“[นิยาย] แด่ปวงเทพธิดา แด่ไซคี” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
“ดวงตาสีอำพันอันงดงาม ปลายจมูกกลมมนของเจ้า ริมฝีปากที่น่าจับกลืนกิน รูปคางก็ถูกใจข้า…”
“…….”
“ลำคอยาวระหง ทรวงอกยิ่งมิต้องเอ่ยถึง เพราะมันพอดีกับมือข้าเสียเหลือเกิน”
“จริงๆ เลย…”
“เอวก็ร่อนไหวได้ดี สะโพกเล่าก็…”
“อย่ามัวแต่ล้อข้าเล่นอยู่เลยค่ะ ปล่อยข้าได้แล้ว ข้าจะไปสวมเสื้อผ้า”
“เพียงแค่กุมไว้แล้วแยกออกเช่นนี้ เจ้าก็พลันหน้าแดงก่ำจนทำตัวไม่ถูก ช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน”
สองมือของเขาที่กุมสะโพกซึ่งขยับยุกยิกอยู่บนต้นขาได้แยกช่องทางที่ปิดสนิทออกอย่างเปิดเผย การกลั่นแกล้งที่แยกออกแล้วหุบเข้า และแยกออกอีกครั้งทำให้นางเอียงอายจนใบหน้าแดงก่ำดั่งที่เขาว่าจริงๆ
“เพียงสัมผัสก็ตอบสนองเป็นอย่างดีถึงเพียงนี้ จะมิให้ข้าชอบได้อย่างไร”
“…สรุปว่าท่านชอบเพียงเท่านั้นจริงๆ หรือคะ”
คราแรกเป็นเพียงคำตัดพ้อที่มิได้คิดจริงจังอย่างแน่นอน ทว่าใบหน้าของไซคีกลับเริ่มบึ้งตึงขึ้นมาเสียแล้ว เขาประทับจุมพิตแผ่วเบาที่มุมปากของนางพลางพึมพำออกมาราวกับทอดถอนใจ
“เพราะมิได้มีเพียงเท่านั้น มันจึงเป็นดั่งการทรมานอยู่เสมออย่างไรเล่า”
“…….”
“เพราะเจ้ามองข้าเช่นนี้”
มือที่ลูบไล้ริมฝีปากเลื่อนผ่านปลายคางลงมาลูบคลำแนวลำคอ
ดั่งการทรมานงั้นหรือ ดีหรือไม่ดีกันแน่นะ นางไม่อาจล่วงรู้ได้เลย
หรือว่าข้าจะบังอาจมองเขาด้วยแววตาต่อต้านจนเกินไป ทุกคราที่ตัดพ้อต่อว่าเขา สีหน้ามันฟ้องออกมาหมดเปลือกเลยหรือ
ไซคีกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองแล้วเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“…ข้ามองท่านอย่างไรกันหรือคะ”
“ท่ามกลางความมืดมิดที่มองสิ่งใดไม่เห็น เจ้ามักจะกวาดสายตาสับสนไปทั่วราวกับคนตาบอด”
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทุ้มต่ำและหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม นางจึงปิดปากเงียบและเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“แต่ครั้นถึงยามที่เจ้าคิดว่าหาข้าพบแล้ว ราวกับเจ้ารับรู้สิ่งนั้นได้…”
“…….”
“แววตาอันกระจ่างชัดในยามนั้นของเจ้างดงามที่สุด”
ราวกับคำสรรเสริญอันน่าหลงใหลที่ถวายแด่เทพี สุรเสียงของเขาก็คล้ายกำลังล่องลอยอยู่ในห้วงความฝันเช่นกัน
หัวใจเต้นระรัวราวกับเพิ่งเคยได้รับคำชื่นชมว่างดงามเป็นครั้งแรกในชีวิต ไซคียื่นมือออกไปลูบไล้ใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบาตามสัญชาตญาณ
เขาประทับริมฝีปากลงบนฝ่ามือนั้นพลางพึมพำ
“รวมถึงมือที่ลูบคลำใบหน้าข้าอย่างทะนุถนอมเช่นนี้ด้วย”
“…….”
“ใบหน้าที่คล้ายกำลังคาดเดา ราวกับมองเห็นข้าผ่านมือคู่นี้ด้วย”
“…….”
“เสียงพึมพำกับตัวเองอย่างแง่งอนก็น่าเอ็นดู ยามที่ข้าก้าวเข้ามาแล้วเจ้าตาเป็นประกายดั่งสุนัขที่เฝ้ารอเจ้าของก็ด้วย”
“…เปรียบเป็นสุนัขหรือคะ เกินไปแล้ว…”
เป็นเช่นนั้นจริงๆ ดั่งลูกสุนัขที่มิอาจข่มตาหลับจนกว่าผู้เป็นนายจะกลับมา เพราะตั้งแต่พลบค่ำนางมักกระวนกระวายจนเฝ้าแต่มองออกไปนอกหน้าต่างอยู่บ่อยครั้ง เมื่อนางมิอาจโต้เถียงได้ถนัดถนี่จนต้องหุบปากลง ปลายจมูกก็ถูกขบเบาๆ อย่างไม่เจ็บปวด
“การที่เจ้าเล่าเรื่องราวในแต่ละวันด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบในอ้อมอกข้า รวมถึงสีหน้าย่นคิ้วเช่นนี้ยามที่ไม่พอใจด้วย”
“…เรื่องพรรค์นั้นก็ด้วยหรือคะ…”
“รอยยิ้มของเจ้าที่เปรียบดั่งฤดูใบไม้ผลิแห่งทุ่งหญ้าก็ด้วย”
“…จริงเชียว เรื่องเล็กน้อยถึงเพียงนั้นแท้ๆ”
“เสียงหัวเราะก็ชอบ ยามเจ้าร้องไห้ยิ่งชอบกว่า เพราะเจ้าจะร้องไห้ก็เฉพาะยามที่ข้ารังแกเท่านั้น”
ไซคีกลอกตาอย่างกระอักกระอ่วนกับน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยอย่างราบเรียบราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
“ยามที่ถูกรังแกแล้วเพรียกหาข้าด้วยใบหน้าที่ยับเยินอย่างยิ่งก็ด้วย”
“…พอเถิดค่ะ”
“ไม่มีส่วนใดที่ไม่น่ารักน่าเอ็นดู จึงย่อมงดงามไปเสียทั้งหมด มิใช่หรือไร”
“มิต้องบอกต่อแล้วก็ได้ค่ะ…”
เขารับคำอย่างว่าง่ายพลางประทับริมฝีปากลงมาอย่างนุ่มนวล จุมพิตอันแผ่วเบาและอ่อนโยนที่ดูดดึงเรียวลิ้นเพียงเล็กน้อยแล้วปล่อย ไซคีที่ใบหน้าแดงก่ำราวกับเวียนศีรษะซบหน้าลงบนบ่าของเขา
อีกด้านหนึ่งของความรู้สึกที่เพลิดเพลินไปกับความตึงเครียดอันเย้ายวน มักมีความคาดหวังต่อชีวิตประจำวันอยู่เสมอ นอกเหนือจากการร่วมสัมพันธ์ทางกายราวกับเสียสติ หรือแม้กระทั่งมิใช่ความสุขสมจากการได้เสพสมเรือนร่างอันงดงามของเขา…
อาทิเช่น ช่วงเวลาดั่งเช่นยามนี้
สิ่งละอันพันละน้อยดั่งการสนทนาอันไร้ความหมายลึกซึ้งในความมืดมิดยามรุ่งสางอันเงียบสงบ สิ่งเล็กๆ ที่บ่งบอกว่าความสัมพันธ์ทางกายมิใช่ทั้งหมดที่พวกเขาจะร่วมแบ่งปันต่อกันได้
หากประตูถูกปิดตายไปตลอดกาลก็ว่าไปอย่าง ทว่าบัดนี้มีสิ่งต่างๆ ที่ทำให้จินตนาการถึงภาพของพวกเขาในยามกลางวันผ่านช่องว่างที่แง้มเปิดออกเสียแล้ว จึงมิอาจละทิ้งความหวังได้เลย
นางปรารถนาที่จะครอบครองเขาให้มากกว่านี้
“…ข้าอยากเห็นท่านในที่สว่างค่ะ ท่านอาเฟซิส”
เขาลูบแผ่นหลังของนางต่อไปโดยไร้ปฏิกิริยาอันใด ราวกับว่ามิใช่คำพูดที่เกินความคาดหมาย นางจึงเอ่ยเร่งเร้าอย่างเว้าวอน
“ท่านอาเฟซิส”
“หากข้าบอกว่าจะยอมรับฟังความปรารถนาทุกประการเว้นแต่เรื่องนั้น เจ้าจะสนใจขึ้นมาบ้างหรือไม่”
เขาเอ่ยถามอย่างสบายๆ ไซคีส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกแล้วค่ะ”
“ไซคี”
“เรื่องจริงนะคะ ท่านจะมีรูปลักษณ์เช่นไรข้าก็ไม่ใส่ใจทั้งนั้น ต่อให้ท่านจะอัปลักษณ์เพียงใด—”
“—ไซคี”
“ข้าเพียงแค่อยากรู้เรื่องของท่านเท่านั้น ไม่ว่าเมื่อใด… ว่าท่านกำลังมองข้าด้วยแววตาเช่นไร ด้วยสีหน้าแบบไหน ยามยิ้มจะแย้มยิ้มด้วยใบหน้าเช่นไร และใบหน้ายามหลับใหลจะเป็นเช่นไร…”
“…….”
“ท่านบอกเองไม่ใช่หรือคะว่าชอบข้าที่เป็นเช่นนั้น ทั้งดวงตา สีหน้า คำพูด และทุกสิ่งที่ไม่ใช่คำพูดของข้า”
มือที่เคยลูบไล้แผ่นหลังค่อยๆ ผละออกช้าๆ
“…ข้าดื้อดึงจนท่านโกรธแล้วหรือคะ”
“ไม่ ข้าหาได้โกรธไม่”
“ที่บอกว่าท่านจะมีรูปลักษณ์เช่นไรข้าก็ไม่ใส่ใจนั้น… ข้าหมายความเช่นนั้นจริงๆ นะคะ เทพเจ้าดลบันดาลให้ข้าได้พบกับท่าน แล้วข้าจะยอมรับใครอื่นเป็นสวามีได้อีกเล่า”
“การบอกว่าจะไม่ใส่ใจว่าสวามีจะชั่วร้ายอัปลักษณ์เพียงใดเพียงเพราะไม่มีทางเลือกอื่น ช่างเป็นคำพูดที่โหดร้ายต่อตนเองยิ่งนัก”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เย็นเยียบขึ้น ไซคีจึงรีบโอบกอดรอบคอเขาอย่างร้อนรน
“ไม่ค่ะ หาใช่เช่นนั้นไม่ ตอนนี้ไม่ว่าท่านจะมีรูปลักษณ์เช่นไร ข้าก็พึงใจทั้งสิ้น”
“ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้นอย่าได้ใส่ใจเลย ปล่อยมือก่อนเถิด…”
“ท่านมองว่าใจข้าเบาบางถึงเพียงนี้เชียวหรือคะ”
“เบาบางอันใดกัน ทั้งที่ข้าบอกไปแล้วแท้ๆ ว่าเจ้าทรมานใจข้าเพียงใด แต่กลับลืมไปเสียสนิทเลยสินะ”
แม้จะเป็นถ้อยคำหยอกล้อแต่ก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่เยือกเย็นลงแล้ว จะเอ่ยเช่นไรเขาจึงจะเข้าใจกันนะ ไซคีมิอาจหาญจุมพิตริมฝีปากเขา ได้แต่แตะริมฝีปากลงที่มุมปากของเขาแผ่วเบาแล้วเอ่ยอย่างเว้าวอน
“ต่อให้ท่านจะมีรูปลักษณ์อัปลักษณ์เพียงใด หากข้าได้เห็นท่าน ข้าก็คงมีแต่จะรักท่านมากขึ้นเท่านั้นค่ะ”
“…….”
“ข้ามั่นใจค่ะ”
“…จะรักข้า มากขึ้นงั้นหรือ”
ไซคีพยักหน้า โดยไม่รู้เลยว่าตนเองเผลอเอ่ยคำพูดเช่นไรออกไป
นางสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองใบหน้านิ่งงัน เขาเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พลันหัวเราะออกมา
“ช่วงกลางวันคงน่าเบื่อสินะ ข้าจะสั่งให้หาอะไรมาคลายเหงาให้เจ้าแล้วกัน”
เขาผลักไสข้าหรือ ไซคีเคว้งคว้าง แม้จะมีสัมผัสที่คอยลูบไล้ใบหน้านางอย่างแผ่วเบาราวกับหวงแหนอยู่เช่นเดิม ทว่าความรู้สึกว่าตนถูกผลักออกไปนอกเส้นกั้นอย่างกะทันหันกลับแจ่มชัดยิ่งนัก
สีหน้าที่แหงนมองเขาอย่างเว้าวอนค่อยๆ ทลายลงอย่างเชื่องช้า
“…หากไร้ท่านแล้ว จะมีความหมายอันใดเล่าคะ”
“…….”
“แท้จริงแล้ว แม้ไม่ได้เห็นท่านในที่สว่างข้าก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บางทีข้าอาจเพียงแค่อยากพบท่านยามที่โลกนี้สว่างไสวก็เท่านั้น การได้พบท่านหาใช่เพียงการยลรูปร่างหน้าตาใต้แสงสว่างไม่ ตอนนี้ข้าก็มองเห็นท่านอยู่มิใช่หรือคะ… ดูสิคะ”
“…….”
“ข้าเพียงแค่อยากอยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น หากเป็นเพราะท่านมีรูปลักษณ์ที่ไม่อาจเผยให้ข้าเห็นได้ หรือหากเป็นเพราะแสงสว่างอาจทำร้ายท่าน ข้าก็ยอมปรารถนาให้ช่วงกลางวันมืดมิดเสียยังดีกว่า ขอเพียงสุริยันของท่านฟีบัสไม่ลอยเด่นขึ้นมา ทั้งวันทั้งคืนมืดมิดดั่งราตรีไปเสียทั้งหมด ข้าถึงขั้นคิดเรื่องที่เหลวไหลพรรค์นั้นขึ้นมา…”
“…….”
“เช่นนั้นแล้วท่านคงอยู่เคียงข้างข้าเสมอแท้ๆ”
ไซคีหลบมือที่ยื่นเข้ามา เช็ดน้ำตาแล้วยันกายลุกขึ้น
ช่วงเวลาที่เริ่มหวาดหวั่นว่าม่านหมอกแห่งเอออสจะทอแสงขึ้นมาจากฟากฟ้าไกลโพ้นในอีกไม่ช้า เขาคงจะทิ้งเวลาที่ล่าช้าไปแล้วไว้เบื้องหลังและจากไป นางไม่อยากมองเห็นภาพนั้น หญิงสาวก้าวกลับขึ้นเตียง ฝังตัวลงใต้ผ้าห่มอันแสนอบอุ่นสบายแล้วหลับตาลง
โดยไม่รู้เลยว่ากระทั่งฟ้าสว่าง เขาก็ยังไม่อาจผละไปจากข้างกายนางได้
กำลังโหลดความเห็น...