“อ๊ะ”
ตอนนั้นเองที่โรดี้เพิ่งตระหนักได้ว่าเมื่อครู่ตนเองได้เอ่ยถามคำถามที่ดูโง่เง่าออกไปเสียแล้ว
“ขอบคุณนะคะ……?”
โรดี้สัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นกายของเขาที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนเสื้อผ้าชั่วครู่ มันทำให้เธอรู้สึกสงบใจขึ้นอย่างน่าประหลาด
เธอเบนสายตาไปยังทิศทางของสวนโดยไม่ได้คิดอะไร ทัศนียภาพยามค่ำคืนที่ส่องแสงระยิบระยับนั้นงดงามจับตา
“เมื่อกี้นี้”
ขณะที่กำลังทอดสายตามองทิวทัศน์อย่างไร้จุดหมาย จู่ๆ ริเคนส์ก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
“เธอคุยอะไรกับเลดี้นิลลา เอวองต์งั้นเหรอ”
“อ๋อ เรื่องนั้นเองเหรอคะ”
โรดี้ตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ก็เรื่องที่ว่าจะยอมให้ฉันกลับเข้าตระกูลน่ะค่ะ ถ้าหากฉันยอมสัญญาเรื่องหนึ่ง”
“สัญญา?”
เธอยิ้มเจื่อน
“ก็นะ เดาไม่ยากหรอกค่ะ ให้ส่งมอบเหมืองหินเวทมนตร์ให้ตระกูลเอวองต์ยังไงล่ะคะ”
ริเคนส์แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาทันที
“เป็นข้อเสนอที่ดูออกง่ายเกินไปจริงๆ เพราะเรื่องนั้นทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยดีงั้นเหรอ”
“เปล่าค่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก”
“แล้วเพราะอะไรล่ะ”
โรดี้ค่อยๆ ละสายตาออกจากสวน แล้วหันไปจ้องมองริเคนส์ตาไม่กะพริบ
“ก็แค่ พอนึกถึงหน้าของนิลลา เอวองต์ที่ไม่ได้เห็นมานาน มันชวนซวยจนแทบจะอาเจียนออกมาเลยน่ะค่ะ”
สีหน้าของเขาไม่ได้บ่งบอกว่าเชื่อคำพูดนั้นสักเท่าไร
“……เธอเคยบอกว่าเลดี้เอวองต์รังแกเธอมาตั้งแต่เด็กสินะ”
“ก็ใช่ค่ะ”
“ดูเหมือนว่าจะหนักหนากว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก”
น่าประหลาดใจที่น้ำเสียงของเขาฟังดูมั่นใจมากกว่าจะเป็นคำถาม
โรดี้เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ”
“อยากรู้หรือ”
“ค่ะ”
ถึงอย่างไรภาพลักษณ์ภายนอกของนิลลา เอวองต์ ก็สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ คงยากที่จะปักใจเชื่อว่าหญิงสาวผู้อ่อนหวานบริสุทธิ์เช่นนั้นจะกลั่นแกล้งน้องสาวจนแทบไม่ต่างจากการทรมาน
“พออยู่ในกองอัศวิน ฉันมักจะได้พบเจอกับคดีหลากหลายประเภท รูปแบบของเหยื่อเองก็มีมากมายเช่นกัน”
พอได้ยินถึงตรงนี้ ต่อให้เขาไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติมเธอก็พอจะเดาออกแล้ว
“ในบรรดาคดีเหล่านั้น เหยื่อที่เผชิญกับการทารุณกรรมหรือความรุนแรงในครอบครัวมาเป็นเวลานานมักจะแสดงปฏิกิริยาคล้ายๆ กับเธอ”
“…….”
“การที่นิลลา เอวองต์ พับพัดเป็นสัญญาณเริ่มต้นการทารุณกรรมงั้นหรือ”
“……ฉันคงไม่มีความจำเป็นต้องตอบใช่ไหมคะ”
“นั่นสินะ”
เนื่องจากเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ริเคนส์จึงยอมเปลี่ยนเรื่องคุยแต่โดยดี
“โรดี้ ฉันมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากรู้”
เธอหัวเราะเบาๆ
“วันนี้ดูมีเรื่องที่อยากรู้เยอะเป็นพิเศษจังเลยนะคะ เรื่องอะไรหรือคะ”
“เธอไม่อยากแก้แค้นบ้างหรือ”
มันเป็นคำถามที่คาดไม่ถึง
“แก้แค้นเหรอคะ”
โรดี้มองอีกฝ่ายด้วยสายตาอันสับสน
ริเคนส์ที่ทาบทับด้วยเงาจันทร์ยังคงไร้อารมณ์เหมือนเช่นเคย
‘เดาไม่ออกเลยจริงๆ ว่าคิดอะไรอยู่’
เขาเปิดประเด็นเรื่องแบบนี้ขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
‘เวทนา? สงสาร? หรือว่า…… แค่สอดรู้สอดเห็น?’
ไม่ว่าจะเป็นข้อไหนในสามอย่างนี้ ต่างก็ไม่ใช่เรื่องสมกับเป็นเขาทั้งนั้น
“ถ้าบอกว่าไม่มีความแค้นเคืองใจเลยก็คงเป็นการโกหกหรอกค่ะ…… แต่นั่นมันเกี่ยวอะไรกับท่านเซอร์ด้วยหรือคะ”
“อยากช่วยน่ะ”
“คะ?”
“แก้แค้น”
คำพูดที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทำเอาเธอถึงกับเหวอไป
“หรือว่าคุณมีความแค้นส่วนตัวอะไรกับนิลลา เอวองต์หรือคะ”
“เพิ่งมีเมื่อกี้นี้เอง”
เธอตามบทสนทนานี้ไม่ทันเลยจริงๆ
“คะ?”
ริเคนส์มองดูเธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก
“ก็เธอโดนรังแกไม่ใช่หรือไง”
นัยน์ตาสีเขียวอ่อนของโรดี้ไหวระริกจางๆ
“นั่นมันเรื่องของฉัน ไม่ใช่เรื่องของท่านเซอร์นี่คะ”
“เพราะต่อไปนี้ เรื่องของเธอมันกำลังจะกลายเป็นเรื่องของฉันน่ะสิ”
“…….”
ทั้งที่เป็นน้ำเสียงเรียบสงบแท้ๆ แต่ร่างกายของโรดี้กลับถูกความตึงเครียดอันประหลาดเข้าครอบงำ
“หมายความว่า…… ยังไงกันแน่คะ”
ต่างจากเธอที่แข็งทื่อไป ริเคนส์กลับดูสงบนิ่งอย่างถึงที่สุด
“เธอจะเข้าใจความหมายทันทีเลยก็ได้ หรือจะไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร”
พูดมาถึงขนาดนี้แล้วมีหรือที่จะไม่เข้าใจ
เธอเอ่ยปากพูดอย่างใจเย็นที่สุด
“ฉันไม่ได้คิดจะมีความสัมพันธ์พิเศษอะไรกับท่านเซอร์หรอกนะคะ”
แม้จะเป็นคำพูดตัดไฟแต่ต้นลมตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้น ทว่าริเคนส์กลับไม่ได้หวั่นไหวเลยสักนิด
“รู้อยู่แล้ว”
“…….”
“ฉันเองก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรเป็นพิเศษตอนนี้เสียหน่อย”
โรดี้ส่งสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวงไปให้
“……แล้วยังไงต่อคะ”
“เดิมทีก็กะว่าจะแอบทำอยู่เงียบๆ หรอกนะ……”
ริเคนส์ผ่อนลมหายใจยาวพลางยิ้มบางๆ
“แต่คิดว่าบอกไว้ล่วงหน้าก่อนคงเป็นมารยาทที่ดีกว่า”
“มารยาท หรือคะ”
ทันใดนั้นสายตาอันลึกซึ้งก็จับจ้องมาที่ใบหน้าของโรดี้
“หมายความว่าจากนี้ไปฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้เธอถูกใจยังไงล่ะ”
เป็นคำพูดที่โจ่งแจ้งและข้ามขั้นตอนระหว่างกลางไปไกลลิบ
โรดี้รู้สึกสับสนและทำตัวไม่ถูกอย่างแท้จริง
“มะ-ไม่ต้องพยายามหรอกค่ะ เพราะมันเสียเวลาเปล่า”
ริเคนส์เผยรอยยิ้มจางๆ
“เรื่องนั้นมันต้องลองดูถึงจะรู้ไม่ใช่หรือ”
“…….”
“ถ้าเธอมั่นใจว่าจะไม่หวั่นไหว อะไรมันก็ไม่สำคัญอยู่แล้วนี่”
“…….”
“อย่าเอาแต่คิดจะผลักไสอย่างเดียว ลองคิดดูให้ดีๆ เถอะนะ โรดี้”
ริเคนส์เกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“บอกว่าอยากแก้แค้นไม่ใช่หรือ ไพ่ให้หยิบมาใช้ประโยชน์ยิ่งมีมากเท่าไรก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือไง”
เมื่อเข้าใจความหมายในคำพูดนั้น ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้น
“อย่าบอกนะคะ ว่าหมายถึงให้ฉันใช้ประโยชน์จากท่านเซอร์ในการแก้แค้นตระกูลเอวองต์น่ะ”
เมื่อเขาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย โรดี้ก็กลืนคำว่าบ้าไปแล้วหรือไงลงคอไป
“ตอนนี้กำลังบอกให้ผู้หญิงที่ไม่มีความคิดจะรับความรู้สึกของท่านเซอร์ หลอกใช้ตัวเองอยู่อย่างนั้นเหรอคะ”
พยักหน้าอีกครั้ง
โรดี้แทบอกแตกตาย
“ขะ-ขอเสียมารยาทนะคะ เป็นพวกคนโง่ให้เขาหลอกใช้เหรอคะ”
ทว่าตัวคนพูดเองกลับมีปฏิกิริยาที่ราบเรียบไร้อารมณ์
“ก็บอกแล้วนี่ว่าจะพยายาม”
“แล้วฉันก็กลายเป็นนังสารเลวที่หลอกใช้หัวใจของคนอื่นน่ะสิคะ?!”
ริเคนส์ตอบกลับมาอย่างเรียบเฉย
“ในเมื่อเจ้าตัวยินยอมแล้วก็ไม่เห็นเป็นไรนี่”
“นี่ไม่ใช่เวลามาพูดจาสบายใจเฉิบแบบนี้นะคะ!”
แม้น้ำเสียงของเธอจะกระฟัดกระเฟียด แต่มุมปากของริเคนส์กลับยกขึ้นเล็กน้อย
“โรดี้”
ราวกับเด็กเกเรที่กำลังคาดหวังเรื่องสนุกๆ
“หัดเจ้าเล่ห์ขึ้นอีกหน่อยก็ไม่เลวเหมือนกัน อีกอย่าง……”
เขากระซิบพลางหว่านล้อมเธอเบาๆ
“แบบนั้นมันดูสมกับเป็น ‘นางร้าย’ มากกว่าไม่ใช่หรือไง”
……ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ริเคนส์กลายเป็นคนคารมดีขนาดนี้
โรดี้พยายามตั้งสติที่กำลังสับสนวุ่นวาย
แบบนี้มันจะดีจริงๆ เหรอ
‘การปฏิเสธความรู้สึกดีๆ ของริเคนส์ก็เรื่องหนึ่ง แต่ฉันก็ไม่ได้อยากจะหลอกใช้เขาเป็นพิเศษสักหน่อย……’
ในกรณีแบบนี้เพราะต่างฝ่ายต่างตกลงกันแล้ว งั้นก็คงไม่เป็นไรมากใช่ไหมนะ
……พอคิดอะไรเยอะแยะในคราวเดียว อาการปวดหัวก็เริ่มกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว
เมื่อเห็นสีหน้าของเธอที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ภายในเวลาสั้นๆ ริเคนส์ก็เผยรอยยิ้มจางๆ ออกมาอีกครั้ง
“ค่อยๆ คิดก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก”
เขาช่วยทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยไม่กี่เส้นของเธอไปไว้หลังใบหู
“เพราะความพยายามกับความอดทนคือข้อดีที่สุดของฉันอยู่แล้ว”
……เป็นน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเหลือเกิน
ข้อนั้นมันช่างน่าหมั่นไส้เสียจริง น่าหมั่นไส้เป็นที่สุด
โรดี้กลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกเหม่อลอย
‘เหนื่อยชะมัด’
หลังจากเตรียมตัวเข้านอนเสร็จเรียบร้อย เธอก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงดังตุบ
ขณะที่ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มนุ่มนิ่ม เธอก็ขบคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง
‘ต่อไปตระกูลเอวองต์จะมาไม้ไหนกันนะ’
ในเมื่อความพยายามเกลี้ยกล่อมผ่านนิลลาล้มเหลวไปแล้ว พวกเขาอาจจะเลือกใช้วิธีการที่รุนแรงขึ้นก็เป็นได้
‘จะกันท่าไว้ยังไงดี’
แค่การแสดงให้เห็นว่ามีเส้นสายกับหอคอยเวทมนตร์ มักเซตา และค่ำคืนแห่งความมั่งคั่ง อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป
[ไพ่ที่ใช้ประโยชน์ได้ ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือไง]
ทันใดนั้น น้ำเสียงทุ้มต่ำของริเคนส์ก็ผุดขึ้นมาในความคิด
‘ถ้าปล่อยให้มีกระแสว่าสนิทสนมลึกซึ้งกับท่านดยุคแห่งมักเซตา เรื่องต่างๆ คงง่ายขึ้นอย่างแน่นอนก็จริงอยู่หรอก’
แต่จะทำแบบนั้นได้จริงๆ หรือ
การหลอกใช้ความรู้สึกดีๆ ของอีกฝ่ายโดยไม่ได้คิดจะตอบรับ มันทำให้รู้สึกสะกิดใจในมโนธรรมอยู่ไม่น้อย
‘ก็นะ มันก็เป็นการกระทำที่สมกับเป็นนางร้ายดีอยู่หรอก……’
หัวสมองของเธอเริ่มยุ่งเหยิงไปหมด
นับตั้งแต่ได้ยินคำพูดที่คล้ายกับการสารภาพรักจากริเคนส์ เธอก็รู้สึกมึนงงไปหมดตลอดเวลา
ไม่ใช่ว่าเธอรังเกียจเขา หากจะให้จำกัดความ ความรู้สึกที่เธอมีให้เขาก็คงใกล้เคียงกับ ‘ความปรารถนาดีในฐานะเพื่อนมนุษย์’
‘ปัญหาคือมันไม่ได้เรียกว่าความรักนี่สิ’
แต่เดิมแล้ว ตัวเธอที่ถูกพ่อแม่บรรจงทำลายมาเป็นเวลานาน จะสามารถมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรัก’ แบบคนธรรมดาทั่วไปได้หรือ
นอกจากความหมกมุ่นและความรักอันแปลกประหลาดที่มีต่อตัวละคร ‘นางร้ายโรดี้’ ในยูโทเปียแล้ว ความรู้สึกอย่างอื่นทุกอย่างล้วนพร่ามัวไปหมด
‘ยากจัง’
การต้องมานั่งขบคิดถึงสิ่งที่ไม่รู้ทำให้เธอปวดหัว และนอกจากเรื่องสารภาพรักของริเคนส์แล้ว ปัญหาอื่นที่ต้องคิดก็ยังมีอีกเป็นภูเขาเลากา
แสงสีแดงจากหน้าต่างระบบที่สาดเข้าตาจนบดบังทุกสิ่งเมื่อครู่ก็เช่นเดียวกัน
ทำไมระบบถึงแสดงปฏิกิริยาแบบนั้นกับนิลลาคนเดียวล่ะ
“…….”
ขณะที่ครุ่นคิดถึงข้อสงสัยอันยุ่งเหยิงราวกับกลุ่มด้ายพันกัน โรดี้ก็ค่อยๆ จมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
เธอฝัน
พอลืมตาขึ้นมา โรดี้ก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดอันดำสนิท
“ฝันร้ายงั้นเหรอ……?”
เธอเอื้อมมือไปจับเส้นผมที่ยาวเคลียหน้าอกด้วยความงุนงง
มันไม่ใช่สีม่วงที่เริ่มจะคุ้นตาแล้วในตอนนี้ แต่เป็นสีดำ
ทั้งมือและขาที่เคยเรียวยาวราวกับดาราคนดังก็เปลี่ยนกลับมาเป็นเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
“นี่มัน ร่างเดิมของฉันนี่นา”
โรดี้ ไม่สิ ยุนเซอร์กะพริบดวงตาสีน้ำตาลเข้ม การได้กลับมาอยู่ในร่างเดิมหลังจากห่างหายไปนานทำให้รู้สึกแปลกใหม่อยู่ไม่น้อย
เธอไม่ได้หวาดผวาหรือกลัวแต่อย่างใด เพราะความรู้สึกจำพวกนั้นเธอมักจะสัมผัสมันได้เพียงเบาบางอยู่เสมอ
ยุนเซอร์ที่สำรวจร่างกายอยู่ครู่หนึ่งเริ่มก้าวเดินไปในความมืดมิด
นอกจากเดินแล้วก็ไม่มีอะไรให้ทำเลยสักนิด
‘ถ้าเป็นฝัน อีกเดี๋ยวก็คงตื่นแหละ’
เดินไปได้นานแค่ไหนแล้วนะ ไกลออกไปมีเงาร่างเลือนรางปรากฏขึ้น
‘ใครกันน่ะ’
พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเด็กคนนั้นมีเส้นผมสีม่วง
ราวกับโรดี้ไม่มีผิด
“นี่เธอ”
ยุนเซอร์วางมือลงบนไหล่เล็กเบาๆ เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าตกใจ
นัยน์ตาที่สบกันนั้นก็เป็นสีเขียวอ่อนเช่นกัน
“……โรดี้งั้นเหรอ”
กำลังโหลดความเห็น...