นิลลายิ้มกริ่ม
“ฉันก็จะใช้วิธีที่ง่ายและได้ผลกว่ายังไงล่ะ”
“อะไรกัน…… ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้อยู่หรอก”
วิธีที่ทางนั้นคิดจะทำมันเห็นชัดอยู่แล้ว
‘คงกะจะลอบสังหารฉัน แล้วอ้างความเป็นสายเลือดเดียวกันเพื่อฮุบมรดกไปสินะ’
เมื่อโรดี้ตอบโต้อย่างไม่สะทกสะท้าน นิลลาที่เริ่มมีน้ำโหจึงเอ่ยข่มขู่
“คิดว่าน้ำหน้าอย่างเธอคนเดียวจะต่อกรกับตระกูลดยุคเอวองต์ได้งั้นเหรอ ยอมแพ้เรื่องเหมืองซะเดี๋ยวนี้ อย่างน้อยก็จะได้รักษาแขนขาให้ครบสามสิบสอง”
“ขอบใจที่เป็นห่วงนะ แต่ฉันไม่คิดจะต่อกรคนเดียวอยู่แล้วล่ะ”
นิลลาเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ฮะ! อย่าบอกนะว่าที่ลำพองใจได้ขนาดนี้เพราะแค่ได้เต้นรำกับท่านชายไคลูสสักเพลงน่ะ คิดว่าเขาจะปกป้องเธอหรือไง”
“นั่นสินะ”
“ถึงจะพยายามดึงค่ำคืนแห่งความมั่งคั่งที่เป็นคู่ค้าเข้ามาเอี่ยวก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี ไม่มีทางที่พวกเขาจะยอมตั้งตัวเป็นศัตรูกับตระกูลดยุคเพื่อช่วยเธอหรอก”
โรดี้ที่ยืนฟังอยู่นิ่งๆ จึงลองโยนเหยื่อชิ้นเล็กๆ ออกไปก่อน
“ฉันสนิทกับหัวหน้าสมาคมการค้ายูบาร์อยู่พอตัวเลยนะ”
อีกฝ่ายหัวเราะพรวดออกมา
“ให้ตายสิ อย่ามาโกหกหน่อยเลย!”
เธอไม่รู้เลยสักนิดถึงความสัมพันธ์อันสนิทสนมระหว่างยูบาร์กับโรดี้
“หรือว่าเธอจะโง่เง่าจนถึงขั้นหลงคิดไปเองว่าผู้ชายเขาชอบ แค่เพราะเขายิ้มให้ทีหนึ่งกันล่ะ”
“ถ้าเธอคิดแบบนั้น ฉันก็คงช่วยไม่ได้”
โรดี้ตอบอย่างไม่ใส่ใจพลางจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งๆ แล้วจู่ๆ เธอก็นึกถึงเด็กสาวที่พบในความฝันเมื่อไม่กี่วันก่อนขึ้นมา
เด็กน้อยที่ถูกทารุณกรรมอย่างโหดร้ายมาเนิ่นนาน แต่ก็ยังคงบอกว่ารักครอบครัว
“พี่สาว”
คำเรียกขานที่เปลี่ยนไปกะทันหันทำให้นิลลาแสดงสีหน้าหวาดระแวง
“……เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่าพี่เหรอ”
“ฉันจะถามแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ”
โรดี้ถามเพื่อเด็กสาวที่พบในความฝัน
“จริงๆ แล้ว เธอไม่เคยคิดว่าฉันเป็นครอบครัวเลยสักครั้งเหรอ”
นี่คือการยืนยันครั้งสุดท้าย และเป็นโอกาสสุดท้ายที่มอบให้นิลลา
‘ถ้าหากสำนึกผิดสักนิดละก็……’
แม้จะเพื่อเด็กสาวผู้รักครอบครัวคนนั้น เธอก็พร้อมจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
“…….”
นิลลาเบิกตากว้างกับคำถามของโรดี้
ไม่นานนัก เธอก็ยกมือขึ้นปิดปากพลางสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
หากใครมาเห็นเข้าคงเข้าใจผิดว่ากำลังร้องไห้อยู่เป็นแน่
ทว่า
“ฮึ…….”
สิ่งที่ระเบิดออกมาจากปากของนิลลาไม่ใช่ความโศกเศร้า
“อา ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ!”
แต่เป็นเพียงเสียงหัวเราะลั่นที่เปี่ยมไปด้วยการเย้ยหยัน
“นังลูกนอกสมรสชั้นต่ำแสนโง่เง่าเอ๊ย!”
เธอจ้องมองโรดี้ด้วยดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาเพราะหัวเราะมากเกินไป
“ยังจมปลักอยู่กับความเข้าใจผิดโง่ๆ พรรค์นั้นอีกเหรอ ที่ว่าพวกเราเป็นครอบครัวน่ะ”
นิลลาใช้นิ้วชี้ปาดน้ำตา
“เจียมกะลาหัวตัวเองซะบ้าง นังคนไม่เอาไหน! ต่อให้รีดเลือดชั้นต่ำที่ไหลเวียนอยู่ในตัวแกออกมาจนหมด มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก!”
หากเป็นโรดี้ ‘ตัวจริง’ คำพูดสาดเสียเทเสียเหล่านั้นคงกลายเป็นบาดแผลลึกจนเกินเยียวยา
“อ๊า สัตว์เลี้ยงไม่ได้เรื่องของฉันเอ๊ย! ถ้าแกตายไป ฉันคงดีใจจนเต้นระบำเลยล่ะ!”
เฮ้อ……
โรดี้ผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด
เธอไม่ได้โมโหเป็นพิเศษแต่อย่างใด
‘เพราะเป็นปฏิกิริยาที่คาดไว้อยู่แล้วนี่นะ’
เธอเพียงแต่นึกถึงเด็กสาวในความฝันเท่านั้น
[การถูกครอบครัวเกลียดชังน่ะเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เพราะฉันเป็น ‘ลูกนอกสมรส’ ชั้นต่ำที่ไม่สมควรเกิดมาเลยเด็ดขาดนี่นา]
ปฏิเสธการมีอยู่ของตัวเองอย่างไม่แยแส
[ฉันอยากจะทิ้งร่องรอยแห่งความรักไว้ให้ผู้คนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้]
บาดแผลที่ถูกขุดคุ้ยเป็นเวลานานนั้นลึกและสาหัสเกินไป จนเธอไม่อาจรู้จักความรักที่ปกติได้
[นี่แหละคือ ‘ความรัก’ ที่ฉันมอบให้ทุกคน]
เข้าใจแล้ว โรดี้
‘หากไม่มีใครในโลกนี้ทะนุถนอมเด็กสาวคนนั้นเลย’
อย่างน้อยก็ขอให้มีเพียงตัวเธอเองที่จะเวทนา สงสาร และโอบกอดเอาไว้
‘เธอบอกว่าการทิ้งรอยแผลเป็นไว้คือวิธีเดียวในการแสดงออกถึงความรักของเธอสินะ’
คราวนี้ฉันจะยอมทำตามวิธีนั้นด้วยความเต็มใจเอง
“ฉันเข้าใจความคิดของเธอเป็นอย่างดีแล้ว นิลลา เอวองต์”
ยุนซอยกยิ้มอย่างเงียบสงบ
“ตั้งตารอไว้ให้ดีเถอะ”
นิลลาชะงักผงะไปกับบรรยากาศของอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไปกะทันหัน
“ดะ เดี๋ยวนี้คิดจะข่มขู่กันงั้นเหรอ อย่างแกเนี่ยนะกล้าดีมาจากไหน”
“นี่ไม่ใช่การข่มขู่หรอก”
เธอเอ่ยเสริมอย่างอ่อนโยน
“แค่บอกให้รู้ล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็เท่านั้นเอง”
“เหอะ ต่อให้ทำอย่างนั้นแกก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ”
“ไม่รู้สิ”
ยุนซอยกมุมปากขึ้นจนสุด
“คอยดูให้ดีล่ะ ว่าฉันจะทำอะไรได้บ้าง”
โรดี้ที่แสนน่ารักของฉัน เฝ้ามองอยู่หรือเปล่า
‘ตามที่สัญญาไว้ ฉันจะขอมอบความรักอันสูงสุดให้ครอบครัวของเธอเอง’
เธอตั้งปณิธานไว้พลางแย้มยิ้มบิดเบี้ยว
‘ฉันจะเป็นนางร้ายเพื่อเธอคนเดียวเอง’
เป้าหมายแรกถูกกำหนดไว้แล้ว
‘นิลลา เอวองต์’
เธอจะสลักบาดแผลลึกอันยากจะลืมเลือนทิ้งไว้ให้นิลลา
ทรมานจนแทบหายใจไม่ออกไปในแต่ละวัน จนถึงขั้นคิดว่าตายไปเสียยังดีกว่า
‘วิธีไหนกันนะที่จะทิ้งบาดแผลที่คู่ควรแก่การเรียกว่าความรักอันสูงสุดได้’
สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือสายตาที่นิลลามองริเคนส์
‘……นั่นไม่ได้ดูเหมือนความรู้สึกฉาบฉวยที่เพิ่งชอบแค่วันสองวันเลยสักนิด’
ไม่มีอะไรผลักใจคนให้ดิ่งลงสู่หุบเหวได้ดีไปกว่าความรักอีกแล้ว
‘ปัญหาคือฉันจำเป็นต้องพัวพันกับริเคนส์นี่สิ’
ถึงจะตั้งใจแล้วว่าจะเป็นนางร้ายเพื่อเด็กสาวคนนั้น แต่การจะหลอกใช้ริเคนส์อย่างสบายใจเฉิบมันจะดีจริงๆ หรือ
“เฮ้อ……”
โรดี้ถอนหายใจออกมาด้วยความสับสน
ก่อนอื่นคงต้องลองคุยกับเขาดูสักหน่อย
‘เรื่องที่งานเต้นรำคราวก่อน ฝั่งฉันเองก็ตัดจบบทสนทนาไปแบบคลุมเครือด้วยสิ’
เธอส่งจดหมายขออนุญาตเข้าพบไปยังตระกูลมักเซตา
วันเวลานัดหมายถูกกำหนดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เป็นเวลานานแล้วที่โรดี้ไม่ได้สวมชุดเดรสสีดำยาวถึงเข่า แต่งตาดำเข้ม และทาลิปสติกสีแดงสดเช่นนี้
การแต่งกายที่ตัวเธอในอดีตเคยทำ ชุดที่กระตุ้นให้ผู้อื่นรู้สึกรังเกียจและหวาดกลัว
นานมากแล้วจริงๆ ที่ไม่ได้ให้ริเคนส์เห็นเธอในสภาพนี้
เพราะนับตั้งแต่มาตั้งรกรากในเมืองหลวง เธอก็แต่งกายเรียบง่ายธรรมดามาตลอด
‘เขาจะมีปฏิกิริยายังไงกันนะ’
ริเคนส์ขึ้นสู่ตำแหน่งดยุคแล้ว และเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อตระกูลสูงมาก
แน่นอนว่า ‘ความรับผิดชอบ’ นี้ย่อมรวมไปถึงการรับหญิงสาวที่ฉลาดหลักแหลมมาเป็นภรรยาเพื่อสืบทอดสายเลือดด้วย
ดังนั้นถ้าได้เห็นสภาพแบบนี้ในตอนนี้ เขาอาจจะนึกเสียใจกับคำพูดที่ตัวเองเคยพูดไว้ในงานเลี้ยงก็เป็นได้
‘สถานะสามัญชน แถมชื่อเสียงยังป่นปี้ที่สุด มิหนำซ้ำยังทำตัวไม่แคร์สายตาใครอีก’
มองตามความเป็นจริงแล้ว เธอไม่มีอะไรที่เหมาะกับการเป็นว่าที่ดัชเชสเลยสักนิด
‘ไม่รู้หรอกนะว่าความรู้สึกของริเคนส์จริงจังแค่ไหน’
ถ้าเป็นแค่ความรู้สึกดีๆ ชั่วแล่น เจอแบบนี้เข้าไปเขาก็คงถอยไปเองแหละ
“เชิญทางนี้ขอรับ คุณโรดี้”
คงได้รับแจ้งล่วงหน้าแล้วว่าเธอจะมาเยือน เธอจึงได้รับการนำทางไปยังห้องรับรองโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากใดๆ
หลังของว่างและน้ำชาถูกจัดวางได้ไม่นาน ริเคนส์ก็ก้าวเข้ามา
“โรดี้”
“ท่านเซอร์”
บนใบหน้าของชายหนุ่มที่นั่งลงฝั่งตรงข้ามมีประกายความยินดีจางๆ พาดผ่าน เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าที่แผ่วเบาจนหากไม่ใช่โรดี้ก็คงดูไม่ออก
“ตอนนี้ฉันควรเรียกว่าท่านดยุคจะดีกว่าไหมคะ”
“ฉันไม่ได้เลิกเป็นอัศวินเสียหน่อย จะเรียกตามที่เธอต้องการก็ได้”
เขามองการแต่งกายที่เปลี่ยนไปของโรดี้ด้วยสายตาเจือแววใคร่รู้
“ไม่ได้เห็นเธอในสภาพนี้นานแล้วนะ”
เธอยักไหล่
“ช่วงนี้ฉันคงจะแต่งตัวแบบนี้ไปสักพักค่ะ”
“มีอะไรดลใจให้เปลี่ยนไปงั้นหรือ”
“พอดีมีคู่แข่งที่ฉันยอมแพ้ให้ไม่ได้เด็ดขาดโผล่มาน่ะค่ะ”
“ใครกัน”
“นิลลา เอวองต์”
ราวกับคาดเดาไว้ได้อยู่แล้ว ริเคนส์จึงไม่มีท่าทีประหลาดใจเลยสักนิด
“…….”
โรดี้เงียบไปครู่หนึ่ง เธอกำลังใคร่ครวญว่าจะเริ่มเปิดประเด็นอย่างไรดี
“เมื่อไม่กี่วันก่อนนิลลามาหาฉันที่คฤหาสน์ค่ะ”
“หล่อนพูดว่าอย่างไรบ้าง”
“บอกให้ฉันยกเหมืองหินเวทมนตร์ให้ตระกูลเอวองต์น่ะค่ะ แล้วยังบอกด้วยว่านี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย”
ริเคนส์กลืนเสียงครางต่ำลงคอ เพราะเขารู้ความหมายที่แฝงอยู่ใน ‘คำเตือนครั้งสุดท้าย’ ได้ในทันที
‘ไม่เข้าใจเลยจริงๆ’
คิดจะกำจัดสายเลือดเดียวกันเพียงเพื่อเหมืองแค่แห่งเดียวเนี่ยนะ เงินมันสำคัญถึงขนาดนั้นเชียวหรือ
“แล้วเธออยากทำอย่างไรล่ะ”
“ฉันจะสู้ค่ะ”
นัยน์ตาของโรดี้ทอประกายคมกริบ
“จะไม่ยอมถอยเด็ดขาด จนกว่าจะได้เอาคืนทุกอย่าง”
นัยน์ตาสีเขียวอ่อนอันเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่สบมองริเคนส์
“เพราะความล่มจมของตระกูลเอวองต์ จะเป็นพวงหรีดที่ดีที่สุดที่ฉันมอบให้แก่ตัวฉันในอดีตได้ยังไงล่ะคะ”
ริเคนส์เอ่ยปากด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“มันไม่ง่ายหรอกนะ การทำให้ตระกูลดยุคล่มจมไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เพียงเพราะมีเงิน”
“ฉันรู้ค่ะ”
โรดี้เผยรอยยิ้มเย็นชา
“ยังไงเกมที่ฉันจะลงเล่น ก็ไม่มีวันจบลงจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไปข้างหนึ่งอยู่แล้วค่ะ”
ไม่มีทางที่ตระกูลเอวองต์จะยอมตัดใจจากเหมืองง่ายๆ และโรดี้เองก็ไม่มีความคิดที่จะยกเหมืองให้เช่นกัน
‘มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรอก’
เธอต้องการประกาศให้รู้ว่า ตนจะไม่ยอมถูกชักใยตามใจชอบของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
“……โรดี้”
ริเคนส์เรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ
“ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากฉันหรือ”
กำลังโหลดความเห็น...