“[นิยาย] แด่ปวงเทพธิดา แด่ไซคี” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
อโฟรไดท์ตวัดสายตาเย็นเยียบมาถาม อีรอสมีสีหน้าเอือมระอาในทันใดพลางส่ายศีรษะเบาๆ
“ไม่มีคำสรรเสริญใด ไม่มีเครื่องบรรณาการใดถวายแก่ข้าอีกแล้ว ทุกสิ่งถูกทิ้งขว้างโดยไร้ซึ่งเปลวเพลิงที่ลุกโชนแม้เพียงนิด รอบกายมีแต่ขี้เถ้าสีดำที่เย็นชืด เพียงเพื่อจะมอบความเคารพดั่งเทพีให้แก่บุตรสาวของมนุษย์ต่ำต้อย เพียงเพื่อการนั้น… แล้วจะให้ข้าทนรับการลบหลู่อันน่าสังเวชนี้ไปถึงสิบปีหรือ”
“ข้ามิได้หมายความว่าจะให้ทรงทนเช่นนั้น… แต่อันที่จริงท่านแม่เองก็ทรงทิ้งขว้างวิหารไปหลายปีแล้วมิใช่หรือขอรับ”
“เช่นนั้นนังตัวร้ายนั่นสมควรได้รับคำยกยออันไม่เป็นธรรมว่า ‘แม้แต่เทพีแห่งความงามก็มิอาจเทียบเคียงความงดงามของเจ้าหญิงได้’ แล้วกระนั้นหรือ พวกสวะที่ป่าวร้องว่าจะไขว่คว้าความงามต่ำช้าของมนุษย์ที่มองเห็นได้ ดีกว่ามัวตามหาความงามอันเลื่อนลอยของทวยเทพที่มองไม่เห็นน่ะหรือ”
เมื่อเทพมารดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหม่นหมองพลางตีโพยตีพายไปไกล ใบหน้าอันประณีตของอีรอสก็เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาเอ่ยเห็นพ้องกับเทพมารดาไปตามความเคยชิน
“ย่อมไม่ถูกต้องขอรับ”
“พวกมันไม่เพียงลบหลู่แม่คนนี้ แต่ยังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีทั้งมวลของทวยเทพ ซ้ำยังบังอาจเชื่อมั่นอย่างไร้ข้อกังขาว่ามนุษย์อาจก้าวข้ามเทพเจ้าได้ เอาสิ่งต่ำต้อยมาเทิดไว้เหนือหัวข้า แล้วมอบเกียรติยศของอโฟรไดท์ให้แก่อีนางเด็กที่จะต้องตายไปเช่นพวกมันในสักวัน”
นอกเหนือจากความเหนื่อยหน่ายที่เรื่องชวนรำคาญใจเกิดขึ้นอีกครา เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่แม้อีรอสเองก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้อีกต่อไป ด้วยเขาคือบุตรชายผู้ภักดีและเก่งกาจที่สุด อีกทั้งยังเป็นข้ารับใช้ของนาง ไม่เหมือนกับอโฟรไดท์ที่เพิ่งจะเหลียวมองวิหารของตน อีรอสล่วงรู้มาตั้งนานแล้วว่าวิหารของเทพมารดากลายเป็นที่รกร้าง
หากแอรีสไม่มาคอยยุแยงตะแคงรั่ว เรื่องคงไม่เลวร้ายถึงเพียงนี้แต่จะทำอย่างไรได้ อโฟรไดท์ไม่ได้มีนิสัยริษยาง่ายดายดังรูปลักษณ์ภายนอก และนางก็รักใคร่หญิงสาวที่งดงามเฉกเช่นนางอย่างกว้างขวาง ตราบใดที่ความงามนั้นไม่ล้ำเส้นจนเกินไป
ทว่าตามที่อีรอสได้ยินมา ความงดงามของเจ้าหญิงที่ผู้คนบังอาจยกย่องว่าเป็นอโฟรไดท์จำแลงมาจุติ―หรือการบูชาของโลกมนุษย์ที่มีต่อนางนั้นล้ำเส้นเกินไปแล้ว
“หากเกียรติยศนี้จะหวนคืนมาก็ต่อเมื่อนังเด็กอวดดีนั่นเสวยสุขจนสิ้นอายุขัย สู้ไม่ต้องหวนคืนมาเสียยังดีกว่า แต่อีรอสเอ๋ย ความภาคภูมิของข้าย่อมเป็นขอบเขตอำนาจของเจ้าผู้เป็นบุตรหัวปี ข้าจึงหวั่นใจนักว่าความต้อยต่ำของข้าจะทำให้พลังอำนาจของเจ้าพลอยเสื่อมถอยไปด้วย หากเป็นเช่นนั้นแม่คงละอายใจจนมิอาจสบตากับเจ้าได้อีก ทั้งคงไม่อาจเชิดหน้าก้าวไปยังเขาโอลิมปัสได้ และคงถูกแอรีสแย่งชิงแม้กระทั่งศักดิ์ศรีต้นกำเนิดของเจ้ากับเหล่าน้องชายไป จนต้องอยู่อย่างน่าเวทนาเพียงลำพังในดินแดนแห่งนี้…”
“ข้าทราบแล้วขอรับ”
แทนที่จะบอกว่าเข้าใจ เรียกว่าไม่มีเหตุผลให้ต้องฟังต่อจะถูกเสียกว่า ความเป็นแม่ที่ปรุงแต่งเกินจริงของอโฟรไดท์ไม่เคยกระตุ้นความซาบซึ้งในหัวใจของอีรอสได้เลยแม้แต่น้อย
“ฉะนั้นโปรดบอกสิ่งที่ท่านแม่ปรารถนามาเถิดขอรับ ข้าจะทำตามนั้นทุกประการ”
เขาเอ่ยถามออกไป เพียงด้วยความรักอันมิอาจเลี่ยงได้ที่มีต่อเทพมารดา และความภักดีในฐานะบริวารเป็นส่วนใหญ่
หากเป็นไปตามนิสัยแต่กำเนิดที่รักการเล่นสนุก ป่านนี้ความคาดหวังคงพุ่งทะลุเพดานไปแล้ว ทว่าช่วงนี้แม้แต่ความรู้สึกเช่นนั้นก็กลับจืดชางลงไปเสียสิ้น ดังนั้นนี่จึงเป็นเพียงหน้าที่ล้วนๆ
เมื่อบุตรชายยอมรับโดยไม่อิดออด ดวงตาของอโฟรไดท์ที่ดูคล้ายเสียขวัญเมื่อครู่ก็พลันเปล่งประกายคมปลาบราวกับเรื่องก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น
“จงใช้พลังที่เจ้ามี สั่งสอนให้เจ้าหญิงผู้อวดดีนั่นได้รู้ซึ้งถึงราคาของความงามอันมิชอบธรรมเสีย”
ริมฝีปากสีแดงสดคลี่ยิ้มโค้งยาวอย่างงดงาม
“อย่าให้ชายใดมารักใคร่ในความงามนั้นได้ และจงดลบันดาลให้หัวใจของนางตกหลุมรักสิ่งอันไร้ค่าและต่ำต้อย แล้วให้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความอัปยศที่แม้แต่ความรักนั้นก็ไม่ได้รับสิ่งตอบแทน”
อีรอสจดจำคำบัญชาของเทพมารดาไว้อย่างไม่ใส่ใจนัก พลันนั้นรอยยิ้มของอโฟรไดท์ก็แปรเปลี่ยนเป็นความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น
“อย่างเช่น มีชีวิตอยู่ด้วยความอัปยศและความโดดเดี่ยวไปชั่วชีวิต ในฐานะภรรยาที่ถูกทอดทิ้งของอสูรกาย เป็นต้น”
เด็กหนุ่มเดินไปยังสวนของเทพมารดา แม้ในความมืดมิดแห่งราตรี ดอกไม้ทั้งสี่ฤดูที่ไม่มีวันร่วงโรยและกลิ่นหอมอ่อนละมุนของฤดูใบไม้ผลิก็ยังคงพลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อนจาง แสงที่เกาะพราวบนแต่ละกลีบดอกนั้นมิได้สว่างจ้าและมิได้มืดมน
กาลเวลาหยุดนิ่ง และแม้กระทั่งสายลมก็เป็นสิ่งลวงตา ณ ที่แห่งนี้ ดั่งเช่นร่างกายของเด็กหนุ่มที่มิอาจเติบโต
ยามที่ได้ก้าวเดินในสวนอันเจิดจรัสราวกับเทพมารดารวบรวมสิ่งงดงามทั้งมวลบนโลกมาไว้ที่นี่ อีรอสมักจะจมดิ่งสู่ห้วงคำนึงเป็นบางคราว่า ตัวเขาก็คงเป็นเพียงหนึ่งในสิ่งของเหล่านั้นเช่นกัน
หนึ่งในสิ่งของประดับประดามากมายนับไม่ถ้วนของเทพี ถึงกระนั้นก็เป็นของที่มีประโยชน์ที่สุด หรือเป็นสิ่งที่ทรงโปรดปรานที่สุด เป็นเพียงสิ่งเช่นนั้นเอง
ดวงตาไร้ความรู้สึกของเด็กหนุ่มกวาดมองไปทั่วทุกหนแห่งในสวน ดอกไม้งดงามแห่งทิศบูรพา หญ้าป่าแห่งทักษิณ ไม้สนแห่งอุดร มวลบุปผาป่าแห่งประจิม… ล้วนเป็นสิ่งงดงามที่เคยต้องตาเทพมารดามาแล้วทั้งสิ้น
สิ่งเหล่านั้นหยุดนิ่งอยู่ ณ ช่วงเวลาอันงดงามที่สุดที่เทพมารดาทรงจดจำได้โดยไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับเหล่าพี่น้องของเขาที่ยังเยาว์วัย หรือเติบโตช้าตั้งแต่กำเนิด
โชคชะตาของอีรอสคือความเป็นอมตะ ส่วนใบไม้ที่ไหวเอนตามสายลมนั้นเพียงแค่มิมีวันตาย ทว่าในแง่ที่ถือกำเนิดขึ้นมาโดยอาศัยบารมีของมารดานั้นก็มิได้ต่างกันเท่าใดนัก
ชีวิตที่มิแก่เฒ่าและมิร่วงโรย ความตื้นเขินที่มิมีวันตาย ชีวิตที่ไม่รู้จักความจำกัดของชีวิต และสิ่งต่างๆ ที่ยังคงเต้นตุบอยู่ได้โดยไร้ซึ่งพลังชีวิต
ทุกสิ่ง ณ ที่แห่งนี้ ในฐานะของประดับของเทพี ล้วนใช้ชีวิตอยู่ชั่วขณะหนึ่งให้กลายเป็นนิรันดร์
ดวงตาสีฟ้าที่ไร้ความรู้สึกดั่งสายน้ำที่ไม่ไหลเวียนกวาดมองไปทั่วสวนอย่างช้าๆ แม้จะใกล้ถึงเวลาลงมือแล้ว ทว่าความขี้เล่นเยี่ยงเด็กหนุ่มก็ยังคงจืดชืด
เขาโบกมือเล็กๆ ปัดผีเสื้อสีฟ้าที่บินเข้ามาตรงหน้าเหมือนไล่แมลงพลางเดินผ่านใต้ต้นไม้ที่ทอดเงาดำทะมึน
ในป่าที่แม้แต่สายลมก็มิอาจย่างกราย ส่วนลึกนั้นมีตาน้ำสองแห่งซุกซ่อนอยู่ ในสวนของเทพีมีของประดับไม่กี่ชิ้นที่เผยให้เห็นนิสัยอันแปรปรวนและเอาแต่ใจของผู้เป็นเจ้าของได้อย่างหมดจด
น้ำพุทางซ้ายมีรสหวาน เป็นสิ่งที่เทพีดื่มด้วยองค์เอง บันดาลให้ผู้ที่มิได้งดงามกลับงดงาม และบันดาลให้ผู้ที่งดงามอยู่แล้วยิ่งงดงามขึ้นไปอีก
อโฟรไดท์เสวยมันทุกรุ่งสาง ทว่าในสายตาของอีรอสกลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงสรรพคุณจนชวนให้คิดว่าเป็นเพียงน้ำธรรมดา จะมีก็แต่ยามที่เทพีทรงมีน้ำพระทัยเผื่อแผ่เป็นครั้งคราวเท่านั้นที่เขาถึงได้รับรู้ตัวตนอันชั่วร้ายของมัน
เพราะมันได้มอบความงามจนจำแทบมิได้ให้แก่พรายนางไม้แห่งพงไพรที่เทพีทรงโปรด หรือแก่เหล่าบุตรสาวของมนุษย์ที่ดูแลวิหารด้วยความศรัทธา
อีรอสค่อยๆ หันมองไปทางขวา น้ำที่ผุดขึ้นมานั้นใสกระจ่างจนเห็นก้นบ่อมิได้ต่างจากทางซ้าย ทว่าหากได้แตะลิ้นลงไปคงมีรสขมปร่า
หากทางซ้ายคือพร ทางขวาก็มิใช่พร เนื้อแท้ของมันไม่ต่างจากคำสาป ทว่าเทพีทรงรังเกียจถ้อยคำที่มืดมนอัปมงคล จึงถูกเรียกเพียงว่า ‘สิ่งที่ไม่ใช่พร’ เท่านั้น สิ่งอันร้ายกาจที่ทำให้ไม่มีบุรุษใดรักสตรีผู้นั้น
อารมณ์ของเทพมารดาเดิมทีก็แปรปรวนยิ่งนัก บางฤดูกาลก็นึกอวยพรเหล่าบุตรสาวของมนุษย์จนน้ำพุทางซ้ายแทบแห้งขอดก้นบ่อ แต่บางฤดูกาลกลับเที่ยวตามหาแต่พวกอวดดีที่สมควรถูกประพรมด้วยน้ำพุทางขวา
ด้วยเหตุนี้ตลอดทั้งฤดูกาลนี้พระนางคงจะทรงใจร้ายไปตลอดเป็นแน่ อีรอสหยิบขวดอำพันออกมาตักน้ำพุทางขวาใส่ลงไปเล็กน้อย เนื่องจากขวดอำพันมีเป็นคู่ อีกขวดหนึ่งจึงยังว่างเปล่า
เขามองขวดเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก้าวเดินไปยังตาน้ำทางซ้าย
สิ่งที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามบัญชาของเทพมารดาคือน้ำพุอันขมปร่าทางขวา อสูรกายหนึ่งตนที่จะมาเป็นเจ้าบ่าวของเจ้าหญิง และศรทองคำที่จะใช้แทงเจ้าหญิง หากเป็นเช่นนั้นสิ่งนี้ย่อมไร้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด ทว่าในบรรดาสิ่งที่เขาได้รับสืบทอดมาจากเทพมารดาก็มีนิสัยชอบเสาะแสวงหาความเพลิดเพลินที่พิถีพิถันยิ่งขึ้นโดยไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ ปะปนอยู่ด้วย
“…ถ้าจะทำทั้งที”
เป็นความคิดที่ว่าหากจะทำเรื่องร้ายกาจทั้งที ก็สู้ทำให้มันถึงที่สุดไปเลยดีกว่า เพียงแค่ความคิดที่ผุดขึ้นมาชั่วแล่นก็จุดประกายความสนใจให้เกิดขึ้นรางๆ
อย่างไรเสียหากโชคชะตาถูกกำหนดให้มิอาจได้รับความรักจากบุรุษใด และต้องรักอสูรกายเพียงลำพัง การที่นางจะงดงามยิ่งขึ้นไปอีกจะกลายเป็นเรื่องน่าขันและน่าเวทนาเพียงใดกันเล่า
ความงามที่ไม่มีผู้ใดรักจักเบ่งบานอย่างเต็มที่ จากนั้นจึงค่อยร่วงโรยไปในความเดียวดายที่แม้อสูรกายก็ยังไม่แยแส
อีรอสที่ตักน้ำพุอันหอมหวานใส่ขวดเปล่าปิดฝาขวดลงราวกับหมดความสนใจไปในพริบตา พรที่จะทำให้เด็กสาวผู้งดงามที่สุดในโลกงดงามยิ่งขึ้นไปอีกอยู่ในกำมือของเขาแล้ว แม้จะเรียกว่าพร ทว่าท้ายที่สุดก็เป็นเพียงการลงทัณฑ์ที่เกาะกินคำสาปเพื่อดำรงอยู่
เช่นนี้เองที่พรบางคราก็คือคำสาป และคำสาปในบางครั้งก็บังเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอันไร้สาระเพียงเท่านี้ อีรอสใช้มือเล็กๆ เสยผมสีทองขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าอันเบื่อหน่าย
อย่างน้อยท่านแม่ก็คงจะทรงยินดี เพราะพระนางโปรดปรานการเพิ่มการเล่นตลกไร้สาระลงไปเสมอ
อีรอสบินผ่านเหล่าบ่อน้ำพุเข้าไปในป่าทึบ ไม้ต้นเล็กพากันค้อมก้มและคดงอกิ่งก้านหลบปีกของเทพเจ้า ทว่าต้นที่หลบไม่ทันต่างก็หักโค่นลงในที่สุด
จะเป็นการพาลระบายอารมณ์ด้วยหวังให้เทพมารดารำคาญใจเพราะตนบ้าง หรือเป็นเพียงความไม่ใส่ใจ ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
ในไม่ช้า เหนือแนวเขตแดนแห่งพงไพรของอโฟรไดท์ ปีกของเทพเยาว์วัยก็ทะยานขึ้นสู่เวหาราวกับพญาอินทรี
กำลังโหลดความเห็น...