“[นิยาย] สายใยรักของน้องชายข้างบ้าน” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
“ไม่หรอก เขาไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นสักหน่อย...”
เธอตกใจกับเสียงพึมพำที่หลุดปากออกไปโดยไม่ตั้งใจจนต้องรีบเบือนสายตาหนี ความร้อนแล่นริ้วขึ้นมาบนแก้มอย่างรวดเร็ว ยอนจุนที่สูงเกิน 180 เซนติเมตรก็ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเล็กเลยสักครั้ง แต่ว่านี่มัน... นี่มันคนละระดับกันเลย
มันไม่ใช่แค่เรื่องของส่วนสูงเพียงอย่างเดียว ทั้งด้านบน ด้านข้าง และด้านหน้า ขนาดมหึมาที่ราวกับกำลังขยายตัวออกไปทุกทิศทางนั้นดูเหมือนจะสูบเอาอากาศในห้องนี้หายไปจนหมด เพียงแค่การมีอยู่ของเขาก็ทำให้บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยแสนสบายหลังนี้รู้สึกคับแคบราวกับกล่องที่ชวนให้อึดอัด แม้แต่เงาก็ยังทอดตัวหนาทึบบนพื้นราวกับมีน้ำหนัก
และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่อูฮีไม่อาจทนต่อความเงียบอันน่าอึดอัดได้ เธอฝืนยกมุมปากขึ้นอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วเริ่มเอ่ยปากชวนคุยก่อน
“ขอโทษนะ ห้องเล็กไปหน่อยใช่ไหม”
เขาส่ายหน้าแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ขอโทษเรื่องอะไรกันครับ ผมเป็นฝ่ายมารบกวนแท้ๆ อีกอย่าง ขนาดเท่านี้ก็พอๆ กับเรือนหอทั่วๆ ไปไม่ใช่เหรอครับ”
เรือนหอ คำพูดที่ไม่คาดคิดทำให้อูฮีเผลอหลุดหัวเราะแห้งๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่รู้ทำไมคำพูดนั้นถึงฟังดูเหมือนเขากำลังพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะบอกว่า ‘ห้องไม่ได้แคบเกินกว่าจะอยู่ด้วยกันสองคนเลยสักนิด’ หรือไม่ก็ ‘ผมอยู่ที่นี่ได้สบายมาก’
ก็นั่นสินะ เดิมทีห้องนี้เป็นพื้นที่ที่เธอกัดฟันเช่ามาเพราะเคยวาดฝันถึงอนาคตร่วมกับยอนจุน ในช่วงเวลาที่ไม่อยากแยกจากกันแม้แต่วินาทีเดียว ตอนที่ยอนจุนยังเป็นนักศึกษา พอตกเย็นเขาก็มักจะรีบวิ่งมาที่นี่เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าเธอสักครั้งแล้วอยู่ค้างคืนด้วยกันจนเช้า ความอบอุ่นอันแสนไกลโพ้นนั้นเริ่มระเหยหายไปทีละน้อยตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ...
“...พี่ครับ”
เสียงทุ้มต่ำที่ราวกับครูดไปกับพื้นช่วยฉุดเธอให้หลุดพ้นจากห้วงภวังค์ความคิด เมื่อเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน ฮวีแทที่ขยับเข้ามาประชิดตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้กำลังก้มมองเธอตาไม่กระพริบ
“คิดอะไรอยู่เหรอครับ”
นัยน์ตาสีดำสนิทที่ทำท่าจะมองทะลุปรุโปร่งไปถึงข้างใน ดวงตาคู่นั้นดูเหมือนห้วงอเวจีที่คอยดูดกลืนแสงสว่างแทนที่จะสะท้อนมันออกมา อูฮีเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว และเป็นจังหวะนั้นเองที่เธอก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ
ติ๊งต่อง―
เสียงกริ่งประตูดังขึ้นมาดั่งเสียงระฆังช่วยชีวิต
“แป๊บหนึ่งนะ ไก่ทอดน่าจะมาส่งแล้ว”
อูฮีแบมือขึ้นเป็นเชิงบอกให้เขารอ ก่อนจะรีบเดินผ่านหน้าเขาตรงไปยังหน้าประตู หลังจากกอดกล่องไก่ทอดที่อยู่ในถุงเอาไว้แนบอกแล้ว อูฮีถึงได้ทบทวนช่วงเวลาเมื่อครู่นี้อีกครั้ง เมื่อกี้ฉันพยายามจะหนีจากฮวีแทงั้นเหรอ เธอรู้สึกถูกคุกคามจากการมีอยู่ของเพศชาย ‘แปลกหน้า’ ที่ตัวใหญ่กว่าเธอมาก
พอย้อนคิดดูแล้ว ตอนเด็กๆ ฮวีแทก็เป็นเด็กพูดน้อยและไร้ความรู้สึก แต่ตอนนั้นเขาเป็นแค่น้องชายขี้อายคนหนึ่งเท่านั้น ทว่ารูปร่างที่เติบโตจนเกินจะรับมือไหวกลับเปลี่ยนความเงียบสงบอันเป็นเอกลักษณ์นั้นให้กลายเป็นอาวุธที่สร้างความกดดัน เธอรู้สึกแปลกประหลาดกับตัวเองที่รู้สึกอึดอัดกับใครสักคน เพราะจุดเด่นที่สุดของเธอก็คือการเข้ากับคนอื่นได้ง่าย
เธอไม่อยากทำให้น้องชายที่ไม่ได้เจอกันนานต้องรู้สึกน้อยใจ อูฮีแต่งแต้มรอยยิ้มบนใบหน้าอย่างชำนาญแล้วเดินกลับไปหาเขาอีกครั้ง
พอนำกล่องไก่ทอดไปวางบนโต๊ะอาหาร กลิ่นหอมกรุ่นก็กระตุ้นความหิวขึ้นมาทันที ฮวีแทยังคงยืนอยู่ที่เดิมพลางมองมาที่เธอ เมื่ออูฮีส่งสายตาเป็นสัญญาณ เขาก็กะเผลกเข้ามาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ ทันทีที่ร่างยักษ์นั้นทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวเล็กในห้องของเธอ เก้าอี้ก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดอย่างล่อแหลมคล้ายกำลังกรีดร้อง
ดูไม่ต่างจากคุณพ่อที่พยายามยัดร่างตัวเองลงบนเก้าอี้เด็กไม่มีผิด เธอหลุดขำออกมาเบาๆ
“เก้าอี้ก็เตี้ยใช่ไหม คงอึดอัดแย่”
“ไม่ครับ ไม่เป็นไรเลย”
อูฮีหยิบจานแบ่งออกมาจากตู้กับข้าว แกะห่อหัวไชเท้าดอง และสุดท้ายก็หยิบถุงมือพลาสติกคู่หนึ่งออกมาจากลิ้นชักแล้วยื่นให้ฮวีแท
“อะ นี่จ้ะ”
อูฮีหยิบน่องไก่ชิ้นหนึ่งส่งให้ฮวีแท ฮวีแทมองมันด้วยแววตาเหม่อลอยเล็กน้อยก่อนจะรับไปอย่างระมัดระวัง เมื่อนั้นอูฮีจึงนั่งลงตรงข้ามแล้วหยิบน่องไก่อีกชิ้นขึ้นมา
กร๊อบ
เสียงอันรื่นหูดังทำลายความเงียบงัน รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นตรงมุมปากของฮวีแทที่เฝ้ามองภาพนั้นอยู่
“ยิ้มอะไรเหรอ”
“เปล่าครับ”
เขาตอบเสียงแผ่ว
“แค่อยู่แบบนี้แล้วนึกถึงเรื่องเมื่อก่อนน่ะครับ ตอนนั้นพี่ก็คอยดูแลผมก่อนเสมอ ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิมเลย ยังคง... ใจดีเหมือนเดิม”
ดวงตาของฮวีแทโค้งลงอย่างอ่อนโยน คราวนี้ดูเหมือนเขากำลังยิ้มจากใจจริง ความรู้สึกวาบหวิวทำให้ปลายนิ้วเท้าของเธอพลอยกระตุก อูฮีแกล้งกระแอมแก้เก้อแล้วเบนสายตาไปยังไก่ทอดในมือ
“แหม ใจดงใจดีอะไรกัน เลิกมองแล้วรีบกินได้แล้ว”
“อ่า ผมกำลังมองเพื่อปรับตัวอยู่ครับ พี่ดูเป็นผู้ใหญ่มากจนไม่ชินเลย”
คำพูดนั้นทำให้ร่างกายที่เคยตึงเครียดผ่อนคลายลง ความจริงที่ว่าเขาก็กำลังประหม่าอยู่เหมือนกันมอบความโล่งใจอย่างประหลาด อูฮีจึงคลายกังวลแล้วยิ้มสบตากับเขา
“จริงๆ พี่ก็ยังไม่ชินเหมือนกัน ฮวีแทตัวโตเกินไปแล้ว”
“ทำไมล่ะครับ ไหนบอกว่าดูการแข่งของผมไง”
“ดูกับทีวีมันไม่เหมือนกันนี่ ในจอก็เห็นแค่หน้า แต่ไม่รู้สึกถึงขนาดตัวจริงๆ ขนาดนี้เลยนี่นา บอกตามตรง ตอนเปิดประตูออกมาเมื่อกี้ พี่แอบกลัวนิดหน่อยนะที่มีคนตัวใหญ่ขนาดนี้มายืนอยู่ตรงหน้า”
“ครับ ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ”
ฮวีแทพยักหน้า
“เห็นพี่ยืนตัวแข็งทื่อ ผมยังคิดเลยว่าไม่น่ามาเลย”
“อ้าว อะไรเนี่ย ต่างคนต่างเกร็งกันทั้งคู่เลยนี่นา”
การสารภาพอย่างเปิดอกช่วยละลายความกระอักกระอ่วนที่ยังหลงเหลืออยู่จนสิ้น ในที่สุดเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีก็ดังขึ้นรอบโต๊ะอาหาร นับตั้งแต่วินาทีนั้น ชายหนุ่มร่างยักษ์ตรงหน้าก็เริ่มให้ความรู้สึกเหมือนน้องชายขี้อายที่เคยกินข้าวด้วยกันในวันวาน อูฮีที่ได้รับความกล้าจากบรรยากาศอันอบอุ่นจึงเอ่ยปากถามอย่างระมัดระวัง
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนรับโทรศัพท์พี่ตกใจหมดเลย ทั้งอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทั้งโดนโกงเงินมัดจำบ้านเช่า...”
“ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ โดนโกงเงินมัดจำบ้านเช่า แล้วก็มาโดนรถชนอีก”
“ให้ตายสิ เรื่องโกงเงินมัดจำบ้านเช่านี่ไม่มีทางแก้เลยนะ... คนรอบตัวพี่ก็โดนกันเยอะ แต่ไม่เห็นจะมีทางออกดีๆ สักทางเลย แล้วนี่เสียเงินไปเท่าไหร่ล่ะ”
“อืม...”
เขาเหม่อมองไปในอากาศชั่วครู่ สีหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกประหนึ่งกำลังเล่าเรื่องของคนอื่น
“เป็นเงินที่กะจะซื้อบ้านของตัวเองหลังจากซื้อบ้านให้พ่อกับแม่ไปแล้วน่ะครับ ก็น่าจะเกือบหมดตัวเลยมั้งครับ”
“อะไรนะ”
“อืม เหมือนเงินที่ได้จากการถ่ายโฆษณาจะหายไปหมดเลยครับ”
ในเสี้ยววินาทีนั้นปากของอูฮีแข็งค้าง มันเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้มาก แม้จะรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ตอนที่เขาโทรมาหาเธอขณะยืนตากฝนจนเปียกโชก แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะหนักหนาถึงเพียงนี้
ด้วยความที่ทำงานในวงการที่เกี่ยวข้อง เธอจึงพอจะรู้ค่าตัวพรีเซนเตอร์ที่เขาเคยได้รับอยู่คร่าวๆ จำนวนโฆษณาที่เขาถ่ายนั้นนับแทบไม่ถ้วน การที่เงินก้อนนั้นมลายหายไปจนหมดแปลว่า...
“คือว่า... นายคิดจะไปเช่าชอนเซอยู่ที่ไหนกันแน่”
“อืม ที่นี่ครับ”
ฮวีแทหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าแล้วเปิดรูปหนึ่งขึ้นมา บนหน้าจอแสดงภาพห้องนั่งเล่นหรูหราที่เหมือนหลุดออกมาจากนิตยสาร
อูฮีจำได้ในทันทีว่าที่นั่นคือที่ไหน มันคือคอนโดมิกซ์ยูสริมแม่น้ำฮันที่เธอแหงนมองทุกวันระหว่างเดินทางไปกลับจากที่ทำงาน พลางนึกสงสัยว่าคนแบบไหนกันนะที่อาศัยอยู่ในนั้น
เครื่องคิดเลขในหัวของเธอเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าคอนโดนั้นจะแพงแค่ไหน แต่เมื่อลองกะจำนวนเงินที่เขาหามาได้ มันควรจะเหลือเฟือหลังจากจ่ายค่ามัดจำชอนเซไปแล้วด้วยซ้ำ ถ้าอย่างนั้นเงินที่เหลือล่ะ...
อูฮีไม่กล้าพอที่จะซักไซ้ไล่เลียงถึงที่มาที่ไปของเงินส่วนที่เหลือ มันอาจจะเป็นการพนัน การลงทุนที่ล้มเหลว หรือไม่ก็การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไปกับการช็อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นทางไหน มันก็คงเป็นคำถามที่สะกิดแผลใจของเขาในตอนนี้ทั้งนั้น
“...กะจะหาที่อยู่ที่แพงหูฉี่เลยนี่”
“ครับ ในเมื่ออุตส่าห์มาโซลทั้งที ผมก็คิดว่าคงจะดีถ้าได้ใช้ชีวิตไปพร้อมกับมองเห็นวิวแม่น้ำฮันไปด้วยน่ะครับ”
ความมั่งคั่งที่ทำให้เลือกที่แบบนั้นได้ด้วยเหตุผลเพียงแค่นั้น เงินก้อนนั้นที่ตอนนี้อันตรธานหายไปดั่งภาพลวงตาทำให้แม้แต่เธอยังรู้สึกเสียดายแทน อูฮีถอนหายใจพลางพรั่งพรูคำพูดในเชิงสั่งสอนออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เฮ้อ... ทำแบบนั้นไม่ได้นะฮวีแท ถ้าประกาศอำลาวงการไปแล้ว นายก็ต้องคิดสิว่าจะเอาเงินนั้นไปต่อยอดให้อยู่รอดไปได้ทั้งชีวิตยังไง พันธบัตรรัฐบาลอเมริกาหรือพวกหุ้นปันผล ไม่สิ แค่ซื้อ ETF ที่อิงดัชนี S&P500 ทิ้งไว้ก็ยังดี...”
“โอ้ สมกับเป็นพี่จริงๆ ถ้าได้เจอพี่ก่อนที่จะโดนโกงก็คงดีนะครับ”
“ไม่หรอก... เรื่องโดนโกง ต่อให้เป็นพี่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน...”
เธอถอนหายใจออกมาเองโดยอัตโนมัติ เพราะแบบนี้หรือเปล่านะ ถึงได้บอกกันว่าการจับเงินก้อนโตตั้งแต่อายุยังน้อยมันอันตราย พอได้รับเงินหลักร้อยล้านพันล้านมาไม่ต่างจากเป็นเศษเงินค่าขนม ความรู้สึกต่อโลกความเป็นจริงจึงดูเหมือนจะสึกกร่อนหายไปจนหมดสิ้น
ทำไมคุณพ่อกับคุณแม่ถึงไม่เข้ามาจัดการเรื่องเงินของลูกชายกันนะ ท่านเชื่อมั่นว่าเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วขนาดนั้นเลยหรือ อูฮีรู้สึกปวดหัวขึ้นมาในทันใด เขาว่ากันว่าอายุสมองของพวกผู้ชายจะเด็กกว่าอายุจริงไปถึงห้าปี ถ้าคิดตามนั้น ฮวีแทก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กมัธยมปลายเลยสักนิด
อูฮีถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะดึงสติกลับมาได้แล้วเอ่ยถาม
“ไม่สิ นายได้เหรียญทองมาตั้งสองเหรียญนี่ มันต้องมีเงินบำนาญไม่ใช่เหรอ”
“ครับ แต่มันไม่ได้เยอะอะไรขนาดนั้นหรอก”
“ถึงอย่างนั้นมันก็น่าจะพอให้ใช้ชีวิตรอดไม่ใช่หรือ”
“อืม... พอให้อยู่รอดด้วยการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมั้งครับ”
ฮวีแทตอบกลับอย่างไม่ยี่หระพลางหยิบปีกไก่ที่เหลือส่งเข้าปาก
“ได้แค่นั้นเองหรือ”
“ผมกินเยอะนี่ครับ”
“ไม่สิ มันใช้ได้ที่ไหนกันที่ให้นักกีฬาผู้คว้าเหรียญทองให้ประเทศมีเงินพอกินแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปตลอดชีวิตน่ะ ฮีโร่ของชาตินะทำไมถึงได้รับการดูแลแบบนี้”
“นอกจากผมแล้วยังมีฮีโร่อีกตั้งเยอะนี่ครับ ประเทศก็ต้องประหยัดเงินบ้าง ช่วงนี้ภาษีคงไม่พอมั้งครับ เห็นขยันออกใบสั่งจอดรถผิดกฎหมายกันจัง”
“มันก็ใช่แหละ แต่ว่า...”
อูฮีถึงกับพูดไม่ออกกับคำพูดที่เขาเอ่ยออกมาคล้ายล้อเล่น เขาคือเด็กที่ใช้ทั้งชีวิตอยู่ในน้ำในสระว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก ผลตอบแทนจากการขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของโลกท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดกลับมีค่าเพียงแค่นี้เองหรือ
รู้ตัวอีกทีเธอก็กำลังเคี้ยวไก่ทอดกลืนลงคอไปตามสัญชาตญาณ เนื้อไก่ไม่ได้มีรสชาติอะไรเลย ในหัวของเธอแทบจะระเบิดด้วยความเป็นห่วงน้องชายผู้ไร้เดียงสาคนนี้
“แล้วเรื่องมหาวิทยาลัยของนาย...”
“ผมลาออกแล้วครับ”
เขาพูดอย่างเรียบเฉยขณะที่แกะเนื้อออกจากกระดูก
“เพราะไม่มีเหตุผลให้อยู่ต่อแล้วครับ”
คำพูดนั้นทำให้อูฮีลอบกลืนเสียงถอนหายใจที่คล้ายเสียงครางลงคอ นักกีฬาว่ายน้ำที่ไม่สามารถว่ายน้ำได้อีกต่อไปแล้ว มหาวิทยาลัยจะมีประโยชน์อะไรเล่า
สายตาของเธอที่เปี่ยมไปด้วยความสงสารและเวทนาทอดมองอยู่ที่ใบหน้าของเขา คล้ายรับรู้ถึงความหมายของแววตานั้น ฮวีแทเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอตรงๆ ก่อนจะพูดเสริม
“ผมไม่เป็นไรครับ หลังจากได้เหรียญทองแล้วก็ไม่ได้มีความโลภอะไรเท่าไหร่ด้วย ไม่ได้ออกกำลังกายก็สบายดีออกครับ”
“...”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าอูฮีกลับมองเห็นรอยร้าวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสีหน้าอันไร้อารมณ์นั้น เมื่อเธอไม่ได้ตอบอะไรและเอาแต่จ้องมอง เขาจึงหลุดยิ้มพร้อมกับยื่นมือเข้ามา
มือใหญ่ที่ยื่นเข้ามาอย่างกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัวช่วยปาดซอสที่เลอะอยู่บนจมูกของเธอออกอย่างอ่อนโยน แล้วเคาะปลายจมูกเบาๆ อย่างหยอกเย้า
“จริงๆ นะครับ”
“...”
แม้จะแวบคิดขึ้นมาว่าจริงหรือเปล่า แต่อูฮีก็ทำได้เพียงพยักหน้า หลังจากเช็ดมือด้วยกระดาษทิชชูที่อูฮียื่นให้ เขาก็เริ่มพูดขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“เพราะงั้นแหละครับพี่ ผม... ขออยู่ที่นี่สักพักไม่ได้หรือครับ”
ชั่วขณะนั้น กำปั้นของอูฮีที่ทอดวางไว้ใต้โต๊ะอาหารพลันเกร็งแน่น เธอไม่สามารถตอบคำถามของเขาได้ในทันที ไม่อาจรู้ได้เลยว่าคำว่าสักพักที่เขาพูดหมายถึงเมื่อไหร่ และถึงแม้จะเป็นน้องชาย แต่การที่ต้องมาอยู่บ้านเดียวกันกับผู้ชายที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แถมยังเป็นคนที่ไม่ได้เจอกันมานานอีก มันถูกต้องจริงหรือ
ดวงตาของเธอเหลือบมองไปยังเท้าที่พันผ้าพันแผลของเขาโดยอัตโนมัติ บาดแผลนั้นกับสถานการณ์อันน่าเห็นใจของเขาทำให้เธอลักลั่นที่จะตอบ ทว่าในตอนนั้นเอง ใบหน้าของยอนจุนก็แวบเข้ามาในหัว ปลุกความระแวดระวังที่เคยพังทลายลงไปให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
“เอ่อ... อย่างที่เห็นนะ ห้องพี่มันค่อนข้างแคบ... สภาพร่างกายนายก็ไม่ค่อยดีด้วย... พี่คิดว่าบอกพ่อแม่ตามตรงแล้วกลับบ้านไปก่อนน่าจะดีกว่านะ ไปพักผ่อนให้สบายใจที่นั่น แล้วก็สืบเรื่องคดีโกงนั่นดูอีกหน่อย...”
เมื่ออูฮีเบือนหน้าหนีพร้อมกับพูดลากเสียงยาว ฮวีแทก็ส่งเสียง อา ในลำคอเบาๆ พร้อมกับพยักหน้าช้าๆ
“เข้าใจที่พูดแล้วครับ ยังไงพ่อแม่ก็เป็นห่วงมากอยู่แล้ว จะให้บอกตอนนี้ก็คงยังไม่เหมาะเท่าไหร่... พรุ่งนี้ผมจะลองหาที่อยู่ดูครับ”
ฮวีแทก้มหน้าลงมองพื้น แพขนตายาวหนาทึบสร้างเงาทอดผ่านบดบังสีหน้าของเขาไว้
ความเงียบนั้นและท่าทีที่ยอมรับทุกสิ่งอย่างว่าง่ายกลับยิ่งกดทับหัวใจของอูฮีให้หนักอึ้ง แม้เธอจะคิดว่าตัวเองเลือกใช้คำปฏิเสธอย่างดีที่สุดแล้ว ทว่าความคิดที่ว่ามันคงกลายเป็นบาดแผลให้เขาไปแล้วก็ทำให้ริมฝีปากของเธอแห้งผาก
ขาที่ไม่สะดวก กระเป๋าเงินที่คงร่อยหรอ และความโดดเดี่ยวในเมืองที่ไม่คุ้นเคย ทั้งหมดนั้นรบกวนจิตใจเธอ แต่อูฮีไม่อาจพูดอะไรเพิ่มเติมได้เลย ไม่ว่าจะในตอนเด็กหรือตอนนี้ ขอบเขตความหวังดีที่เธอจะมอบให้น้องชายข้างบ้านได้ก็มีเพียงเท่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้กับตอนนั้นต่างก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว
‘มินอูฮี เธอเป็นโรคระแวงผัวหรือไงวะ ฉันบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ไง คนที่ต้องโกรธคือฉันไม่ใช่เธอ ผู้หญิงอะไรวะไม่เชื่อใจแฟนตัวเอง ก็แค่เมาเหล้าแล้วเผลอหลับไปเฉยๆ’
‘แล้วถ้านายเจอกับตัวเองบ้างจะยอมอยู่เฉยๆ ไหม ถ้าฉันไปกินเหล้าแล้วนอนค้างห้องผู้ชายคนอื่นบ้างล่ะ’
ตัวเธอที่เคยเป็นแบบนั้น จะมาพาผู้ชายคนอื่นเข้าบ้านในตอนนี้ไม่ได้ ยิ่งเป็นผู้ชายที่โตเต็มวัยแล้วด้วย ฮวีแทจะเป็นน้องชายที่สนิทกันในวัยเด็กแค่ไหน แต่ระหว่างเธอกับเขาก็เป็นคนอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวดองทางสายเลือดกันเลยสักหยด เธอจะยอมกลืนน้ำลายตัวเองแล้วแหกกฎเกณฑ์ที่เคยเอาไปตั้งแง่กับยอนจุนไม่ได้เด็ดขาด
แม้ตอนนี้จะเลิกรากับยอนจุนไปแล้ว แต่เธอก็ไม่อยากทำเรื่องที่ขัดต่อค่านิยมของตัวเอง นั่นเป็นแนวป้องกันด่านสุดท้ายที่อูฮีใช้ปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง
หลังจากถอนหายใจยาว ในที่สุดเธอก็ยื่นข้อเสนอประนีประนอมขั้นต่ำสุดเพื่อคลายความรู้สึกผิดในใจ
“อืม... งั้นเดี๋ยวพี่ช่วยหาอีกแรงนะ”
กำลังโหลดความเห็น...