่องที่ฟังดูเลือดเย็นยิ่งนัก
“งั้นก็หมายความว่าเวทมนตร์ยังไม่สมบูรณ์สินะ”
“ใช่ ปัญหาที่ยากที่สุดตอนนี้คือจะดึงวิญญาณของปีศาจออกจากร่างขององค์หญิงได้อย่างไรต่างหาก”
“ไม่มีเวทที่ดึงเฉพาะวิญญาณออกมาได้เนียนๆ เลยเหรอ”
แบบที่ใช้ตะเกียบรูดเอาเนื้อปูออกจากขาก้ามปูอะไรทำนองนั้น
ไคลูสดุใส่
“มันจะมีเวทมนตร์ที่ยัดเข้าดึงออกวิญญาณได้ง่ายๆ ขนาดนั้นได้ยังไงกัน แต่แรกแล้วเวทเกี่ยวกับวิญญาณส่วนใหญ่ล้วนจัดเป็นเวทต้องห้ามทั้งนั้นแหละ”
“อืม…… หรือว่าจะดึงดูดแค่วิญญาณมาไม่ได้เหรอ”
“ดึงดูดอย่างนั้นเหรอ……”
ดูเหมือนเขาจะได้แรงบันดาลใจบางอย่างจากคำพูดของโรดี้
“เดี๋ยวก่อนนะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องเก็บของ
“…….”
ไคลูสที่จมอยู่ในห้วงความคิดอยู่พักหนึ่งจึงเปิดปากพูด
“โรดี้ เธอรู้ไหมว่าพลังเวทธาตุบริสุทธิ์ของเวทมนตร์มีคุณสมบัติเฉพาะตัวอยู่น่ะ”
“คุณสมบัติเหรอ”
“อย่างเช่นว่า…… ไฟให้ความร้อน ลมเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ดินสามารถให้กำเนิดชีวิตได้ อะไรประมาณนี้แหละ”
โรดี้พยักหน้า
“พอจะเข้าใจคร่าวๆ แล้วล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น คิดว่าคุณสมบัติของธาตุมืดคืออะไรล่ะ”
ไม่มีอะไรแวบเข้ามาในหัวเลยสักนิด
“……ไม่รู้สิคะ”
ไคลูสตอบ
“การดึงดูด”
“ดึงดูดเหรอคะ”
“ใช่ เหมือนกับตอนที่เธอดูดซับควันดำในห้องจัดเลี้ยงเมื่อคราวก่อนนั่นแหละ ธาตุมืดด้วยกันมีสัญชาตญาณที่จะดึงดูดเข้าหากันตามธรรมชาติอยู่แล้ว”
“อา เหมือนแม่เหล็กอะไรแบบนั้นเหรอคะ”
“ใกล้เคียงเลยล่ะ”
ไคลูสเริ่มอธิบายอย่างช้าๆ
“ปีศาจที่อยู่ในร่างขององค์หญิงตอนนี้ น่าจะเอาสูตรเวทธาตุมืดห่อหุ้มวิญญาณของตัวเองเอาไว้อยู่ เพราะมีแต่ต้องทำแบบนั้นถึงจะไม่ถูกดีดกระเด็นออกจากร่างใหม่”
โรดี้เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อทันที
“ถ้าอยู่ในสภาพนั้นแล้วฉันดึงดูดมันมาล่ะคะ”
ไคลูสพยักหน้ายอมรับ
“ตามทฤษฎีแล้วก็คงจะถูกดึงดูดมา”
“ดีเลย ถ้าอย่างนั้นให้ฉันออกหน้าไปจัดการเองก็สิ้นเรื่องไม่ใช่เหรอคะ”
“เดี๋ยวก่อน ใจเย็นสิ! มันไม่ได้ง่ายอย่างที่พูดหรอกนะ ฝีมือของเธอยังไม่เข้าขั้นเลย”
เขารีบเสริมขึ้นมาอย่างร้อนรน
“ในทางกลับกัน มันมีความเสี่ยงที่เธออาจจะเป็นฝ่ายถูกดึงไปแทน แล้วถ้าเกิดออกแรงดึงมากเกินไป วิญญาณของปีศาจก็อาจจะทะลักเข้ามาในร่างของเธอได้เหมือนกันนะ”
โรดี้โต้แย้งกลับ
“แต่ตอนนี้มันมีแค่ทางนี้ทางเดียวไม่ใช่เหรอคะ”
ไคลูสเหลือบมองสีหน้าของริเคนส์ที่เริ่มคล้ำลงเรื่อยๆ
“มะ มันก็ใช่ แต่ว่า……”
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะทำค่ะ”
โรดี้ยืนกรานเสียงแข็ง
“ให้ฉันทำเถอะค่ะ”
ไคลูสเผยสีหน้ากังขา
“ถึงฉันจะเป็นคนพูดเองก็เถอะ แต่นี่ไม่ใช่วิธีที่อยากจะแนะนำสักเท่าไหร่เลยนะ……”
“ถ้ามีแค่วิธีเดียว คำตอบมันก็มีแค่อย่างเดียวเท่านั้นแหละค่ะ”
โรดี้เอ่ยเสริมด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
“ฉันจะลองดูเดี๋ยวนี้เลย!”
เสียงคัดค้านดังแทรกขึ้นมาจากด้านข้างทันควัน
“ไม่ได้ มันอันตรายเกินไป”
เธอจ้องมองริเคนส์
“ฉันไม่รับฟังคำคัดค้านหรอกนะคะ ริเคนส์”
สีหน้าของเขาพลันบึ้งตึงน่ากลัว ทว่าโรดี้ยังคงพูดต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้
“การที่ฉันยอมถอยในปฏิบัติการตรวจค้นคฤหาสน์เตเนบราอย่างว่าง่าย นั่นเป็นเพราะฉันประเมินแล้วว่าไคลูสจะมีประโยชน์มากกว่าฉันค่ะ”
เธอขยับเข้าไปใกล้ริเคนส์อีกนิด
“แต่คราวนี้เป็นเรื่องที่มีแค่ฉันเท่านั้นที่ทำได้ไม่ใช่เหรอคะ ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะต้องถอยเลยสักนิดค่ะ”
“……ที่พูดทั้งหมดก็เพราะเป็นห่วงเธอนะ”
“ฉันรู้ค่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ”
โรดี้แย้มยิ้มบางๆ
“แต่ฉันก็จะทำตามใจตัวเองอยู่ดีค่ะ”
“…….”
“ทำไมจู่ๆ ถึงมาทำเป็นแปลกใจไปได้ล่ะคะ”
เธอยืดหลังตรงอย่างสง่าผ่าเผย
“ตัวฉันทั้งเห็นแก่ตัวแถมยังดื้อรั้นขนาดไหนคุณเองก็รู้ดีไม่ใช่เหรอคะ เพราะฉะนั้นตอนนี้สิ่งที่คุณเลือกได้มีเพียงแค่สองอย่างเท่านั้นค่ะ”
โรดี้ยื่นมือออกไปอย่างมาดมั่น
“จะให้ความร่วมมือกับฉัน หรือไม่ก็กลับบ้านไปซะตอนนี้เลย”
“…….”
ริเคนส์จ้องมองมือนั้นราวกับจะตัดพ้อ
เขารู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
‘โดนเธอปั่นหัวมาไม่ใช่วันสองวันเสียหน่อย’
แต่แรกเขาก็มีตัวเลือกเพียงแค่อย่างเดียวอยู่แล้ว
“……หากเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเธอ ฉันจะทำให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องชดใช้อย่างสาสม”
ไคลูสที่ยืนฟังอยู่ถึงกับขวัญผวา
“อึ๋ย……”
เขาที่จินตนาการเตลิดไปถึงฉากโหดเหี้ยมเป็นที่เรียบร้อยลูบแขนตัวเองพลางขนลุกซู่
“นี่ ท่านชาย”
เอมิเลียที่ยืนฟังบทสนทนาของทั้งสองอยู่อย่างเงียบๆ ทอดสายตามองด้วยความประหลาดใจ
“สองคนนั้นเป็นอะไรกันน่ะ”
เพิ่งจะเคยเห็นคนอย่างริเคนส์ มักเซตาแสดงท่าทีรุนแรงขนาดนั้นเป็นครั้งแรก
ไคลูสตอบกลับอย่างกระอักกระอ่วน
“คงไม่ได้เป็นอะไรกันหรอกมั้งพ่ะย่ะค่ะ ในตอนนี้ล่ะก็นะ?”
เอมิเลียพึมพำด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น
“ในตอนนี้ล่ะก็นะ งั้นเหรอ……”
ทั้งที่เพิ่งเอ่ยถ้อยคำชวนขนหัวลุกใส่มหาจอมเวทและองค์หญิงไปแท้ๆ แต่ริเคนส์กลับทำเพียงกุมมือขาวผ่องของโรดี้ไว้แน่นราวกับลูกแกะแสนเชื่องเท่านั้น
กำลังโหลดความเห็น...