แม้จะไม่ได้ตั้งใจ ทว่าในวันถัดมาโรดี้ก็ได้พบกับชายหนุ่มรูปงามอีกคนจนได้
‘ถ้าเกิดมีข่าวลือแพร่สะพัดในหมู่เลดี้เมืองหลวงขึ้นมาคงเรื่องใหญ่แน่……’
การได้พบปะกับหนุ่มหล่อตัวท็อปแห่งวงสังคมชั้นสูงสลับกันถึงสองคนแบบนี้
ไคลูสยื่นเอกสารให้โรดี้ที่กำลังจมอยู่ในความกังวลไร้สาระ
“อ่ะ นี่”
“นี่อะไรเหรอ”
“อันดับแรกคือรายชื่อจอมเวทที่ฉันรวบรวมไว้ตามแบบของฉันเอง”
“อาฮะ”
โรดี้กวาดสายตามองรายชื่อพลางเอ่ยชมด้วยความประทับใจเล็กน้อย
นั่นเพราะไคลูสได้ลงรายละเอียดประวัติส่วนตัวของเหล่าจอมเวทเอาไว้อย่างประณีตถี่ถ้วนในหลายๆ ด้าน
‘แอบขยันขันแข็งไม่เบาเลยแฮะ’
ถึงจะชอบบ่นกระปอดกระแปดอยู่เสมอ แต่เขาก็จัดการงานที่ได้รับมอบหมายได้เสร็จสมบูรณ์อย่างไร้ที่ติ
‘เดี๋ยวค่อยตรวจดูอย่างละเอียดทีหลังดีกว่า’
โรดี้ที่วางรายชื่อลงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย
“ไคลูส นอกจากเรื่องนี้แล้วฉันยังมีเรื่องอยากถามนายอีกสองสามข้อ”
เขาเผยสีหน้าสงสัยใคร่รู้
“เรื่องอะไรล่ะ”
“เทียบเชิญงานเลี้ยงฉลองการสืบทอดตำแหน่งของมักเซตา นายก็ได้รับเหมือนกันใช่ไหม”
“อือ”
“แล้วก็คงมีกำหนดการจะเข้าร่วมอยู่แล้วด้วยสิ”
ไคลูสที่สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันน่าประหลาดใจยอมรับออกมาด้วยสีหน้าตะขิดตะขวงใจ
“มันเป็นงานเต้นรำที่ไม่ไปไม่ได้นี่ ยังไงก็ต้องเข้าร่วมอยู่แล้ว”
“งั้นคำถามที่สอง”
“……จะพูดอะไรอีกล่ะทีนี้”
“เรื่องนี้ช่วยตอบตามตรงหน่อยนะ”
“เรื่องอะไรกันแน่ถึงได้……”
“มีคนที่ชอบอยู่หรือเปล่า”
ไคลูสแสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมา เป็นคำถามที่คาดไม่ถึงจริงๆ
‘……อยากจะเปิดสมองของผู้หญิงคนนี้ดูจริงเชียว’
ทว่าตัวโรดี้กลับเพียงแค่เอ่ยเสริมอย่างหน้าตาเฉย
“อย่างเช่น ซิโมเน่ เกรเทีย อะไรแบบนี้”
“ทำไมเลดี้เกรเทียถึงโผล่มาตรงนี้ได้ล่ะ”
“ไม่ได้สนิทสนมกับท่านเซอร์เกรเทียหรอกเหรอ”
“หา”
“ก็นายได้คุยกับเพศตรงข้ามแค่คนเดียวในงานเต้นรำไม่ใช่เหรอไง”
“งั้นเหรอ”
ไคลูสย้อนนึกถึงความทรงจำ ในบรรดาเลดี้ที่เข้าหาในแวดวงสังคม ดูเหมือนเขาจะได้พูดคุยกับซิโมเน่ เกรเทีย เพียงคนเดียวจริงๆ
“เพราะถูกคุมตัวไปกองอัศวินบ่อยๆ ก็เลยพอจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้างน่ะสิ”
“งั้น ไม่ได้มีความรู้สึกชอบพอแบบคนรักต่อท่านเซอร์เกรเทียเลยเหรอ”
“ไม่มี”
คำตอบอันเด็ดขาดทำให้โรดี้เผยสีหน้าโล่งอกออกมาเล็กน้อย
ไคลูสจึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“ทำไมถึงถามเรื่องแบบนั้นล่ะ”
“มันมีเหตุผลของมันอยู่น่า”
“ถ้าฉันบอกว่าชอบขึ้นมา จะใช้เรื่องนั้นมาลองกลั่นแกล้งเลดี้เกรเทียหรือไง”
“ก็เป็นวิธีที่ไม่เลวหรอกนะ…… แต่ตอนนี้ไม่ได้พูดด้วยเจตนาแบบนั้นสักหน่อย”
“แล้วยังไงล่ะ”
โรดี้จ้องมองไคลูสเขม็ง
“ตอนนี้ไม่มีคนที่ชอบ ฐานะก็เหมาะสม แถมยังได้รับเชิญไปงานเลี้ยงฉลองพิธีสืบทอดตำแหน่งด้วย ฉันคิดว่านายเหมาะสมที่สุดเลยล่ะ”
ไคลูสที่สัมผัสได้ถึงกับดักพลันสะดุ้งตัวโยน
“มะ เหมาะกับอะไรนะ”
โรดี้ตอบอย่างหยิ่งทะนง
“คู่เต้นรำของฉันไง”
เขาไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“……อะไรนะ”
“ท่านเซอร์มักเซตาส่งบัตรเชิญมาให้ฉันเหมือนกัน แต่ฉันไม่มีคู่เต้นรำก็เลยลำบากใจอยู่นิดหน่อย”
“ทางเลือกที่จะไม่ไปล่ะ”
“ฉันติดหนี้บุญคุณท่านเซอร์ไว้เยอะ ก็เลยอยากไปแสดงความยินดีด้วยตัวเองน่ะ”
ไคลูสกรอกตาไปมาด้วยความรู้สึกสับสนงุนงง
‘จู่ๆ ก็ให้เป็นคู่ควงของโรดี้เนี่ยนะ……?’
“แล้วขอร้องให้ท่านเซอร์ช่วยโดยตรงล่ะ”
“เขาเป็นตัวเอกของงานเลี้ยง วันจริงคงจะยุ่งมากแน่ๆ จะให้มารับหน้าที่เป็นคู่ควงด้วยก็เกินไปสิ”
เธอแย้มยิ้มสดใส
“นายนี่แหละเหมาะเจาะที่สุดแล้ว”
การที่สถานการณ์ทุกอย่างหมุนไปตามใจเธอทำให้เขาไม่สบอารมณ์เลยสักนิด
ไคลูสเอ่ยประท้วงอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ถ้าฉันไม่ยอมล่ะ”
“คิดว่าตอนนี้ความเห็นของนายสำคัญด้วยเหรอ”
ชายหนุ่มที่จู่ๆ ก็ถูกริบเอาเจตจำนงเสรีไปร้องตะโกนแหวขึ้นมาทันที
“แค่ยอมให้พูดจาเป็นกันเอง ไม่ได้แปลว่าเธอจะมีสิทธิ์มาบงการร่างกายฉันตามใจชอบสักหน่อยนะ!”
“เพราะไม่มีสิทธิ์ ฉันถึงได้ให้เกียรตินายสุดๆ แล้วไงล่ะ”
“ตอนไหนกัน?!”
เขาไม่เข้าใจเลยว่าเธอคำนึงถึงเขาตรงไหนกันแน่
‘ดูสายตาตอนนี้สิ ทำอย่างกับจะลากตัวฉันไปเดี๋ยวนี้แท้ๆ!’
“ก็ฉันถามนายไปแล้วนี่นาว่ามีคนที่ชอบหรือยัง แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วล่ะ”
โรดี้ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“นายมีหน้าที่ต้องยอมให้ฉันจิกหัวใช้ด้วยความเต็มอกเต็มใจยังไงล่ะ”
“หน้าที่พรรค์นั้นจะมีได้ยังไงกันเล่า!”
“แต่ท่านเจ้าหอคอยเวทมนตร์บอกว่าฉันจะจิกหัวใช้นายยังไงก็ได้นี่นา”
“ตาแก่นั่นพูดกระทั่งเรื่องแบบนั้นกับเธอเลยเรอะ”
“อื้อ ไม่เชื่อไว้ค่อยไปถามดูเองสิ”
เขาถอนหายใจยาวเหยียดออกมา
“โธ่เอ๊ย ตาแก่เฮงซวยเอ๊ย……”
“ตกลงตามนี้นะ”
ไคลูสมั่นใจเลยว่าตนเองตกหลุมพรางผู้หญิงคนนี้เข้าให้อีกจนได้
เขาที่เริ่มจะปลงตกไปครึ่งหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา
“ทำไมถึงเจาะจง…… เลือกฉันเป็นคู่ควงไปงานเลี้ยงเต้นรำด้วยล่ะ”
โรดี้ไหวไหล่
“เพราะในบรรดาคนที่ฉันรู้จัก นายดันกลายเป็นคนที่อยู่ในสถานะที่จิกหัวใช้ได้ง่ายที่สุดน่ะสิ”
“บัดซบเอ๊ย……”
จู่ๆ ไคลูสก็รู้สึกเวทนาในชะตากรรมของตัวเองขึ้นมาจับใจ
หนึ่งวันก่อนหน้างานเลี้ยงฉลองพิธีสืบทอดตำแหน่งของมักเซตา มีสิ่งของที่ไม่คาดคิดส่งมาถึงบ้านของโรดี้
เอลมา สาวใช้ที่เพิ่งถูกจ้างมาได้ไม่นานยกกล่องใบใหญ่เข้ามาพลางเอ่ยขึ้น
“คุณหนูคะ มีของขวัญส่งมาค่ะ”
“ของขวัญเหรอ”
“เห็นบอกว่าส่งมาจากตระกูลมักเซตาน่ะค่ะ”
“จากมักเซตาเนี่ยนะ”
โรดี้เปิดกล่องออกด้วยความประหลาดใจ
“คุณพระช่วย……”
เอลมาที่เห็นของข้างในกล่องหลุดเสียงอุทานออกมา
“ชุดเดรสละค่ะ!”
เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ภายในกล่องของขวัญมีชุดเดรสสำหรับงานเลี้ยงที่เห็นได้ชัดว่าตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นเลิศ
เอลมาดวงตาเป็นประกาย
“คุณหนูรู้จักกับท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคสินะคะ หรือว่าจะเป็นของขวัญที่ท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคส่งมาให้หรือเปล่าคะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของสาวใช้ โรดี้ก็ครุ่นคิด
‘เอ่อ แบบนั้นก็ลำบากใจแย่น่ะสิ’
การได้รับของขวัญเป็นชุดเดรสจากเพศตรงข้ามที่ไม่ได้เป็นคนรักกันนั้น ชวนให้รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย
‘ควรส่งคืนไปดีไหมนะ’
โรดี้ที่เกิดความรู้สึกสับสนเปิดการ์ดใบเล็ก ๆ ที่อยู่ในกล่องออกดู
- เป็นการตอบแทนที่ยอมอยู่คุยเป็นเพื่อนคนแก่ที่น่าเบื่อ จากวิลเลียม มักเซตา
ทันทีที่เห็นชื่อที่เขียนอยู่บนการ์ด เธอก็โล่งอก
“ไม่ใช่ของขวัญที่ท่านเซอร์มักเซตาส่งมาหรอก”
“……คะ”
สาวใช้ที่คาดเดาไปว่าคุณหนูที่ตนปรนนิบัติคงจะเป็นคนรักกับท่านผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคถึงกับทำตัวไม่ถูก
“เป็นของขวัญที่ท่านดยุควิลเลียมส่งมาให้น่ะ”
“ท่านดยุคหรือคะ”
“ใช่ ท่านเอ็นดูฉันเหมือนหลานสาวน่ะ ถึงได้ส่งมาให้”
หากไม่ใช่ของขวัญจากริเคนส์แต่เป็นของวิลเลียม โรดี้ก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาก
‘ของที่ผู้หลักผู้ใหญ่ให้มา จะส่งคืนก็ใช่ที่’
ท่านคงจะเกรงใจและนึกถึงเธอที่กลายเป็นสามัญชน จึงรู้สึกลำบากที่จะไปเยือนห้องเสื้อที่รับเฉพาะลูกค้าชนชั้นสูงเป็นแน่
“ช่วยเอาชุดเดรสไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าให้ดีนะ แล้วพอฉันบอกค่อยเอาออกมา”
“เข้าใจแล้วค่ะ!”
หลังจากส่งสาวใช้ออกไปแล้ว โรดี้ก็แย้มยิ้มน้อย ๆ พลางลูบมุมการ์ดเบา ๆ สองสามครั้ง
‘ไว้ค่อยหาโอกาสไปกล่าวขอบคุณให้ได้เลย’
งานเลี้ยงที่เคยรู้สึกว่าเป็นเหมือนการบ้านที่ต้องทำเริ่มกลายเป็นสิ่งที่น่าเฝ้ารอขึ้นมาทีละน้อย
วิลเลียมที่มีสีหน้าเคร่งขรึมเปิดประตูห้องทำงานของหลานชายพลางเอ่ยขึ้น
“ฉันเอง”
หลานชายที่แต่งกายด้วยชุดสำหรับงานเลี้ยงอย่างเรียบร้อยหมดจดกำลังก้มหน้าอ่านเอกสารอยู่เหมือนเช่นเคย
วิลเลียมทำสีหน้าระอาใจเต็มทน
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ ในวันดีๆ แบบนี้ยังจะต้องทำงานอีกเรอะ”
ริเคนส์เอ่ยตอบ
“กว่างานเลี้ยงจะเริ่มก็ยังพอมีเวลาเหลือนี่ครับ”
ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำงานจนหยดสุดท้าย
วิลเลียมเดาะลิ้นพลางมองดูหลานชายที่ไม่แสดงความหวั่นไหวใดๆ ต่อการได้ขึ้นเป็นดยุคนคนใหม่เลยสักนิด
‘ไม่มีความน่าเอ็นดูเอาเสียเลย’
เขาแค่อยากจะเห็นท่าทางประหม่าหรือตื่นเต้นของอีกฝ่ายบ้างแท้ๆ
‘ต้องทำยังไงถึงจะได้เห็นปฏิกิริยาจากไอ้เด็กหน้าตายคนนี้กันนะ’
ทันใดนั้น วิลเลียมก็แย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย
“จริงสิ วันนี้ฉันละอยากรู้จริงๆ ว่าคุณโรดี้จะใส่ชุดเดรสตัวนั้นมาหรือเปล่า”
ได้ผลชะงัดในทันที
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘โรดี้’ สายตาของหลานชายที่เคยจับจ้องอยู่กับเอกสารก็ขยับไหว
‘เป็นเด็กที่อ่านง่ายจริงๆ’
วิลเลียมที่กลั้นขำเอาไว้เอ่ยขึ้น
“ฉันสงสัยมาตลอดเลยนะ ไอ้ชุดเดรสที่ส่งไปให้คุณโรดี้น่ะ ทำไมแกถึงต้องส่งไปในนามของฉันด้วยล่ะหือ”
“…….”
“ทั้งที่คนที่เลือกชุดเดรสตัวนั้นจริงๆ ก็คือแกแท้ๆ”
ริเคนส์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทีเรียบเฉยในทันใด
“ถ้าส่งไปด้วยชื่อของผม เธอคงส่งคืนกลับมาทันทีน่ะสิครับ”
วิลเลียมเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมล่ะ”
“นิสัยเดิมของเธอเป็นแบบนั้นครับ หากเข้าใกล้เกินความจำเป็นก็จะผลักไสออกมาทันที”
คิ้วข้างหนึ่งของวิลเลียมเลิกขึ้นสูง
“ฟังดูเหมือนแกเคยมีประสบการณ์โดนคุณโรดี้ผลักไสมาแล้วอย่างนั้นแหละ”
ริเคนส์เอ่ยแก้ต่างออกไป
“ผมไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝงเลยแม้แต่น้อยครับ เป็นเพียงความพยายามที่จะลดระยะห่างในฐานะคนคนหนึ่งเท่านั้น”
วิลเลียมเดาะลิ้นอย่างระอา
“ใครว่าอะไรแกหรือยัง เจ้าเด็กนี่ ร้อนตัวไปได้”
ริเคนส์ที่หมดคำจะพูดจำต้องปิดปากเงียบ
“แต่ไหนแต่ไรมา แกไม่เคยแม้แต่จะพยายามลดระยะห่างกับคนอื่นเลยด้วยซ้ำ”
วิลเลียมที่พอจะจับต้นชนปลายสถานการณ์ได้แล้วหัวเราะคิกคัก
“เจ้าเด็กนี่ เจอเนื้อคู่เข้าอย่างจังแล้วสิ”
“…….”
“ทำตัวเย็นชาจนทำให้เลดี้คนอื่นต้องร้องไห้มาตลอด ถึงคราวต้องชดใช้คืนแบบนี้สินะ ฮ่าๆ!”
เมื่อเสียงหัวเราะของผู้เป็นปู่ดังขึ้นเรื่อยๆ ริเคนส์จึงเอ่ยแย้งด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
“……ผมยังไม่ได้คิดจริงจังถึงขั้นนั้นสักหน่อยครับ”
วิลเลียมตวาดแหวขึ้นมาทันที
“พูดจาไร้สาระ! คนที่ไม่จริงจังที่ไหนเขาจะขายชื่อปู่ตัวเองเพียงเพื่อจะส่งชุดเดรสกับเครื่องประดับไปให้กันฮะ?!”
คราวนี้ก็ไม่มีข้อแก้ต่างที่เข้าท่าเช่นเคย
“ธรรมดาของคนที่เริ่มตกหลุมรัก มันก็ถอนตัวไม่ขึ้นทั้งนั้นแหละ อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อ แล้วไปคิดหาทางจีบต่อจากนี้ซะดีกว่า!”
วิลเลียมที่เทศนาสั่งสอนด้วยน้ำเสียงกังวานเสร็จสรรพก็เดินออกไปข้างนอก
“…….”
ริเคนส์ที่ถูกทิ้งไว้ตามลำพังจ้องมองเอกสารแผ่นเดิมอยู่นานหลายนาที
‘ให้ตายสิ’
ตัวอักษรไม่แล่นเข้าหัวเลยสักตัวเดียว
สุดท้ายเขาก็วางเอกสารลงแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง
พอก้าวเข้าไปใกล้ริมหน้าต่าง ก็แลเห็นสวนที่ประดับตกแต่งอย่างสว่างไสวเพื่องานเลี้ยง
แม้จะเป็นทิวทัศน์อันงดงาม ทว่ายามนี้กลับไม่อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวคือใบหน้าของโรดี้ที่บึ้งตึงใส่คำว่า ‘ตัวก่อเรื่อง’
ริเคนส์ที่เผลอนึกไปถึงคำว่า ‘น่ารัก―’ รีบตัดความคิดนั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว
เขาพึมพำถ้อยคำหยาบคายออกมาอย่างหาได้ยาก
“บ้าเอ๊ย……”
กำลังโหลดความเห็น...