“[นิยาย] แด่ปวงเทพธิดา แด่ไซคี” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
“ท่านพี่ทอดพระเนตรคนพวกนั้นแล้วมิสงสัยบ้างหรือเพคะ”
“เจ้าจะบอกว่าคนพวกนั้นดูว่างงานจนไร้สาระอีกแล้วรึ”
เมื่อเจ้าหญิงองค์โตตรัสถามเช่นนั้น นางก็เจื้อยแจ้วถามกลับราวกับรอจังหวะอยู่แล้ว
“เหตุใดจึงได้พากันไปยืนรออยู่ข้างล่างนั่นเล่าเพคะ แล้วการทำมาหากินเล่าทิ้งไปไหนกัน ที่บ้านเกิดเมืองนอนไม่มีครอบครัวให้ต้องเลี้ยงดูหรอกหรือ มีทั้งหัวหน้าครอบครัววัยชรา และลูกชายหนุ่มแน่นที่ควรต้องรับหน้าที่ตรากตรำทำงาน คนพวกนั้นว่างถึงเพียงนั้นเชียวหรือเพคะ ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยสักนิด”
“นั่นสินะ มิใช่เช่นนั้นหรอก แต่ว่า…”
“แต่ถ้าไม่ว่างงานจริงๆ จะดั้นด้นมาไกลถึงที่นี่เพียงเพื่อรอยลโฉมหน้าของน้องทำไมกันเล่าเพคะ ไม่สิ ถึงได้บอกอย่างไรเล่าเพคะว่าว่างงานกันถึงเพียงไหนกันเชียว”
ใบหน้าบริสุทธิ์ของเจ้าหญิงองค์ที่สามเต็มไปด้วยความสงสัยที่มิอาจคลี่คลาย ริมฝีปากงดงามที่คนพวกนั้นคงได้แต่เฝ้าฝันถึงกำลังขยับเอ่ยเจื้อยแจ้วโดยปราศจากเจตนาร้าย ทว่าหากผู้ใดได้ยินเข้า คงมิพ้นต้องหลั่งน้ำตาเป็นแน่
เจ้าหญิงองค์โตทอดพระเนตรน้องสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดูก่อนจะเอ่ยขึ้น
“คงหมายความว่าเจ้านั้นน่ารักน่าเอ็นดูถึงเพียงนั้นอย่างไรเล่า คนพวกนั้นรักเจ้านะ”
นางไม่เข้าใจความหมายของความน่ารักน่าเอ็นดู สิ่งพรรค์นั้นคือความรักจริงๆ หรือ เจ้าหญิงองค์ที่สามเท้าคางลงกับขอบหน้าต่างพลางย่อกายลงต่ำ พอที่จะมิให้คนข้างล่างมองเห็น
เจ้าหญิงองค์โตคิดจะตำหนิน้องสาวที่มิได้รักษากิริยามารยาทต่อหน้านางกำนัล ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของนางที่ดูว้าวุ่นใจเป็นพิเศษในวันนี้ จึงได้แต่เงียบเสียงลง
“…พอมองคนพวกนั้นแล้ว พลอยทำให้น้องรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนว่างงานไปด้วยเลยเพคะ แม้ว่าน้องจะมิได้มีเรื่องให้ทำมากมายเหมือนอย่างท่านพี่ก็เถอะ”
“เจ้าเองก็มีสิ่งที่ต้องทำตั้งมากมาย”
“น้องมิได้ร่ำเรียนตำรามากมายอย่างท่านพี่ และมิได้แต่งบทกวีอย่างพี่หญิงรองเสียหน่อย”
“เจ้าถอดแบบท่านแม่มาจึงทอผ้าได้เก่งกว่าผู้ใดมิใช่หรือ แม้แต่องค์เทพีอะธีนาหากได้ทอดพระเนตรกี่ทอผ้าของเจ้าก็คงจะพึงใจเป็นแน่”
“แล้วมีประโยชน์อันใดเล่าเพคะ นำไปขายก็มิได้”
“จงโทษความมั่งคั่งของเสด็จพ่อและชาติกำเนิดของเจ้าเถิด เจ้าสูงส่งเกินกว่าจะทำสิ่งของไปเร่ขายนะ”
“ของที่ขายมิได้ ย่อมไร้ประโยชน์เพคะ”
เจ้าหญิงองค์ที่สามพึมพำด้วยน้ำเสียงหงอยเหงาและเบื่อหน่าย
เจ้าหญิงองค์โตช่วยทัดเรือนผมสีทองของน้องสาวที่ทิ้งตัวระริมหน้าต่างไปไว้หลังใบหู แม้ยามท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆบดบังดวงตะวัน เกศางามสีทองนั้นก็ยังเจิดจรัสราวกับดูดซับแสงสุริยันไว้แต่เพียงผู้เดียว
เจ้าหญิงองค์โตมิได้มีความริษยาแม้แต่น้อยและอดชื่นชมในความงดงามนั้นอีกครั้งมิได้ ทว่ารู้ดีว่าตอนนี้น้องสาวคงมิยินดีรับฟัง จึงเก็บงำคำชมนั้นไว้
“เจ้าเองก็บรรเลงพิณไลร์ได้ไพเราะที่สุดมิใช่หรือ”
“…แต่น้องก็มิได้จะเป็นกวีพเนจรเสียหน่อย”
“พี่ชอบเสียงเพลงของเจ้ามากกว่ากวีพเนจรคนไหนๆ เสียอีก น้องรักตัวน้อยของพี่”
นางประทับจุมพิตลงบนกระหม่อมของน้องสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน
“ไม่มีความหรูหราใดจะเทียบได้กับการได้สวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าที่เจ้าทอหรอกนะ เจ้าคือเจ้าหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดในอาณาจักรแห่งนี้มิใช่หรือ”
“ก็พี่หญิงใส่อะไรก็งดงามนี่เพคะ น้องถึงอยากตัดเย็บชุดใหม่ๆ ให้พี่หญิงอยู่เรื่อยๆ ไงเล่า”
“จะสู้งามเท่าเจ้าได้หรือ”
เจ้าหญิงองค์ที่สามส่ายหน้าช้าๆ
“เจ้าเพียงแค่ซาบซึ้งใจก็พอแล้ว ความงดงามของเจ้าคือพรอันประเสริฐของเจ้า และเป็นพรอันประเสริฐของพวกเรา เจ้าคือความภาคภูมิใจและเป็นดั่งตัวแทนของราชวงศ์ ราษฎรต่างรักใคร่เจ้าอย่างสุดหัวใจ เพียงเท่านี้ยังไม่พออีกหรือ”
“…แต่เรื่องเช่นนี้คือความรักจริงๆ หรือเพคะ”
“บางคนอาจชื่นชมเจ้าในฐานะหญิงงาม บางคนอาจเคารพรักเจ้าราวกับรูปสลักในวิหาร และบางคนอาจเทิดทูนบูชาเจ้าเหมือนเห็นเทพีจนมิกล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา ทว่าทั้งหมดนั้นล้วนเป็นความรักทั้งสิ้น”
“ทั้งที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้จิตใจที่แท้จริงของน้องเลยสักคนหรือเพคะ”
“คนพวกนั้นไม่รู้จักกษัตริย์ ราชินี หรือแม้แต่ตัวพี่ และไม่รู้จักใครทั้งนั้น พวกเราเองก็มิอาจล่วงรู้ถึงตัวตนของคนเหล่านั้นได้เช่นกัน แต่จำไว้นะน้องพี่ ความรักมิได้อยู่ในความดูแลของฟีบัส อพอลโล แต่เป็นสิ่งที่บุตรของอโฟรไดท์ดูแลอยู่ต่างหาก”
“…….”
“ความรักไม่จำเป็นต้องมีสติปัญญาหรือเหตุผลอันเป็นกลาง ตรงกันข้าม ความรักกลับชิงชังสิ่งเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่มืดบอดที่สุดนั่นแหละคือความรักอย่างแท้จริง และเฉกเช่นเทพีกับบุตรของนาง ความรักไม่มีวันแยกขาดจากความงดงามได้ และเมื่อเจ้างดงามยิ่งกว่าผู้ใด… การที่ทุกคนจะรักใคร่เจ้าจึงเป็นเรื่องธรรมดายิ่งนัก”
เป็นเพียงเรื่องธรรมดาสินะ… เจ้าหญิงองค์ที่สามขยับริมฝีปากอย่างเงียบงัน
“เจ้าเป็นธิดาที่เสด็จพ่อทรงรักมากที่สุด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความสุขของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ ดังนั้นเห็นแก่ความลำบากของคนพวกนั้น วันนี้ก็ออกไปเผยโฉมที่ระเบียงสักประเดี๋ยวเถิดนะ”
“…….”
“เพียงแค่ได้ยลโฉมเจ้าจากแดนไกล ก็เป็นเรื่องเล่าขานอันยิ่งใหญ่ของราษฎรแล้ว คนพวกนั้นเทิดทูนเจ้าเสียยิ่งกว่าเทพีเสียอีก”
“พี่หญิง!”
“พี่รู้แล้ว พี่จะไม่เอ่ยวาจาลบหลู่เยี่ยงที่คนทั่วไปชอบพูดกันอีก พี่เพียงแต่บอกให้เจ้าแสดงความเมตตาแก่พวกเขาชั่วครู่ก็เท่านั้น”
เจ้าหญิงองค์ที่สามพยักหน้าอย่างว่าง่าย เจ้าหญิงองค์โตประทับจุมพิตลงบนศีรษะของน้องสาวอีกครั้งพลางกระซิบ และในยามนั้นเอง รูปร่างหน้าตาที่ละม้ายคล้ายกันของสองพี่น้องจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“…พวกเรารู้จักเจ้านี่นา และเจ้าก็รู้จักพวกเราด้วย”
“ขอบพระทัยเพคะ พี่หญิง”
“ไปที่ระเบียงได้แล้วไป”
นางพยักหน้ารับพี่สาวแล้วก้าวเดินตรงไปยังระเบียงอย่างเงียบเชียบ เพียงไม่นาน เสียงโห่ร้องกึกก้องก็ดังระงมขึ้นพร้อมกันจากเบื้องล่างที่เคยเงียบสงบราวกับป่าช้า
ต่อให้ได้ยลโฉมเทพีแห่งความงามก็คงไม่คลั่งไคล้ถึงเพียงนี้กระมัง นางกำนัลคนหนึ่งพึมพำเหมือนเช่นทุกคราพลางเดินผ่านด้านหลังของเจ้าหญิงไป เป็นเสียงที่แผ่วเบาจนแม้แต่เจ้าหญิงองค์โตที่ประทับอยู่ตรงหน้ายังมิอาจได้ยิน
ทว่าคงไม่มีผู้ใดในราชสำนักคาดคิดเป็นแน่ว่า องค์เทพีจะทรงเงี่ยโสตสดับรับฟังอยู่ทุกหนแห่งตามกำแพง
“…ต่อให้ได้ยลโฉมเทพีแห่งความงามก็คงไม่คลั่งไคล้ถึงเพียงนี้งั้นรึ”
อโฟรไดท์ตั้งศีรษะที่เอียงกะเท่เร่ให้ตรงขึ้นมาในทันใด มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันยิ่งนัก
เกศาทองคำเปล่งประกายทิ้งตัวสยายลงเบื้องล่างอย่างไร้ระเบียบ ไคทันสีม่วงครามหลุดลุ่ยจนเกือบเปลือยเปล่า―ทว่าแม้จะอยู่ในสภาพเช่นนั้น องค์เทพีก็ยังคงงดงามไร้ที่ติขณะลุกขึ้นจากแท่นบรรทม
หากนับว่าเริ่มระคายใจมาตั้งแต่เมื่อใด ก็เพิ่งผ่านไปได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้นกระมัง ดั่งเช่นชั่วชีวิตอันร่วงโรยของมนุษย์บางคราก็เป็นเพียงครึ่งวันของทวยเทพ เวลาอันต่ำต้อยของมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่มิมีค่าพอให้เทพเจ้าใส่ใจนับอยู่เสมอ
ทว่าอโฟรไดท์กลับถึงขั้นนึกย้อนนับเวลาขึ้นมาเสียได้
“…อะไรอีกเล่า”
แอรีสส่งเสียงเหนื่อยหน่ายออกมาขณะนอนคว่ำอยู่บนแท่นบรรทม
ทั้งที่มีดีแค่วงหน้าที่มารดาของเขาปั้นแต่งมาอย่างคมคาย แต่พอซุกใบหน้าหล่อเหลานั่นลงแล้วทำท่ารำคาญใจ นางก็พาลนึกเสียใจที่ยอมอ้าขาให้เขาอีกจนได้ในวันนี้
สภาพที่เรือนผมสีแดงอันเป็นลางร้ายของเฮร่าเส้นนั้น มาเกลื่อนกลาดเกะกะอยู่บนหมอนขนหงส์ตัวโปรดของนางช่างน่ารำคาญตายิ่งนัก
“กลับไปเสีย”
“ทีตอนอ้อนวอนให้ข้าสอดใส่เข้าไปล่ะทำเป็นลืม”
“ข้าไปทำเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใดกัน”
“ก่อนที่ข้าจะสอดใส่ให้ เจ้าก็ทำเช่นนั้นตลอดมิใช่หรือ”
ใบหน้าที่เอี้ยวคอกลับมามองอโฟรไดท์ทั้งที่ร่างยังคงนอนคว่ำอยู่นั้นแสยะยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้
หากเป็นมนุษย์คงราวๆ ยี่สิบหกยี่สิบเจ็ด ใบหน้าของเทพเจ้าผู้ใช้ชีวิตเสเพลชั่วกัปชั่วกัลป์ก็เป็นเช่นนั้นเอง แม้มิได้น่ารักใคร่เลยสักนิด ทว่ากลับปลุกเร้าตัณหาได้เสมอ
อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้แท่นบรรทมอีกคราแล้วขึ้นไปนั่งคร่อมทับบนตัวเขา มุมปากของแอรีสยกยิ้มขึ้นอย่างเกียจคร้านระคนถือดี
“ข้าต้องกลับแล้วแท้ๆ ช่างมักมากเสียจริง”
“แอรีส เจ้าก็รู้เรื่องนั้นด้วยใช่หรือไม่”
“เรื่องอันใดเล่า”
“นังเด็กมนุษย์นั่น”
อโฟรไดท์เค้นเสียงสั้นลอดไรฟันราวกับรังเกียจเกินกว่าจะเพิ่มคำขยายความใดๆ แอรีสขมวดคิ้วพลางกอบกุมทรวงอกของอโฟรไดท์ที่เปิดเปลือยอยู่ข้างหนึ่งไว้เต็มมือ
“นังเด็กมนุษย์มีแค่คนสองคนเสียที่ไหน”
“เจ้ารู้อยู่แก่ใจ”
“ก็บอกว่าเรื่องอันใดเล่า—”
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ เจ้ารู้อยู่แล้วนี่”
แอรีสสังเกตเห็นว่าแม้ดวงตาของคู่ขาจะมองตนอยู่ ทว่ากลับดูเหม่อลอยไปยังที่อื่นอย่างน่าประหลาด
เมื่อประเมินแล้วว่านี่มิใช่โทสะที่ตนควรต้องมารับมือ เขาก็ปรายตามองซอกขาอันเย้ายวนของอโฟรไดท์ราวกับจะโลมเลีย ทว่ากลับพลิกกายหลบหลีกออกมาอย่างแผ่วเบา
การปลดปล่อยความกำหนัดไปทำที่ตำหนักอื่นเอาก็ย่อมได้
“เห็นเจ้าลืมไปข้าเลยเตือนให้ว่า สิ่งที่เจ้าถามมาส่วนใหญ่ข้าไม่รู้หรอก มันคงเป็นผลพวงจากความโง่เขลา และเพราะเช่นนั้นข้าถึงได้ถูกชิงชังบนเขาโอลิมปัสอย่างไรเล่า ถึงเวลาที่เจ้าควรจะรู้ถึงความเขลาของข้าได้แล้วมิใช่หรือ”
“สีหน้าของเจ้าบอกว่าเจ้ารู้อยู่ชัดๆ”
“ไปถามพี่ชายข้าโน่น เรื่องพรรค์นั้นมีแต่พี่ข้าเท่านั้นแหละที่รู้”
“สามีของข้าไม่รู้เรื่องเช่นนั้นหรอก เขาทั้งโง่เง่าแถมยังสุภาพเรียบร้อยจะตายไป”
อุตส่าห์ทิ่มแทงเขาด้วยคำว่าโง่เง่าแท้ๆ แต่ท่าทางที่ขีดเส้นกั้นว่าเขาเป็นผู้สุภาพเรียบร้อยมิเหมือนคนเยี่ยงเจ้านั้นช่างน่าระคายตายิ่งนัก
เช่นนี้แล้วจึงมิอาจเป็นได้ทั้งภรรยาที่ดีหรือชู้รักที่ดีอย่างไรเล่า
แอรีสแค่นหัวเราะ
กำลังโหลดความเห็น...