“[นิยาย] แด่ปวงเทพธิดา แด่ไซคี” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
บทที่ 3. พิทิอา (Pythia)
บารมีอันปราดเปรื่องของฟีบัสพลันสูญสิ้นแสงสว่างไปอย่างรวดเร็ว มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน เจ้าหญิงสะดุ้งตื่นจากนิทราครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความทรมานจากฝันร้าย ไม่ว่าจะพร่ำสวดภาวนาเพียงใดก็ตาม
แม้จะข่มตาหลับลงอีกครั้ง ทว่าความฝันกลับมิแปรเปลี่ยนไปราวกับถูกตอกตรึงไว้ นางจึงเลือกที่จะไม่หลับใหลเสียยังดีกว่า ทว่าความอดทนของมนุษย์ก็เป็นเช่นนั้นเอง ความมุ่งมั่นย่อมผันแปรไปตามกาลเวลา
ยามตื่นจากฝันร้าย ความหวาดกลัวจะปลุกเร้าให้นางตื่นตัว ทว่าเมื่อเวลาผันผ่าน ความเหนื่อยล้าก็กลับมากลืนกินนางอีกครา วนเวียนอยู่เช่นนี้
‘แม้กระทั่งความฝัน ยามนี้ยังโสมมถึงเพียงนี้เชียวหรือ’
นิทรารมณ์ทอดทิ้งนางไปตั้งแต่เมื่อใดกัน เจ้าหญิงผู้จมดิ่งสู่ความสิ้นหวังเล็กๆ อันคุ้นชินลุกขึ้นจากแท่นบรรทมในเวลาต่อมา นางเสยเส้นผมที่เปียกชุ่มด้วยเหงื่อกาฬ และจัดชายอาภรณ์ไคทันที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่
ค่ำคืนนี้คงมิอาจข่มตาหลับได้อีกต่อไปแล้ว
นางปรารถนาจะออกไปรับสายลม จึงมุ่งหน้าออกไปสู่ภายนอกห้องบรรทม แทนที่จะเป็นระเบียงห้องของตนซึ่งสามารถมองเห็นเหล่าผู้เลื่อมใสที่เฝ้ารออยู่เบื้องล่างทั้งวันทั้งคืน
เฉกเช่นฝันร้ายทั่วไป ความหวาดกลัวอันไร้ที่มาที่ไปได้เข้ากลืนกินจิตใจในชั่วพริบตา และร่องรอยที่มันทิ้งไว้หลังจากผ่านพ้นไป ก็ยังคงหลงเหลือเป็นโพรงมืดมิดอยู่กึ่งกลางใจ
‘วันนี้ก็ยังเป็นอสูรกายตนเดิม’
ในวัยเยาว์ ยามที่เจ้าหญิงจะเข้าสู่นิทรา แม่นมมักจะนั่งอยู่ข้างหัวเตียงและเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้ฟังเสมอ เรื่องเล่าของแพะที่เดินได้เยี่ยงมนุษย์และบุรุษที่มีสี่ขา เรื่องเล่าของม้าแสนงดงามที่มีปีกและม้าที่มีปีกทว่าอัปลักษณ์ เรื่องเล่าของนกล่าเหยื่อตัวมหึมาที่มีศีรษะเป็นสตรีและมัจฉายักษ์ที่ลอกคราบได้ดั่งอสรพิษ เรื่องเล่าของสุนัขเฝ้ายามผู้มีสามหัว เรื่องเล่าของอสูรกายร่างยักษ์ที่ลักพาตัวราชธิดาและเหล่าอสูรกายแสนงามที่ล่อลวงบุรุษ
แม่นมของนางมิได้มีเพียงสำนวนการเล่าที่ชวนขวัญผวาเท่านั้น ทว่ายังวาดภาพได้เก่งกาจยิ่งนัก ในหัวของเจ้าหญิงผู้น่ารักจึงมีรูปร่างที่แน่ชัดของอสูรกายพิลึกพิลั่นทุกตน
นางสามารถจินตนาการถึงสิ่งใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสตรีที่มีเส้นผมเป็นอสรพิษ บุรุษที่มีดวงตามากมายนับไม่ถ้วนบนใบหน้าเดียว หรือแม้กระทั่งยักษ์ที่มีหลายเศียร
ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นความฝันที่พิกลยิ่งนัก
ย่อมมีบางความฝันที่ลืมเลือนไปจนหมดสิ้นทันทีที่ตื่นขึ้น และย่อมมีบางความฝันที่ความทรงจำแจ่มชัดทว่าไม่อาจหยั่งรู้รูปลักษณ์ได้ ทว่าเจ้าหญิงกลับจดจำทุกสิ่งในความฝันได้อย่างมีชีวิตชีวา
ภายในนั้น แม้จะลืมตาขึ้นก็มีเพียงความมืดมิดอันดำสนิท ความรู้สึกที่ต้องควานหาไปรอบทิศราวกับคนตาบอดยังคงแจ่มชัด
เจ้าหญิงจดจำสัมผัสของสิ่งของแปลกหน้าทั้งหมดที่อยู่ใต้ฝ่ามือได้ จดจำกลิ่นอับชื้นของความมืดมิดได้
ทั้งเสียงแหวกอากาศอันหนักหน่วงราวกับวิหคยักษ์สยายปีก ทั้งสัมผัสถึงร่องรอยของใครบางคนที่แหวกมวลอากาศก้าวเข้ามาใกล้ ทุกสิ่งยังคงหลงเหลืออยู่อย่างชัดเจน
แหมะ แหมะ เสียงหยดน้ำร่วงหล่น ลมหายใจเย็นเยียบเป่ารดจนพวงแก้มของนางปั่นป่วน และร่างอันเย็นชืดแข็งกระด้างราวกับเกล็ดงูก็กดทับบดขยี้ร่างของนาง
อุ้งเท้าของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่กดทับลำคอไว้ ปฏิบัติต่อเจ้าหญิงอย่างแผ่วเบาราวกับจะกางกรงเล็บออกแล้วฉีกกระชากนางได้ในทุกเมื่อ
ท่ามกลางความหวาดกลัวในความฝันที่มองไม่เห็นสิ่งใด เจ้าหญิงดำรงอยู่เยี่ยงเหยื่ออย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงกรีดร้องของนาง และท้ายที่สุดก็ไม่มีแม้กระทั่งแสงสว่างส่องเข้ามา
ทุกคราที่อสูรกายพ่นลมหายใจอยู่เหนือร่างของเจ้าหญิง ไอชื้นที่เกาะติดผิวเนื้อจะล่องลอยผ่านลำคอและหัวไหล่ หน้าอกและหน้าท้อง ลึกลงไปถึงต้นขาด้านในและปลายเท้าของนางเป็นบางครา
ประหนึ่งราชสีห์ที่อ้าปากกว้างสำรวจดูว่าจะเริ่มกัดกินกวางตัวนี้จากส่วนใดดี ประหนึ่งถ้ำลึกที่เปิดปากอันหิวโซและหายใจเข้าออก
เจ้าหญิงหยิบถือคบเพลิงที่ติดอยู่บนกำแพง แล้วก้าวเดินไปตามทางเดินยาวที่ความมืดมิดสนิทโรยตัวปกคลุม ความมืดทำให้นึกถึงความฝัน นางจึงใช้คบเพลิงในมือจุดไฟส่องสว่างไปทั่วทุกหนแห่ง พลางก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังหอคอยทิศตะวันออก
หวาดผวา เคว้งคว้าง สิ้นหวัง แล้วยามนี้… นางกำลังจะเสียสติไปเพียงลำพังแล้วหรือไร
แม้จะจุดไฟให้สว่างแล้ว แต่ทัศนวิสัยก็ยังคงพร่ามัว เจ้าหญิงกระพริบตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อพยายามมองให้ชัดเจนขึ้น ราวกับหวาดกลัวว่าจะมีอสูรกายโผล่พรวดออกมาจากที่ที่สายตามองไม่เห็น หรือราวกับหวาดหวั่นว่าจะถูกฉุดดึงกลับเข้าไปในความฝันนั้นอีกครา
ฝีเท้าที่ก้าววนขึ้นบันไดเวียนของหอคอยอย่างไม่รู้จบนั้นทั้งเร่งรีบและกระวนกระวาย แน่นอนว่ามันย่อมมีจุดสิ้นสุด ยามอยู่ด้านล่างมิอาจกล้าคิดฝัน ทว่าเมื่อขึ้นมาถึงจุดสูงสุดแล้วกลับลืมเลือนไปสิ้น
‘หากการลืมเลือนมันง่ายดายถึงเพียงนี้ เหตุใดความฝันเหล่านี้จึงไม่ยอมเลือนหายไปเสียที’
เหนือท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่เทพีแห่งรุ่งอรุณครอบครอง กลุ่มดาวรูปสัตว์ทั้งหลายต่างลอยเด่นกระจายอยู่เป็นจุดๆ นางจ้องมองไปยังทิศตะวันออกที่ซึ่งแสงเงินแสงทองของฟีบัสจะสาดส่องขึ้นมาในอีกไม่ช้า
แล้วจึงทอดสายตาอันเงียบเหงาลงต่ำกว่านั้น มองดูเส้นทางที่ทอดยาวไปทางทิศตะวันออกจากวังหลวง
เส้นทางที่ขบวนเสด็จของพระราชาผู้มุ่งหน้าสู่เดลฟีเคยผ่านไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน
และในวันนี้
เสด็จพ่อผู้เสด็จไปทูลขอคำพยากรณ์แห่งเดลฟีจะเสด็จกลับมา
เช้าตรู่สว่างแจ้ง กลางวันล่วงผ่าน พลบค่ำโรยตัวลงอีกคราจนล่วงเข้าสู่ราตรีดึกสงัด
เมื่อเจ้าหญิงก้าวเข้าไปในห้องบรรทมของพระราชินี พระราชาก็ทรงต้อนรับพระธิดาในสภาพที่ยังมิได้ปลดสัมภาระการเดินทางด้วยซ้ำ
ฉลองพระองค์ทรุดโทรมที่บ่งบอกถึงการเดินทางอันยาวนานได้อย่างชัดเจนและสีพระพักตร์ที่ดูอิดโรย หัวใจของเจ้าหญิงพลันร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม นางจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเสด็จพ่อ
“เสด็จพ่อ สีพระพักตร์…”
พระพักตร์ที่ฝืนยิ้มอย่างยากลำบากเมื่อตอนเจ้าหญิงก้าวเข้ามาตรงธรณีประตูกลับแปรเปลี่ยนเป็นเหม่อลอยสิ้นหวัง นางเองก็พลอยตื่นตระหนกตกใจไปด้วย
พระราชาขยับริมฝีปากอยู่สองสามคราคล้ายจะตรัสบางสิ่ง ก่อนจะทรงสวมกอดพระธิดาไว้แน่น เมื่อถูกโอบกอดไว้ในอ้อมอกของพระบิดาเช่นนั้น เสียงร่ำไห้ของพระราชินีก็ดังแว่วมาอย่างช้าๆ เจ้าหญิงตกใจอีกคราจึงรีบมองหาพระมารดา
พระราชินีที่ทรงหันหลังไปยังริมหน้าต่างราวกับจะซ่อนพระพักตร์จากพระธิดากำลังสะอึกสะอื้นด้วยเสียงแผ่วเบาที่กลั้นเอาไว้
“เสด็จแม่?”
“…….”
“เสด็จพ่อ เหตุใดเสด็จแม่ถึง…”
เจ้าหญิงมิอาจเอ่ยถามพระบิดาจนจบประโยคได้ ดวงตาสีอำพันที่ไร้ประกายสดใสสับสนว้าวุ่นอย่างกระวนกระวาย ไม่อาจตัดสินใจได้ว่าจะมองดูสีพระพักตร์อันซูบเซียวอย่างน่ากลัวของพระบิดาหรือพระอังสาที่คู้ค้อมของพระมารดาก่อนดี
ทันใดนั้น สีหน้าของเจ้าหญิงพลันเย็นเยียบลง
“เป็นเพราะคำพยากรณ์ของหม่อมฉันหรือเพคะ พิทิอา (pythia นักบวชหญิงแห่งเดลฟีผู้ถ่ายทอดคำพยากรณ์ของอพอลโลในยุคกรีกโบราณ) ประทานคำตอบมาในที่สุดแล้วหรือเพคะ”
“…….”
“เสด็จพ่อ ที่ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นเช่นนี้ หรือว่า…”
“ไม่ ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่เลย ลูกพ่อ……”
พระราชินีทรงวิ่งถลาเข้ามาสวมกอดเจ้าหญิงราวกับจะล้มพับไป พระพาหาบอบบางที่ไม่เคยผ่านความยากลำบากโอบกอดด้านหลังศีรษะและทั่วทั้งร่างของพระธิดาเอาไว้อย่างแน่นหนา
พระหัตถ์ที่สั่นเทาราวกับกลัวว่าจะถูกแย่งชิงไปคอยลูบหลังคอและแผ่นหลังของเจ้าหญิงเพื่อปลอบประโลมพระธิดาไม่หยุด ทว่าสีหน้าของเจ้าหญิงกลับสงบนิ่งจนกลายเป็นภาพที่แปลกประหลาดยิ่งนัก
“ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะไม่เป็นไร ใครมันจะบังอาจมาพาตัวเจ้าไปได้กัน”
“…….”
“ลูกของแม่ บังอาจ… ลูกของแม่ ไม่ว่าจะเป็นเทพองค์ใดก็ตาม…”
“ส่งแม่ของเจ้ามานี่”
กษัตริย์มีรับสั่งด้วยสุรเสียงแหบพร่า จากนั้นจึงฝืนแยกพระมเหสีที่ไม่ยอมผละจากพระธิดาให้นอนลงบนเตียงได้ในที่สุด แล้วฝืนสบตากับเจ้าหญิงอีกครา
เพียงเท่านั้นเจ้าหญิงก็ทรงสังหรณ์ใจได้
“นางรับใช้ขององค์ฟีบัสบอกสิ่งใดมาหรือเพคะ”
“…….”
“เสด็จพ่อ”
“…ว่าเจ้า มิได้มีชะตาที่จะต้องแต่งงานกับบุตรแห่งมนุษย์”
พระบิดาทรุดกายลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรงตรงปลายเตียงที่พระมเหสีนอนทอดกายอยู่ราวกับสิ้นสติ พลางเอ่ยคำทำนายออกมา
ถึงกระนั้นเจ้าหญิงก็ยังคงยืนตัวตรง และแย้มสรวลด้วยสีหน้าที่อ่อนโยนลงกว่าตอนที่เค้นเอาคำตอบมากนัก
“หากมิใช่มนุษย์แล้วคือสิ่งใดหรือเพคะ”
เมื่อกษัตริย์มิอาจตอบได้ในทันที พระมเหสีจึงส่งเสียงหัวเราะออกมาประหนึ่งเสียงกรีดร้อง
“ได้โปรดเถิด ฝ่าบาท พระองค์คงมิได้คิดจะส่งตัวลูกสาวของหม่อมฉัน ลูกสาวของพวกเรา ไปตามคำพูดของนังหญิงทำนายพรรค์นั้นจริงๆ ใช่หรือไม่เพคะ…!”
“เสด็จแม่”
“พิทิอาเป็นเพียงพวกต่ำต้อยที่ไม่อาจเทียบได้แม้แต่ปลายเท้าของฟีบัสเพคะ เป็นพวกสตรีชั่วช้าที่หากินด้วยการแอบอ้างพระนามของฟีบัส อพอลโล และมีชีวิตอยู่ด้วยคำสาปแช่งอันหลอกลวง! ทรงมองดูเจ้าหญิงสิเพคะ ลูกสาวของพวกเราคือผู้ที่เทพเจ้าประทานมา พระองค์รังสรรค์ให้นางงดงามถึงเพียงนี้ ได้โปรดเถิด ฝ่าบาท องค์กษัตริย์ของหม่อมฉัน―”
“―การลบหลู่วิหารคือการล่วงเกินเทพเจ้านะ ยิ่งเจ้าพูดเช่นนั้นก็รังแต่จะทำลายชะตากรรมของเจ้าหญิง เหตุใดถึงไม่เข้าใจบ้าง!”
“เสด็จแม่ โปรดให้หม่อมฉันได้ฟังคำทำนายเถิดเพคะ”
“ไม่มีทาง เรื่องนี้… ไม่มีทาง…”
กำลังโหลดความเห็น...