“[นิยาย] สายใยรักของน้องชายข้างบ้าน” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
กลิ่นหอมกรุ่นลอยมาแตะจมูก แม้ร่างกายจะหนักอึ้งราวกับก้อนสำลีเพราะนอนตาค้างมาทั้งคืน ทว่าประสาทรับกลิ่นกลับตื่นตัวแจ่มชัด
ภายในห้องที่แสงสีครามแห่งรุ่งสางยังไม่ทันจางหาย เพดานออฟฟิสเทลอันคุ้นเคยปรากฏให้เห็นอย่างเลือนราง แสงไฟสีส้มที่เล็ดลอดผ่านช่องประตูห้องที่แง้มทิ้งไว้เล็กน้อยด้วยความกังวลว่าอาจเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกนั้น เป็นสิ่งยืนยันว่าการมีอยู่ของเขาไม่ใช่ความฝัน
เมื่อยันกายลุกขึ้น ความเมื่อยล้าที่บ่าพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อยที่แบกรับมาตลอดทั้งคืนก็ถาโถมเข้ามาในคราวเดียว พอก้าวลงจากเตียงแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องนั่งเล่น สำรับอาหารเช้าที่ประกอบด้วยซุปไข่ควันกรุ่นและเครื่องเคียงที่จัดวางไว้อย่างประณีตก็ปรากฏสู่สายตาต้อนรับอูฮี ฮวีแทที่ยืนอยู่ในครัวเพิ่งจะสังเกตเห็นการมาของอูฮีจึงเอ่ยทักทาย
“ตื่นแล้วเหรอครับ”
“นี่ อีฮวีแท นาย... ขาแบบนั้นไปเตรียมของพวกนี้ได้ยังไงกัน”
อูฮีสาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะอาหารแล้วเอ่ยถามอย่างคาดคั้น น้ำเสียงของเธอแฝงความห่วงใยมากกว่าการตำหนิ ภาพที่เขาต้องกะเผลกขาใส่เฝือกไปมาปรากฏชัดเจนในความคิดจนรู้สึกเวทนา
เขาไม่ใส่ใจพลางวางช้อนและตะเกียบลงตรงที่นั่งของเธอแล้วเอ่ยเสียงเบา
“นั่งสิครับ ปกติพี่ไม่ทำกับข้าวกินเองเหรอ ในตู้เย็นไม่ค่อยมีวัตถุดิบเลย”
“อือ ปกติสั่งเดลิเวอรีหรือไม่ก็กินข้างนอกน่ะ”
“แล้วมื้อเช้าล่ะครับ”
“ไม่กิน”
“ต้องกินสิครับ ถึงจะมีแรง”
“สมกับเป็นนักกีฬาจริงๆ สงสัยกินครบสามมื้อทุกวันเลยสินะ”
อูฮีหลุดหัวเราะให้กับคำบ่นของน้องชายพลางทรุดตัวลงนั่ง ท่ามกลางความเงียบงัน เธอตักน้ำซุปขึ้นมาชิมหนึ่งคำ น้ำซุปอุ่นนุ่มละมุนช่วยละลายความตึงเครียดที่เกาะแน่นอยู่ในท้องตลอดทั้งคืนให้คลายลง
“เป็นไงบ้างครับ”
“...อร่อยดี”
“โล่งอกไปทีครับ”
เขาถึงค่อยตักน้ำซุปตามอูฮี เธอที่เห็นผมของเขาเปียกชื้นจึงเอ่ยถาม
“อาบน้ำแล้วเหรอ”
“ครับ กะว่าจะออกไปพร้อมกับตอนที่พี่ไปทำงานน่ะ จะได้ลองหาโรงแรมราคาถูกแถวๆ นี้ดู”
คำพูดอันราบเรียบนั้นทำให้ช้อนของอูฮีชะงักค้างกลางอากาศไปชั่วขณะ ภาพของเขาที่จะต้องเดินกะเผลกขาใส่เฝือกเร่ร่อนไปตามท้องถนนในเมืองอันแปลกตานี้ผุดขึ้นมาราวกับภาพพาโนรามา
ในเมื่อเขาบอกว่าไม่อยากให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วง ก็คงไม่มีทางบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเป็นแน่ ตั้งแต่เด็กแล้วที่เขาไม่เคยเผยด้านที่อ่อนแอของตัวเองให้ใครเห็น เขามักจะพังทลายลงมาแค่ต่อหน้าเธอเพียงคนเดียวเสมอ
“ถึงไม่ใช่ในโซล... แต่ไม่มีเพื่อนที่พอจะช่วยได้สักพักเลยเหรอ”
อูฮีถามออกไปด้วยความหวังอันริบหรี่ แต่ฮวีแทกลับส่ายหน้าโดยไม่ลังเล
“ไม่มีครับ เพื่อนที่สนิทกันขนาดนั้นน่ะ”
นัยน์ตาสีดำของเขาไม่ได้แฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าหรือความเคียดแค้น มันเพียงแค่ว่างเปล่าจนไม่อาจหยั่งรู้ถึงก้นบึ้งได้เลย และความเวิ้งว้างอันว่างเปล่านั้น ก็สั่นคลอนหัวใจของอูฮีได้รุนแรงยิ่งกว่าการอ้อนวอนใดๆ
ด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ อูฮีจึงนึกย้อนไปถึงภาพของเขาที่เคยเห็นในทีวี หลังจากคว้าเหรียญทองมาได้ ไม่ใช่ว่ามีคนดังมากมายอยากจะสนิทชิดเชื้อกับเขาจนตัวสั่นหรอกหรือ
“ดูในทีวีเห็นดูสนิทกับพวกดารานี่นา”
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ ฮวีแทก็ยกมุมปากขึ้นบางเบาเป็นครั้งแรก มันเป็นสีหน้าพิลึกพิลั่นที่ไม่ใช่ทั้งการเยาะเย้ยหรือรอยยิ้ม
“ถึงมีก็แค่เพื่อนผิวเผินทั้งนั้นแหละครับ พี่ก็รู้ว่าผมเป็นคนยังไง”
ก็จริงของเขา เขาอึดอัดที่จะปะปนอยู่ท่ามกลางผู้คน และเกลียดความวุ่นวายเสียงดัง เขามักจะอยู่เพียงลำพังเสมอ และสิ่งมีชีวิตที่ก้าวเข้ามาในโลกของเขาได้ก็มีเพียงสุนัขแก่ตัวหนึ่งกับตัวเธอที่คอยแส่เรื่องชาวบ้านเป็นครั้งคราวเท่านั้น
“หรือไม่มีความคิดจะคบผู้หญิงบ้างเหรอ ไปคว้าผู้หญิงที่เดินผ่านไปมาแล้วขอคบเลยสิ ไม่สิ ถ้าเขินเรื่องนั้นก็เลือกเอาจากผู้หญิงที่ส่งดีเอ็มมาหานายสักคน...”
ฮวีแทเอาแต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
“ขำอะไรเล่า ในช่วงเวลาแบบนี้ถ้ามีคนรักให้พึ่งพามันก็ดีไม่ใช่หรือ ผู้หญิงในเกาหลีที่อยากคบกับอีฮวีแทคงมีเกลื่อนกลาดแท้ๆ แต่กลับมาบอกว่าไม่มีที่ซุกหัวนอนเนี่ยนะ”
“เมื่อวานผมดูที่พักไว้คร่าวๆ แล้วครับ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
“เฮ้อ...”
สภาพร่างกายก็เรื่องหนึ่ง แต่การที่สภาพจิตใจย่ำแย่ไปด้วยนี่สิคือปัญหา สิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้คือใครสักคนที่จะคอยดูแลและมอบความรักให้ราวกับแม่
อูฮีพยายามมองหาใครสักคนที่จะมาคอยดูแลฮวีแทในยามนี้แทนตนอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่รู้ตัว แต่หลังจากพูดคุยไปได้สองสามประโยค ในที่สุดเธอก็ตระหนักได้ว่าคนที่ต้องทำหน้าที่นั้นก็มีเพียงแค่เธออีกตามเคย
จู่ๆ เรื่องของยอนจุนก็แวบเข้ามาในหัว แต่ก็พลันคิดได้ว่าในเมื่อเลิกกันไปแล้วมันจะเกี่ยวอะไรกันเล่า เมื่อวานเธอขีดเส้นคั่นกับฮวีแทเพื่อจะรักษากฎเกณฑ์ของตัวเองเอาไว้ แต่ตอนนี้ที่ได้เห็นว่าเขาเป็นคนที่มีสภาพจิตใจไม่สมบูรณ์พร้อม แม้แต่เรื่องนั้นก็รู้สึกไร้ประโยชน์ขึ้นมา เขายังคงเป็นแค่น้องชาย ไม่ใช่ผู้ชายคนหนึ่ง
หลังความเงียบอันยาวนาน อูฮีก็เริ่มพูดขึ้นมาเหมือนตัดสินใจได้แล้ว
“พี่คิดดูแล้ว ถ้านายไม่เป็นไร... จะอยู่ที่นี่สักพักก็ได้นะ อย่างน้อยก็จนกว่าขาจะหายนั่นแหละ...”
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ ฮวีแทก็เงยหน้าขึ้นมาขวับ อูฮีพยายามหลบตาก้มมองชามซุปแล้วพูดต่อไป
“แล้วก็นะฮวีแท ไปหาหมอแล้วต้องรับการบำบัดจิตใจด้วยล่ะ โรคแพนิกถ้ากินยาก็คงดีขึ้นแน่ๆ ตอนนี้อาจจะลำบากหน่อยก็เถอะ...”
ก่อนที่เธอจะพูดจบประโยค เงาดำมืดที่ทอดทับอยู่บนใบหน้าของฮวีแทก็พลันมลายหายไปและมีรอยยิ้มสว่างไสวผุดขึ้นมาแทน มันเป็นปฏิกิริยาอันไร้เดียงสาเหมือนเด็กที่ทำให้สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าลึกๆ แล้วเขาเองก็เฝ้ารอให้เธอยื่นมือนี้ออกไปช่วยอยู่เหมือนกัน
“...ขอบคุณครับ”
พอได้เห็นรอยยิ้มนั้น อูฮีก็พลอยโล่งใจไปด้วย เธอหัวเราะแก้เก้อพลางตักซุปไข่ที่ฮวีแทต้มไว้เข้าปากเต็มคำ
“แต่นายต้มซุปเก่งจริงๆ นะเนี่ย”
ฮวีแทหัวเราะเบาๆ
“งั้นเหรอครับ กินเยอะๆ นะ”
การอาศัยอยู่ร่วมกับฮวีแทเริ่มต้นขึ้นเช่นนั้นเอง
อูฮีที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานในออฟฟิศเปิดหน้าต่างอินเทอร์เน็ตขึ้นมาข้างหนึ่งของจอภาพ เสียงเคาะแป้นพิมพ์ท่ามกลางความเงียบสงัดดังก้องขึ้นมาเป็นพิเศษ คำที่ถูกป้อนลงในช่องค้นหาก็คือ ‘โรคแพนิก’
สายตาของเธอไล่อ่านข้อความที่ปรากฏบนหน้าจออย่างรวดเร็ว
[...ก่อนเกิดอาการมักเผชิญกับภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง...]
ความเครียด ความวิตกกังวล การประกาศเลิกเล่นกะทันหัน การถูกโกงเงินมัดจำบ้านเช่า อุบัติเหตุทางรถยนต์
ชีวิตของเขาตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาล้วนเต็มไปด้วยสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ทั้งที่เธอเป็นที่พึ่งพิงเพียงแห่งเดียวที่เขาร้องขอความช่วยเหลือ แต่ตัวเธอยังคิดจะผลักไสเขาไป ความวิตกกังวลนั้นก็คงจะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วเป็นแน่
[อาการคือมือเท้าหรือร่างกายสั่นเทา หายใจหอบถี่หรือรู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจตาย...]
ยิ่งอ่านตัวอักษรลงไปเรื่อยๆ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นมาอีกครั้ง ภาพของเขาที่กุมหน้าอกพร้อมกับหอบหายใจรวนเร และเนื้อตัวขนาดใหญ่โตที่สั่นเทิ้มจนทำอะไรไม่ถูก ภาพของฮวีแทที่ซบอยู่ในอ้อมอกของเธอพร้อมกับไหล่ที่ไหวระริกนั้น ไม่ได้ต่างอะไรไปจากตอนเด็กๆ ที่เขาร่ำไห้อย่างน่าเวทนาเพราะสูญเสียสุนัขคู่ใจไปเลยสักนิด
มีเพียงแค่ร่างกายเท่านั้นที่เติบโตขึ้น แต่วิญญาณที่อยู่ข้างในนั้นยังคงเป็นเพียงเด็กน้อยที่บอบช้ำได้ง่าย ทั้งที่รู้แบบนั้นแล้ว จะให้เธอขับไล่เขาออกไปได้อย่างไรลง
ก็นั่นสินะ ว่ายน้ำที่ทุ่มเทมาทั้งชีวิตก็ทำไม่ได้แล้ว แถมยังสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดไปอีก ถึงจะไม่พูดออกมา แต่ในใจจะทุกข์ทรมานขนาดไหนกันนะ สุดท้ายก็เติบโตมาในแบบที่เก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้สินะ
หากแม้แต่พ่อแม่เขายังไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น คนเพียงคนเดียวที่รู้ถึงสภาพของเขาในตอนนี้ก็มีแค่ตัวเธอเท่านั้น เธอจึงตั้งใจแน่วแน่ ในเมื่อตัดสินใจว่าจะดูแลแล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด
รู้สึกเหมือนมีลูกชายที่ต้องรับผิดชอบตกลงมาจากฟ้า ทั้งที่ตัวเองยังไม่ได้แต่งงานเลยสักนิด
อูฮียกสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดแอปชอปปิง เธอค้นหาแบรนด์ที่มีเสื้อผ้าไซส์ใหญ่และเลือกชุดสบายๆ สองสามชุดให้ฮวีแทใส่เวลาอยู่บ้านกับเสื้อแจ็กเกตสำหรับใส่ไปข้างนอกอีกหนึ่งตัว แต่ในจังหวะที่จะกดใส่ตะกร้า รายการสินค้าที่อยู่ในตะกร้าอยู่แล้วก็พลันสะดุดตาเธอเข้าเสียก่อน
เสื้อฮู้ดแบบมีซิปสีเทาที่เธอเคยเก็บไว้เพราะคิดว่าน่าจะเหมาะกับยอนจุน มันเป็นของที่เธอเลือกไว้เพื่อเป็นของขวัญให้เขาก่อนที่จะเลิกรากัน จังหวะนั้นเอง ความรู้สึกเจ็บแปลบก็แล่นวาบเข้ามาในมุมหนึ่งของหัวใจ
คิมยอนจุน...
จู่ๆ ก็โทรมาหลังจากเงียบหายไปตั้งสามเดือน แล้วก็ไร้การติดต่ออีกตามเคย คงเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ทำให้เมาอาละวาดสินะ เธอถอนหายใจออกมาอย่างสมเพชตัวเองที่ยังแอบคาดหวังเพียงเสี้ยวหนึ่งอยู่แบบนั้น ทันใดนั้น เรื่องที่คุยโทรศัพท์กันเมื่อคืนก็แล่นเข้ามาในหัว
‘ทำไมเธอถึงไม่รับสายฉันแบบนี้วะ’
‘นายโทรมาตอนไหนกันถึงจะให้รับ’
‘ฉันโทรไป... ตั้งกี่สายแล้วจนถึงป่านนี้...’
ไม่เคยโทรมาแท้ๆ แต่บอกว่าโทรมาเนี่ยนะ?
ด้วยความสงสัย เธอจึงลองเปิดดูรายการบล็อกเบอร์ และในวินาทีนั้น ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นมา เบอร์ที่คุ้นเคยของ ‘คิมยอนจุน’ กับเบอร์แปลกหน้าที่โทรเข้ามาเมื่อวานถูกลงทะเบียนไว้อยู่เคียงข้างกัน
เหอะ
ผีหลอกชัดๆ ฉันกดผิดตรงไหนหรือเปล่านะ? จะบอกว่าเครื่องเสีย เบอร์ที่ถูกบล็อกกลับตรงเป๊ะเฉพาะเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับยอนจุนเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นความเป็นไปได้ที่เหลืออยู่ก็มีแค่ทางเดียวแล้ว
หรือว่าฉัน... จะละเมอเดินกันนะ?
ช่วงที่แม้แต่ในฝันก็ยังด่าทอคิมยอนจุนและพร่ำบอกกับตัวเองว่าคิดถูกแล้วที่เลิกกัน เธอคงจะละเมอกดบล็อกเบอร์ไปตอนหลับแน่ๆ ถ้าไม่ใช่แบบนั้น เบอร์ที่ยังไม่ได้บันทึกไว้ซึ่งโทรเข้ามาหาเธอเมื่อวานจะถูกบล็อกได้อย่างไร
‘เออ เพราะเธอนั่นแหละ เอาแต่ไม่รับสาย โซเชียลก็บล็อกไปแล้วหรือไง ตั้งแต่กลับมาจากบาหลี ข่าวคราวก็ไม่รู้เลย ฉันน่ะต้อง...’
พอลองตรวจดูรายชื่อผู้ใช้ที่บล็อกในโซเชียลเผื่อไว้ บัญชีของเขาก็ถูกบันทึกไว้อย่างเด่นหราจริงๆ ถึงแม้จะทั้งเกลียดและเคียดแค้นมากก็เถอะ แต่ถึงกับบล็อกไว้อย่างรอบคอบขนาดนี้เชียวหรือ จิตใต้สำนึกของมินอูฮีดูเหมือนจะเหนือชั้นกว่าสติสัมปชัญญะเสียอีก
ถึงแม้จะอาศัยฤทธิ์เหล้าติดต่อมา แต่ยอนจุนเองก็คงมีเรื่องอยากจะพูดในแบบของเขาอยู่เหมือนกัน
‘ไว้ทีหลัง ไว้ค่อยคุยกันทีหลังนะ’
อีกอย่างเธอก็ตอบไปแบบนั้นด้วยนี่นา...
อูฮีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดปุ่ม ‘ปลดบล็อก’
กำลังโหลดความเห็น...