ไคลูสที่กวาดสายตาอ่านเนื้อความในจดหมายถึงกับตื่นตระหนก
‘หัวหน้าสมาคมยูบาร์สืบรู้ไปถึงขั้นไหนกันแน่เนี่ย’
ไม่สิ เป็นแค่สมาคมการค้าแท้ๆ แต่ไหงถึงได้รวบรวมข้อมูลเก่งกาจยังกับกิลด์ข่าวกรองแบบนี้กันเล่า……!
สถานการณ์เริ่มพลิกผันไปในทางที่ไม่เป็นผลดีต่อเขาขึ้นเรื่อยๆ
‘หรือว่าเราจะติดกับของสองคนนี้เข้าแล้ว’
ริเคนส์กับโรดี้กำข้อมูลที่ว่า ‘หอคอยเวทมนตร์กำลังกว้านซื้อหินเวทมนตร์ปริมาณมหาศาลไว้ในครอบครอง’ เอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก
‘บัดซบเอ๊ย เรายิ่งไม่มีพรสวรรค์ด้านการเจรจาอยู่ด้วย’
ไคลูสไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นจอมเวทที่วันๆ หมกตัวอยู่แต่ในห้องวิจัยมาตลอดชีวิต
ที่ผ่านมาแทบไม่มีใครกล้ามาเปิดฉากโต้เถียงกับเขาเลยด้วยซ้ำ แน่นอนว่าเขาย่อมไม่มีภูมิคุ้มกันต่อการซักไซ้ไล่เลียงประเภทนี้เลยสักนิด
เมื่อเห็นเขากำลังสับสนวุ่นวายใจ โรดี้ก็กะพริบตาปริบๆ
‘เยี่ยม ลนลานแล้วสิ’
เธอรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงฟันเฟืองในหัวของเขากำลังหมุนติ้วดังมาถึงตรงนี้เลยทีเดียว
ความจริงแล้ว เธอคาดเดาเรื่องราวทั้งหมดของคดีนี้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว
‘เรื่องราวในรูทของไคลูสก็กำลังดำเนินอยู่จริงๆ ด้วยสินะ’
เหตุผลที่เธออุตส่าห์เค้นเอาคำตอบจากปากของอีกฝ่ายโดยตรงนั้นเรียบง่ายมาก นั่นก็เพราะอยากจะพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตัวเองดูอีกครั้ง
ว่าที่นี่คือ ‘โลกที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์จากทุกรูทขึ้น’ จริงๆ หรือไม่
‘ดันเป็นพวกโกหกไม่เนียนซะด้วย เลยง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ’
ไคลูสพยายามดิ้นรนขัดขืนเป็นครั้งสุดท้าย
“……หินเวทมนตร์นั่น หอคอยเวทมนตร์แค่จะเอาไปใช้ในงานวิจัยเท่านั้นแหละ ช่วงนี้กิจกรรมด้านการวิจัยค่อนข้างคึกคักขึ้นน่ะ”
ริเคนส์ที่นิ่งเงียบอยู่นานค่อยๆ เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า
“แค่คำตอบนั้นคงยังคลายข้อสงสัยทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ ยิ่งไปกว่านั้น กรณีที่จำเป็นต้องใช้หินเวทมนตร์จำนวนมหาศาลขนาดนี้ก็ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ เสียด้วย ยกตัวอย่างเช่น……”
เขากวาดสายตามองไคลูสปราดหนึ่ง
“เท่าที่ผมทราบ เวลาจะเปิดใช้งานมหาเค้าโครงวงเวทก็จำเป็นต้องใช้หินเวทมนตร์เป็นจำนวนมากเช่นกันนี่ครับ”
“…….”
“แต่หากจะเปิดใช้งานเวทมนตร์ระดับนั้น จำเป็นต้องหารือกับทางพระราชวังหลวงล่วงหน้าก่อนไม่ใช่หรือครับ”
นัยน์ตาสีขี้เถ้าของริเคนส์ทอประกายเฉียบคม
“ผมยังไม่เคยได้รับรายงานเลยว่ามีคำร้องขอเช่นนี้ส่งมาจากหอคอยเวทมนตร์”
‘เยี่ยมมาก ริเคนส์ ทำได้ดี!’
โรดี้แอบเอาใจช่วยเขาอยู่ในใจ เรื่องกดดันคนอื่นน่ะหมอนี่ถนัดกว่าเธอเยอะ
“การที่หอคอยเวทมนตร์แอบกว้านซื้อหินเวทมนตร์อย่างลับๆ เพื่อเปิดใช้งานมหาเวทเช่นนี้…… น่าสงสัยยิ่งนัก”
เขาเอ่ยต้อนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“หรือว่าคิดจะก่อการกระด้างกระเดื่องต่อจักรวรรดิกันแน่ครับ?”
ไคลูสรีบปฏิเสธอย่างร้อนรน
“ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่นอนครับ!”
“ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องปิดบังพระราชวังหลวง”
ริเคนส์ขมวดคิ้วมุ่น
“หากมิใช่ หรือว่าคิดจะใช้เวทมนตร์ต้องห้ามกันล่ะครับ”
ไคลูสอ้ำอึ้งบ่ายเบี่ยง
“จะเป็นไปได้อย่างไร……”
จากนั้นเขาก็เหลือบมองเครื่องพันธนาการพลังเวทที่ข้อมือแวบหนึ่ง
สถานการณ์เริ่มบานปลายจนเกินจะควบคุมเข้าไปทุกที
บางทีอาจจะดีกว่าหากปล่อยให้จอมเวทคนอื่นที่มีทักษะการเจรจาเก่งกว่านี้มารับหน้าที่เก็บกวาดหลังจากนี้แทน
‘ทำลายมันทิ้ง แล้วใช้วงเวทเคลื่อนย้ายทันที’
ขอแค่ 2 วินาทีก็เพียงพอแล้ว เวลาแค่นี้ต่อให้เป็นริเคนส์ก็คงรับมือไม่ทันแน่
การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาที่ไคลูสอัดพลังเวทมหาศาลเข้าไปในเครื่องพันธนาการ―
“ดูท่า จะเป็นการก่อการอันเป็นปฏิปักษ์จริงๆ สินะครับ”
ริเคนส์ชักดาบออกมาประหนึ่งคาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ไว้อยู่แล้ว
ไคลูสได้แต่กรีดร้องอย่างไร้เสียงเมื่อเห็นคมดาบจ่อชิดอยู่ที่ลำคอ
‘ไอ้หมอนี่มันจะสายตาไวเกินไปแล้ว!’
เครื่องพันธนาการแหลกละเอียดกลายเป็นผงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาพยายามถามออกไปอย่างสงบนิ่งที่สุด
“ท่านเซอร์ คิดจะตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลฟรูอิน่าและหอคอยเวทมนตร์ตอนนี้จริงๆ หรือครับ?”
ริเคนส์ไม่แม้แต่จะกะพริบตา
“ถ้าเป็นศัตรูของจักรวรรดิ ผมก็คงมีแต่ต้องฟันให้ขาดสะบั้นทันทีเท่านั้นครับ”
ท่าทีที่พร้อมจะฆ่าแกงกันจริงๆ ทำเอาเหงื่อของไคลูสไหลซึมออกมาไม่หยุด
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ความผูกพันที่เราเห็นหน้าค่าตากันมาตั้งนานล่ะ……”
ทว่าอีกฝ่ายกลับไร้เยื่อใยจนน่าใจหาย
“ผมไม่มีครับ”
ชั่วพริบตานั้น เหตุการณ์วุ่นวายสารพัดที่เคยเผชิญร่วมกับริเคนส์ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมีต้นเหตุมาจากตัวเขาเอง ก็ผุดขึ้นมาในหัวของไคลูส
‘จะบ้าตาย’
ยอมรับความจริงเถอะ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าเดิมแล้ว
ริเคนส์ มักเซตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาปานยมทูตมาเยือน
“พินัยกรรมมีแค่นั้นหรือครับ?”
……ประสบการณ์อันยาวนานแปลความหมายของคำพูดผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคได้ในทันที
ฉันจะผ่าร่างแกออกเป็นสองท่อนซะ
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ คนอย่างริเคนส์ไม่เคยพูดอะไรที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจจะทำจริงๆ
ไคลูสยอมแพ้อย่างรวดเร็ว
“ตกลงครับ ท่านเซอร์”
ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ และความตายก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม
“ผมจะเล่าให้ฟังทั้งหมดเลยครับ”
โรดี้ที่ยืนมองดูสถานการณ์นี้อย่างเพลิดเพลินมาตลอดเป่าปากหวีดหวิว
ไคลูสหันไปมองเธอด้วยสายตาตัดพ้อ ก่อนจะเปิดปากพูด
“ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ หอคอยเวทมนตร์ไม่มีความคิดที่จะทำตัวเป็นปรปักษ์ต่อจักรวรรดิเลยสักนิดครับ”
สีหน้าของริเคนส์เหมือนกำลังบอกว่า งั้นก็ลองพูดมาดูสิ
“การรวบรวมหินเวทมนตร์นั้น ก็แค่เพื่อจัดการกับอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ภายในหอคอยเวทมนตร์เท่านั้นเองครับ……”
โรดี้แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้
“อุบัติเหตุเล็กน้อยขนาดไหนกันคะ ถึงได้กว้านซื้อหินเวทมนตร์จนเกลี้ยงตลาดแบบนั้น?”
เธอชี้ให้เห็นจุดสำคัญที่ว่า ยิ่งจำเป็นต้องใช้หินเวทมนตร์มากเท่าไร สเกลของเวทมนตร์ก็ยิ่งใหญ่โตขึ้นเท่านั้น
ไคลูสส่งสายตาเคลือบแคลงสงสัยมาให้
‘ผู้หญิงคนนี้รู้เรื่องนั้นได้ยังไงกัน?’
แน่ใจว่าก่อนหน้านี้ดูไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเวทมนตร์เลยสักนิดแท้ๆ……
เวทมนตร์เป็นศาสตร์ที่หาได้ยาก มีเพียงคนกลุ่มน้อยนิดที่ได้รับการประเมินว่ามีพรสวรรค์เท่านั้นที่จะได้ศึกษาเวทมนตร์
“บอกรายละเอียดมาน่าจะดีกว่านะครับ ที่ว่าอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ นั่นตกลงมันคืออะไรกันแน่?”
คำถามอันเย็นเยียบของริเคนส์สลัดความสงสัยในหัวของไคลูสทิ้งไป
“เรื่องนั้นมัน……”
เมื่อจนมุมเข้า เขาก็กัดริมฝีปากแน่น
‘บัดซบเอ๊ย ถ้าพูดเรื่องนี้ออกไป เจ้าหอคอยเวทมนตร์กับพวกนักเวทคนอื่นได้จับฉันแขวนคอห้อยหัวแน่’
ทว่าในยามนี้ คมดาบของอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิกลับจ่อประชิดคอของเขามากกว่าเสียอีก
ไคลูสหลับตาแน่นแล้วเอ่ยออกมา
“มีนักเวทส่วนหนึ่งในหอคอยเวทมนตร์พยายามจะเปิดมิติที่ปีศาจอาศัยอยู่ครับ!”
“……เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะครับ”
ในเวลาเดียวกัน ไอสังหารอันเยือกเย็นจนแทบเอ่ยปากพูดไม่ไหวก็แผ่ซ่านออกมา
จู่ๆ ไคลูสก็รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม
“อย่ามาโมโหใส่ผมสิครับ! อย่างน้อยคราวนี้ผมก็เป็นฝ่ายที่ตามแก้ปัญหาเหมือนกันนะ!”
เมื่อมองการโต้เถียงของทั้งสองคน โรดี้ก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
‘ปีศาจ งั้นเหรอ’
ในโลกของยูโทเปีย ‘ปีศาจ’ ถูกจัดให้เป็นสัตว์อสูรระดับสูงสุด จำเป็นต้องใช้อัศวินและนักเวทฝีมือฉกาจหลายคนร่วมมือกัน ถึงจะจัดการได้เฉียดฉิวสักตัวหนึ่ง
ช่างประชดประชันเสียจริงที่มิติซึ่งเหล่าปีศาจพวกนั้นอาศัยอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นดันมีชื่อว่า ‘ยูโทเปีย’
กล่าวคือ มันคือชื่อเรื่องของเกมเกมนี้นั่นเอง
‘ทีมผู้สร้างตั้งชื่อเกมโดยมีเจตนาอะไรกันแน่นะ……’
คำที่มีความหมายว่า ‘โลกในอุดมคติ’ ดันเป็นบ้านเกิดของพวกปีศาจซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดในเรื่องเสียนี่ ช่างมีรสนิยมพิลึกพิลั่นพิลึกกึกกือเสียจริง
เหล่าผู้เล่นต่างคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีเบาะแสหรือปมอะไรเพิ่มเติมแน่ๆ แต่น่าเสียดายที่แม้จะเล่นจนถึงทรูเอนดิ้งแล้ว ก็ไม่มีการเฉลยปมที่ว่าแต่อย่างใด
“แล้ว มิติเปิดหรือยังครับ?”
ไคลูสตอบอย่างอ้อมแอ้มคลุมเครือ
“จะว่าเปิดแล้วดีไหม หรือจะว่ายังไม่เปิดดีล่ะ……”
ริเคนส์ส่งสายตาที่สื่อความหมายว่า ‘ฟันทิ้งเสียเลยดีไหม’ ไปให้
“ตอบมาให้ตรงคำถามครับ”
ไคลูสผู้รักตัวกลัวตายจึงรีบตอบทันควัน
“ตัวเวทมนตร์น่ะล้มเหลวครับ แต่ว่า”
“แต่อะไร?”
“มันเกิดรอยแยกเล็กกกกกระจิริดขึ้นที่มิติน่ะครับ เพราะงั้นก็เลย…… อ๊าก ท่านเซอร์ ท่านเซอร์ ขืนทำแบบนี้ผมตายพอดี ตายแน่ๆ ครับ!”
เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าริเคนส์โกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง เขาก็รีบหันไปอ้อนวอนโรดี้อย่างรวดเร็ว
“นี่เธอจะยืนดูสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมอยู่เฉยๆ งั้นเหรอ!?”
เธอยักไหล่
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ ฉันจะเป็นพยานให้ปากคำอย่างถูกต้องแน่นอน”
……นั่นหมายความว่าจะยืนดูเฉยๆ อยู่อย่างสงบเสงี่ยมสินะ
“เดี๋ยวฉันจะไปร่วมงานศพให้ด้วยค่ะ”
ไม่ว่าเธอจะเย้ยหยันประชดประชันหรือไม่ ริเคนส์ก็เอ่ยข่มขู่เสียงเข้ม
“คายข้อมูลออกมาให้หมด”
‘ที่เขาโมโหก็สมควรอยู่หรอก’
โรดี้เข้าใจความโกรธของเขาดี
แค่มีปีศาจข้ามมิติมาเพียงตัวสองตัว กองอัศวินหลวงก็ต้องจัดทัพออกไปปราบปรามแล้ว
แน่นอนว่าในกระบวนการนี้ กองอัศวินต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างมหาศาล
เมื่อเห็นริเคนส์เลิกใช้คำสุภาพ ไคลูสก็พล่ามพูดคำสั่งเสียออกมาอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ยังครับ! ยังไม่มีปีศาจตนไหนข้ามมาทั้งนั้น! ก่อนหน้านั้นหอคอยเวทมนตร์จะรวบรวมหินเวทมนตร์ที่จำเป็นทั้งหมดมาปิดรอยแยกมิติให้ได้ครับ! ขอบอกไว้ก่อนนะว่าจอมเวทผู้รับผิดชอบมหาเวทมนตร์ในการปิดรอยแยกก็คือผมนี่แหละ! ถ้าตอนนี้ท่านฆ่าผมล่ะก็―”
คายข้อมูลที่จำเป็นออกมาหมดแล้วงั้นสินะ
โรดี้เอ่ยขึ้นอย่างสุขุม
“ท่านเซอร์ พอเถอะค่ะ”
ไอสังหารอันดุร้ายของริเคนส์พลันชะงักหยุดลงในทันใด
“…….”
โรดี้เองที่เพิ่งเอ่ยปากห้ามยังเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่าเขาจะยอมหยุดลงทันทีจริง ๆ
“……ท่านเซอร์?”
ฟู่ ริเคนส์ผ่อนลมหายใจยาวออกมา
“ผม ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ไปหน่อยครับ”
ไคลูสลูบคอตัวเองที่เกือบจะหลุดออกจากบ่าป้อย ๆ พลางพึมพำ
“ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ ‘นิดหน่อย’ นะครับ……”
เขามองสลับระหว่างริเคนส์กับโรดี้ด้วยสายตาคลางแคลงใจ
‘สองคนนี้ตกลงเป็นอะไรกันแน่?’
ทันใดนั้น โรดี้ก็ตบมือดังเพียะ! เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
“เอาล่ะค่ะ เรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วก็ช่วยไม่ได้นี่นะ”
ความจริงแล้วนี่เป็นข้อมูลที่เธอรู้อยู่ทั้งหมดแล้วต่างหาก
เพราะเนื้อหาหลักในรูทของไคลูสก็คือเรื่องราวการปิด ‘รอยแยก’ มิติแห่งนี้นี่เอง
‘ในเนื้อเรื่องเดิม มีปีศาจสองสามตนหลุดออกมาจากทางนี้จนทำลายเมืองหลวงไปส่วนหนึ่งด้วยสิ’
“แล้วต้องใช้หินเวทมนตร์มากเท่าไรกันคะ?”
ในแวบนั้น สีหน้าของไคลูสเต็มไปด้วยความฉงน
“อะไรนะครับ?”
“ถ้าไม่รีบปิดรอยแยกนั่น พวกปีศาจก็คงจะทะลักออกมาไม่ใช่เหรอคะ ถึงฉันจะไม่มีความคิดที่จะขายเหมือง แต่ก็ตั้งใจว่าจะแบ่งขายหินเวทมนตร์ในปริมาณที่ต้องการให้แก่หอคอยเวทมนตร์เป็นอันดับแรกอยู่นะคะ”
โรดี้แย้มยิ้มหวาน
“เพราะฉะนั้น ตอนนี้พวกเรามาเริ่มคุยเรื่องการค้ากันเลยดีไหมคะ?”
เขาที่ปรับตัวตามท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหันไม่ทันได้แต่พึมพำเสียงแผ่ว
“นี่มันอะไรกัน ไม่ใช่ว่าตบหัวแล้วลูบหลังหรอกนะ……”
กำลังโหลดความเห็น...