“[นิยาย] สายใยรักของน้องชายข้างบ้าน” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
“ไง ผมมาเร็วไปหน่อยเนอะ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบแล่นเข้าสู่โสตประสาท ทว่าอูฮีกลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำตอบใด ภาพตรงหน้าไม่ใช่ภาพแบนราบเหมือนในจอทีวี หากแต่เป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูงใหญ่และตัวตนอันเด่นชัดกำลังล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของเธอ
ช่วงไหล่ที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนของเขากว้างเสียจนแทบจะปิดประตูห้องได้มิด และส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นกว่าในความทรงจำอีกตั้งหนึ่งคืบก็ให้ความรู้สึกคุกคามจนน่าหวั่นเกรง
นี่มันไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ที่มีผู้ชายร่างยักษ์ไม่รู้จักหน้าค่าตายืนอยู่หน้าบ้านเลยสักนิด
ชั่วพริบตานั้นความหวาดกลัวอันเยียบเย็นก็แล่นปราดไปตามสันหลัง พอเธอถอยหลังหนีหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว เขาก็ก้าวตามเข้ามาหนึ่งก้าว ในตอนนั้นเองข้อสงสัยที่เพิ่งจะนึกได้ก็แล่นผ่านเข้ามาในหัว เธอยังไม่เคยบอกเลขห้องเลย แล้วเขารู้ได้อย่างไรถึงได้มาหาถูกห้องพอดิบพอดี
คงเพราะอ่านความกลัวและความคลางแคลงใจที่พาดผ่านใบหน้าเธอออกหรืออย่างไร ฮวีแทที่ยืนก้มมองเธอเงียบๆ ด้วยใบหน้าที่เปียกโชกจึงคลี่ยิ้มบางๆ เมื่อเขาใช้มือข้างหนึ่งจับประตูห้องที่กำลังจะปิดลงไว้อย่างง่ายดาย หัวใจของอูฮีก็กระตุกวูบลงไปอีกครา
“ตกใจเหรอครับ”
“ดะ ได้ยังไง ที่นี่...”
“ผมได้ที่อยู่มาจากคุณน้าแล้วน่ะ กะว่าจะเซอร์ไพรส์ก็เลยไม่ได้บอกพี่”
อ่า แม่นี่เอง จิ๊กซอว์ทุกชิ้นถึงเพิ่งจะต่อกันติด ดูท่าคงจะให้ทั้งเบอร์และที่อยู่ไปหมดแล้วสินะ
“อา... ตกใจหมดเลย นึกว่าผีหลอกซะอีก”
ตอนนั้นเองอูฮีถึงได้พรูลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาจนหมด พอคลายความตึงเครียดลงได้ เธอก็ชักสงสัยขึ้นมาว่าสิ่งที่ได้ยินในสายเมื่อครู่มีเรื่องไหนที่เป็นเรื่องจริงบ้าง
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสำรวจฮวีแทอีกครั้ง หยดน้ำฝนที่หยดติ๋งๆ ลงมาจากเส้นผมที่เปียกชุ่มรดรินอาบแก้มของเขา ใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือดแม้จะมองดูในความมืด และเมื่อเลื่อนสายตาลงต่ำก็แลเห็นข้อเท้าที่มีผ้าพันแผลหนาเตอะพันเอาไว้
ดูเหมือนว่านอกจากเรื่องโกหกสถานที่อยู่แล้ว นอกนั้นจะเป็นความจริงทั้งหมด
สภาพความเป็นอยู่ของเขาจึงเริ่มกระจ่างชัดในความเป็นจริงเสียที
“เข้ามาข้างในก่อนสิ หนาวใช่ไหม”
“ครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบสั้นๆ ของเขา อูฮีก็รีบพาเขาเข้ามาข้างใน ทันทีที่เสียงประตูล็อกดัง ‘กริ๊ก’ เสียงอึกทึกจากโลกภายนอกก็ถูกตัดขาดออกไปอย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงความเงียบสงัดระหว่างคนสองคน เสียงฝีเท้ากะเผลกๆ ที่เดินเข้ามาข้างในและกลิ่นฝนอันชื้นแฉะอบอวลไปทั่วพื้นที่แคบๆ
ฮวีแทค่อยๆ เงยมองและกวาดสายตาสำรวจรอบห้องอย่างเงียบเชียบ อูฮีที่มองสำรวจพื้นที่ของตัวเองตามสายตาของเขาไปก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ห้องที่ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันแทบทุกชิ้นเปิดโล่งให้เห็นหมด ความกระอักกระอ่วนใจประดังประเดเข้ามาเมื่อคิดว่า ตัวเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะยื่นมือช่วยเหลือใครได้เลย โดยเฉพาะกับคนที่พังทลายถึงเพียงนี้ เธอหัวเราะแห้งๆ พลางเอ่ยขึ้น
“แคบใช่ไหมล่ะ แต่ว่าด้านในยังมีห้องที่มีเตียงอยู่ห้องหนึ่งนะ”
แม้จะเคยคิดว่าเป็นพื้นที่ที่อบอุ่นและกำลังพอดี แต่พอการมีอยู่ของร่างยักษ์ใหญ่มาตั้งตระหง่านอยู่ รังนอนอันแสนสบายก็พลันให้ความรู้สึกคับแคบราวกับกล่องใบเล็กๆ ในชั่วพริบตา
จู่ๆ เธอก็รู้สึกทึ่งกับส่วนสูงของเขาขึ้นมาใหม่จนเผลอพึมพำออกมา
“นายตัวสูงขึ้นมากจริงๆ เลยนะ”
สายตาของฮวีแทตวัดกลับมามองที่อูฮีอีกครั้ง
“ครับ เวลาผ่านไปตั้งนานแล้วนี่ครับ”
“อ่า... นั่นสินะ”
แม้จะเคยเฝ้ามองการเติบโตของเขาผ่านทางจอโทรทัศน์ แต่สำหรับอูฮีแล้ว ตั้งแต่จุดหนึ่งเป็นต้นมา ฮวีแทก็เป็นเพียงบุคคลในจอที่ไร้ซึ่งความรู้สึกสมจริง ทว่าในยามนี้ ร่างที่ยืนทอดไหล่เปียกชุ่มอยู่ตรงประตูทางเข้ากลับกลายเป็นความจริงอันน่าอึดอัดใจ การมีอยู่ของเขาที่แผ่ซ่านจนล้นพื้นที่แคบๆ ช่างทรงพลังอย่างล้นหลาม ภาพของเด็กชายในความทรงจำไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
อูฮีที่ตกอยู่ท่ามกลางบรรยากาศกระอักกระอ่วนรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“เอ่อ ก่อนอื่นก็... เช็ดตัวด้วยนี่ก่อนนะ”
อูฮีลนลานหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่สุดจากชั้นวางในห้องน้ำออกมายื่นให้เขา ฮวีแทรับผ้าขนหนูไปเช็ดผมที่เปียกชุ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องมองเธอเขม็ง
ภายใต้แพขนตาเปียกชื้น ดวงตาที่เจือรอยยิ้มขี้เล่นกวาดมองทรวดทรงของเธออย่างเชื่องช้า วินาทีนั้นอูฮีถึงกับกลั้นหายใจ สันจมูกโด่งคมและริมฝีปากที่ปิดสนิท เด็กชายในความทรงจำเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงชายหนุ่มที่มีโครงหน้าคมเข้มและชัดเจนขึ้นเท่านั้น
‘เมื่อก่อนเป็นเด็กที่ยิ้มเก่งขนาดนี้เลยเหรอ’
ในความทรงจำของเธอ ฮวีแทเป็นเด็กเงียบขรึมที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ออกมา ยิ่งรู้สึกว่าเด็กชายในความทรงจำกับชายหนุ่มตรงหน้าเป็นคนละคนกันมากเท่าไร ช่องว่างของกาลเวลาที่ไหลผ่านไประหว่างพวกเขาก็ยิ่งดูห่างไกลจนเวิ้งว้าง
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“พี่ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดนะครับ”
การถูกจ้องมองเขม็งทำให้อูฮีรู้สึกคันยุบยิบที่ใบหน้าอย่างบอกไม่ถูก เพื่อทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดและชวนให้อันตรายนี้ เธอจึงรีบเบือนหน้าหนีแล้วแสร้งทำน้ำเสียงร่าเริง
“ไม่หรอก แก่ขึ้นแล้วต่างหากล่ะ”
“พูดอย่างกับอะไร ทั้งที่เพิ่งจะอายุยี่สิบห้าแท้ๆ”
“ก็เบญจเพสแล้วไง ว่าแต่นายกินข้าว... รึยังล่ะ”
“ยังครับ”
“พี่ยังไม่ได้กินเหมือนกัน งั้นเราสั่งไก่ทอดมากินกันเถอะ! น่าจะเร็วที่สุดแล้ว”
พอพูดจบ อูฮีก็ใช้มือข้างหนึ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันเดลิเวอรี ส่วนมืออีกข้างก็ชี้ไปทางห้องน้ำ
“อ๊ะ ก่อนอื่นไปอาบน้ำก่อนสิ เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอานะ”
ฮวีแทที่หันมองตามมือของเธอเอ่ยขึ้น
“ผมไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนน่ะครับ”
“อ๊ะ จริงด้วย!”
อูฮีรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปในห้องทันที
เสื้อผ้าที่คิมยอนจุนถอดทิ้งไว้คราวก่อนน่าจะ...
เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้า กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่คุ้นเคยแต่ทว่าบัดนี้ควรจะแปลกหน้าไปแล้วกลับโชยมาทักทายเธอก่อนเป็นอย่างแรก บนไม้แขวนมีเสื้อผ้าของยอนจุนแขวนไว้อยู่มากพอสมควร
ร่องรอยของชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยเข้าออกราวกับเป็นบ้านตัวเองและครอบครองพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งของตู้เสื้อผ้าใบนี้ วันคืนที่ไม่อยากแยกจากกันจนกอดก่ายกันข้ามคืน หรือกระทั่งวาดฝันถึงอนาคตร่วมกันว่าจะย้ายมาอยู่ด้วยกันเลย ภาพติดตาในห้วงเวลาที่เร่าร้อนที่สุดหวนคืนมาอย่างแจ่มชัดราวกับกลิ่นหอมที่โชยเตะจมูก
อูฮีที่หยิบเสื้อฮู้ดสีเทาซึ่งดูเก่าไปสักหน่อยออกมาจมดิ่งลงสู่ห้วงอารมณ์อันซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก ช่างเป็นสถานการณ์ที่น่าขันเหลือเกินที่เธอต้องหยิบยื่นร่องรอยของเขาคนนั้นให้แก่ฮวีแท
ในตอนนั้นเอง เธอสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจกับเสียงที่ดังขึ้นทางด้านหลังแล้วหันขวับไปมอง ร่างของฮวีแทปรากฏผ่านรอยแยกของบานประตู ฮวีแทกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำด้วยท่าทางกะปลกกะเปล่าราวกับจะล้มพับลงไปได้ทุกเมื่อพลางกะเผลกขาข้างหนึ่งอย่างหนัก เสียงขาลากพื้นเพราะลงน้ำหนักไม่ได้ยิ่งเพิ่มความน่าหวาดเสียวขึ้นไปอีก
“นี่ นายบ้าไปแล้วเหรอ รอเฉยๆ ก็ไม่ได้!”
อูฮีโยนเสื้อผ้าในมือทิ้งลงบนเตียงแล้วรีบวิ่งถลาเข้าไปหาเขา เธอสอดไหล่เข้าไปใต้แขนของเขาอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อช่วยพยุง น้ำหนักตัวที่ทั้งแน่นและร้อนผ่าวเกินกว่าที่คิดไว้ทิ้งลงมาบนไหล่ของเธออย่างหนักอึ้ง
อูฮีที่พาเขามาส่งจนถึงหน้าประตูห้องน้ำได้อย่างหวุดหวิดลอบผ่อนลมหายใจ จากนั้นก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้องเพื่อหยิบเสื้อฮู้ดสีเทาของยอนจุนที่วางอยู่บนเตียงมายื่นให้เขา
“เอ้า ใส่อันนี้ไปก่อนนะ ถึงจะเป็นเสื้อผู้ชายก็เถอะ... แต่ไม่รู้ว่าจะพอดีกับนายหรือเปล่า”
ฮวีแทไม่ได้ยื่นมือมารับเสื้อในทันที เขากวาดมองเสื้อฮู้ดขึ้นลงด้วยท่าทีประหลาดคล้ายกำลังประเมินราคา เสื้อผ้าที่ได้รับการดูแลอย่างดีแต่กลับมีกลิ่นกายจางๆ ของชายอื่นแฝงอยู่ เขาเลื่อนการมองจากเสื้อผ้าขึ้นมายังใบหน้าของอูฮี
“มีเสื้อผู้ชายอยู่ในบ้านด้วยแฮะ”
“...”
“แฟนเหรอครับ”
คำถามที่พุ่งตรงเข้ามาทำให้อูฮีผุดรอยยิ้มขื่นขมที่มุมปาก
“ตอนนี้เลิกกันแล้วล่ะ... อืม เขาไม่ใช่คนที่จะกลับมาเอาเสื้อผ้าอะไรหรอกนะ ใส่ได้เลยไม่ต้องคิดมาก”
แววตาของฮวีแทไหวระริกคล้ายกำลังสนใจในคำตอบของเธอ
“อ่า แฟนเก่าสินะครับ”
เขาสรุปสถานการณ์สั้นๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว
“เคยอยู่ด้วยกันที่นี่หรือครับ”
มันไม่ใช่คำถามที่ลึกซึ้งเกินไปหน่อยหรือ อูฮีเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย
สีหน้าของฮวีแทดูแปลกไปเล็กน้อย ริมฝีปากของเขากำลังแย้มยิ้มทว่าแววตากลับส่องประกายเย็นเยียบโดยไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ต่อหน้าสีหน้าประหลาดที่เกิดจากความไม่สอดคล้องกันนั้น อูฮีถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ มันเป็นสีหน้าที่ไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้เลย
เธอควรต้องเล่าไปถึงไหนกันนะ ทำไมเขาถึงอยากรู้เรื่องพรรค์นี้กันล่ะ แม้จะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานเธอก็คิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปิดบังจึงยอมเปิดปากพูดความจริงออกไป
“ไม่ถึงกับอยู่ด้วยกันหรอก... ก็แค่ มาค้างบ่อยๆ น่ะ”
พอตอบเสร็จ อูฮีก็ผลักหลังของเขา
“รีบไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก ยาสระผมกับสบู่เหลวใช้ของพวกนั้นได้เลย ส่วนแปรงสีฟันอยู่นี่นะ ของใหม่”
เธอกำลังบอกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปโดยไม่รู้ตัวเหมือนตอนดูแลฮวีแทตัวน้อยในอดีต ฮวีแททำเพียงแค่มองตามความวุ่นวายของอูฮีอย่างนิ่งเฉยโดยไม่พูดอะไร อูฮีแสร้งทำเป็นเมินเฉยแล้วพูดต่อ
“ฝนตกแบบนี้กว่าไก่ทอดจะมาส่งคงใช้เวลาพักใหญ่เลย ค่อยๆ อาบไปนะ”
หลังจากปิดประตูห้องน้ำ อูฮีถึงได้ลอบถอนหายใจยาวออกมา นี่มันคราวเคราะห์อะไรกันแน่ เธอเทกองจานชามที่ผัดผ่อนไว้ลงในอ่างล้างจานแล้วรีบหยิบเครื่องดูดฝุ่นมาเปิดทำความสะอาดอย่างเร่งด่วน มันคือการขยับตัวอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อลดความน่าอับอายต่อหน้าน้องชายที่ไม่ได้เจอกันมาเนิ่นนาน
คงต้องให้ค้างสักสองสามวันสินะ อ่า... แบบนี้มันจะดีจริงหรือ
แม้จะกำลังทำความสะอาดอยู่แต่ความคิดอันยุ่งเหยิงก็ไม่ยอมหยุดลง ถึงอย่างนั้นต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ สุดท้ายเธอก็คงใจร้ายขับไล่ไสส่งเขาไม่ลงอยู่ดี
ตอนนั้นเองจู่ๆ ความสงสัยก็ผุดขึ้นมา
จะว่าไป การที่เขามายืนอยู่หน้าห้องโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า... แปลว่าคาดไว้แล้วงั้นเหรอว่าฉันจะยอมให้อยู่ด้วย
เป็นจังหวะเดียวกับที่ความสงสัยนั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัวพอดี
แกร๊ก เสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้น ฮวีแทที่ผมเปียกชุ่มก้าวเดินออกมาจากด้านในห้องน้ำที่มีไอน้ำลอยกรุ่น เสื้อฮู้ดของยอนจุนดูคับแน่นจนแทบปริบนไหล่กว้างของเขา ส่วนกางเกงวอร์มก็สั้นเต่อเกินไปเมื่อเทียบกับช่วงขายาว
“พี่ครับ ตัวนี้มันเล็กไปมากเลย”
แต่ความสนใจของอูฮีกลับถูกดึงดูดไปที่จุดอื่น ขนาดอันแปลกประหลาดที่นูนเด่นขึ้นมาบนกางเกงผ้าฝ้ายสีเทาเนื้อบางแนบเนื้อ จะบอกว่าใส่ของอะไรไว้ในกระเป๋าก็ไม่ใช่ เพราะรูปทรงของมันโจ่งแจ้งเกินไป
ใช้เวลาไม่นานเลยที่เธอจะตระหนักได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
ฮวีแทพูดเสริมด้วยน้ำเสียงเนิบนาบพลางมองเธอที่ใบหน้าเห่อร้อนจนแทบระเบิด
“แฟนพี่คงไม่ได้ตัวใหญ่ขนาดนั้นใช่ไหมครับ”
กำลังโหลดความเห็น...