“[นิยาย] แด่ปวงเทพธิดา แด่ไซคี” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
“ข้าจะยอมให้พวกต่ำศักดิ์พรรค์นั้น มองเห็นเจ้าหรือ”
จะให้โล่งใจกับคำบอกว่ามองไม่เห็นก็ทำไม่ได้ ภาพน้ำร้อนที่ร่วงหล่นลงมาตรงหน้ายังคงติดตา ไซคียังคงผลักไสสามีต่อไป เขาแนบริมฝีปากลงบนใบหน้าที่เบือนหนีพลางกระซิบ
“ต่อให้เป็นเทพ ข้าจะยอมให้ใครบังอาจมองเจ้าหรือ”
“ทั้งที่ท่านเอาแต่ ฮึก แกล้งข้าแท้ๆ…”
“ไซคี มองข้าสิ”
นางหันดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความตัดพ้อไปยังทิศทางที่เขาอยู่ การจะรู้ว่าดวงตาของเขาอยู่ตรงไหนได้ต้องลูบไล้ใบหน้าเสียก่อน แม้จะจ้องมองเขาด้วยความเคืองแค้น ทว่าก็จำต้องลูบไล้ใบหน้านั้นอย่างแผ่วเบา
ใบหน้านั้นพลันขยับเข้ามาใกล้ แล้วขบกัดลงบนสันจมูกของนาง
“ข้าหงุดหงิดเหลือเกิน”
“เหตุใดท่านถึง…”
พอนางสะบัดหน้าหนีด้วยความเหลือเชื่อ คราวนี้ร่างกายกลับถูกจับให้หันเข้าหาเขาโดยสิ้นเชิง ทรวงอกทรงสวยถูกบดเบียดกับแผงอกอันแข็งแกร่งของเขาจนแปรเปลี่ยนรูป เรียวขาอ้ากว้างออกโอบรอบเอวของเขา ร่างกายแนบสนิทไร้ช่องว่างใต้ผืนน้ำ ความรู้สึกจากท่อนลึงค์ที่แข็งขึงดุนดันหน้าท้องน้อยขึ้นมานั้น ชวนให้ตระหนกขึ้นมาอีกครา
“เพราะเจ้าน่าเอ็นดูเกินไป ข้าถึงได้หงุดหงิดขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไร้เหตุผล”
“…ไร้สาระสิ้นดีค่ะ”
“ทั้งที่อยากปฏิบัติต่อเจ้าอย่างอ่อนโยนแท้ๆ แต่กลับเอาแต่รังแกเจ้าอยู่เรื่อย”
“ไร้สาระ จริงๆ นะคะ…”
“อยากทำให้เจ้าร้องไห้เหลือเกิน”
“…ฮึก…”
ส่วนลึกที่เปียกชุ่มจนล้นปรี่เปิดรับเขาได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ส่วนปลายอันมหึมาสอดแทรกเข้ามาพร้อมกับสายน้ำร้อน
ไซคีระเบิดเสียงครางที่อัดอั้นอยู่ที่ลำคอออกมาในที่สุด ร่างกายของนางขยับเขยื้อนไปตามแรงบีบกระชับที่บั้นเอว จากบนลงล่าง จากด้านหลังสู่ด้านใน ไม่อาจกลืนกินเขาได้หมดทว่ากลับแทรกซึมลึกเข้าไปจนสุด แล้วจึงคายเขาออกมาครึ่งหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ที่นางเริ่มขยับเอวด้วยตัวเอง
เขาขบเคี้ยวติ่งหูของไซคีพลางครางกระหึ่มอย่างหยาบกระด้าง เสียงทุ้มกังวานอันไพเราะเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงลมหายใจที่พ่นพรวดออกมาเป็นเสียงแหบพร่าคอยปลุกเร้านาง
ไซคียื่นมือออกไปโอบกอดรอบคอเขาไว้ราวกับเหนี่ยวรั้ง
“ท่านอาเฟ ซิส ฮึก อา อ๊า…!”
“เรื่องที่ไม่ได้สอน ฮ่า เจ้ากลับทำได้ดีเหลือเกินนะ ขึ้นขย่มชายได้อย่างยอดเยี่ยมเชียว”
“ฮึก ท่านอาเฟซิส อา ฮือ ฮึก!”
ผิวน้ำกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง เขายันกายลุกขึ้นแหวกสายน้ำทั้งที่ยังคงสอดแทรกลึกอยู่ภายในกายของไซคี
ชั่วขณะที่นางส่งเสียงครางราวกับกรีดร้อง สะโพกก็ถูกวางลงบนแผ่นหินอันเย็นเฉียบด้านนอกอ่างอาบน้ำ เขาแยกเรียวขาที่ไร้เรี่ยวแรงให้อ้ากว้างออกจนสุดขีดจำกัด ก่อนจะทาบทับเรือนกายแล้วบดแทรกเข้ามา ลึกล้ำและแข็งแกร่ง ราวกับจะสลักรูปร่างของตนลงบนผนังเนื้อด้านใน
แทนที่จะเป็นเสียงน้ำในอ่าง กลับกลายเป็นเสียงน้ำรักที่เอ่อล้นเปียกแฉะจากจุดที่แนบชิดกันอย่างหยาบโลน ดังกระฉอกเป็นท่วงทำนองลามก เขาคว้ากุมทรวงอกที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะบั้นเอวไว้เต็มมือแล้วดูดกลืน
ภาพเลือนรางของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ซบอยู่กับทรวงอกพลางดูดกลืนยอดปทุมถันราวกับเด็กทารกผุดขึ้นมาในห้วงความคิด อสูรกายผู้กระแทกกระทั้นบั้นเอว บดคลึงเนื้ออุ่นร้อน ณ จุดซ่อนเร้นพลางฝังใบหน้าลงกับอก ชายผู้ทำให้นางแทบคลั่ง
แม้เบื้องหน้าจะยังคงเป็นความมืดมิด ทว่าการแตะจุดสุดยอดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากลับทำให้ทุกสิ่งพร่าขาวไปหมด
ไซคีถึงจุดสุดยอดและสะอื้นไห้อยู่หลายครา ประสาทสัมผัสร้อนผ่าวจนเกินระงับจนไม่อาจรับรู้ได้ในทันทีว่าเขากำลังสัมผัสส่วนใดของนางอยู่
บั้นเอวถูกกระแทกเสยขึ้นอย่างรุนแรง ภายในสติสัมปชัญญะที่ลอยคว้างไกลออกไป หยาดธารชีวิตที่เขาหลั่งรดลึกอยู่ภายในทำให้ท้องของนางอิ่มแน่น แม้จะได้กลืนกินทุกสิ่งเข้าไปจนหมดสิ้น ทว่ากลับให้ความรู้สึกราวกับตนเองเป็นฝ่ายถูกกลืนกินเสียเอง ช่างเป็นพลังชีวิตที่ยากจะทานทน
ในที่สุด ยามที่ริมฝีปากแตะต้องกัน สติของนางก็หลบลี้หนีหายเข้าสู่ความฝัน
ครั้นลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายก็สะอาดสะอ้านไปทั่วทั้งตัว โดยไม่ต้องใช้ตามองก็รับรู้ได้ เรือนร่างที่ได้รับการชำระล้างอย่างหมดจดกำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอันอบอุ่นสบาย
ยังคงเป็นความมืดมิด
นางรู้ว่าเขาจากไปแล้วเพราะไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของใครอื่น ทว่าก็ยังยื่นมือออกไปด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ว่างข้างกายเขานั้นเย็นเยียบและว่างเปล่า
ความสุขดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ ทว่าเพียงพริบตากลับกลายเป็นความหวาดระแวง หากเป็นตอนฟ้าสางยังจะมีความโดดเดี่ยวที่คุ้นเคยเสียมากกว่า
หากเป็นยามเช้าที่เขาย่อมต้องจากไป หากเป็นยามกลางวันที่เขาย่อมไม่อาจมาหาได้ ในยามที่การหายไปของเขาเป็นเรื่องปกติธรรมดา มันยังดีเสียกว่า
ทว่าในราตรีเช่นนี้
‘อย่างน้อยเพียงบอกลาข้าสักคำก็ยังดี’
ไซคีลูบไล้ที่นอนตรงจุดที่สามีเคยนอนอยู่อย่างแผ่วเบาแล้วพลิกตัว ไม่มีสิ่งใดอ้างว้างไปกว่าราตรีที่เขาจากไปแล้วอีก ยิ่งในยามนี้นางได้ล่วงรู้ถึงความสุขอันล้นพ้นเมื่อยามที่เขาอยู่เคียงข้าง ก็ยิ่งรู้สึกเช่นนั้น ดั่งเช่นแสงสว่างที่ยิ่งทำให้เงามืดดำขึ้น
การต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่หายวับไปโดยไร้คำร่ำลาทุกคราไป ความรู้สึกเช่นนั้น เขาจะล่วงรู้บ้างหรือไม่
‘หากรู้แล้ว พระองค์จะทรงทำเช่นนี้หรือ’
เขาทะนุถนอมนาง หากเขาล่วงรู้ ย่อมต้องอยู่รั้งต่ออีกสักนิดอย่างแน่นอน ย่อมต้องทิ้งคำเอ่ยลาอันแสนอ่อนหวานไว้ให้เป็นแน่ เขาเป็นบุรุษเช่นนั้น แต่หากไม่ใช่เล่า
หากทรงรู้ดีอยู่แล้ว ทว่ากลับไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย
หากเรื่องพรรค์นี้ไม่ได้สำคัญต่อพระองค์เลยสักนิด…
ราวกับความกังวลใจอันไร้คำตอบจะยิ่งหยั่งรากลึก ไซคีจึงยันกายลุกขึ้นจากเตียงบรรทม
การคลำหาอาภรณ์ว่าอยู่ที่ใดนั้นเป็นเรื่องยากลำบากเสมอ ด้วยเสียงของพวกคนรับใช้ล้วนเป็นบุรุษหรือไม่ก็เด็ก จึงไม่เหมาะที่จะร้องเรียกมารับใช้ ดังนั้น แม้จะเป็นเพราะความยุ่งยาก นางจึงมักจะนอนทอดกายนิ่งๆ ด้วยร่างเปลือยเปล่าจนกว่าฟ้าจะสางสนิท ทว่า…
‘ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ ข้าไม่อยากนอนอยู่อีกต่อไปแล้ว’
เพราะเตียงนอนมักจะทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่เขานอนเคียงข้างเสมอ
ไซคีหันหลังให้เตียงนอนแล้วค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าตามความทรงจำ ดวงตาที่เริ่มคุ้นชินกับความมืดมิดมากขึ้น ไม่ได้ช่วยให้จำแนกสิ่งของได้ หากแต่ช่วยให้นางไม่หวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่เห็นเท่านั้น
ตำแหน่งและรูปร่างของสิ่งของต่างๆ มีหลงเหลืออยู่เพียงในความทรงจำ สิ่งเดียวที่นางทำได้ มีเพียงการกะระยะเพื่อไม่ให้เดินชนสิ่งของตรงโน้นตรงนี้ไปทั่วเท่านั้น
ไซคีค่อยๆ ก้าวเดินไปยังเก้าอี้หรูหราที่เคยเห็นในยามกลางวันแล้วยื่นมือออกไป ทว่าเมื่อลูบคลำที่พักแขนซึ่งเคยพาดเสื้อผ้าไว้กลับพบแต่ความว่างเปล่า ขณะที่นางกำลังขมวดคิ้วด้วยความฉงนพลางเหลียวมองไปรอบทิศ ทันใดนั้น ก็สัมผัสได้ถึงท่อนแขนที่โอบรัดรอบเอวเข้ามา
“เปลือยกายเช่นนี้จะไปที่ใดรึ”
“…ท่านอาเฟซิส”
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้กำลังตามหาข้าเสียด้วยสิ”
“ข้านึกว่าท่านจากไปแล้วเสียอีกค่ะ”
เมื่อหันกลับไปซุกเข้ากับแผงอกกว้าง เขาก็หลุดหัวเราะพลางแนบริมฝีปากลงมา ไซคีรับเอาลมหายใจที่ประสานและเรียวลิ้นที่พัวพันของเขาไว้ราวกับเฝ้ารออยู่แล้ว เขาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างพึงพอใจ
ความรู้สึกอ้างว้างมลายหายไปราวกับเรื่องโกหก ทุกสิ่งหวนกลับมาเปี่ยมล้นอีกครา
“ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล ข้ายังมีเวลาพอที่จะฟังเสียงเจื้อยแจ้วของเจ้า”
“เจื้อยแจ้วหรือคะ จู่ๆ ไฉนถึงทำเหมือนข้าเป็นเด็กไปได้”
“นั่นสิ เรื่องที่ทำกันคงมิใช่สิ่งที่พึงทำกับเด็กหรอกนะ”
เขาเอ่ยกระซิบเสียงแผ่วเบาพลางลูบไล้หยอกเย้าอยู่ใต้ทรวงอกประหนึ่งพร้อมจะกอบกุมมันได้ทุกเมื่อ
ภาพเหตุการณ์ในห้องอาบน้ำผุดขึ้นมาแจ่มชัดจนใบหน้าร้อนผ่าว มือที่สอดช้อนใต้สะโพกยกตัวนางขึ้นแล้วนั่งลงบนเก้าอี้
เมื่อต้องนั่งเปลือยกายอยู่บนตักอันแข็งแกร่ง แม้จะมองไม่เห็นสิ่งใดแต่นางก็ยังรู้สึกกระดากอายกับสภาพนี้เหลือเกิน เขาได้สวมใส่ฮิมาเทียนไว้อย่างสง่างามเรียบร้อยแล้ว
“ข้าต้องสวมเสื้อผ้า… ช่วยหาให้หน่อยไม่ได้หรือคะ”
“ข้าชอบแบบนี้มากกว่านี่”
“แต่ข้าไม่ชอบนี่คะ… ท่านยังสวมเสื้อผ้าเสียเรียบร้อยเลย”
“อย่างไรเสียเจ้าก็มองไม่เห็นอยู่แล้วมิใช่รึ”
“แต่ท่านมองเห็นทุกอย่างนี่คะ…”
“ทั้งที่ก็เปิดเผยให้ข้าเห็นมาหมดแล้วแท้ๆ”
เป็นเช่นนั้นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว จึงไม่น่าจะต้องมาเคอะเขินเอาตอนนี้ ทว่าบางคราวนางก็เฝ้าฝันถึงชีวิตประจำวันอย่างการสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วนั่งเผชิญหน้ากันที่โต๊ะ ด้วยความสงบอบอุ่นเฉกเช่นในยามหัวค่ำ
ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะชิงชังการหยอกเย้าอย่างพร่ำเพรื่อในยามใกล้รุ่งหรอกนะ
“…ฮึก…”
“ไฉนจึงทำสีหน้าเช่นนั้นเล่า”
“…ท่านอาเฟซิสดูเหมือนจะโปรดปรานเพียงแค่เรือนร่างของข้าเท่านั้นเลยค่ะ”
เสียงตัดพ้อที่ไม่ได้มาจากใจจริงพลั้งหลุดออกไป เขาเอ่ยพลางพรมจูบแผ่วเบาลงใต้คางเรียวราวกับจะปลอบประโลม
“จะไม่ให้ชอบคงยากเสียยิ่งกว่า”
“ตอบง่ายดายเสียจริงนะคะ”
“เพียงแค่เรือนร่างหรือ ข้าออกจะชอบทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าเสียด้วยซ้ำ”
แม้จะเป็นคำพูดในทำนองว่าจะชอบมากกว่าคำว่าชอบ ทว่าก็เปี่ยมไปด้วยความหวัง ‘ท่านบอกว่าชอบทุกสิ่งทุกอย่างของข้า’ เมื่อตอกย้ำกับตัวเองอย่างปักใจเช่นนั้น จู่ๆ ก็แทบจะเงยหน้าขึ้นมาไม่ไหว นางจึงพึมพำแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกรู้สา
“ถึงได้ว่า ตอบอย่างง่ายดายปานนั้น…”
“ข้าหาได้เอ่ยอย่างง่ายดายไม่”
“ฟังดูง่ายดายออกค่ะ ราวกับ… ราวกับกำลังล้อเล่นอยู่อย่างไรอย่างนั้น”
“จะให้ร่ายจากสิ่งใดก่อนดีเล่า เส้นผมที่ชวนให้รู้สึกดีของเจ้าหรือ”
“ล้อข้าเล่นอีกแล้วสินะคะ”
เป็นการหยอกล้อจริงๆ หรือนี่ เมื่อไซคีทอดถอนใจ ริมฝีปากพลันประกบแนบลงมาช่วงชิงเอาแม้กระทั่งลมหายใจนั้นไป เขาเอ่ยปากต่อไปโดยไม่ใส่ใจ
กำลังโหลดความเห็น...