เหตุผลที่โรดี้เลือกสมาคมการค้า ‘ค่ำคืนแห่งความมั่งคั่ง’ เป็นช่องทางจำหน่ายหินเวทมนตร์นั้นมีอยู่ค่อนข้างมาก
‘ก่อนอื่นเลย ถ้าช่วยให้เกิดประโยชน์กับยูบาร์และนอยเอนได้ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว’
เธอรู้สึกว่าตนเองยังติดหนี้บุญคุณคนทั้งสองอยู่บ้างในใจ
หากในตอนแรกนอยเอนไม่ได้รับซื้อคฤหาสน์ของเธอเอาไว้ เรื่องราวก็คงไม่คลี่คลายลงด้วยดีเช่นนี้
‘แล้วมันก็ไม่ใช่ข้อตกลงที่แย่สำหรับฉันด้วย’
แม้จะประเมินตามความเป็นจริง ก็ไม่มีคู่ค้าที่ไหนยอดเยี่ยมไปกว่าสมาคมการค้าค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งอีกแล้ว
เพราะพวกเขามีสาขาคอยดูแลอยู่ทั่วทั้งทวีป อีกทั้งยังมีเครือข่ายกระจายสินค้าเป็นของตนเอง
‘การรักษาความสัมพันธ์อันราบรื่นกับพวกพระเอกเอาไว้ก็สำคัญต่อชีวิตอันสงบสุขเหมือนกัน’
ยิ่งไปกว่านั้น ยูบาร์ยังมีใจกว้างดั่งมหาสมุทร ยอมยกโทษให้กับการกระทำอันชั่วร้ายที่เธอเคยก่อไว้ในอดีตมิใช่หรือ
การได้เป็นหุ้นส่วนทางการค้ากับคนจิตใจดีแบบนั้นย่อมไม่มีอะไรเสียหาย
เมื่อได้ข้อสรุป โรดี้จึงเดินทางไปยังสาขาเมืองหลวงของสมาคมการค้า ‘ค่ำคืนแห่งความมั่งคั่ง’
“ยินดีต้อนรับครับ!”
ทันทีที่เธอก้าวเข้าไปด้านใน พนักงานต้อนรับหนุ่มก็เอ่ยทักทายอย่างร่าเริง
“มีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ”
“ฉันต้องการพบหัวหน้าสาขาน่ะค่ะ”
พนักงานต้อนรับมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“มีนัดไว้ล่วงหน้าหรือเปล่าครับ”
“เปล่าค่ะ”
“หากต้องการพบหัวหน้าสาขาจำเป็นต้องมีนัดล่วงหน้าก่อนนะครั―”
โรดี้หยิบตราประทับของค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งออกมาจากอกเสื้อ
“อ๊ะ!”
พนักงานต้อนรับที่จำตราประทับได้ในทันทีรีบเปลี่ยนคำพูดของตนอย่างรวดเร็ว
“ท่านคือผู้ถือครองตราประทับนี่เอง ขออภัยด้วยครับ เชิญนั่งรอตรงนี้สักครู่เดียว ผมจะรีบไปเรียนรายงานหัวหน้าสาขาเดี๋ยวนี้ครับ”
โรดี้นั่งลงบนเก้าอี้พลางมองแผ่นหลังของพนักงานที่รีบกุลีกุจอกระฉับกระเฉงหายลับไป
ผ่านไปราวห้านาที พนักงานต้อนรับก็เดินกึ่งวิ่งกลับมา
“ขอบคุณที่กรุณารอนะครับ! ผมจะนำทางไปยังห้องรับรองที่หัวหน้าสาขารออยู่ครับ”
เธอเดินตามการนำทางอันนอบน้อมขึ้นไปยังห้องรับรองชั้นบน
“ยินดีต้อนรับครับ!”
ชายวัยกลางคนที่มีสีหน้าท่าทางอบอุ่นลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อต้อนรับเธอ
เขาทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นสีผมของเธอ ทว่าก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว
‘ดูท่าจะจำฉันได้สินะ’
ในเมื่อมีภาพเหมือนของเธอลงบนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่พักใหญ่ การที่ใครสักคนจะจำได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
“ฉันชื่อโรดี้ค่ะ”
“ยินดีที่ได้พบครับ คุณโรดี้ นานมากแล้วจริงๆ ที่ไม่มีผู้ถือครองตราประทับมาเยือนเช่นนี้”
ของว่างและน้ำชาเรียบง่ายถูกยกมาเสิร์ฟ ก่อนที่เขาจะเอ่ยต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“วันนี้มีธุระอันใดหรือครับ หากมีเรื่องที่ทางสมาคมการค้าพอจะช่วยได้ ได้โปรดบอกมาตามสบายได้เลยครับ”
โรดี้หยิบหินเวทมนตร์ที่เก็บไว้ในอกเสื้อออกมาอย่างระมัดระวัง
“ฉันอยากจะเปิดช่องทางการขายสิ่งนี้น่ะค่ะ”
เมื่อหัวหน้าสาขาเห็นหินเวทมนตร์ที่เธอนำออกมา เขาก็แสดงสีหน้าตกตะลึง
“โอ้โห เป็นหินเวทมนตร์ที่ก้อนใหญ่มากจริงๆ ครับ! คุณอยากจะขายสิ่งนี้ให้กับทางสมาคมการค้าหรือครับ”
“เปล่าค่ะ ไม่ได้มีแค่ก้อนเดียว”
“ครับ?”
“ค้นพบสายแร่หินเวทมนตร์ในที่ดินที่ฉันซื้อมาน่ะค่ะ แม้จะยังไม่ทราบปริมาณสำรองที่แน่ชัดก็ตาม”
“…หรือก็คือ คุณกำลังครอบครองเหมืองหินเวทมนตร์อยู่หรือครับ”
“ถูกต้องแล้วค่ะ”
หัวหน้าสาขาเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ไม่ทราบว่าสัดส่วนการถือหุ้นของเหมืองนั้นเป็นอย่างไรบ้างหรือครับ”
“ไม่มีใครถือหุ้นนอกจากฉันค่ะ เพราะฉันเป็นคนซื้อไว้คนเดียว”
“…….”
หัวหน้าสาขารีบดีดลูกคิดในหัวอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ
‘เหมืองหินเวทมนตร์แห่งใหม่เนี่ยนะ!’
นี่เป็นเรื่องน่าตกตะลึงยิ่งกว่าการค้นพบเหมืองทองคำเสียอีก เพราะช่วงนี้ปริมาณหินเวทมนตร์ที่ป้อนเข้าสู่ตลาดลดฮวบลงอย่างมากอยู่แล้ว
“คือว่า… คิดจะมอบสิทธิ์การขายให้ ‘ค่ำคืนแห่งความมั่งคั่ง’ เพียงผู้เดียวหรือเปล่าครับ”
โรดี้เอ่ยตอบอย่างไม่รีบร้อน
“เรื่องนั้นคงต้องดูเงื่อนไขในสัญญาก่อนค่อยตัดสินใจค่ะ”
หัวหน้าสาขากลอกตาไปมา หากได้สิทธิ์การขายหินเวทมนตร์มาแล้วหักแค่ค่านายหน้า สมาคมการค้าก็จะได้กำไรมหาศาลอย่างแน่นอน
‘นี่ไม่ใช่การค้าขายเล็กๆ เสียแล้ว’
มันไม่ใช่เรื่องที่ผู้บริหารระดับกลางอย่างตนจะตัดสินใจได้โดยลำพัง
“ระ-รบกวนรอสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ เรื่องนี้ดูท่าแล้วต้องรายงานให้ท่านหัวหน้าสมาคมการค้าทราบ ขอเวลาแค่ประเดี๋ยวเดียวจริงๆ…”
หัวหน้าสาขามีท่าทางกังวลว่าเธอจะอารมณ์เสียแล้วหนีไปหาสมาคมการค้าอื่น
โรดี้ตอบรับอย่างใจกว้าง
“เข้าใจแล้วค่ะ”
หัวหน้าสาขาเอ่ยด้วยใบหน้าที่เริ่มมีเลือดฝาด
“ขอบพระคุณครับ ระหว่างที่ผมไม่อยู่ พนักงานจะคอยดูแลรับรองท่านเป็นอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่องแน่นอนครับ!”
เขาเอ่ยอย่างสุภาพแต่รวดเร็วแล้วรีบร้อนผลุนผลันออกไปทันที
ทันทีที่หัวหน้าสาขาเดินพ้นไป บรรดาพนักงานก็ยกขนมหวานชั้นเลิศระดับที่แม้แต่ในตระกูลขุนนางยังหาดูได้ยากเข้ามาเสิร์ฟ
ซ้ำยังเอ่ยถามอย่างอ่อนหวาน
“มีของหวานแบบไหนที่ต้องการเป็นพิเศษอีกไหมคะ”
โรดี้ยิ้มน้อยๆ ให้กับน้ำเสียงที่พร้อมจะหามาปรนเปรอทุกสิ่งอย่าง
“เท่านี้ก็พอแล้วค่ะ”
ถึงอย่างไรก็ไม่รู้รสชาติ ต่อให้เอาของอร่อยมาให้ก็ไม่มีความหมาย
สิ่งที่พอจะเพลิดเพลินได้บ้างก็มีแค่กลิ่นหอมของชาเท่านั้น
โรดี้นั่งรออย่างผ่อนคลายพลางสูดดมกลิ่นหอมละมุนของชาที่พนักงานรินให้
เหล่าพนักงานที่ยืนคอยรับใช้อยู่ข้างๆ เริ่มกระสับกระส่ายเมื่อเห็นว่าเธอไม่แตะต้องขนมหวานเลยแม้แต่อย่างเดียว
“ถ้าหากไม่มีอย่างไหนถูกปาก…”
โรดี้ยิ้มเจื่อนๆ ออกมา
“เปล่าค่ะ กำลังจะทานอยู่พอดี”
เธอตัดเค้กชิ้นนั้นออกเป็นคำเล็กๆ แล้วเคี้ยวอย่างเป็นกลไก
มันทั้งนุ่มฟูและชุ่มฉ่ำ ทว่าก็ไม่รู้สึกถึงรสชาติใดๆ เลยอยู่ดี
‘เหมือนกำลังเคี้ยวฟองน้ำเกรดพรีเมียมอยู่ยังไงยังงั้น’
เพราะมีความรู้สึกแบบนี้นี่แหละถึงได้ไม่อยากกิน
แต่ถ้าไม่แตะต้องอะไรสักหน่อย พนักงานที่ยืนอยู่ข้างๆ คงแทบจะเป็นลมล้มพับไปแน่ เธอจึงไม่มีทางเลือก
‘ชีวิตการทำงานนี่มันเหนื่อยจริงๆ สินะ…’
ขณะที่กำลังเคี้ยวเค้กพลางนึกย้อนไปถึงชีวิตมนุษย์เงินเดือนก่อนจะเข้ามาสิงในร่างนี้ ผู้จัดการสาขาก็เดินเข้ามา
“ขอบคุณที่กรุณารอนะครับ!”
เขานั่งลงตรงที่นั่งฝั่งตรงข้ามแล้วเอ่ยขึ้น
“คือว่า เมื่อครู่นี้ผมได้ติดต่อกับท่านหัวหน้าสมาคมแล้วครับ… ท่านบอกว่าอยากจะมาพบหน้าด้วยตัวเองให้ได้น่ะครับ”
โรดี้เอียงคอ
“ยูบาร์เนี่ยเหรอคะ”
ผู้จัดการสาขาที่เห็นเธอเอ่ยชื่อหัวหน้าสมาคมออกมาอย่างสนิทสนมจึงรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผาก
“คะ ครับผม! แต่ปัญหาก็คือตอนนี้ท่านหัวหน้าสมาคมเดินทางไปทำงานต่างเมืองค่อนข้างไกล… มะ ไม่ทราบว่าถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป คุณจะสะดวกกลับมาใหม่อีกครั้งในอีกสองวันได้ไหมครับ”
“…….”
ไม่รู้ว่าเขาตีความความเงียบของเธอไปอย่างไร ผู้จัดการสาขาจึงรีบเอ่ยเสริมอย่างร้อนรน
“ผะ ผมเข้าใจดีครับว่าการต้องมาเสียเที่ยวแบบนี้คงทำให้คุณอารมณ์เสีย! แต่ว่าเมื่อเทียบกับการเจรจาเงื่อนไขสัญญากับผมแล้ว ทางท่านหัวหน้าสมาคมน่าจะสามารถเพิ่มเงื่อนไขที่ดีกว่าเดิมให้ได้มากทีเดียวครับ!”
โรดี้ส่ายหน้าเบาๆ
“เปล่าหรอกค่ะ ฉันไม่ได้อารมณ์เสียอะไรเป็นพิเศษ แค่แปลกใจนิดหน่อยที่ยูบาร์ขอมาพบด้วยตัวเอง… ถ้ากำลังไปทำงานต่างเมืองอยู่ก็น่าจะยุ่งไม่ใช่เหรอคะ ไม่เห็นต้องฝืนรีบกลับมาเลยนี่นา”
ผู้จัดการสาขารีบปฏิเสธทันควัน
“ฝืนอะไรกันครับ ไม่ใช่เลยสักนิด! ตรงกันข้าม การที่คุณโรดี้มอบโอกาสในการค้าขายอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยครับ”
‘ผู้จัดการสาขาคนนี้ สกิลการเข้าสังคมเอาเรื่องแฮะ’
รอแค่สองวันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
เธอพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย
“เข้าใจแล้วค่ะ อีกสองวันฉันจะกลับมาใหม่นะคะ”
หัวหน้าสาขายิ้มกว้าง
“ขอบคุณมากครับ!”
เย็นวันนั้น โรดี้ร่วมโต๊ะอาหารกับริเคนส์เพียงสองต่อสอง
‘รู้สึกว่าช่วงนี้จะได้กินข้าวกับริเคนส์สองคนบ่อยเป็นพิเศษแฮะ…’
ได้ยินมาว่าช่วงนี้วิลเลียมยุ่งมาก มื้อเย็นจึงมักจะกินคนเดียวอยู่ในห้องทำงานตลอด
“ท่านดยุคสบายดีใช่ไหมคะ”
ริเคนส์ส่งสายตาประหลาดใจกับคำถามกะทันหันนั้น
“ช่วงนี้ดูเหมือนท่านจะกินข้าวอยู่แต่ในห้องทำงานน่ะค่ะ ยุ่งถึงขนาดออกมาที่ห้องอาหารไม่ได้เลยเหรอคะ”
เมื่อเข้าใจความหมายของคำถามแล้ว เขาจึงพยักหน้า
“อ้อ… คงมีเรื่องที่ต้องจัดการเกี่ยวกับปัญหาการสืบทอดบรรดาศักดิ์เยอะน่ะ”
โรดี้เบิกตากว้าง
“สะ สืบทอดเหรอคะ ท่านเซอร์จะรับช่วงต่อแล้วใช่ไหมคะ”
เขาพยักหน้า
“เพราะท่านปู่เองก็ควรจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสบายใจได้แล้วด้วย มีแต่ฉันที่รู้สึกผิดเสียอีกที่รับสืบทอดช้าเกินไป”
“ถ้ามีเรื่องการสืบทอดเข้ามา ท่านเซอร์เองก็ต้องยุ่งมากเลยไม่ใช่เหรอคะ”
ตามปกติแล้วการส่งมอบงาน ไม่ใช่แค่คนที่ส่งมอบ แต่คนที่รับช่วงต่อเองก็ต้องหัวหมุนจนไม่มีเวลาว่างแท้ๆ
‘ยิ่งริเคนส์ยังต้องควบตำแหน่งหัวหน้ากองอัศวินหลวงไปด้วยอีก’
เมื่อได้ยินคำถามที่แฝงความกังวลของเธอ ริเคนส์ก็เอ่ยเลี่ยงด้วยสีหน้าแปลกๆ
“ก็นะ… ฉันยังไม่ถึงขั้นต้องขลุกอยู่แต่ในห้องทำงานเพื่อกินข้าวหรอก แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ฉันมีเรื่องที่สงสัยจริงๆ อยู่เรื่องหนึ่ง”
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
เรื่องนั้นช่างมันก่อนงั้นเหรอ จะมีเรื่องอะไรที่สำคัญไปกว่าเรื่องบรรดาศักดิ์กันล่ะ
“ทำไมเธอถึง…”
ริเคนส์ส่งสายตาจริงจังเป็นอย่างยิ่งมาให้
‘ฉันทำอะไรผิดพลาดไปงั้นเหรอ’
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เป็นแบบนี้ โรดี้จึงรู้สึกเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย
“เธอแทบจะไม่กินเนื้อเลยใช่ไหม”
คำถามที่ผิดคาดทำเอาโรดี้หมดแรงขึ้นมาทันใด เธอทำสีหน้าเหวอๆ ออกมา
“คะ?”
“ชอบกินมังสวิรัติงั้นเหรอ”
ทำไมต้องถามเรื่องนี้ด้วยสีหน้าจริงจังเบอร์นั้นด้วยล่ะเนี่ย
“เปล่าค่ะ”
พอเป็นอย่างนั้น โรดี้จึงก้มมองจานของตัวเอง
เธอไม่ได้ตั้งใจ แต่สเต๊กกลับเพิ่งถูกกินไปแค่คำเดียวเท่านั้น
“แล้วทำไมถึงไม่กินล่ะ”
“ไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะ”
หากจะให้บอกเหตุผลจริงๆ ก็แค่เธอไม่รู้รสชาติ จึงชอบผักที่ใช้เวลาเคี้ยวน้อยกว่าก็เท่านั้น
‘เพราะเนื้อต้องเคี้ยวหยับๆ อยู่นานจนเมื่อยปากนี่นา’
การต้องเคี้ยวของที่ไม่มีรสชาติอะไรเลยไปเรื่อยๆ มันก็เป็นความทรมานอย่างหนึ่งเหมือนกัน
ริเคนส์ทำสีหน้าราวกับมีบางอย่างไม่สบอารมณ์
“แล้วฉันก็สงสัยอีกอย่างว่าทำไมเธอถึงกินน้อยตลอดเวลาเลย”
กำลังโหลดความเห็น...