“[นิยาย] สายใยรักของน้องชายข้างบ้าน” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
อูฮีวิ่งอย่างบ้าคลั่งไปยังลานว่างที่ฮวีแทบอกไว้ เมื่อลมหายใจหอบถี่พุ่งขึ้นมาจนจุกคอหอย ภาพตรงหน้าก็ทำให้หัวใจของเธอร่วงหล่นลงไปอยู่ตรงตาตุ่ม
ภายใต้แสงไฟจากเสาไฟถนน ฮวีแทกำลังนั่งคุดคู้ก้มหน้าอยู่บนม้านั่งพร้อมกับจักรยานที่ล้มกลิ้งอยู่ข้างๆ สภาพการณ์ดูสาหัสกว่าที่ได้ยินทางโทรศัพท์มากนัก เลือดสีแดงฉานไหลนองอยู่ใต้กางเกงยีนส์ที่ขาดวิ่น และกำลังย้อมพื้นยางมะตอยให้กลายเป็นสีแดงคล้ำ
ด้วยนิสัยของฮวีแทที่มักหลีกเลี่ยงสถานที่คนพลุกพล่าน เขาคงมาปั่นจักรยานคนเดียวในที่ที่แทบไม่มีคนแห่งนี้แล้วเกิดบาดเจ็บเข้า มันคงเป็นสถานการณ์ที่มืดแปดด้านไร้ซึ่งผู้ใหญ่สักคนที่จะยื่นมือเข้าช่วย
อูฮีกลืนลมหายใจที่หอบเหนื่อยลงคอแล้วรีบวิ่งเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าเขา
“ฮวีแท เป็นอะไรไหม อูย ทำยังไงดี...”
แม้จะเป็นน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความกังวล แต่ฮวีแทกลับเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าว่างเปล่าเหมือนอย่างเคยแทนที่จะมีสีหน้าเจ็บปวด ทั้งที่ในสายทำเสียงเหมือนจะร้องไห้แท้ๆ แต่ตอนนี้เขากลับดูสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ตอนนั้นเองฮวีแทก็ก้มหน้าลงต่ำแล้วพูดขึ้น
“พี่ยังมีนัดอยู่แท้ๆ ขอโทษนะที่เรียกออกมา ผมลุกขึ้นเองไม่ไหวน่ะครับ แต่คนที่ผมโทรหาได้มีแค่พี่คนเดียว เบอร์ 119... ผมกลัวน่ะครับ”
ท่าทางที่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาตรงๆ ยังทำไม่ได้นั้นทำให้ซอกหลืบหนึ่งในใจของอูฮีเจ็บแปลบขึ้นมา ยิ่งเขาเกรงใจและขอโทษขอโพยมากเท่าไหร่ ความสงสารและความรู้สึกผิดก็ยิ่งทวีคูณ อูฮีมักพ่ายแพ้ให้กับท่าทีแบบนี้ของฮวีแทเสมอ
เมื่อถึงเวลาแบบนี้ เธอจะนึกถึงภาพของฮวีแทที่ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ต่อหน้าการจากไปของซ็อลกี สุนัขของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียงสะอื้นที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่น ปลายจมูกที่แดงก่ำจากการใช้แขนเสื้อเปียกชื้นเช็ดรอบดวงตาไม่หยุด ไปจนถึงแผ่นหลังผอมบางที่สั่นเทิ้มหนักขึ้นเมื่อได้รับคำปลอบโยนว่าไม่เป็นไร
คงเป็นตั้งแต่ตอนนั้นเองที่อูฮีมักจะเผลอเอาใจใส่และคอยเป็นห่วงภาพลักษณ์อันอ่อนแอของฮวีแทอยู่ร่ำไป
“ไม่หรอก ไม่เป็นไรเลย ดีแล้วที่โทรหาพี่”
“จริงเหรอครับ ผมไม่ได้ไปขัดจังหวะที่พี่กำลังเที่ยวเล่นอยู่ใช่ไหม”
เมื่อเขาถามด้วยความกังวล อูฮีจึงส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด
“ไม่มีเรื่องแบบนั้นแน่นอน รีบไปโรงพยาบาลกันก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่แบกนายไปเอง”
“ครับ”
แม้อูฮีจะมีรูปร่างเล็ก แต่เธอก็หันหลังให้ฮวีแทอย่างไม่ลังเล วินาทีที่แบกเขาขึ้นหลังแล้วยันตัวลุกขึ้น แม้จะเซไปบ้างเพราะน้ำหนักตัวที่แน่นและหนักกว่าที่คิด แต่เธอก็กัดฟันอดทนไว้ ลมหายใจร้อนผ่าวของฮวีแทที่อยู่บนหลังและเสียงครางแผ่วเบาที่พยายามข่มความเจ็บปวดส่งผ่านเข้ามาอย่างชัดเจน ตอนนั้นเอง เธอก็สัมผัสได้ถึงมือที่กำลังลูบไล้เส้นผมของเธออย่างเชื่องช้า
“แต่ว่านะพี่ วันนี้ใส่กระโปรงมาด้วยนี่ครับ”
เธอตอบกลับไปด้วยท่าทีเก้อเขินเพราะรู้สึกเหมือนโดนจับได้ว่าตื่นเต้นดีใจที่จะได้ไปเจอมินจุน
“เอ๊ะ อือ... นานๆ ทีจะใส่น่ะ...”
“สวยจังครับ เหมือนตุ๊กตาเลย”
อูฮีที่รู้สึกเขินอายกับคำชมจึงแกล้งทำทียกตัวฮวีแทให้เข้าที่ หลังจากนั้นฮวีแทก็ยังคงใช้มือสัมผัสเส้นผมบนหลังของอูฮีไม่หยุด ราวกับกำลังเล่นกับตุ๊กตาจริงๆ อย่างไรอย่างนั้น
ในตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงคล้ายคนหัวเราะหึออกมา เป็นจังหวะที่ความสงสัยผุดขึ้นมาว่าเธอฟังผิดไปหรือเปล่า ฮวีแทก็ซบหน้าลงกับซอกคอของอูฮีที่โผล่พ้นออกมาจากเรือนผม
“พี่ครับ ผมเจ็บจัง”
“เอ๊ะ เจ็บมากเลยเหรอ เดี๋ยวพี่จะรีบเดินให้เร็วกว่านี้นะ”
“ครับ”
ทางเดินตัดผ่านหมู่อะพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยและเดินผ่านอยู่ทุกวัน กลับให้ความรู้สึกไกลแสนไกลเหลือเกินในวันนั้น
ยังโชคดีที่คลินิกศัลยกรรมในอาคารพาณิชย์ยังไม่ปิดไฟ หมอที่กำลังเตรียมจะปิดรับตรวจเห็นฮวีแทที่เลือดไหลไม่หยุดจึงรีบพาตัวเข้าไปข้างในทันที หลังจากฮวีแทเข้าไปในห้องตรวจเพื่อรับการรักษา อูฮีที่ถูกทิ้งไว้ตามลำพังก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อันเย็นเยียบในห้องรอตรวจ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อของคลินิกในละแวกบ้านที่แสนคุ้นเคยลอยมาแตะจมูก ในตอนนั้นเองโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็สั่นเตือนสั้นๆ
อยู่ไหนน่ะ ตอนเย็นเจอกันแป๊บหนึ่งไม่ได้เหรอ
มินจุนนั่นเอง อูฮีได้แต่มองลงไปยังหน้าจอสีดำสนิท ไม่อาจตัดใจส่งข้อความตอบกลับไปได้จึงคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลง
ไม่นานนักก็มีผลวินิจฉัยออกมาว่าต้องเย็บแผลที่ฉีกขาดถึงหลายเข็ม อูฮีพยักหน้ารับพลางรอให้การรักษาของฮวีแทเสร็จสิ้นลง ไม่นานหลังจากนั้น คุณน้าที่ได้รับแจ้งข่าวก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบมายังคลินิก
คุณน้ากุมมือของอูฮีไว้แน่นพร้อมกับเอ่ยขอบคุณซ้ำๆ ทั้งน้ำตาคลอเบ้า จากนั้นด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า เธอจึงเริ่มระบายถ้อยคำที่พยายามกล้ำกลืนไว้ในลิฟต์เมื่อหลายวันก่อนออกมาทีละเรื่อง
“ฮวีแทบอกตั้งแต่หลายวันก่อนแล้วจ้ะว่าว่ายน้ำไม่สนุกเลย ดูเหมือนเด็กคนนั้นไม่ได้ชอบการว่ายน้ำจริงๆ หรอก แต่ชอบที่ได้ไปเล่นกับหนูอูฮี แล้วก็ชอบที่หนูคอยมองเขามากกว่า ก็ฮวีแทชอบหนูมากเลยนี่นา”
“...อ่า ค่ะ”
“เห็นบอกว่าหนูอูฮีอยากเห็นเขาได้ที่หนึ่งน่ะสิ ที่ทนทำมาจนถึงตอนนี้ก็เหมือนจะฝืนลงแข่งเพียงเพื่อรักษาคำสัญญานั้นไว้ข้อเดียวแท้ๆ แต่พอวันนี้หนูไม่มาดูการแข่ง... เด็กคนนั้นก็คงคิดว่าทุกอย่างไม่มีความหมายแล้วล่ะ อยู่บ้านคนเดียวแล้วคงเบื่อ ก็เลยออกไปปั่นจักรยานเล่นจนล้มมานั่นแหละจ้ะ”
แม้ไม่ต้องฟังเป็นคำพูดเธอก็พอจะเดาออกอยู่รางๆ แล้ว อูฮีไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้ ในหัวขาวโพลนไปหมด เธอไม่ได้เป็นคนทำให้ฮวีแทบาดเจ็บ ไม่ได้เป็นคนผลักให้เขาตกจักรยาน แต่พอได้ฟังคำพูดของคุณน้าแล้ว มันกลับรู้สึกเหมือนว่าต้นเหตุของทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวเธอเองทั้งสิ้น
ถ้าหากฉันไปดูการแข่งละก็ ฮวีแทก็คงไม่รู้สึกเบื่ออยู่คนเดียว ไม่ต้องออกไปปั่นจักรยาน และคงไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้
ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่เคยว่างเปล่าถูกต่อเติมจนเสร็จสมบูรณ์กลายเป็นภาพวาดที่ชื่อ ‘ความรู้สึกผิด’ และทำให้เธอได้ค้นพบตรวนข้อเท้าอันหนักอึ้ง ตรวนที่ถูกล่ามไว้ที่ข้อเท้าตั้งแต่ตอนที่เธอก้าวเข้าไปหาฮวีแทในวันนั้น หากแต่เพิ่งจะมารับรู้ถึงน้ำหนักของมันเอาในตอนนี้
“เฮ้อ น้าจะพูดเรื่องพวกนี้ไปทำไมกันนะ ก็แค่ฮวีแทติดหนูมากจริงๆ นั่นแหละ... เด็กคนนี้ถ้าไม่นับพ่อกับแม่แล้วก็แทบไม่คุยกับใครเลย แต่กลับยอมไปว่ายน้ำกับหนู... น้าเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบนั้นแล้วดีใจก็เลยเผลอพูดมากไปเรื่อย... ขอโทษนะจ๊ะที่ทำให้น้าเป็นภาระของหนูแบบนี้”
“...ไม่เป็นไรเลยค่ะ”
“ช่วงนี้ยุ่งกับการเรียนใช่ไหมล่ะ คนเราคงเป็นเด็กตลอดไปไม่ได้หรอก แต่ฮวีแทก็ยังคงไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่ดี ยังมีมาถามน้าอยู่เลยว่าเมื่อไหร่หนูอูฮีจะกลับไปว่ายน้ำอีก พอน้าบอกว่าตอนนี้พี่อูฮียุ่งจนไปไม่ได้แล้ว เขาก็ไหล่ตกซึมกะทือไปเลยจ้ะ”
อูฮียิ้มเจื่อนๆ ให้กับคำพูดนั้นพลางค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน ในเมื่อผู้ปกครองของฮวีแทมาถึงแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่เธอจะต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป
“ยังไงวันนี้ก็ขอบใจมากจริงๆ นะจ๊ะ รบกวนหนูอูฮีตลอดเลย”
“ไม่เป็นไรค่ะ บังเอิญว่าหนูอยู่แถวนั้นพอดี...”
“ว่างๆ ก็แวะมาเที่ยวบ้านบ้างนะลูก เดี๋ยวทำของอร่อยๆ ให้กิน”
อูฮียิ้มแย้มแจ่มใสให้เหมือนอย่างเคยก่อนจะเดินออกจากคลินิกไป ทันทีที่ประตูปิดลง สีหน้าของเธอก็พลันพังทลายลงราวกับเพิ่งถอดหน้ากากออกพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
‘ทำไมต้องไปคอยดูแลเด็กข้างบ้านด้วย ถ้าเป็นน้องแท้ๆ จะไม่ว่าสักคำ เธอเป็นพี่สาวมันเหรอไง’
เสียงของมินจุนดังก้องอยู่ในหัว อูฮีเองก็ตระหนักได้ว่ามันแปลก แต่ทุกครั้งที่เธอพยายามลดความสนใจในตัวฮวีแทลงเพื่อตามหาชีวิตของตัวเอง ช่วงเวลาแบบนี้ก็มักจะมาเยือนอย่างไร้ข้อยกเว้นเสมอ ฮวีแทจะอารมณ์ดิ่งลงตามความใส่ใจที่เธอลดทอนไปอย่างพอดิบพอดี แถมยังเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า และในวันนี้ก็ถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาอีก
‘ก็ฮวีแทชอบหนูมากเลยนี่นา...’
มันเริ่มผิดพลาดมาตั้งแต่ตรงไหนกันแน่นะ ตอนที่ยื่นมือเข้าไปหาฮวีแทที่ต้องอยู่ตามลำพังเพราะสูญเสียซ็อลกีไป เธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะต้องมาเจอวันแบบนี้ แต่ถึงแม้จะย้อนเวลากลับไปได้ อูฮีก็คงไม่อาจเดินผ่านฮวีแทไปเฉยๆ ได้อยู่ดี อูฮีขยี้หัวที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายไปมาก่อนจะสรุปกับตัวเองได้ในที่สุด
เรื่องนี้กาลเวลาก็คงจะช่วยเยียวยาให้เอง ฮวีแทเพิ่งจะอายุแค่ 11 ขวบ ยังคงเป็นเพียงเด็กที่ไม่ประสีประสา เมื่อถึงวันที่จิตใจของเขาเติบโตขึ้นและเริ่มมีเพื่อนฝูง พื้นที่ที่เธอครอบครองอยู่ในใจของเขาก็คงจะค่อยๆ ลดน้อยลงไปเอง
คงทำได้เพียงรอคอยให้วันนั้นมาถึง
ช่วงบ่ายคล้อยที่ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า
บริเวณอะพาร์ตเมนต์อบอวลไปด้วยชีวิตชีวาจางๆ จากเสียงหัวเราะของเด็กๆ และกลิ่นอาหารมื้อเย็นที่กำลังตระเตรียมอยู่ ทว่าบนขั้นบันไดหน้าตึก 101 ฮวีแทกลับนั่งซบหน้าลงกับหัวเข่าอยู่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยว ราวกับช่วงวัยเด็กตอนที่สูญสิ้นชีวิตชีวาไปทั้งหมดไม่มีผิด
แผ่นหลังอันโดดเดี่ยวที่ดึงดูดสายตาไว้ราวกับแม่เหล็กทำให้อูฮีไม่อาจก้าวเท้าเดินต่อไปได้
“ฮวีแท”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบา เขาก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาว่างเปล่าคู่นั้นมองตรงมายังอูฮี
“ทำไมมาอยู่คนเดียวอีกล่ะ ไปเล่นกับเพื่อนๆ หน่อยสิ ตรงสนามเด็กเล่นมีคนเตะบอลกันอยู่ด้วยนะ ลองไปขอเล่นด้วยสิ”
“...ไม่อยากเล่นหรอกครับ อยากอยู่ตรงนี้มากกว่า”
“อยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอ”
“ไม่เป็นไรครับ”
เป็นคำตอบที่แห้งแล้งไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ตอนนั้นเองฮวีแทก็ค้นถุงพลาสติกสีดำที่วางอยู่ข้างๆ ไอศกรีมสองแท่งที่มีไอเย็นแผ่ออกมา รสเชอร์รี่ที่อูฮีชอบ เขายื่นมันให้อูฮี
“อยู่ต่ออีกนิดจนกว่าจะกินอันนี้หมดไม่ได้เหรอครับ”
อูฮีสัมผัสได้ทันทีว่าคำพูดนั้นและไอศกรีมเย็นเฉียบแท่งนั้นคือเครื่องมือและสินบนที่ใช้รั้งเธอให้อยู่ต่อ พอนึกขึ้นได้ว่าเขาคงซื้อไอศกรีมมาเตรียมไว้ให้ตรงกับเวลาที่เธอจะมา เธอก็ไม่อาจปฏิเสธแล้วหันหลังเดินจากไปได้ลงคอ ความรู้สึกรับผิดชอบอันคุ้นเคยกดทับลงบนบ่าของเธอ
เธอทิ้งตัวลงนั่งข้างฮวีแทเงียบๆ แล้วฉีกซองไอศกรีมออก
“จำได้ด้วยเหรอว่าพี่ชอบอันนี้”
“ครับ”
“ขอบใจนะ”
ในตอนที่กลิ่นเชอร์รี่สังเคราะห์แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็สั่นเตือนสั้นๆ ชื่อที่สว่างวาบขึ้นมาบนหน้าจอคือ ‘มินจุน’
ก่อนไปเรียนพิเศษยังมีเวลาใช่ไหม
ตอนนี้ออกมาเจอกันแป๊บหนึ่งได้เปล่า
ฉันอยู่ตรงซอยหน้าบ้านเธอนี่เอง
มีเรื่องจะคุยด้วยน่ะ
อูฮีรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ ว่ามินจุนกำลังจะสารภาพรักกับเธอ
แม้ทั้งสองจะสนิทสนมกัน ทว่าก็ยังไม่ได้คบหากันเป็นแฟน อูฮีรู้ดีว่าเขาก็มีความรู้สึกดีๆ ให้เธอมากพอๆ กับที่เธอมีให้เขา ถ้าเป็นเช่นนั้นการได้คบกันย่อมเป็นไปตามครรลอง ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่เคยวนเวียนอยู่กับที่เดิมมาตลอด ในที่สุดก็กำลังจะก้าวข้ามไปสู่อีกหน้าหนึ่งเสียที
ความตื่นเต้นหวั่นไหวที่เคยลืมเลือนไปกลับมาแล่นพล่านไปทั่วร่าง อูฮีเบี่ยงตัวหลบไม่ให้ฮวีแทสังเกตเห็นแล้วใช้นิ้วที่สั่นเทารีบพิมพ์ตอบกลับไปว่า ‘ได้ค่ะ’ ในหัวของเธอพลันเต็มไปด้วยความคิดเรื่องที่จะได้เจอมินจุนขึ้นมาทันที
อูฮียัดไอศกรีมที่เย็นจัดจนจี๊ดขึ้นสมองเข้าปากจนหมดแล้วรีบลุกขึ้นยืน
“ฮวีแท พี่ขอโทษนะ ใกล้ถึงเวลาที่พี่ต้องไปเรียนพิเศษแล้ว...”
น้ำเสียงของเธอฟังดูร่าเริงจนแม้แต่ตัวเองยังรู้สึกได้ถึงความไม่เป็นธรรมชาติ ในตอนนั้นเองที่ฮวีแทคว้าแขนเสื้อของอูฮีเอาไว้ เขาไม่พูดอะไรพลางเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังอะพาร์ตเมนต์แวบหนึ่ง แล้วหันกลับมามองหน้าอูฮีอีกแวบหนึ่ง เป็นท่วงท่าที่เชื่องช้าและสุขุมเยือกเย็น
“ยังไม่ถึงเวลานี่ครับ”
น้ำเสียงเรียบเฉยนั้นแทงทะลุคำโกหกของอูฮีได้อย่างแม่นยำ สายตาของเขาเลื่อนไปมองโทรศัพท์มือถือในมือของอูฮี แววตานั้นเหมือนรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่อีกฟากของหน้าจอแล้วอย่างไรอย่างนั้น
สายตานั้นทำให้เธอรู้สึกเจ็บแปลบที่มโนธรรมในใจ อูฮีซ่อนโทรศัพท์มือถือไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว เธอรู้สึกเหมือนมีเลือดลมร้อนผะผ่าวสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้า ความเงียบของฮวีแทบีบรัดหัวใจให้กระวนกระวายใจ
ทว่าในไม่ช้าเธอก็เกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้นมา ฉันจะใช้เวลาของฉันอย่างไรมันก็เรื่องของฉันไม่ใช่หรือไง ตอนนี้เธออยากอยู่กับมินจุนมากกว่าฮวีแท
“ขอโทษนะ พี่ไปก่อนล่ะ ไว้เจอกันคราวหน้า!”
หลังจากลูบหัวเขาเบาๆ เป็นการขอโทษเป็นครั้งสุดท้าย อูฮีก็วิ่งหนีเตลิดไปยังสถานที่นัดหมายกับมินจุนทันที
กำลังโหลดความเห็น...