เมื่อคำถามยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง โรดี้จึงหัวเราะออกมาเบาๆ
“วันนี้ดูสนใจเรื่องของฉันเป็นพิเศษเลยนะคะ”
มันไม่สมกับเป็นเขาที่มักจะเฉยชาและใช้เหตุผลกับปัญหาส่วนใหญ่เอาเสียเลย
ริเคนส์เอ่ยตอบเลี่ยงๆ กับคำพูดของเธอ
“……ฉันแค่คิดว่า เธอกินน้อยเกินไปตลอดเลยน่ะ”
เขามองแขนของเธอตาไม่กะพริบก่อนจะเสริมขึ้นมาอย่างจริงจัง
“ปีกไก่ยังมีเนื้อเยอะกว่าแขนของเธออีกมั้ง”
โรดี้ทำหน้าเหวอใส่ทันที
“ช่วยกรุณาอย่าเอาแขนคนดีๆ ไปเปรียบเทียบกับปีกไก่จะได้ไหมคะ”
“จะพยายามดูแล้วกัน”
‘ถ้าจะไม่ทำก็บอกไม่ทำสิ จะมาพยายามดูอะไรของเขากันอีก……’
ริเคนส์เอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งใส่เธอที่กำลังบ่นงึมงำอยู่ในใจ
“สรุปว่าเหตุผลที่ไม่กินเนื้อคืออะไรล่ะ”
เขาตื๊อกว่าที่คิดไว้ ท่าทางเหมือนจะรอจนกว่าจะได้คำตอบแน่ๆ
“……ก็แค่ ไม่ค่อยชอบรสสัมผัสเวลาเคี้ยวเนื้อเท่าไหร่น่ะค่ะ”
นั่นก็ไม่ได้โกหกเสียทีเดียว
“ไม่ชอบรสสัมผัสของเนื้อเนี่ยนะ”
แน่นอนว่าริเคนส์ดูไม่เข้าใจเลยสักนิด
“งั้น พวกผักก็ไม่เป็นไรเหรอ”
ดูเหมือนว่าการทานอาหารร่วมกันสองคนตลอดหลายวันมานี้ จะทำให้เขาสังเกตเห็นเลาๆ ว่าเธอกินเพียงแค่พอประทังชีวิตเท่านั้น
โรดี้ตอบกลับไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“ก็ยังดีกว่าหน่อยน่ะค่ะ”
“แต่เธอก็ไม่ได้กินผักเก่งเท่าไหร่อยู่ดี เหมือนจำใจเคี้ยวกลืนลงไปมากกว่า”
สังเกตไปถึงขั้นนั้นเลยเหรอเนี่ย โรดี้พยายามกลั้นถอนหายใจเอาไว้
“ไม่ได้ขนาดนั้นหรอกค่ะ”
ดูท่าทางแล้วริเคนส์น่าจะใส่ใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
“เหตุผลคืออะไรกันแน่ ถึงเลดี้ชนชั้นสูงจะนิยมกินน้อยแค่ไหน แต่แบบที่เธอทำอยู่นี่ถือว่าหาได้ยากมากนะ”
เขาจ้องมองมานิ่งๆ
“เหมือนกับว่าเธอรังเกียจพฤติกรรมการกินอาหารไปเลยน่ะ”
ทันทีที่ได้ยินไปถึงตรงนั้น โรดี้ก็สวนกลับไปด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“พอเถอะค่ะ”
ขืนโดนซักไซ้มากกว่านี้ มีหวังความลับเรื่องที่เธอสูญเสียการรับรสต้องแตกแน่
“ฉันไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะคะ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ท่านเซอร์จะต้องมาคอยซักฟอกเรื่องพฤติกรรมการกินของฉันเลยสักนิด”
การเข้ามาก้าวก่ายของเขาในตอนนี้มันล้ำเส้นและเป็นเรื่องส่วนตัวมากเกินไป
แม้ความจริงคือเธอจะได้รับความช่วยเหลือจากเขาอยู่ก็เถอะ แต่โรดี้ก็ไม่ได้ปรารถนาให้เขามาให้ความสนใจไยดีมากเกินความจำเป็น
พูดตามตรง ไม่ว่าใครหน้าไหน เธอก็ไม่คิดจะยอมให้ล้ำเส้นที่ตนขีดเอาไว้ทั้งนั้นแหละ
“…….”
ท่าทีตั้งแง่ป้องกันตัวของเธอทำให้ริเคนส์ชะงักไป
ไม่ใช่ว่าเขาอารมณ์เสีย แต่เพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแปลกๆ ต่างหาก
‘มีบางอย่างปิดบังอยู่สินะ’
โดยสัญชาตญาณแล้ว เขาเชี่ยวชาญการจับสังเกตสิ่งที่อีกฝ่ายซุกซ่อนไว้เป็นอย่างดี
การจับคำโกหกที่ไม่แนบเนียนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับเขาเลยสักนิด
‘ถ้าซักไซ้ไปมากกว่านี้ คงได้เตลิดหนีไปแน่’
“จริงด้วย มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรจะมาซักไซ้ไล่เลียงขนาดนั้นเลย”
ริเคนส์ตัดสินใจยอมรับคำเตือนของโรดี้แต่โดยดี
“ท่าทีของฉันเสียมารยาทไปเอง ต้องขอโทษด้วยนะ”
พอเห็นเขาขอโทษ โรดี้จึงส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่หรอกค่ะ ฉันเองก็คงมีปฏิกิริยาอ่อนไหวเกินไปเหมือนกัน ต้องขออภัยด้วยนะคะ”
มื้ออาหารหลังจากนั้นดำเนินต่อไปอย่างเงียบสงบ ริเคนส์ไม่ได้ตั้งคำถามใดๆ กับเธออีกเลย
พอกลับมาถึงห้องพัก โรดี้ก็เริ่มรู้สึกนึกเสียใจขึ้นมานิดหน่อย
‘เราทำเกินไปหรือเปล่านะ’
เธอเผลอตอบโต้ออกไปอย่างอ่อนไหวเกินเหตุเสียได้
เธอถอนหายใจยาวพลางทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง
‘แต่ว่า ช่วงนี้ความปรารถนาดีของริเคนส์มันดูจะเกินเลยกว่าที่มีให้ผู้มีพระคุณของตระกูลไปหน่อยนะ’
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นแค่การคิดไปเอง
เขาอาจจะเป็นห่วงด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ ก็ได้
‘เราคิดมากไปเองหรือเปล่านะ’
บางครั้งเธอก็รู้สึกได้ว่าริเคนส์ให้ความสนใจในตัวเธอมากเหลือเกิน
ถ้าเป็นคนที่มีนิสัยอบอุ่นอ่อนโยนแต่เดิมอย่างยูบาร์ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาปกติที่คนไร้ความสนใจต่อคนรอบข้างอย่างริเคนส์จะแสดงออกมาเลยสักนิด
‘มันดูคล้ายกับตอนที่เขาเริ่มรู้สึกดีกับซิโมเน่ครั้งแรกในนิยายต้นฉบับเปี๊ยบเลยนี่นา’
ถ้าหากเขารู้สึกดีกับเธอขึ้นมาจริงๆ ละก็ คงลำบากใจแย่
โรดี้ไม่คิดที่จะรักใครในโลกใบนี้
‘เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา ความรักเพียงอย่างเดียวที่เคยได้รับก็มีแค่จากพ่อแม่เท่านั้น’
สำหรับตัวเธอแล้ว คำนิยามของ ‘ความรัก’ มีเพียงอย่างเดียว
ความยึดติดและการควบคุม
[แม่ได้ยินมาว่าช่วงนี้ลูกคบเพื่อนใหม่เหรอยุนซอ อย่าไปข้องแวะกับเด็กคนนั้นเลยนะ]
[คุณแม่รู้ได้ยังไงคะ แล้วทำไมถึงไม่ได้ล่ะคะ]
[ทั้งบ้านจน แล้วก็เรียนไม่เก่งด้วยนี่นา]
[เธอเป็นเด็กดีมากเลยนะคะ…]
[เรื่องพรรค์นั้นไม่มีความหมายอะไรหรอก]
แม่วางมือลงบนไหล่ของเธออย่างที่มักทำเสมอแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
[ลูกสาวคนดีของแม่ ครั้งนี้ก็จะเชื่อฟังแม่ใช่ไหมจ๊ะ]
พอเธอไม่ตอบกลับในทันที แรงบีบที่ไหล่ก็พลันหนักหน่วงขึ้น
[ค่ะ…]
โรดี้ที่หวนนึกถึงอดีตในวัยเด็กส่งเสียงหัวเราะเยาะตัวเองออกมา
ความรักในอุดมคติที่สวยงามราวกับภาพวาดอาจจะมีอยู่จริงก็ได้ แต่สำหรับเธอแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ไม่เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกอันงดงามเช่นนั้นเลย
‘เผลอๆ ฉันเองก็อาจจะเหมือนกับพ่อแม่ก็ได้’
ความรักที่ตนเองมอบให้ใครสักคนจะต้องเละเทะไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน
‘เพราะสายเลือดมันเป็นแบบนั้นนี่นา’
เธอชอบโลกของยูโทเปีย
แม้จะบอกว่าเกลียดซิโมเน่ซึ่งเป็นนางเอก แต่ก็ไม่ใช่ความเกลียดชังอย่างบริสุทธิ์ใจ มันใกล้เคียงกับทั้งรักทั้งเกลียดเสียมากกว่า
แน่นอนว่าเธอปรารถนาให้ตัวละครทั้งหมดในนี้มีความรักที่งดงามและเป็นไปตามอุดมคติ
‘คนคนนั้นจะเป็นฉันไปไม่ได้หรอก’
เธอหลับตาแน่น พลางมุดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม
…ไม่รู้ทำไม บริเวณหัวใจถึงได้รู้สึกแปลบปลาบขึ้นมาเล็กน้อย
โรดี้เดินทางไปเยือนสมาคมการค้าค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งสาขาเมืองหลวง
คราวนี้ คนที่ออกมาต้อนรับในห้องรับรองคือใบหน้าที่คุ้นตา
“ยูบาร์”
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ โรดี้”
การที่เขาเรียกชื่อของเธอให้ความรู้สึกที่ทั้งสนิทสนมและแปลกหน้าอย่างประหลาด
เมื่อโรดี้นั่งลงตรงข้าม พนักงานก็นำของว่างมาเสิร์ฟแล้วล่าถอยออกไปด้านนอกอย่างรู้ความ
“ที่ผ่านมาสบายดีไหม”
“นั่นสิครับ”
เธอจ้องมองอีกฝ่ายนิ่ง
จะพูดแบบนี้ก็คงฟังดูตลกไปหน่อย… แต่ยูบาร์กำลังทำสีหน้างอนตุ๊บป่องอยู่นิดๆ
โรดี้เอียงคอสงสัย
“มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”
เขาบอกว่าต้องไปทำงานนอกสถานที่ หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่นั่นกันนะ
เขาปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจ
“เปล่าครับ ไม่มีเรื่องอะไรเลยครับ”
“แต่ว่า สีหน้าของนายน่ะ…”
แววความฉงนใจจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอีกฝ่าย
“หน้าของผมมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”
“อืม ไม่รู้ว่าพูดแบบนี้จะดีไหมนะ แต่ดูเหมือนจะหน้าบึ้งอยู่นิดหน่อยน่ะ?”
“อาฮะ”
ยูบาร์ยกถ้วยชาขึ้นอย่างสง่างาม เขามีกิริยาท่าทางที่ดูสูงศักดิ์เสียจนขุนนางทั่วๆ ไปยังต้องยอมแพ้
“ผมได้ยินเรื่องที่คุณสะสางในเมืองหลวงมาแล้วน่ะครับ”
“อา ได้ยินเรื่องนั้นแล้วสินะ”
“เกือบถูกลักพาตัวไประหว่างสืบคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง”
“กะ ก็ใช่น่ะสิ?”
“แถมตอนนี้ก็กำลังพักอยู่ที่คฤหาสน์ดยุคมักเซตาเพราะพวกนักข่าวที่คอยตามตื๊ออยู่อีกด้วย”
สืบจนรู้ถึงขั้นนี้แล้วงั้นเหรอ
‘นี่มันสมาคมการค้าหรือกิลด์ข้อมูลข่าวสารกันแน่เนี่ย’
โรดี้ยอมรับแต่โดยดี
“เรื่องนั้นก็ใช่แหละ แต่ว่า…”
ยูบาร์ส่งสายตาเคลือบแคลงมาให้
“คุณกับท่านเซอร์มักเซตามีความสัมพันธ์กันแบบไหนเหรอครับ จำได้ว่าเมื่อก่อนพวกคุณไม่เคยมีจุดที่ข้องเกี่ยวกันเป็นพิเศษเลยนี่ครับ”
“ก็แค่พอได้รู้จักกันเพราะคดีครั้งนี้น่ะ”
“แค่พอรู้จักกันถึงกับไปพักที่บ้านเขาเลยเหรอครับ”
ทำไมกันนะ
…ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสามีที่นอกใจแล้วกำลังโดนเค้นเอาความอยู่เลย
โรดี้จึงรีบแก้ตัวเพื่อปกป้องเกียรติของตนเองและริเคนส์
“ไม่ใช่แบบนั้นนะ พอดีมีเรื่องกะทันหันเกิดขึ้นนิดหน่อย แล้วก็ไม่มีที่พักเหมาะๆ ด้วย ท่านเซอร์ริเคนส์บอกว่าการไปพักที่โรงเตี๊ยมมันอันตรายเพราะพวกนักข่าวน่ะ”
สายตาของยูบาร์หรี่แคบลง
“เวลาแบบนั้นคุณควรจะใช้ตราประทับของ ‘ค่ำคืนแห่งความมั่งคั่ง’ สิครับ”
“……”
“ผมคงช่วยหาที่พักอันสมบูรณ์แบบที่ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนักข่าว และไม่ต้องมีข่าวลือไร้สาระกับท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคให้แล้วแท้ๆ”
โรดี้รู้สึกไม่ค่อยได้รับความยุติธรรมเท่าไหร่
“มันไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดต้องขอความช่วยเหลือสักหน่อยนี่นา… ว่าแต่ ทำไมฉันต้องมาโดนยูบาร์ดุด้วยเนี่ย”
ยูบาร์ตอบกลับอย่างเฉยชา
“ก็เพราะคุณเป็นฝ่ายขอเป็นเพื่อนก่อนแท้ๆ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมากลับเมินใส่ ไม่ติดต่อมาสักครั้งเลยน่ะสิครับ”
คนอย่างหัวหน้าสมาคมการค้านี่ติดต่อเป็นการส่วนตัวได้ด้วยงั้นเหรอ
“แล้วพอกลายเป็นฝ่ายต้องการความช่วยเหลือขึ้นมา ก็รีบแล่นมาหาทันทีเลยสินะครับ”
เขากอดอกด้วยท่าทางไม่พอใจ
“แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าเพื่อนแล้วครับ เขาเรียกว่าหลอกใช้ผลประโยชน์กันตอนตัวเองได้ประโยชน์ต่างหากล่ะ”
จริงอยู่ที่สถานการณ์ตอนนี้มันชวนให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆ ว่าเธอกำลังหลอกใช้ยูบาร์อยู่
โรดี้กลอกตาไปมา พลางขบคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะต้องทำตัวอย่างไรดี จากนั้นเธอก็กอดอกแล้วแสร้งทำสีหน้าภาคภูมิผ่าเผยออกมาทันที
“ทำเป็นเรื่องใหม่อยู่ได้”
ปฏิกิริยาหน้าด้านเกินคาดนั้นทำให้ยูบาร์ถึงกับทำหน้าเหวอไป
“อะไรนะ… ครับ”
เธอทำสีหน้าเชิดหยิ่งอย่างสุดความสามารถ
“ฉันเป็นนางร้ายนะ อะไรที่ใช้ประโยชน์ได้ฉันก็ต้องใช้สิ ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นเพื่อนก็เถอะ!”
ยูบาร์ไม่ได้โกรธเคืองอะไร
เขาเพียงแต่ทำสีหน้าเอือมระอาเหมือนห้ามไม่ได้แล้ว
“ไอ้คำอ้างพิลึกนั่น ยังใช้อยู่อีกเหรอครับ”
“ก็แน่อยู่แล้วสิ”
“คนชั่วที่ไหนในโลกเขาทุ่มเทเพื่อคลี่คลายคดีฆาตกรรมต่อเนื่องกันล่ะครับ”
โรดี้ที่รู้สึกว่าการคุมบทบาทตัวละครเริ่มพังทลายจึงลนลานเล็กน้อย
“ฉะ ฉันมีเหตุผลของฉันย่ะ!”
“อะไรล่ะครับ”
“ก็ท่านเคานต์ที่เป็นคนร้ายนั่นมองปราดเดียวก็ไม่ถูกชะตาแล้วนี่นา! ทำเป็นคนดีแต่ลับหลังจ้องแทงข้างหลัง แผ่กลิ่นอายมืดมนออกมาหึ่งเลยไม่ใช่หรือไงกัน?!”
ยูบาร์หัวเราะหึออกมา
“งั้นเหตุผลที่เลือกค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งเป็นคู่ค้าคืออะไรล่ะครับ”
“ก็เพราะเข้าถึงง่ายที่สุดน่ะสิ ขอบอกไว้ก่อนนะว่าถ้าข้อเสนอไม่น่าพอใจ ฉันจะหันหลังไปหาสมาคมการค้าอื่นทันทีแบบไม่เหลียวหลังเลยด้วย”
“อย่างนั้นหรือครับ แต่คุณก็ยอมรอตั้งสองวันแล้วนี่ครับ ดูเหมือนว่าตั้งแต่แรกคุณก็ตั้งใจจะมอบรูทการจัดจำหน่ายให้ผมอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“…….”
“ถ้าคุณรู้สึกเหมือนติดหนี้บุญคุณผมจากเรื่องในอดีตล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจหรอกครับ เรื่องนั้นคุณขอโทษไปแล้ว และผมก็ยกโทษให้แล้วด้วย”
กำลังโหลดความเห็น...