“[นิยาย] แด่ปวงเทพธิดา แด่ไซคี” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
บทที่ 2 ความงามอันอยุติธรรม
เจ้าหญิงกอบโกยลมหายใจหอบเหนื่อยขณะก้าวขึ้นเนินเขา เหล่านางกำนัลยังคงอยู่ห่างออกไปเบื้องหลัง
แม้จะก้าวออกจากวังตั้งแต่เช้าตรู่จนล่วงเลยมาครึ่งค่อนวันแล้ว แต่ดอกไม้ในตะกร้าที่นางถืออยู่กลับยังไม่เต็มถึงครึ่ง
ที่งานไม่คืบหน้าไปไหนเลยเป็นเพราะนางเอาแต่เสาะหาเพียงดอกไม้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งยังไม่อยากหักดอกไม้ที่ไม่ถูกนำไปใช้แล้วต้องทิ้งขว้างอย่างไร้ค่าอีกด้วย
ตามธรรมเนียม มงกุฎดอกไม้สำหรับพิธีวิวาห์มักจะถักทอขึ้นจากดอกไม้ในทุ่งกว้างด้วยมือของพี่น้องสตรีของเจ้าสาว
แม้ธรรมเนียมของราชวงศ์จะแตกต่างออกไป ทว่าเหล่าเจ้าหญิงผู้มีความรักใคร่กลมเกลียวกลับเลือกที่จะปฏิบัติตามประเพณีของชาวบ้านโดยการทำมงกุฎดอกไม้ให้แก่กันด้วยตนเอง และนี่ก็นับเป็นครั้งที่สองแล้ว
เจ้าหญิงองค์โตเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับบุตรชายของขุนนางผู้มีชื่อเสียงไปเมื่อหนึ่งปีก่อน ส่วนเจ้าหญิงองค์รองก็เพิ่งจะตกลงรับคำสู่ขอจากแดนเหนือเมื่อครึ่งปีก่อนและกำลังจะได้แต่งงาน
และวันนั้นก็คือวันพรุ่งนี้แล้ว
เพื่อที่จะเด็ดดอกไม้อันสดใหม่มาทำมงกุฎดอกไม้และเครื่องประดับของเจ้าสาว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงหรือบุตรสาวชาวบ้านต่างก็ต้องรอคอยจนถึงวันก่อนหน้าด้วยกันทั้งสิ้น
เพราะได้ยินมาเช่นนั้นจึงจำต้องรอจนถึงเวลาอันกระชั้นชิด ทว่าเมื่อฝนกลับเทกระหน่ำลงมาอย่างไร้ความปรานีในช่วงรุ่งสาง นางจึงไม่รู้เลยว่าจะกังวลใจเพียงใด
ครั้นคัดดอกที่บานช้าและดอกที่บานเร็วเกินไปออก อีกทั้งยังตัดดอกที่มีกลีบช้ำเพียงข้างหนึ่งทิ้ง แม้ทั่วทั้งทุ่งจะละลานตาไปด้วยมวลดอกไม้ แต่ดอกที่ควรค่าแก่การเด็ดกลับมีเพียงน้อยนิด
ทางฝั่งของเหล่านางกำนัลเองก็คงตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน พวกนางจึงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจขณะเที่ยวควานหาไปทั่วทุกหนแห่งในทุ่ง
เจ้าหญิงองค์ที่สามหันกลับไปมองพวกนางด้วยความกังวลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ยอดเนินเขาจนสุดทาง
สายลมที่เนินเขาเคยช่วยบดบังไว้พัดพากลิ่นอายอันเย็นเยียบของต้นฤดูใบไม้ผลิโชยมา ดอกไม้ป่าเบ่งบานสะพรั่งอยู่บนทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตาตามแนวลาดชันอันนุ่มนวล นางค่อยๆ หลับตาลง หากสายลมมีสีสัน สีของสายลมนี้คงเป็นสีฟ้าครามอย่างมิต้องสงสัย ใบหน้าที่เคยหมองหม่นด้วยความกังวลนานัปการพลันค่อยๆ กระจ่างใสขึ้น
มิใช่ว่านางจะไม่ยินดีกับการแต่งงานของพี่สาว จะไม่ยินดีได้อย่างไรกัน การแต่งงานของเจ้าหญิงองค์รองแท้จริงแล้วเป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเรื้อรังของพระราชาและพระราชินี เพราะไม่เหมือนกับพระธิดาองค์โตผู้สืบทอดบัลลังก์ หรือพระธิดาองค์เล็กที่ครั้งหนึ่งเคยมีคำสู่ขอหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย พระธิดาองค์รองเพียงผู้เดียวกลับไม่เคยได้รับความชื่นชมหลงใหลจากบุรุษใด ราวกับกล้าไม้ที่ไม่อาจเจริญเติบโตในร่มเงา
ทว่านั่นก็เป็นเพียงเรื่องในอดีตตามคำกล่าวอย่างแท้จริง เจ้าหญิงหวนนึกขึ้นได้ว่าในยามนี้ผู้ที่ทำให้เสด็จพ่อต้องทรงกังวลพระทัยมีเพียงแค่นางเท่านั้น
ความสุขและความอ้างว้าง ณ กึ่งกลางระหว่างสิ่งเหล่านั้น อารมณ์ความรู้สึกที่ไม่อาจหยั่งวัดได้อย่างแท้จริง
ในที่สุดเจ้าหญิงองค์รองก็ได้พบคู่ครองที่เหมาะสม และยามนึกถึงพี่สาวก็ย่อมเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดีอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้วจึงมิใช่ความริษยาไร้สาระหรือความมองโลกในแง่ร้ายต่อพี่น้องเป็นแน่
เพียงแต่แม้กระทั่งพี่สาวคนโตผู้เป็นทายาทของเสด็จพ่อก็ยังย้ายออกไปยังคฤหาสน์นอกวังหลวง ยิ่งพี่สาวคนรองที่ต้องแต่งงานกับเจ้าชายแห่งอาณาจักรอันห่างไกล วันที่จะได้พบกันอีกคราจึงดูเลือนรางยิ่งนัก
ชั่วชีวิตนี้สามพี่น้องเคยอยู่ร่วมกันมาโดยตลอด ทว่าบัดนี้กลับต้องโดดเดี่ยว
‘…หากต้องอยู่เพียงลำพัง’
หากต้องกลายเป็นต้นเหตุแห่งความกังวลของเสด็จพ่อแต่เพียงผู้เดียว แล้วถูกทิ้งให้อยู่เดียวดายในวังหลวงไปชั่วกาลนาน จะทำเช่นไรเล่า
เจ้าหญิงทอดสายตาอันหม่นหมองไปยังทุ่งกว้างไกลอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะฝืนก้มมองดอกไม้ที่ปลายเท้าของตน จากนั้นจึงเริ่มค้นหาดอกไม้ที่สมบูรณ์แบบอีกครา
นับตั้งแต่พระราชินีทรงเรียกตัวเจ้าหญิงที่กลับมาจนดึกดื่นไปว่ากล่าว ตำหนักของเจ้าหญิงก็วุ่นวายโดยไร้เงาของเจ้าของเรื่อยมา
ตามธรรมเนียมแล้วพี่น้องสตรีของเจ้าสาวจะประดับดอกไม้ป่าอย่างเรียบง่ายไว้บนไหล่และชายกระโปรงราวกับพรายนางไม้แห่งเทพีคลอริส (Chloris) ทว่าเมื่อมีเข็มกลัดเพอโรเน (perone เข็มกลัดของกรีกโบราณที่ใช้กลัดตรึงอาภรณ์ตรงหัวไหล่) เงินประจำราชวงศ์ และผ้าคลุมฮิมาเทียน (himation เสื้อคลุมโบราณของกรีกที่ใช้พันรอบกาย โดยบุรุษจะทอดชายลอดใต้รักแร้ ส่วนสตรีอาจนำมาคลุมศีรษะได้) อันหรูหราเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว การแต่งกายจึงไม่อาจจบลงได้อย่างง่ายดาย
ต้องรักษาธรรมเนียมแต่ก็ต้องหรูหราสมฐานะเจ้าหญิง ทว่าก็ต้องไม่บดบังหรือเทียบเท่าความงามของเจ้าสาว การปรับแต่งจึงไม่มีที่สิ้นสุด
นางกำนัลของเจ้าสาวและนางกำนัลจากตำหนักเจ้าหญิงองค์โตต่างเดินเข้าออกตำหนักอันไร้เจ้าของไม่ขาดสาย
“ไม่ได้ อันนี้ไม่ได้”
“อะไรกัน”
“ข้าบอกชัดเจนแล้วแท้ๆ ว่าดอกไม้สีม่วงเจ้าหญิงองค์โตจะทรงใช้ ดูสิ แอบเอามาปนไว้เนียนๆ แบบนี้ได้ยังไง ดูนี่สิ มันอะไรกัน”
“ชุดไคทันสีม่วงกับดอกไม้สีม่วงเนี่ยนะ ใครเขาทำกัน? เจ้าต่างหากที่ไปหัดคิดดูใหม่เสียบ้าง”
“นั่นเป็นความประสงค์ของเจ้าหญิงนะ บังอาจ... เจ้าหญิงทรงโปรดสีม่วงเจ้าก็รู้นี่”
“ข้าคงพลั้งปากไป ทว่ามันก็เรื่องจริง ทรงโปรดแต่ก็ใช่ว่าจะเข้ากันนี่ หากอยากปรนนิบัตินายด้วยความภักดีจริง ลองทูลไปว่าของไม่พอใช้ดูเป็นไร เจ้าเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ สีนี้เข้ากับเจ้าหญิงองค์ที่สามที่สุดต่างหาก”
เมื่อไร้เงาของเจ้านาย ทั้งเจ้านายเดิมทีก็มิได้เข้มงวด ซ้ำความภักดีของแต่ละฝ่ายก็มากล้นเสียเหลือเกิน... ถ้อยคำถกเถียงโต้แย้งอย่างไม่เกรงใจจึงพรั่งพรูออกมาไม่หยุด
“ถึงจะเป็นสีม่วงแต่ก็ใช่ว่าจะม่วงเหมือนกันเสียหน่อย ในโลกนี้มีสีม่วงตั้งกี่เฉด เอ้า ดูสิ ดอกไม้นี่สีอ่อน ส่วนผ้าผืนนี้ออกไปทางม่วงอมแดงระเรื่อ—”
“—ไม่ต้องดูก็รู้ ไม่ดูก็เห็นอยู่ทนโท่ ข้ายุ่งอยู่นะ เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกจริงๆ ถ้าอย่างนั้นสีแดงก็ต้องติดดอกกุหลาบ สีเหลืองก็ต้องติดดอกนาร์ซิสซัสงั้นสิ? ฟังขึ้นที่ไหนกัน”
“ยังไม่ได้ลองติดดูจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า ถ้าติดแล้วออกมางดงามขึ้นมาจะว่าอย่างไร พนันกันไหมล่ะ”
“มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน... คิดหน้าคิดหลังเสียบ้างเถอะ”
“เจ้าสิไปคิด นังตัวแสบ ก่อนที่ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องนายของเจ้า”
นางกำนัลของเจ้าหญิงองค์โตเอ่ยขึ้น ราวกับรู้ดีว่าการไปฟ้องเจ้าหญิงองค์ที่สามผู้รักใคร่ทะนุถนอมพี่น้องสตรีเป็นที่สุดนั้น จะทำให้ลำบากใจยิ่งกว่าการไปฟ้องนายของตนเองเสียอีก
ริมฝีปากที่เพิ่งตอกกลับว่าตนถูกพลันหุบสนิทลงทันใด
“ข้าไม่ได้คิดจะสอดหรอกนะ แต่ชุดไคทันสีขาวกับดอกไม้ป่าสีขาวน่ะงดงามออก เจ้าหญิงองค์โตลองทรงชุดเช่นนั้นดูเป็นไร หากว่าทรงชอบสีเดียวกันจริงๆ น่ะ”
“นั่นมันชุดของเจ้าสาวต่างหาก นังโง่เอ๊ย”
ปากที่เพิ่งหุบไปทนไม่ไหวจนต้องอ้าออกอีกครา ทว่านางกำนัลอีกคนของเจ้าหญิงองค์โตกลับไม่ใส่ใจและพึมพำด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังฝันหวาน
“แต่นั่นสิ นายของเจ้าสวมใส่อะไรก็ล้วนงดงามไปเสียหมดนี่”
สิทธิ์ในการเทิดทูนความงามมิได้มีเพียงบุรุษเท่านั้นที่ถือครอง เพราะกระทั่งภายในพระราชวังก็ยังมีสตรีอีกมากมายที่ทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์ของเจ้าหญิงองค์ที่สาม
“ขนาดเจ้าหญิงองค์รองยังได้อภิเษกกับบุรุษที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ แล้วเจ้าหญิงองค์ที่สามจะขนาดไหนกัน”
บารมีของเจ้านายมักกลายเป็นสถานะของผู้รับใช้ นางกำนัลของเจ้าหญิงองค์ที่สามพยักหน้าด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติราวกับมิใช่เรื่องน่าโอ้อวดอันใด นางกำนัลของเจ้าหญิงองค์รองที่กำลังคัดเลือกดอกไม้จนเต็มตะกร้า พลางพึมพำขณะจินตนาการถึงชุดไคทันของเจ้าสาวที่อยู่ในตำหนักของนายตน
“ยิ่งชุดเจ้าสาวด้วยแล้ว! อา ช่างไม่มีเจ้าสาวคนใดงดงามปานนั้นอีกแล้ว หากเทพีอโฟรไดท์เสด็จจุติลงมาก็คงงามเช่นนั้นกระมัง”
“…เทพเจ้าที่มองไม่เห็นด้วยตา จะงดงามสักแค่ไหนกันเชียว”
หนึ่งในนางกำนัลของเจ้าหญิงองค์ที่สามพึมพำเสียงเบา นางกำนัลอีกคนที่อยู่ข้างๆ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกำลังกระซิบความลับระหว่างกัน
“ยามนี้ แม้แต่องค์เทพีก็คงเทียบเคียงเจ้าหญิงไม่ได้แล้วล่ะ ข้ามั่นใจ”
“ต่อให้เทียบกันได้ เจ้าหญิงก็เป็นเพียงธิดามนุษย์ แต่อโฟรไดท์เป็นผู้ครองความงดงาม หากพระนางจะงดงามที่สุดในใต้หล้าก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”
ความหมายก็ไม่ต่างจากการกล่าวว่า ต่อให้ชนะได้แล้วจะนับว่าชนะจริงหรือ นางกำนัลอีกคนจึงหัวเราะออกมาเบาๆ
“การที่เทพีเช่นนั้นทัดเทียมกับมนุษย์ก็คงไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน เทพเจ้าจะเหมือนมนุษย์ได้อย่างไรกัน ช่างไร้สาระสิ้นดี”
“เพราะฉะนั้น การที่เจ้าหญิงจะได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่กว่าท่านอโฟรไดท์ก็ย่อมสมควรแล้ว ยิ่งนับวันก็ยิ่งงดงามขึ้นทุกที”
เหล่านางกำนัลต่างพากันพยักหน้าเห็นพ้องกับความลบหลู่นั้นโดยไม่รู้ตัว ความลบหลู่ต่อองค์เทพี หากพลิกมองอีกด้านก็คือความจงรักภักดีและเทิดทูนอันบริสุทธิ์ต่อเจ้าหญิง
ความภักดีของพวกนางแม้จะเย่อหยิ่งทว่าไร้ซึ่งความเท็จ นางกำนัลของเจ้าหญิงองค์โตเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตื่นเต้น
“แล้วเจ้าหญิงองค์ที่สามจะได้อภิเษกกับบุรุษเช่นไรกันนะ”
“ทั่วทั้งแผ่นดินคงไม่มีบุรุษใดคู่ควร ฝ่าบาทจึงได้ทรงขับไล่เหล่าผู้มาสู่ขอเจ้าหญิงไปจนหมดสิ้นอย่างไรเล่า”
“แท้จริงแล้วข้ายังไม่อยากจะเชื่อเลย ที่เจ้าชายแห่งแดนเหนือสู่ขอเจ้าหญิงองค์รองในทันทีเช่นนั้น… ที่ผ่านมาไม่เคยมีเจ้าชายองค์ใดที่ไม่สู่ขอเจ้าหญิงองค์ที่สามก่อนแท้ๆ”
“ได้ยินว่าเป็นบุรุษรูปงามอย่างยิ่งมิใช่หรือ”
“เจ้าชายเองก็คงรู้พระองค์ดีกระมัง ว่าต่อให้เลอเลิศเพียงใดก็ไร้คุณสมบัติที่จะรับเจ้าหญิงองค์ที่สามเป็นชายา มิใช่ว่าเจ้าหญิงองค์รองไม่งดงามหรอกนะ แต่ถึงอย่างไรก็…”
“ปกติแล้วพวกผู้ชายไม่เคยรู้ฐานะของตนเองเลยนี่นา”
“…แต่ว่านะ”
ท่ามกลางบรรยากาศที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นเช่นนั้น เสียงหนึ่งกลับแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
กำลังโหลดความเห็น...