“[นิยาย] แด่ปวงเทพธิดา แด่ไซคี” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
นายหญิงของพวกเขาบางคราก็มีความอยากรู้อยากเห็นล้นเปี่ยมจนทนไม่ไหว มักจะรั้งข้ารับใช้ไว้แล้วเปิดฉากระดมถามคำถามอันไร้ประโยชน์ แน่นอนว่าแทบไม่เคยได้สิ่งใดที่เป็นประโยชน์กลับมาเลย
“…จะคล้ายกับพวกเจ้าหรือเปล่านะคะ”
“ท่านไซคีขอรับ พวกข้าน้อยมิบังอาจนำไปเปรียบกับนายท่าน…”
“ข้ามิได้คิดจะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นบ่าวผู้ลบหลู่หรอกนะคะ เพียงแค่คิดว่าหากมองในที่สว่างแล้ว ท่านอาเฟซิสจะเป็นเช่นนี้หรือไม่…”
“…….”
“มีเพียงเสียงของเขาลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ เช่นนี้”
แม้นางจะยิ้มแย้มอย่างสดใสแต่ก็ไม่มีผู้ใดยิ้มตาม คงเป็นเช่นนั้นเมื่อดูจากข้าวของที่ขยับเขยื้อนอย่างเกร็งๆ ทั้งที่เขาก็มิใช่คนน่ากลัวถึงเพียงนั้นแท้ๆ…
“อีกประเดี๋ยวดวงตะวันก็จะตกดินแล้วขอรับ ท่านไซคี จะกลับไปยังห้องบรรทมหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ล่ะ เตรียมน้ำอาบให้ข้าก่อนเถิด ข้าอยากอาบน้ำก่อนค่ะ”
“ระหว่างที่ท่านแช่กายในน้ำ ฟ้าอาจจะมืดลงได้นะขอรับ จะไม่กลัวหรือขอรับ”
“ตอนนี้ข้าชินเสียแล้วล่ะค่ะ”
แม้จะไม่ถึงขั้นเดินคลำทางกลับห้องบรรทมได้ แต่ตราบใดที่ฟ้ายังไม่มืดสนิทก็ไม่เป็นไร
นางมองท้องฟ้าที่แสงสนธยาทาทาบอยู่หลังทิวเสา พลางเร่งฝีเท้าไปยังห้องอาบน้ำ
นางอยากจะรีบชโลมกายให้หอมฟุ้งก่อนที่เขาจะมา อยากต้อนรับเขาด้วยใบหน้าที่หมดจด ไซคีผู้มีรูปโฉมงดงามแต่กำเนิดจนไม่เคยรู้ว่าการแต่งกายนั้นสำคัญเพียงใด กำลังเริ่มเรียนรู้ความเพลิดเพลินในการประทินโฉมเพื่อเขา
อยากให้ตนเองดูงดงามไร้ที่ติ อยากดูน่ารักน่าเอ็นดูไปเสียทุกส่วน
หากทำเช่นนั้นแล้วเขาจะกลับมาเร็วขึ้นหรือไม่นะ แม้ตนเองจะคิดว่าเป็นคำถามที่ไร้เดียงสาเหลือเกิน แต่นางก็ไม่มีสิ่งอื่นใดให้พยายามทำได้มากนัก เพราะตั้งแต่แรกเริ่มนางก็เป็นเพียงเจ้าสาวผู้ต่ำต้อยที่ไม่ต่างจากเครื่องสังเวย
ฐานันดรในโลกมนุษย์จะมีประโยชน์อันใดต่อหน้าผู้ที่มิใช่มนุษย์ และรูปโฉมงดงามที่จะโรยราไปในไม่ช้าจะมีประโยชน์อันใดเล่า นางไม่มีพลังอำนาจใดให้หยิบยืมใช้ได้เลย
เพียงแต่เขากระซิบว่านางงดงาม นางจึงอยากจะงดงามต่อไปเรื่อยๆ เขาหาได้ชื่นชมความงามของนางอย่างเลิศเลอไม่
เขาเพียงกล่าวว่าสีหน้า คำพูด กิริยา เสียงหัวเราะ ร่างกายที่ซุกเข้าหา และบทเพลงที่นางฮัมนั้นงดงาม และบอกว่าความรัญจวนใจของนางนั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดู
ดังนั้น คำว่าเจ้างดงาม จึงฟังดูราวกับคำว่าข้าชอบเจ้า
ไซคีชะโงกมองคันฉ่องสำริดบานใหญ่ในห้องอาบน้ำ ท่ามกลางความสว่างสลัว นัยน์ตาสีอำพันอันงดงามเปล่งประกาย ใบหน้าที่นางเคยเบื่อหน่ายถึงเพียงนั้น บัดนี้รู้สึกราวกับมีประโยชน์ขึ้นมาในที่สุด
อยากให้ใบหน้านี้ดูงดงามในสายตาของเขาด้วยเช่นกัน ต่อให้คนทั้งโลกไม่เหลียวแลก็ไม่เป็นไร ขอเพียงยังคงงดงามในสายตาของเขาผู้เดียวก็พอ
เพราะตัวนางชอบเขาเข้าเสียแล้ว
ข้ารับใช้ล่องหนแขวนคบเพลิงไว้บนผนังห้องอาบน้ำเพื่อให้พกติดมือกลับไปยามเสร็จสิ้นแล้วอันตรธานหายไป คงจะหายไปแล้วจริงๆ เพราะเสียงตอบรับคำเรียกดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ด้านนอก
ไซคีปลดเปลื้องไคทันออกจนเปลือยเปล่าทั้งร่างแล้วก้าวลงสู่อ่างอาบน้ำ
ยามนี้ล่วงเข้าสู่ช่วงปลายฤดูร้อนแล้ว ทว่าในหุบเขากลับมิได้ร้อนอบอ้าว พอตกเย็นก็มีมวลอากาศเย็นเยียบพัดผ่าน เมื่อลงไปแช่ในน้ำอุ่น ความกังวลทั้งหลายจึงมลายหายไป
นางดำศีรษะลงไปจนมิดในน้ำที่หยดน้ำมันหอม ก่อนจะโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาแล้วเสยเรือนผมเปียกชุ่มไปด้านหลัง เกศายาวสยายจรดเอวกระจายตัวอยู่ในน้ำราวกับมวลเมฆ
อย่างไรเขาก็คงจะกลับมาในยามดึกสงัด จึงไม่มีเรื่องใดให้ต้องร้อนรน นางทอดสายตามองท้องฟ้ายามโพล้เพล้นอกหน้าต่างบานสูงอย่างเอื่อยเฉื่อย ก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด
เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนาน จนกระทั่งได้ยินเสียงใครบางคนก้าวเข้ามาในผืนน้ำที่เย็นชืดลงแล้ว
“…นึกว่าจู่ๆ แอบไปซ่อนที่ใดเสียอีก”
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดแล้วตั้งแต่เมื่อใดกัน
นางสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจจากเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง ทว่าสายตากลับมืดมิดยิ่งกว่าในห้วงนิทรา คบเพลิงที่แขวนอยู่บนผนังดับมอดลงตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ และสายน้ำก็เย็นชืดราวกับเป็นประจักษ์พยานถึงเวลาที่นางปล่อยให้ล่วงเลยไปในอ่างอาบน้ำ
นางพยายามจะหันกลับไปมองเขา ทว่ามือที่โอบรัดเอวไว้แน่นหนาทำให้ขยับไม่ได้ดั่งใจ นางจึงลองตรวจดูผิวพรรณว่าเปื่อยยุ่ยเพราะแช่น้ำหรือไม่เป็นอย่างแรก ทว่าน่าแปลกที่มือของนางยังคงเป็นปกติดี
เรือนร่างเปลือยเปล่าที่แนบชิดกันอย่างไร้ช่องว่างในสายน้ำอันมืดมิดทำให้นางหน้าแดงก่ำ ก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างยากเย็น
“ท่านมาแล้วหรือคะ”
“ข้ามาแล้ว แต่เจ้ากลับไม่อยู่”
น้ำเสียงคล้ายจะตำหนิทว่าไร้ซึ่งความหงุดหงิดแม้แต่น้อย ริมฝีปากอันอ่อนโยนประทับลงมาที่หลังคอ ท่ามกลางเรือนผมที่เปียกชื้น
มือใหญ่ที่ทาบทับหน้าท้องส่วนล่างใต้ผืนน้ำแล้วดึงนางเข้าไปแนบชิดเลื่อนขึ้นมาใต้ทรวงอกอย่างนุ่มนวล ก่อนจะกอบกุมเต้างามทรงกลมกลึงเอาไว้
“หากเจ้าจงใจอวดให้ข้าเห็นเช่นนี้ ข้าคงต้องขอบใจเจ้าเสียแล้ว”
“ข้าเผลอ หลับไปค่ะ ความจริงควรจะกลับไป อึก… ตั้งนานแล้วแท้ๆ……”
เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาทุกจังหวะที่คำพูดขาดห้วง เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ พลางขบกัดติ่งหูของนาง
“เช่นนั้น เจ้าเลยลืมข้าไปเสียสนิทเลยหรือ”
“จะเป็น อึก เช่นนั้นได้อย่างไร…”
“หากยังจำได้ เจ้าคงไม่ทิ้งข้าไว้เช่นนี้มิใช่หรือ”
“การได้รอต้อนรับท่าน เป็นเรื่องที่น่ารื่นรมย์ที่สุด ฮึก… ในที่แห่งนี้แล้วนี่คะ”
ต่อคำตอบอันว่าง่าย แรงมือของเขากลับยิ่งหยาบกระด้างขึ้นจนเนื้ออกนุ่มหยุ่นแทรกล้นออกมาตามซอกนิ้วที่บีบเคล้นทรวงอกอย่างรุนแรง
เขาหันใบหน้าของไซคีมาแล้วกลืนกินริมฝีปากของนางราวกับไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้อีกต่อไป ผิวน้ำกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่นสาดซัดตามทุกการเคลื่อนไหว เสียงที่มิได้ชวนให้รำคาญใจในยามอัสดงกลับถาโถมเข้าสู่โสตประสาทดั่งกระแสน้ำเชี่ยวกราก
ท่ามกลางความมืดมิดอันล้ำลึกเช่นนี้ มีเพียงสรรพเสียงเท่านั้นที่เป็นทุกสิ่ง นอกเหนือจากผิวกายที่แนบชิดกับเขา นางจึงเอ่ยละล่ำละลักออกมาบนริมฝีปากที่เพิ่งผละออกไปอย่างเว้าวอน
“…ยามที่ดวงตะวันคล้อยต่ำ และเงาเริ่มทอดยาว… ข้าก็รู้ได้ว่าอีกไม่ช้าก็ถึงเวลาที่ท่านจะมา”
“…….”
“เมื่อนั้น ข้าจึงเฝ้าอธิษฐานเสมอให้ความมืดมิดเข้าปกคลุมจนบดบังทุกสายตา เพื่อที่ท่าน ฮึก…”
ยามที่เขาช้อนตัวนางขึ้นมานั่งบนตักอย่างง่ายดาย ท่อนลำที่แข็งขืนอยู่ด้านหลังสะโพกก็บดเบียดเข้าใส่นาง มันดูคุกคามราวกับพร้อมจะแทรกผ่านรอยแยกเข้ามาได้ทุกเมื่อ
ริมฝีปากประกบเข้าหากันอีกคราในยามที่ยังกระวนกระวาย เขาแสดงความละโมบราวกับจะกลืนกินแม้กระทั่งคำพูดของนางเข้าไปในปากตนจนสิ้น
“อย่าบอกนะว่า ท่านอาเฟซิส ที่นี่…”
“เจ้าไม่อยากรับสามีหรือ”
เขาเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล ทว่าแรงกดดันกลับมิอาจเลี่ยงได้ กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายสิบวันแล้ว นางร่วมอภิรมย์กับเขามานับครั้งไม่ถ้วน แต่เรื่องเช่นนี้ยังคงแปลกใหม่นัก
ไซคียังคงไม่อาจจินตนาการถึงการร่วมรักนอกเตียงนอนได้เลย อย่าว่าแต่การกระทำประหลาดๆ เลย เพียงแค่นางหวาดกลัวแม้สักนิดบนเตียง เขาก็ยอมโอนอ่อนตามอย่างนุ่มนวลแล้ว
นางจึงเชื่อมั่นในความอ่อนโยนนั้นแล้วเอ่ยปากอย่างหวาดหวั่น
“…ก็ที่นี่ไม่ใช่เตียงนอนนี่คะ…”
“มิใช่เตียงนอนแล้วอย่างไร ในเมื่อที่นี่มีเจ้าและข้าอยู่แล้ว”
ราวกับจะบอกว่าเพียงเท่านั้นก็พอแล้วมิใช่หรือ
“เช่นนั้นข้าจึงถามว่า เจ้าเพียงแค่ไม่อยากรับสามีใช่หรือไม่”
น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยรอยยิ้ม ราวกับกำลังหยอกเย้า ทว่านางไม่อยากแสดงความลังเลที่คาดเดาได้ง่ายจนทำให้เขารู้สึกน่าเบื่อ ไซคีจึงส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความบ้าระห่ำชั่ววูบ
ทันใดนั้น นิ้วมือเรียวยาวที่มีข้อนิ้วหนาก็สอดแทรกเข้ามายังหว่างขาที่แยกออกใต้น้ำ
“อ๊า…!”
“ทั้งที่อยู่ใต้น้ำยังเปียกชุ่มถึงเพียงนี้”
นังผู้หญิงร่าน เสียงกระซิบเช่นนั้นช่างหวานล้ำ ไซคีผู้ร่านรักของข้า… นางแหงนหน้าขึ้นราวกับต้องมนตร์สะกด และส่งเสียงครางหอบกระชั้นออกมาจากริมฝีปากที่เผยออ้า นิ้วมือที่แหวกขยายและบดควานผนังภายในอันคับแน่นนั้นให้ความรู้สึกล้นปรี่ราวกับท่อนลำของบุรุษ
“ฮึก… อื้อ…! ฮึก!”
“หลั่งรินออกมาไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ ภายหลังกลิ่นกายของเจ้าคงจะหอมฟุ้งยิ่งกว่าน้ำมันหอมเสียอีก”
“ท่านอาเฟซิส ฮึก”
“ตรงนี้มีไว้รับสามี จะกลืนกินน้ำเข้าไปอย่างตะกละตะกลามเช่นนี้ไม่ได้นะ ไซคี”
แม้สามีจะเอ่ยตักเตือนด้วยความอ่อนหวานทว่าเอาแต่ใจ แต่ช่องทางที่เขาแหวกไว้กลับขมิบตอดราวกับกำลังกลืนน้ำ นิ้วมือจึงเพิ่มขึ้นเป็นสามนิ้วราวกับเป็นการลงทัณฑ์
ไซคีอ้าขาออกกว้างขึ้นราวกับรับไม่ไหว และส่งเสียงสะอื้นไห้แม้จะยินดีกลืนกินนิ้วมือที่สอดลึกเข้าไปถึงข้างใน นางหวาดกลัวว่าตนเองจะเสียสติไปในไม่ช้า
“ท่านอาเฟซิส ฮึก ที่นี่… ที่นี่หนาวนะคะ เพราะฉะนั้น…”
“น่าสงสารจริง เจ้าถึงได้สั่นเทาเช่นนี้หรือ”
นางตั้งใจจะบอกให้กลับไปยังห้องบรรทมแท้ๆ ทว่าสิ่งที่ปรากฏตามหลังจุมพิตอันแสนหวาน กลับเป็นน้ำร้อนที่ร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่าเหนือน้ำสุดขอบอ่าง
คนรับใช้ต้องเข้ามาแล้วเป็นแน่ แม้ไซคีจะหน้าซีดเผือดพลางร่ำไห้ ทว่าเรียวขาที่อ้ากว้างไปทางด้านหน้ายังคงค้างอยู่เช่นเดิม และมือของสามีที่กำลังสอดควานข้างในอย่างหยาบโลนก็ยังคงไม่หยุดนิ่งเช่นกัน มันคือจุดที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนจากตำแหน่งที่น้ำกำลังไหลรินลงมา
ต่อให้อยู่ใต้น้ำก็คงมองเห็นได้ หากเป็นเหล่าบริวารของเขาที่สัญจรในราตรีประหนึ่งทิวากาล ไซคีพยายามคว้าแขนของเขาพลางดิ้นรนจะผละออกจากอ้อมอก แต่อีกแขนที่โอบรัดเอวไว้นั้นแข็งแกร่งจนเปล่าประโยชน์ เสียงสะอื้นร่ำไห้ถูกย้อมไปด้วยความสุขสมและความอับอายจนล้นปรี่
“เกินไป เกินไปแล้วค่ะ ท่านอาเฟซิส แบบนี้มัน ฮึก เกินไป…”
กำลังโหลดความเห็น...