“[นิยาย] สายใยรักของน้องชายข้างบ้าน” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ด้วยความที่อูฮีกับฮวีแทอยู่บ้านข้างกัน ทั้งสองจึงบังเอิญเจอกันบ่อยครั้งระหว่างเข้าออกบ้าน วันนี้ตอนที่เธอกำลังจะออกไปโรงเรียน ก็เห็นฮวีแทยืนอุ้มสุนัขอยู่หน้าลิฟต์เช่นกัน
“ฮวีแท หวัดดี!”
ระหว่างยืนรอลิฟต์ด้วยกัน จะทำเป็นไม่เห็นก็ใช่ที่ พอเธอเอ่ยทักทาย ฮวีแทก็แค่เหลือบมองด้วยสายตาเย็นชาแวบหนึ่งแล้วหันหน้าหนีไป แรกๆ ที่ทักแล้วโดนเมินก็รู้สึกเก้อเขินอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้เธอปรับตัวได้โดยสมบูรณ์แล้ว
หากจะพูดให้ถูกก็คือเป็นหลังจากที่ได้ยินคุณน้าข้างบ้านปรับทุกข์ว่า ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มีพัฒนาการบกพร่องหรือเปล่า และคิดว่าจะลองพาไปแผนกจิตเวชดู สำหรับอูฮีแล้ว ฮวีแท น้องชายข้างบ้านแทบจะถูกมองเป็นเด็กที่หูหนวกตาบอดไปแล้วด้วยซ้ำ
พอคิดว่าไม่ใช่ฮวีแทจงใจเมินคำทักทายของตน แต่เป็นเพราะเขาไม่อยู่ในสภาพที่จะทำแบบนั้นได้ เธอก็ไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ เพราะแม่เคยบอกไว้ว่า การเข้าใจเพื่อนที่ไม่สมบูรณ์พร้อมถือเป็นคุณธรรม
ภายในลิฟต์ที่ขึ้นมาพร้อมกับฮวีแทอบอวลไปด้วยเสียงฮัมเพลงของอูฮี เธอเอ่ยถามขึ้นมาขณะมองดูตัวเลขที่ลดลงอย่างรวดเร็วจากชั้นหก
“ว่าแต่ซ็อลกีเป็นตัวเมียหรือตัวผู้เหรอ”
ความเงียบโรยตัวลงมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน ในจังหวะที่อูฮีรู้สึกได้ว่าโดนเมินอีกแล้วจึงได้แต่ยิ้มพลางรอให้ประตูลิฟต์เปิดออกโดยเร็ว
“...ตัวเมีย”
คำตอบที่ไม่คาดฝันดังกลับมา น้ำเสียงของฮวีแทที่ได้ยินเป็นครั้งแรกทุ้มต่ำเป็นพิเศษทั้งที่ยังเป็นเพียงเด็กเล็กๆ ให้ความรู้สึกแห้งผากและเปียกชื้นราวกับเป็นคำพูดที่อมไว้ในปากมาเนิ่นนาน น้ำเสียงนั้นเกาะติดหูอย่างเหนียวเหนอะหนะจนสลัดไม่ออกเลยทีเดียว
“อ่า... ตัวเมียสินะ”
“สิบห้าปี”
“โอ้ อายุเยอะกว่าพี่อีกนะเนี่ย”
“โรคหัวใจ”
ฮวีแทร่ายข้อมูลเกี่ยวกับซ็อลกีออกมาทั้งที่ไม่ได้ถาม และทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก เขาก็เดินดุ่มๆ จากไปก่อนโดยไม่เหลือเยื่อใยแม้แต่น้อย เด็กที่เงียบขนาดนั้นแท้ๆ แต่พอถามเรื่องซ็อลกีกลับตอบเสียทุกอย่าง นั่นหมายความว่าความสนใจทั้งหมดของเขามุ่งไปที่ซ็อลกีเพียงอย่างเดียว
“ซ็อลกี คุณยาย โรคหัวใจ...”
อูฮีเดินออกมาข้างนอกพลางทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับสุนัขข้างบ้านที่ตนเคยแอบชำเลืองมองอยู่เงียบๆ
บริเวณแปลงดอกไม้ของอพาร์ตเมนต์มีซ็อลกีและฮวีแทที่ออกมาก่อนกำลังเดินเล่นกันอยู่ เมื่อฮวีแทวางซ็อลกีลงบนพื้นหญ้า ซ็อลกีจะดมกลิ่นหญ้าแล้วปัสสาวะออกมา พอซ็อลกีขับถ่ายเสร็จ ฮวีแทก็จะเก็บสิ่งปฏิกูลใส่ถุงพลาสติกอย่างพิถีพิถัน จากนั้นก็อุ้มซ็อลกีขึ้นมาแล้วเดินเตร็ดเตร่ไปรอบอพาร์ตเมนต์แบบนั้น
บางทีอาจเป็นตอนนั้นเองที่อูฮีตระหนักได้ว่าฮวีแทไม่ได้เป็นเด็กบกพร่องอะไร เพียงแค่เขาไม่สนใจสิ่งที่ไม่เข้าตาตัวเองก็เท่านั้น
สำหรับเขาแล้ว พี่สาวข้างบ้านที่อายุมากกว่าสี่ปีไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจเลยสักนิด
ยามที่เลิกเรียนกลับมา เธอมักจะเห็นฮวีแทกับซ็อลกีอยู่ข้างนอกเสมอ ไม่ใช่ว่าจะเดินเล่นอยู่ตลอดเวลา บางครั้งเขาก็นั่งนิ่งๆ อยู่ตรงบันไดอพาร์ตเมนต์
แม้จะเป็นแค่บันไดสั้นๆ เพียงสี่ขั้น แต่การจะเดินเข้าอพาร์ตเมนต์ก็จำเป็นต้องก้าวผ่านบันไดนั้น จึงไม่อาจเลี่ยงที่จะไม่ปรายตามองฮวีแทได้เลย พวกผู้ใหญ่ต่างส่งยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรด้วยความเอ็นดูเด็กเล็กๆ ทว่าฮวีแทกลับเมินเฉยตั้งแต่ต้นจนจบ
มีทั้งคนที่กระอักกระอ่วนกับปฏิกิริยานั้น และมีคนที่โมโห ทว่านั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ฮวีแทใส่ใจเช่นกัน ความสนใจของเขาผูกติดอยู่กับลมหายใจของสุนัขสีขาวที่นอนกลางวันอยู่แทบเท้าเสมอมา
“ฮวีแท หวัดดี! ยังอยู่นอกบ้านอีกเหรอเนี่ย”
อูฮีเอ่ยทักทายฮวีแทพลางเดินขึ้นบันได ด้วยความที่เป็นคนช่างพูดอยู่แล้ว การที่อีกฝ่ายจะปล่อยให้บทสนทนาผ่านหูไปบ้างไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่จึงเป็นเรื่องปกติ ความเงียบงันของเขาจึงไม่อาจทำให้อูฮียอมจำนนได้ เธอไม่อยากเป็นพี่สาวที่พอเห็นน้องชายที่คุ้นหน้าคุ้นตาไม่รับคำทักทายแล้วทำเป็นไม่เห็นรีบหนีหน้าไป เพราะมันดูไม่เท่และดูใจแคบพิกล
ทว่าเมื่อผ่านไปราวหนึ่งเดือน คำทักทายซ้ำๆ ของอูฮีก็เริ่มได้รับการตอบรับเล็กๆ กลับมา
“ฮวีแท หวัดดี! วันนี้ใส่แขนสั้นด้วยแฮะ ข้างนอกร้อนใช่ไหมล่ะ”
พอคิดว่าวันนี้แปลกดีที่เขาพยักหน้ารับคำถามนั้นแล้ว
“ฮวีแท หวัดดี! ดูท่าซ็อลกีจะชอบเดินเล่นนะเนี่ย ออกมาทุกวันเลย”
“...อือ ชอบ ดมกลิ่นหญ้า”
ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่เริ่มสื่อสารกันได้
“แต่ว่าไม่ไปโรงเรียนอนุบาลเหรอ”
“...ไม่อยากไป เรียนกับแม่ที่บ้าน”
“ถึงอย่างนั้นถ้าอยากมีเพื่อนก็ต้องไปนะ”
“...ไม่เอา”
ทั้งสองกลายเป็นความสัมพันธ์ที่สามารถถามสิ่งที่แอบสงสัยอยู่ในใจได้แล้ว อูฮีรู้สึกอิ่มเอมใจอยู่ลึกๆ กับความจริงที่ว่าน้องชายข้างบ้านเริ่มเปิดใจคุยกับเธอ
อูฮีผู้มีนิสัยชอบเข้าสังคมมักจะสนิทกับคนอื่นได้ง่าย และเธอมองว่าฮวีแทก็เหมือนกับเกมด่านหินที่ผ่านยาก ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่เขาตอบกลับมา เธอจึงรู้สึกฟินขึ้นมานิดๆ เพราะรู้สึกว่าถ้าไม่นับคนในครอบครัว คนที่สนิทกับฮวีแทที่สุดก็น่าจะเป็นเธอ
เวลาล่วงเลยไปเช่นนั้นจนกระทั่งเช้าวันหนึ่งในฤดูร้อน เป็นวันที่สายฝนเทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว
“พี่ขอลูบซ็อลกีสักครั้งไม่ได้เหรอ”
“...”
เรื่องนี้คงจะเกินไปสินะ เห็นดูไม่ดุเลยอยากจะลองจับดูสักครั้งแท้ๆ
ในจังหวะที่อูฮีเกือบจะยอมแพ้ให้กับความเงียบที่ยาวนาน ฮวีแทก็ยื่นหัวของซ็อลกีที่กอดอยู่ในอกไปทางอูฮีพลางเอ่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง
“แค่ครั้งเดียวนะ”
ซ็อลกีคือสมบัติเบอร์หนึ่งของฮวีแท อูฮียื่นมือออกไปอย่างระมัดระวังแล้วลูบหัวกลมเล็กๆ นั้น ‘สองครั้ง’ แต่เพราะขยับอย่างรวดเร็วเขาเลยคงไม่ทันสังเกต แม้จะมีมือของอูฮีสัมผัสอยู่แต่ซ็อลกีก็เพียงอยู่นิ่งๆ โดยไม่แสดงท่าทีระแวดระวังเลยสักนิด
“น่ารักจัง...”
ความนุ่มนวลและไออุ่นจางๆ ที่หลงเหลืออยู่บนฝ่ามือทำให้หัวใจรู้สึกคันยุบยิบอย่างบอกไม่ถูก
“พรุ่งนี้ให้พี่จับอีกนะ พรุ่งนี้ขอสามครั้ง”
“...”
“...ไม่เหรอ”
“อือ”
ดูท่าจะยังไม่ค่อยสนิทกันเท่าไรจริงๆ อูฮีที่แอบรู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆ จึงโบกมือลาแค่ซ็อลกีแทนที่จะเป็นฮวีแท แล้วมุ่งหน้าไปโรงเรียน
หลังจากนั้นตอนที่เลิกเรียนกลับมา สายฝนก็ยิ่งหนาเม็ดกว่าเมื่อเช้า แม้จะกางร่มแต่ชายเสื้อผ้าก็ยังเปียกชื้นไปหมด
วันนี้จะยังอยู่ไหมนะ
ฝนตกขนาดนี้คงไม่อยู่หรอก
ตอนที่เริ่มมองเห็นอพาร์ตเมนต์ลางๆ ผ่านม่านฝน เงามืดที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นใต้ชายคาทางเข้าส่วนกลาง แม้ฝนที่สาดเข้ามาเฉียงๆ ถึงด้านในชายคาจะซัดโดนข้อเท้า แต่ฮวีแทก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ผิดแน่ หรือเพราะคิดว่าจะไม่ได้เจอกัน ความรู้สึกน้อยใจเมื่อเช้าจึงมลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความดีใจ
“ฮวีแท ฝนตกขนาดนี้ทำไมไม่เข้าบ้าน...”
อูฮีเดินเข้าไปหาฮวีแท และในชั่วพริบตานั้น เธอก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ
ในอ้อมอกของฮวีแทมีซ็อลกี สุนัขสีขาวของเขาถูกกอดเอาไว้ ฮวีแทจับตัวซ็อลกีแล้วเขย่าไปมาอย่างแรง แต่หัวของมันกลับทิ้งตัวอ่อนแรงตามแรงเขย่าของเขาเท่านั้น ถ้าเป็นตามปกติ เจ้าตัวนี้คงจะสะบัดหางใส่ปั่บๆ เหมือนรำคาญไปแล้ว
ลางร้ายบีบรัดหัวใจ เมื่ออูฮีขยับเข้าไปใกล้ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดของฮวีแทก็ปรากฏแก่สายตา ร่างของเด็กชายสั่นเทาเหมือนมีอาการชักกระตุกไปทั้งตัวอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่ทันสังเกต แต่เห็นได้ชัดเจน
“ฮวีแท เป็นอะไรไปน่ะ ซ็อลกี... ทำไม...?”
เมื่อเด็กชายสังเกตเห็นอูฮีในตอนนั้นเอง น้ำตาก็พรั่งพรูทะลักออกมาเหมือนทำนบที่ปิดกั้นไว้อย่างแน่นหนาพังทลายลง
“ซ็อลกี... ฮึก ซ็อลกีไม่ขยับเลย... ซ็อลกีแปลกไป ไม่ยอมขยับเลย...”
อาการตื่นตระหนกของฮวีแททำให้อูฮีสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ แต่ไม่นานเธอก็ดึงสติตัวเองกลับมา แล้วรีบสำรวจซ็อลกีที่นอนนิ่งปวกเปียกอยู่ในอ้อมอกของเขา โชคยังดีที่ท้องของซ็อลกียังกระเพื่อมขึ้นลงอยู่อย่างแผ่วเบา มันยังคงหายใจอยู่ แต่ลมหายใจนั้นรวยรินจนความหวาดกลัวที่ว่ามันอาจจะขาดใจไปเดี๋ยวนี้เข้าจู่โจมไปทั่วทั้งร่าง
เธอต้องขอความช่วยเหลือจากพวกผู้ใหญ่ แต่ถ้าต้องโทรศัพท์ไปหาพ่อแม่เพื่ออธิบายสถานการณ์ แล้วมัวแต่รอให้พวกท่านมาถึงที่นี่ก็คงจะสายเกินไป ตอนนี้ตรงนี้ คนที่เป็น ‘ผู้ใหญ่’ ที่พอจะแก้ปัญหานี้ได้มีเพียงตัวเธอเองเท่านั้น เด็กน้อยที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายด้วยความตื่นตระหนกเป็นเพียงเด็กผู้ชายที่ไร้ทางสู้คนหนึ่ง เธอต้องเป็นคนตัดสินใจเอง
อูฮีโยนร่มที่ถืออยู่ทิ้งลงพื้น แล้วแย่งซ็อลกีออกมาจากอ้อมอกของเด็กชายมารวบไว้ในอ้อมแขนตัวเองอย่างรวดเร็ว เมื่อฮวีแทเอื้อมมือไขว่คว้าหาซ็อลกีตามสัญชาตญาณ อูฮีก็คว้ามือที่เย็นเฉียบและสั่นเทานั้นไว้แน่นโดยไม่ลังเล
“ฮวีแท”
อูฮีพูดด้วยน้ำเสียงที่สุขุมและเด็ดเดี่ยวที่สุดเท่าที่จะทำได้
“วิ่งไปถึงโรงพยาบาลสัตว์ไหวใช่ไหม”
ในแววตาไร้จุดโฟกัสของเด็กชายเพิ่งจะมีเงาของอูฮีสะท้อนอยู่อย่างเต็มเปี่ยมเป็นครั้งแรก ฮวีแทลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าลงอย่างแรงในทันใด
“...อือ”
อูฮีใช้มือข้างหนึ่งกอดซ็อลกีที่หายใจรวยรินไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม ส่วนมืออีกข้างก็กุมมืออันสั่นเทาของฮวีแทไว้แน่น แล้ววิ่งฝ่าสายฝนที่เทกระหน่ำราวกับจะโบยตีโลกใบนี้ออกไปข้างหน้าโดยไม่รีรอ
ร่างกายที่เปียกโชกค่อยๆ เย็นเยียบลง แต่ทุกครั้งที่แรงสั่นสะท้านของเด็กชายส่งผ่านมือมา บางสิ่งบางอย่างที่ร้อนผ่าวกลับเดือดพล่านขึ้นมาในอก เธออยากปกป้องไว้ ทั้งซ็อลกีที่เป็นดั่งโลกทั้งใบของฮวีแท และฮวีแทที่รักโลกใบนั้นสุดหัวใจ
โรงพยาบาลสัตว์ตั้งอยู่ห่างจากกลุ่มตึกอพาร์ตเมนต์พอสมควร อูฮีกอดซ็อลกีวิ่งจนหยาดเหงื่อไหลหยด ส่วนฮวีแทก็วิ่งตามหลังเธอราวกับเป็นเงา น้ำฝนไหลนองบนพื้นโรงพยาบาลอันเย็นเฉียบดั่งธารเลือด
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลสัตว์ อูฮีหอบหายใจไปพร้อมกับเกาะเคาน์เตอร์ต้อนรับแล้วตะโกนลั่น
“น้องหมาหายใจไม่ออกค่ะ! ช่วยตรวจดูให้หน่อยนะคะ ได้โปรดเถอะค่ะ!”
พยาบาลที่ตกใจกับน้ำเสียงร้อนรนรีบนำทางพวกเด็กๆ เข้าไปในห้องตรวจ อูฮีค่อยๆ วางซ็อลกีที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขนลงบนโต๊ะตรวจโลหะอันเย็นเยียบอย่างระมัดระวัง
หรือว่าเธอจะวิ่งมาช้าเกินไปกันนะ
สุนัขแก่ที่นอนปวกเปียกพ่นลมหายใจที่หอบเหนื่อยออกมาอย่างยากลำบาก ดวงตาที่ปรือขึ้นอย่างเลือนรางทอดมองไปยังใบหน้าของฮวีแทที่กำลังร้องไห้เป็นครั้งสุดท้าย เสียงลมหายใจค่อยๆ แผ่วเบาลง ก่อนที่การเคลื่อนไหวทั้งหมดจะหยุดนิ่งไปในที่สุด ทั้งที่ดวงตาอันพร่ามัวยังคงจับจ้องที่ฮวีแทอยู่เช่นนั้น
สัตวแพทย์ทาบหูฟังตรวจดูแล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นก็อธิบายเรื่องความตายให้เด็กๆ ฟังด้วยระดับความเข้าใจที่สมวัย
“พอข้ามสะพานสายรุ้งไปแล้ว จะมีที่ที่เพื่อนๆ สัตว์แสนดีได้ไปรวมตัวอยู่ด้วยกันโดยไม่เจ็บปวดและมีความสุขนะ ตอนนี้ซ็อลกีได้ไปยังที่ที่ดีแบบนั้นแล้วละ ต่อไปนี้จะไม่ต้องทรมานอีกแล้วนะ”
แต่คำปลอบโยนอันอ่อนโยนของหมอกลับส่งไปไม่ถึงหูของฮวีแท เด็กชายวัยเจ็ดขวบเข้าใจดีว่าความหมายของคำว่า ‘ความตาย’ นั้นหมายถึงการพลัดพรากจากกัน
ฮวีแทเหม่อมองซ็อลกีที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนโต๊ะตรวจ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นตรงนั้น เด็กชายเริ่มส่งเสียงร้องไห้โฮเหมือนสูญเสียโลกทั้งใบไป หยาดน้ำตาอันร้อนผ่าวหยดแหมะลงบนพื้นโรงพยาบาลอันเย็นเฉียบ
อูฮีที่เฝ้ามองภาพนั้นไม่อาจพูดคำใดออกมาได้อีก ความตึงเครียดจากการวิ่งฝ่าสายฝนมาอย่างบ้าคลั่งคลายวูบลงจนเรี่ยวแรงทั่วทั้งร่างพลันเหือดหายไป อูฮีเพียงแค่นั่งยองๆ ลงข้างๆ ฮวีแทที่ทรุดตัวร้องไห้อย่างเงียบงัน แล้วดึงฮวีแทเข้ามากอดไว้แน่นโดยไม่ลังเล
“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร... มันคงได้ไปอยู่ในที่ที่ดีแล้วละ”
เธอร้องไห้ไปพร้อมกับลูบหลังของเขา เมื่อนั้นฮวีแทจึงซุกตัวเข้าไปในอ้อมอกของอูฮี เขากำลังเกาะเธอไว้แน่นอย่างสุดชีวิตเหมือนเป็นเชือกเส้นสุดท้ายที่คว้าไว้ได้ตรงริมหน้าผา
น้ำตาอันร้อนผ่าวเปียกชุ่มบนไหล่ของอูฮีอยู่เป็นเวลานาน
กำลังโหลดความเห็น...