07. การกลับมาของนางร้าย
โรดี้ก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผยตรงไปยังใจกลางห้องจัดเลี้ยง
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นรอบตัวอย่างจงใจให้ได้ยิน
“เอาหน้าไหนมาเชิดคอตั้งตรงแบบนั้นกันนะ?”
“ทั้งที่เป็นแค่ลูกนอกสมรสชั้นต่ำ แถมยังโดนไล่ออกจากตระกูลแท้ๆ”
“หน้าด้านจริง ไม่มียางอายหลงเหลืออยู่บ้างเลยหรือไง?”
ยิ่งคำพูดทิ่มแทงดังเข้าหูมากเท่าไร โรดี้ก็ยิ่งแย้มยิ้มสดใสมากขึ้นเท่านั้น
‘เจตนาที่อยากจะกดฉันให้จมดินให้ได้น่ะ มันเห็นชัดจนทะลุปรุโปร่งหมดแล้วย่ะ’
หากเธอเป็นตัวตนที่ไร้ค่าสิ้นดีจริงๆ คงไม่มีใครในที่นี้สนใจไยดีแต่แรก
‘ในทางกลับกัน นั่นแปลว่าตอนนี้ทุกคนจำเป็นต้องจับตามองฉันล่ะสิ’
สถานะของเธอในตอนนี้ช่างคลุมเครือ
ลูกนอกสมรสตระกูลดยุคตัวปัญหาที่ถูกขับไล่ บัดนี้กลายเป็นเจ้าของเหมืองหินเวทมนตร์
‘แถมจู่ๆ ยังพาไคลูสมาเป็นคู่ควงโผล่หน้ามาที่งานเลี้ยงของมักเซตาอีก’
ย่อมสร้างความสับสนให้คนพวกนี้จนทำตัวไม่ถูกแน่นอน ว่าควรเป็นศัตรู ดึงมาเป็นพวก หรือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นไปเลยดี
‘ถึงตอนนี้จะมีพวกกระหายอยากใช้บารมีมากดหัวฉันให้ได้อยู่เต็มไปหมดก็เถอะ’
แต่ถ้าวิธีนั้นใช้ไม่ได้ผล เดี๋ยวก็คงมีคนเริ่มหาทางเข้าหาด้วยวิธีอื่นเอง
‘ก็ดี เอาสิ’
ตอนนี้แค่เธอฉวยใช้ความสนใจพวกนั้นให้คุ้มค่าก็พอแล้ว
“ไคลูส”
โรดี้กระตุกยิ้มมุมปากแล้วยื่นมือออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
“เต้นรำกันเถอะ”
ไคลูสชะงักไปชั่วพริบตาก่อนจะค่อยๆ กุมมือเธอไว้เบามือ
“……ดูท่าจะคำนวณในหัวเสร็จเรียบร้อยแล้วสินะ?”
“อื้อ คิดดูยังไงการจะทำตัวไม่ให้เตะตาเลยสักนิดมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนี่นา”
“มันก็แน่อยู่แล้ว ประวัติเธอมันธรรมดาซะที่ไหนล่ะ”
แม้จะถูกแขวะทำนองว่าเพิ่งจะรู้ตัวหรือไง แต่โรดี้ก็ไม่ได้แยแสเลยสักนิด
“ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ก็ต้องดึงดูดสายตาให้ได้มากที่สุดไปเลย”
เธอยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“ต้องทำให้ดูเหมือนว่ามีเส้นสายทั้งกับสมาคมการค้าค่ำคืนแห่งความมั่งคั่ง ตระกูลมักเซตา แล้วก็หอคอยเวทมนตร์ด้วยสิ”
ถ้าทำแบบนั้นก็คงไม่มีใครกล้ามาดูถูกข่มเหงตามใจชอบอีก
“โลภมากจังนะ”
ถึงจะเอ่ยค่อนขอด แต่ไคลูสก็ไม่ได้คัดค้านอะไรเป็นพิเศษ
‘ดูท่าคงเพิ่งจะตาสว่างสินะ’
โรดี้กลายเป็นจุดสนใจไปถึงขนาดนั้นแล้ว การจะมาหลบซ่อนอยู่ในเงามืดเอาป่านนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้
หากทำตัวครึ่งๆ กลางๆ ก็อาจเสี่ยงที่จะถูกใช้ประโยชน์ สู้ทำตัวสง่าผ่าเผยราวกับมีแบ็กหลังยิ่งใหญ่หนุนหลังอยู่ยังจะดีกว่ากันเยอะ
ซึ่งในความเป็นจริงตอนนี้มันก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วด้วย
“ตายจริง ท่านชายฟรูอิน่าเนี่ยนะ……?”
“เหมือนจะไม่ได้เห็นท่านชายเต้นรำกับสตรีมาเกือบปีแล้วนะคะเนี่ย”
ทันทีที่เขาจับมือโรดี้แล้วก้าวไปยังฟลอร์เต้นรำแต่โดยดี ผู้คนต่างก็พากันตกตะลึงจนแทบตาถลนออกมาไม่ใช่หรือไง
โรดี้กระซิบกระซาบพลางขยับก้าวเท้าไปตามจังหวะ
“ไคลูส ช่วยยิ้มให้สดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้หน่อยสิ”
เธอเสนอแนะด้วยสีหน้าจริงจัง
“สร้างภาพให้ดูเหมือนว่าทางหอคอยเวทมนตร์กำลังพยายามเอาอกเอาใจฉันอยู่หน่อย”
ไคลูสเอ่ยตอบกลับมาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“นั่นมัน…… ถ้าเกิดมีข่าวลือแปลกๆ แพร่ออกไปจะทำยังไงล่ะ?”
“ข่าวลือแปลกๆ เหรอ?”
“ปกติแล้วฉันแทบไม่เคยมาร่วมงานเลี้ยง แล้วก็ไม่เต้นรำด้วยนะ”
“อ๋อ ข่าวลือประเภทที่ว่าฉันอาจจะเป็นคนพิเศษของนายอะไรทำนองนั้นสินะ”
โรดี้เองก็เข้าใจได้ทันที
“เรื่องพรรค์นั้นน่ะ พอถูกถามก็แค่ปฏิเสธไปทันที หรือไม่ก็อ้างไปว่าเจ้าหอคอยเวทมนตร์ไหว้วานมาจนจำใจต้องมาเป็นเพื่อนก็สิ้นเรื่องนี่”
“น่ารำคาญจะตาย……”
เธอเอ่ยอย่างไม่แยแส
“ฉันน่ะไม่เป็นไรหรอกนะ แต่ถ้านายไม่ปฏิเสธ ชีวิตนายนั่นแหละจะยิ่งลำบากเอา”
“งั้นเหรอ”
“ก็แหงสิ ขืนวันข้างหน้ามีเลดี้ที่รักขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ”
จะมีวันที่คนแบบนั้นปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาจริงๆ หรือ……
ไคลูสพยายามจินตนาการภาพตัวเองตกหลุมรัก ทว่าก็ยอมแพ้ไป
“แล้วทำไมถึงมีแค่ฉันที่ลำบากล่ะ”
หากมีข่าวลือแปลกๆ แพร่สะพัดออกไป คนที่เหนื่อยใจก็คงเป็นทั้งคู่ไม่ใช่หรือไง
โรดี้ตอบอย่างเนือยๆ
“ฉันไม่แต่งงานไงล่ะ”
เขาถามกลับด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมล่ะ”
“ก็แค่ ไม่ชอบน่ะ”
“ไม่ชอบอะไร”
เธอหมุนตัวหนึ่งรอบ พลางเอ่ยเสริมขึ้นมาช้าๆ
“ตัวฉันเอง”
พลันหลุดปากออกไป สีหน้าของโรดี้ก็เจือแววเสียดายจางๆ สีหน้าของเธอราวกับกำลังนึกเสียใจที่เผลอพูดเรื่องไม่เข้าท่าออกไป
“…….”
ไคลูสชะงักไปขณะกำลังจะซักไซ้ต่อ
เพราะเขานึกขึ้นได้ว่าครั้งก่อนที่พยายามสืบสาวเรื่องของเธอเกินความจำเป็น เธอเคยโกรธเข้าให้
เขาที่ครุ่นคิดหาคำตอบที่เหมาะสม สุดท้ายก็ทำได้เพียงเอ่ยตอบรับอย่างเรียบเฉย
“……งั้นเหรอ เข้าใจแล้ว”
โรดี้ที่สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายรู้จักใส่ใจและถนอมน้ำใจขึ้นกว่าแต่ก่อนก็หลุดหัวเราะหึออกมา
‘โตขึ้นนี่นา’
ในจังหวะนั้นเอง ไคลูสก็ตวัดรั้งเอวของเธอเข้ามาแนบชิด
ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกัน โรดี้เบิกตากว้าง
“ทะ ทำอะไรน่ะ”
เขาแย้มยิ้มอย่างสดใสต่างจากปกติก่อนจะกระซิบตอบ
“ก็ทำตามที่สั่งอยู่นี่ไง”
ลมหายใจที่รดข้างใบหูทำให้รู้สึกจั๊กจี้ โรดี้ซึ่งไม่คุ้นชินกับการแนบชิดกับผู้อื่นถึงกับหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อทั้งสองคนแนบชิดกันราวกับคู่รัก บรรดาขุนนางคนอื่นที่จับตามองอยู่ต่างก็พากันทำหน้าตกตะลึง
“น่าประหลาดใจจริงเชียว…”
“เพิ่งเคยเห็นสีหน้าแบบนั้นของท่านชายฟรูอิน่าเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย”
ในสายตาของคนนอก คงรู้สึกว่าโรดี้เองก็กำลังเขินอายอยู่เช่นกัน
‘มันก็เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ส่วนหนึ่งแหละนะ แต่ว่า…’
มันชวนให้กระดากอายเกินกว่าที่คาดไว้เสียอีก เธอเต้นรำต่อไปอย่างแน่วแน่ทั้งที่สองข้างแก้มยังคงแดงระเรื่อ
ไคลูสเอ่ยถามราวกับลูกหมาที่กำลังรอคอยคำชม
“ฉันทำได้ดีใช่ไหม”
“ก็ ชะ ใช่…”
สิ้นสุดบทสนทนานี้ เพลงก็จบลงพอดี
ทั้งสองคนค่อยๆ ก้าวออกจากฟลอร์เต้นรำ
“โรดี้?”
ขณะที่กำลังจิบเครื่องดื่มดับกระหายอยู่นั้น เสียงเรียกอันแผ่วเบาก็ดังขึ้น
โรดี้หันไปมองว่าใครเป็นคนเรียกแล้วก็ต้องกลั้นถอนหายใจ
“…เลดี้ นิลลา เอวองต์”
เรือนผมสีบลอนด์ รูปลักษณ์สะสวยหมดจด และท่วงท่าอันสง่างามที่เปล่งประกายออกมาในชุดเดรสสีขาว
เธอคนนั้นคือ นิลลา เอวองต์ พี่สาวต่างมารดานั่นเอง
โรดี้มองใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน
รูปลักษณ์ของนิลลาในตอนนี้แตกต่างจากสิ่งที่เคยแสดงให้เห็นในคฤหาสน์ลิบลับ
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
เธอคลี่ยิ้มอย่างน่าสงสาร
“คิดถึงเหลือเกิน”
โรดี้ไม่แม้แต่จะยิ้ม
‘มารยาเหลือร้ายจริง ๆ……’
ตามปกติแล้วนิลลามักจะถูกเรียกด้วยฉายาอันน่าขนลุกว่า ‘ดอกลิลลี่แห่งแวดวงสังคม’
เห็นว่าภาพลักษณ์ที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องและน่าทะนุถนอมอยู่เสมอนั้น ชวนให้นึกถึงดอกลิลลี่สักดอกหนึ่ง หรืออะไรทำนองนั้นแหละ
‘สองบุคลิกชัด ๆ หรือเปล่าเนี่ย’
สำหรับโรดี้ที่ยังจำภาพอีกฝ่ายอาละวาดคลุ้มคลั่งในคฤหาสน์ได้ติดตา ก็ได้แต่ทึ่งในฝีมือการแสดงระดับนี้เท่านั้น
“ฉันขอร้องท่านพ่ออยู่หลายครั้งว่าอยากเจอเธอ แต่ว่า……”
นิลลาน้ำตาคลอเบ้าอย่างใสซื่อ
“ก็ถูกปฏิเสธกลับมาทุกทีเลย แต่พอได้เห็นเธออยู่ดีมีสุขแบบนี้ ฉันก็โล่งอกจริง ๆ จ้ะ”
ภาพลักษณ์ภายนอกของสองพี่น้องนิลลากับโรดี้นั้นแตกต่างกันคนละขั้ว
ในแวดวงสังคม นิลลาจะรับบทเป็นพี่สาวผู้น่าเวทนาที่คอยดูแลน้องสาวไม่เอาถ่านซึ่งเอาแต่อาละวาดอยู่เสมอ
ทุกคนต่างเห็นอกเห็นใจ ‘พี่สาวแสนดี’ อย่างนิลลา และก่นด่า ‘น้องสาวตัวร้าย’ อย่างโรดี้
“ฉันก็คิดถึงเหมือนกันค่ะ”
โรดี้ยิ้มแย้มอย่างสดใส
“พี่สาว”
ดูเหมือนจะเป็นปฏิกิริยาที่ผิดคาด นิลลาจึงชะงักไปครู่หนึ่ง
‘คิดว่าพอเห็นหน้าแล้วฉันจะโวยวายอาละวาดสินะ’
……ถ้าเป็นแต่ก่อนก็คงทำอย่างนั้นจริง ๆ นั่นแหละ
โรดี้เอ่ยถามกลับไปด้วยน้ำเสียงสนิทสนม
“ช่วงที่ผ่านมาสบายดีไหมคะ”
นิลลาที่ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็วเอ่ยออกมาเสียงดังราวกับจงใจให้คนรอบข้างได้ยิน
“แน่นอนสิจ๊ะ…… ที่ผ่านมาคงลำบากมากสินะ อัญมณีที่เอาไปจากห้องฉันช่วยได้บ้างไหม”
สิ้นคำพูดของนิลลา เหล่าผู้ติดตามที่อยู่เคียงข้างต่างพากันทำสีหน้าตกตะลึงทันที
“คุณพระช่วย เลดี้นิลลา อย่าบอกนะว่าผู้หญิงคนนั้นขโมยอัญมณีของเลดี้ไปน่ะค่ะ”
“ทั้งที่ปกติเลดี้คอยดูแลเอาใจใส่น้องสาวขนาดนั้น แต่จนถึงวาระสุดท้ายยังทำเรื่องพรรค์นี้ลงคอได้อีก……!”
นิลลายกพัดขึ้นปิดปากพลางแสร้งทำท่าตกใจสะดุ้ง ราวกับคำพูดเมื่อครู่ไม่ได้มีเจตนาหลุดปากออกมา
“อุ๊ยตาย โรดี้ เมื่อกี้ฉันเผลอพูดผิดไปจ้ะ ฉันแค่เป็นห่วงว่าเธอจะสบายดีจริงๆ หรือเปล่าเท่านั้นเองนะ”
โรดี้พยายามกลั้นเสียงหัวเราะเยาะที่จวนเจียนจะหลุดออกมาอย่างสุดความสามารถ
คำพูดที่นิลลาเพิ่งเอ่ยออกมาเมื่อครู่คงจะแพร่กระจายไปทั่วแวดวงสังคมอย่างรวดเร็ว และเหยียบย่ำชื่อเสียงของเธอให้จมดิ่งลงสู่ก้นเหว
‘เอาเถอะ ก็ไม่ได้กุเรื่องที่ไม่มีจริงขึ้นมาพูดนี่นะ’
ภาพลักษณ์ที่พังยับเยินไปแล้วครั้งหนึ่ง ต่อให้พังกว่านี้ก็ไม่มีอะไรจะเสีย โรดี้จึงตัดสินใจรักษาท่าทีหน้าหนาไร้ยางอายต่อไป
“อัญมณีพวกนั้นช่วยได้เยอะมากจริงๆ นั่นแหละ พี่สาวใจดีขนาดนี้ คงไม่ถือสากับอีแค่เรื่องที่ฉันหยิบอัญมณีไปหรอกใช่ไหมล่ะ”
มุมปากของนิลลากระตุกไหวเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบอันน่าหมั่นไส้
“นะ แน่นอนสิจ๊ะ โรดี้ ถ้ามันช่วยเหลือน้องสาวที่รักได้ก็ดีแล้วล่ะ”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นของนิลลา เหล่าผู้ติดตามก็พากันคัดค้านด้วยสีหน้าราวกับอกจะแตกตาย
“เลดี้นิลลาเป็นคนใจดีเกินไปจนมีภัยเสมอเลยค่ะ!”
“จริงด้วยค่ะ ต่อให้เป็นน้องสาว แต่จะยอมยกโทษให้กับการลักขโมยพรรค์นั้นไม่ได้เด็ดขาดนะคะ!”
“แต่ว่า…….”
ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าผู้ติดตาม นิลลาได้แต่ลดหางตาลงต่ำอย่างน่าสงสาร
“อัญมณีจะไปมีค่ามากกว่าน้องสาวได้อย่างไรกันล่ะคะ”
โรดี้กลืนความรู้สึกระอาใจลงคอไปเงียบๆ
ในความทรงจำของเธอยังคงจดจำการกระทำที่นิลลาเคยก่อไว้ได้อย่างแจ่มชัด
‘ตอนที่แกล้งเบาๆ ก็แค่กระชากหัวแล้วลากถูลู่ถูกังไปตามทางเท่านั้นเอง’
แต่ยามใดที่อารมณ์บูด หล่อนถึงขั้นเกณฑ์พวกสาวใช้มาร่วมรังแกด้วยซ้ำ
ยามที่มองดูโรดี้ในวัยเยาว์ถูกพวกสาวใช้จับตรึงไว้พลางดิ้นรนทุรนทุราย นิลลาก็จะสะบัดพัดที่พับอยู่ไปมาแล้วหัวเราะร่าอย่างสะใจ
[ดูสารรูปน่าขำนี่สิ! โง่เง่าจนน้ำตาฉันแทบจะไหลออกมาอยู่แล้ว!]
การกระทำอันโหดเหี้ยมเช่นนี้จะดำเนินวนเวียนซ้ำซากไปเรื่อยๆ จนกว่านิลลาจะเบื่อ
“…….”
เมื่อนึกย้อนไปถึงความทรงจำในวัยเด็ก อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็ถาโถมเข้าใส่ โรดี้จึงรีบผลักไสความทรงจำที่คอยกรีดแทงจิตใจนั้นไปไว้ที่ซอกมุมหนึ่งของสมอง
ตอนนั้นเอง นิลลาก็แย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน
“จริงสิ โรดี้ ฉันมีข่าวดีจะบอกเธอนะ”
“อะไรล่ะ”
แม้จะเป็นคำถามห้วนๆ แต่นิลลากลับยังคงโบกพัดไปมาพลางเอ่ยขึ้นอย่างสง่างาม
“ท่านพ่ออาจจะยอมอนุญาตให้เธอกลับเข้าตระกูลก็ได้นะ”
กำลังโหลดความเห็น...