วันงานเต้นรำที่จัดโดยองค์หญิง
ภายในห้องจัดเลี้ยงคลาคล่ำไปด้วยเหล่าขุนนางในอาภรณ์หรูหรานานาชนิด กลิ่นไวน์ชั้นเลิศและละอองน้ำหอมอบอวลไปทั่วทั้งอากาศ
ในตอนนั้นเอง คนรับใช้ที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าก็ขานการมาเยือนของแขกคนใหม่
“ท่านดยุค ริเคนส์ มักเซตา และคุณโรดี้ กำลังเข้าสู่ห้องโถงครับ!”
สายตาทุกคู่หันขวับไปยังทางเข้าในพริบตาเมื่อผู้มีอิทธิพลแห่งแวดวงสังคมปรากฏตัว
“ในที่สุดท่านดยุคมักเซตาก็มาถึงแล้ว!”
ภาพของโรดี้ในชุดเดรสสีดำหรูหราปักดิ้นทองเคียงคู่กับริเคนส์ในชุดเครื่องแบบสีขาวที่ตัดกันอย่างเด่นชัดนั้น เรียกเสียงอุทานชื่นชมจากผู้คนได้ในทันที
“คุณโรดี้งั้นเหรอ อย่าบอกนะว่าเขาเลือกผู้หญิงคนนั้นเป็นคู่ควงน่ะ……?”
ปกติแล้วริเคนส์มีชื่อเสียงเรื่องการไม่ควงใครมาร่วมงาน
ทว่าเขากลับควงคู่เต้นรำมาด้วย ยิ่งไปกว่านั้น คู่นั้นยังเป็นหญิงสาวผู้ตกเป็นประเด็นร้อนที่ถูกเนรเทศออกจากตระกูลเอวองต์เนี่ยนะ!
“คะ-คงไม่ใช่ว่าทั้งสองคนคบหากันอยู่หรอกนะ…”
“จะเป็นไปได้ยังไงกันคะ! ท่านดยุคมักเซตาผู้สูงส่งไม่มีทางเอาจริงเอาจังกับผู้หญิงที่เป็นลูกนอกสมรสแถมยังกลายเป็นสามัญชนไปแล้วหรอกค่ะ!”
“แต่หนุ่มหล่อสาวสวยยืนอยู่ด้วยกันแล้วภาพมันดูงดงามจริงๆ นะคะ…… ดูเข้ากันดีอย่างน่าประหลาดว่าไหม?”
เสียงกระซิบกระซาบเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง
‘……เป็นไปไม่ได้น่า’
นิลลา เอวองต์ เลดี้ชั้นสูงที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นขบฟันแน่น
‘นังลูกนอกสมรสชั้นต่ำนั่นกลายมาเป็นคู่ควงของท่านดยุคได้ยังไงกัน?!’
เธอคับแค้นใจจนแทบจะขาดใจตาย
นิลลาประทินโฉมอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่เสมอแล้วเข้าไปทักทายริเคนส์ด้วยท่าทีเอียงอาย
แต่เขากลับไม่เคยตอบสิ่งใดกลับมานอกจากคำทักทายตามมารยาทเลยสักครั้ง
‘ทั้งที่ทุกคนต่างพากันยกยอว่าฉันงดงามแท้ๆ!’
การถูกปฏิเสธคำขอเป็นคู่ควงก็นับได้หลายสิบครั้งแล้ว
นิลลาทำได้เพียงเฝ้ามองริเคนส์ด้วยความโหยหาประหนึ่งดอกไม้บนหน้าผาสูงชันมาโดยตลอด
‘แต่นังบ้านั่นกลับฉกเขาไปหน้าตาเฉยเนี่ยนะ!’
นังนั่นไปทำอีท่าไหนถึงทำให้ผู้ชายที่เหมือนปราการเหล็กกล้าคนนั้นยอมโอนอ่อนให้ได้กัน
นิลลาไม่อาจทนรับได้ที่ตนเองต้องพ่ายแพ้ให้กับน้องสาวต่างมารดาผู้ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงเธอได้แม้แต่อย่างเดียว
“…….”
เธอซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปจ้องเขม็งไปยังโรดี้กับริเคนส์ที่ยืนเคียงข้างกันอย่างสนิทสนมด้วยสายตาดุร้าย
‘……น่าจะตายๆ ไปตั้งนานแล้วแท้ๆ’
เธอได้ยินมาอย่างชัดเจนว่าท่านพ่อส่งมือสังหารไปจัดการนังลูกนอกสมรสนั่นแล้ว
‘แล้วทำไมถึงยังโผล่มาที่นี่ได้อย่างไม่สะทกสะท้านกันล่ะ’
……โทสะภายในใจเดือดพล่านขึ้นมาจนแทบทนไม่ไหว
นิลลาผละออกจากกลุ่มผู้ติดตามแล้วรีบรุดตรงไปหาบิดาในทันที
“ท่านพ่อ!”
เนอร์บัค ดยุคเอวองต์ มองบุตรสาวด้วยท่าทีสุขุม
“นิลลา มีเรื่องอะไรหรือ”
“ทำไมนังเด็กนั่นถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ล่ะคะ”
เนอร์บัคที่รีบกวาดสายตามองรอบข้างขมวดคิ้วมุ่น
“ระวังปากหน่อย หากใครมาได้ยินเข้าจะว่าอย่างไร”
นิลลาจึงยอมลดเสียงลง
“ท่านพ่อส่งมือสังหารไปแล้วไม่ใช่หรือคะ แล้วทำไมนังนั่นถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ล่ะ”
“เห็นเงียบหายไปก็คิดอยู่ว่าคงล้มเหลว ดูเหมือนทหารรับจ้างที่โรดี้จ้างมาคุ้มกันจะมีฝีมือพอตัวทีเดียว”
“ท่านพ่อจะส่งไปอีกรอบเร็วๆ นี้ใช่ไหมคะ ใช่ไหม”
เมื่อเห็นน้ำเสียงเร่งเร้าของบุตรสาว เนอร์บัคก็แสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ออกมา
“ช่วงนี้จำนวนทหารรับจ้างที่โรดี้จ้างมาเพิ่มขึ้น คงไม่ง่ายนักหรอก”
อย่างไรก็ตาม เขาพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
“ยิ่งไปกว่านั้น การที่วันนี้นางปรากฏตัวพร้อมกับดยุคมักเซตา ดูท่าว่าคงไม่อาจลงมือบุ่มบ่ามได้ไปสักพักใหญ่”
นิลลาย้อนถามด้วยสีหน้าตกตะลึง
“คะ? หมายความว่ายังไงกันคะ”
เนอร์บัคขมวดคิ้วแน่น ลำพังแผนการที่ผิดพลาดก็ชวนหงุดหงิดพออยู่แล้ว วาจาไร้เดียงสาของบุตรสาวยิ่งทำให้เขาไม่พอใจเข้าไปใหญ่
“หากโรดี้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับดยุคมักเซตา เราก็แตะต้องนางส่งเดชไม่ได้ หากพลาดพลั้งขึ้นมาอาจกลายเป็นการเผชิญหน้ากับตระกูลมักเซตาเอาได้”
“……ไม่จริงน่า”
ต้องทนมองนังเด็กน่าสะอิดสะเอียนนั่นตัวติดกับท่านดยุคสุดที่รักไปอีกพักใหญ่เนี่ยนะ!
‘ไม่มีวิธีอะไรบ้างเลยเหรอ’
นิลลากัดริมฝีปากแน่นด้วยความกระวนกระวายพลางถลึงตาไปยังฝั่งที่โรดี้กับริเคนส์ยืนอยู่
สายตาที่ทิ่มแทงลงบนพวงแก้มชวนให้รู้สึกแสบร้อน
โรดี้คิดในใจอย่างเฉยชา
‘จ้องจนหน้าแทบพรุนแล้วมั้งนั่น’
เธอรู้ตัวเจ้าของสายตานั้นตั้งนานแล้ว
‘นิลลา เอวองต์’
แม้ไม่ได้คิดว่าจะต้องมาเจอกันในงานเลี้ยงนี้ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้แย่อย่างที่คิด
เพราะเธอได้เพลิดเพลินกับการชมนิลลาผู้ถอดหน้ากากสาวน้อยไร้เดียงสาทิ้ง และถูกไฟริษยาแผดเผาอยู่ตรงหน้าแบบสดๆ ร้อนๆ
‘ได้ผลชะงัดเลยแฮะ’
ถึงจะรู้สึกสะใจดี ทว่าเป้าหมายหลักในการมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ใช่การปั่นหัวนิลลา
‘เรื่องนั้นค่อยเอาไว้ทีหลัง’
ก่อนอื่น ต้องดับไฟที่กำลังลามตรงหน้าก่อน
โรดี้กระซิบถามริเคนส์
“องค์หญิงทรงประทับอยู่ที่ไหนหรือคะ”
เขาถามกลับคล้ายประหลาดใจ
“เธอสนใจฝ่าบาทด้วยงั้นเหรอ”
โรดี้ตอบบ่ายเบี่ยง
“ก็แค่ อยากเห็นพระพักตร์สักครั้งน่ะค่ะ”
ต้องทำเช่นนั้นถึงจะยืนยันได้ว่ารูทของซาลิกซ์ดำเนินไปถึงขั้นไหนแล้ว
ริเคนส์ที่ช่วยกันผู้คนซึ่งพยายามเดินเข้ามาทักทายออกไปอย่างเหมาะสมเริ่มก้าวเท้าเดินนำ
“อยู่ตรงโน้นน่ะ สตรีที่สวมชุดเดรสสีแดง”
แม้ระยะทางจะค่อนข้างไกล แต่ก็ไม่ถึงกับมองไม่เห็นใบหน้า
โรดี้มองไปยังสตรีที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย
เส้นผมสีดำเป็นลอนคลื่นกับดวงตาสีแดงดุจโกเมน องค์หญิงเป็นคนที่มีบรรยากาศเย้ายวนใจชวนหลงใหล
“เป็นท่านที่งดงามมากเลยนะคะ”
“งั้นหรือ”
โรดี้มองไปยังชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่เคียงข้างองค์หญิง
“บุรุษท่านนั้นคือใครหรือคะ”
“อ้อ มาร์ควิสเตเนบรา คนสนิทขององค์หญิงน่ะ”
“คนสนิทเหรอคะ……”
โรดี้ที่แสดงสีหน้าประหลาดใจเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาทันที
[ชื่อ: คาลิโก เตเนบรา
อายุ: 50 ปี
จุดอ่อน: สาวกปีศาจ ?? ??]
เมื่อตรวจสอบหน้าต่างระบบแล้ว เธอก็คิดในใจอย่างไม่ใส่ใจนัก
‘กะไว้แล้วเชียว’
เท่านี้ก็มั่นใจได้แล้วว่ารูทเดี่ยวของซาลิกซ์กำลังดำเนินอยู่จริงๆ
ตัวร้ายคนสุดท้ายของรูทนี้คือ ‘เอมิเลีย ลูเชโอ’ ไม่ผิดแน่ ทว่าในนั้นกลับมีจุดหักมุมปนอยู่เล็กน้อย
นั่นก็คือการมีอยู่ของ ‘โพรเฟตา’ องค์กรสาวกปีศาจ
โพรเฟตาเป็นองค์กรสาวกปีศาจที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน
พวกเขาบูชาปีศาจ และไม่ลังเลที่จะทำเรื่องโหดเหี้ยมอำมหิตเพียงใดก็ตามเพื่ออัญเชิญปีศาจลงมาจุติยังโลกนี้
‘หนึ่งในสมาชิกของโพรเฟตานี้ก็คือคาลิโก เตเนบราสินะ’
ในบรรดาปีศาจมีตัวตนที่มีพลังบงการอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์อยู่ด้วย
คาลิโกอาศัยความช่วยเหลือจากปีศาจตนนี้คอยยุยงและกระตุ้นความทะเยอทะยานของเอมิเลีย
‘เอมิเลียซึ่งเดิมทีมีความทะเยอทะยานอยู่แล้วจึงหลงกลติดกับแผนการของปีศาจเข้าเต็มเปา’
จุดจบของเอมิเลียผู้นั้นช่างน่าเวทนายิ่งนัก
เพราะในช่วงท้ายของรูท ในที่สุดคาลิโกก็ทำให้อัญเชิญปีศาจลงมาจุติในร่างเนื้อของเอมิเลียได้สำเร็จ
‘เนื้อหาช่วงหลังคือซาลิกซ์กับซิโมเน่ต้องร่วมมือกันสังหารเอมิเลียที่กลายร่างเป็นปีศาจแล้วออกไล่ทำร้ายผู้คนสินะ’
โรดี้กวาดสายตาสำรวจรูปลักษณ์ของเอมิเลียอย่างละเอียดถี่ถ้วน ภายนอกดูไม่มีความผิดปกติใดๆ ให้เห็นเลย
‘ดูเหมือนยังพอมีเวลาก่อนที่ปีศาจจะจุติลงในร่างเนื้อ’
ถ้าอย่างนั้นควรแก้ปัญหานี้อย่างไรดี?
‘ถ้ากำจัดคาลิโกได้ หรือทำให้เอมิเลียกลับมาได้สติ ทุกอย่างคงจะสมบูรณ์แบบที่สุดแท้ๆ’
ทว่าทั้งสองทางล้วนไม่ใช่เรื่องง่าย
การจะสังหารมาร์ควิสโดยไร้ข้ออ้างอันชอบธรรมย่อมเป็นไปไม่ได้ และเธอก็ไม่รู้วิธีทำให้เอมิเลียที่ตกอยู่ใต้เล่ห์กลของปีศาจกลับมามีสติได้อีกด้วย
‘ฮือ……’
“โรดี้?”
เมื่อเห็นเธอจมดิ่งสู่ห้วงความคิด ริเคนส์จึงแสดงสีหน้าเป็นกังวล
“จู่ๆ เป็นอะไรไปหรือ?”
“มะ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
ความกลัดกลุ้มคงจะฉายชัดบนใบหน้ามากไป โรดี้จึงรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ
“―ดยุคริเคนส์ มักเซตา”
ทันใดนั้น กลิ่นหอมของดอกกุหลาบก็โชยมาแตะจมูกพร้อมกับน้ำเสียงอันเนิบนาบ
“ขอบใจนะที่มาร่วมงานเลี้ยงของเรา”
โดยไม่ทันรู้ตัว องค์หญิงเอมิเลียก็เสด็จเข้ามาใกล้แล้ว
พระองค์ยื่นพระหัตถ์ที่สวมถุงมือออกมาตรงหน้าเขา ชายหนุ่มจึงโน้มตัวลงจุมพิตหลังมือคู่นั้นอย่างเป็นธรรมชาติก่อนจะตอบกลับด้วยความสุภาพ
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท กระหม่อมต่างหากที่เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทรงเชิญมาร่วมงานเลี้ยงอันน่ารื่นรมย์เช่นนี้”
ทั้งที่ก่อนหน้านี้แสดงท่าทางไม่อยากมาแทบตาย แต่เขากลับโป้ปดออกมาได้อย่างลื่นไหลหน้าตาเฉย
คราวนี้เอมิเลียหันมาสบตากับโรดี้พลางแย้มสรวลบางเบา
“ขอบใจคุณโรดี้ด้วยนะที่มาร่วมงาน”
โรดี้จับชายกระโปรงแล้วรีบย่อกายลงคำนับอย่างรวดเร็ว
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทรงเชิญเพคะ พอได้รับเทียบเชิญ หม่อมฉันก็ดีใจจนแทบนอนไม่หลับเลยเพคะ”
ดูเหมือนคำตอบของทั้งคู่จะทำให้ทรงพอพระทัย เอมิเลียจึงทรงหัวเราะหึๆ ออกมา
“อยากจะคุยกันต่ออีกสักหน่อยอยู่หรอกนะ แต่ว่า… มีคนมารอพบฉันเยอะเหลือเกิน”
พระองค์ทอดพระเนตรโรดี้พลางตรัสต่อ
“คุณโรดี้ เดี๋ยวฉันอยากจะขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัวสักหน่อยนะ”
สิ่งที่ต้องมาถึงจนได้มาถึงแล้วสินะ
‘คงคิดจะเกลี้ยกล่อมให้เข้าฝ่ายตัวเองแน่ๆ’
โรดี้ซ่อนความหวั่นไหวเอาไว้แล้วแย้มยิ้มออกมา
“การได้สนทนากับองค์หญิงถือเป็นเกียรติอย่างหาที่สุดมิได้เพคะ”
“งั้นเหรอ เดี๋ยวฉันจะส่งคนรับใช้ไปตามทีหลังนะ”
เอมิเลียตรัสอย่างเฉื่อยชาพลางเยื้องกรายจากไปอย่างสง่างาม
พอองค์หญิงทรงดำเนินห่างออกไป ริเคนส์ก็เอ่ยถาม
“โรดี้ ไม่เป็นไรแน่นะ”
“คะ”
เขาแสดงสีหน้าเป็นกังวลออกมา
“เรื่องที่จะได้คุยกับองค์หญิงตามลำพังน่ะ”
“อืม ก็ปฏิเสธไม่ได้นี่คะ”
โรดี้ตอบพลางเบือนสายตาไปมองใบหน้าของริเคนส์โดยไม่คิดอะไร
‘…เอ๊ะ’
แถวมุมปากของเขามีควันสีดำกำลังเลื้อยขยับอยู่ เป็นกลุ่มควันที่แผ่กลิ่นอายชวนให้รู้สึกไม่สบายใจตามสัญชาตญาณ
‘อะไรน่ะ’
“ริเคนส์ เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ”
โรดี้ที่ตกใจใช้มือกดริมฝีปากของเขาไว้แน่น
กำลังโหลดความเห็น...