“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ห้องลับที่มีเพียงเจ้าของวิหคทองคำเท่านั้นที่สามารถเข้าออกได้
ตรงที่นั่งของเจ้าของห้องในห้องหนังสือสุดหรูหราที่สร้างขึ้นจากทองคำทั้งหลัง มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่
ชายผู้นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน นีร์ชานไม่ได้ทำงานทำการ แต่กลับนั่งพับเอกสารที่กองอยู่ตรงหน้าเป็นเครื่องบินกระดาษร่อนเล่นไปมาอย่างสบายอารมณ์
โดยมีโต๊ะที่เขานั่งอยู่เป็นจุดศูนย์กลาง เครื่องบินกระดาษที่เขาร่อนไปจนถึงตอนนี้ก็ตกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
ปัง! ในตอนนั้นเอง ใครบางคนก็ถีบประตูบุกรุกเข้ามาโดยไม่แม้แต่จะเคาะ
หญิงสาวเดินตรงดิ่งมาหาชายหนุ่มโดยไม่ลังเล ก่อนจะพ่นคำแรกออกมาด้วยน้ำเสียงที่ออกจะเกรี้ยวกราด
“การลอบสังหารล้มเหลวแล้ว”
มันคือเรื่องการลอบสังหารเซร่าที่นีร์ชานเป็นผู้สั่งการ และยูร์อาเป็นผู้ลงมือทำ
แม้จะไม่ใช่ข่าวดีเลยสักนิด แต่นีร์ชานก็ไม่ได้ตกใจหรือรู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด เขาเพียงแค่พับเครื่องบินกระดาษต่อไปเท่านั้น
“รู้อยู่แล้ว วันนี้ทั้งวันเรื่องนั้นก็เอะอะโวยวายกันไปหมดนี่”
“นั่นมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญนะ!”
หญิงสาวที่ไม่พอใจกับปฏิกิริยานิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเขาทุบกำปั้นลงบนโต๊ะพลางขึ้นเสียงสูง เธอที่แทบจะทนระงับความโกรธที่เดือดพล่านไว้ไม่อยู่ตั้งแต่ก่อนจะบุกเข้ามาที่นี่ พอมีคนที่สมควรจะระบายอารมณ์ใส่ปรากฏตัวขึ้นมาก็ไม่คิดจะทนอีกต่อไป
หญิงสาวกัดริมฝีปากอย่างร้อนรน ก่อนจะเอ่ยถ่ายทอดข่าวร้ายราวกับฟ้าผ่าลงมากลางกระบาลที่ลูกน้องเพิ่งมารายงานเมื่อครู่ออกมาทั้งหมด
“มีคนบอกว่าหัวหน้ากิลด์ถึงกับโผล่มาเคลียร์สถานการณ์ด้วยตัวเองเลยนะ! ผู้หญิงคนนั้นกับทาสก็เข้าวังไปด้วยกันแล้ว!”
“ทำไมพูดเหมือนฟังเขาเล่ามาอีกล่ะ ยูร์อา เธอไม่ได้ยืนดูจนจบสินะ”
“แล้วจะให้ทำยังไง แผ่นดินไหวมันเกิดขึ้น คนอย่างฉันจะไปทำอะไรได้ล่ะ!”
ยูร์อาที่พุ่งเข้ามาเถียงจนเส้นเลือดที่คอปูดโปนขยี้หัวตัวเองจนยุ่งเหยิงไปหมด
การลอบสังหารที่มีกำหนดจะเกิดขึ้นกลางย่านใจกลางเมืองตอนกลางวันแสกๆ เดิมทีเป็นแผนการที่ไม่มีทางล้มเหลวเด็ดขาด
พิษที่ทาสของเธอครอบครองนั้นภายนอกดูไร้สีไร้กลิ่นอย่างสมบูรณ์แบบจนไม่มีใครแยกออก ไม่ทำปฏิกิริยากับเงิน และจะละลายเพียงแค่สารอินทรีย์เท่านั้น จึงไม่ทิ้งร่องรอยพิรุธใดๆ ไม่ว่าจะถูกใส่ไว้ในภาชนะแบบไหนก็ตาม
ตามหลักแล้ว ผู้หญิงคนนั้นควรจะต้องดื่มเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยยาพิษร้ายแรงเข้าไปแล้วกระอักเลือดตายไปแล้ว
ที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ใช้พิษนั้นแล้วจะทำงานพลาด
ทว่าเธอกลับล้มเหลว แถมยังต้องเสียทาสที่อุตส่าห์ฟูมฟักมาเป็นอย่างดีไปคนหนึ่ง พอนึกถึงตอนที่เห็นไอ้ทาสผมดำคนนั้นที่ยังยืนเฉยอยู่ได้ทั้งที่โดนเลือดซึ่งไม่ต่างจากยาพิษร้ายแรงสาดใส่ เธอก็อึ้งจนพูดไม่ออก
“ตกลงไอ้ทาสนั่นมันเป็นตัวอะไรกันแน่ ไปเอาไอ้เวรที่เหมือนสัตว์ประหลาดพรรค์นั้นมาจากไหนกัน……!”
ใบหน้าซึ่งต้องแสงไฟสีน้ำผึ้งนั้นซีดเผือดราวกับหวาดกลัวอย่างจับใจ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือเป้าหมายที่ยังเก็บกวาดไม่เรียบร้อยดันหายตัวไปพร้อมกับคนที่น่าปวดหัวที่สุด
“เรื่องนี้คุณจะรับผิดชอบยังไง มันไม่เหมือนกับที่คุณเคยพูดเอาไว้เลยนี่! ไหนบอกว่าถึงจะชุบมือเปิบตัดหน้าไป เอสเตลลา ไอ้หมอนั่นที่ขี้เกียจสันหลังยาวก็ไม่มีทางสนใจไงล่ะ!”
“นั่นสิ ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่คราวนี้ทำไมกระตือรือร้นขึ้นมาได้นะ ตานั่นน่ะ?”
“นีร์ชาน!!!”
ถ้อยคำอันไร้ความรับผิดชอบทำเอายูร์อาเค้นคั้นเขาด้วยท่าทีราวกับจะกระโจนข้ามโต๊ะไปกระชากคอเสื้อ
“ล้อฉันเล่นอยู่หรือไงตอนนี้? วันไหนที่ชื่อของคุณหลุดออกจากปากพวกมันขึ้นมา กองทัพเวทมนตร์ของเอสเตลลาได้บุกถล่ม ‘วิหคทองคำ’ ของฉันแน่!”
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ยูร์อากำลังสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอยู่ในตอนนี้
กาลเวลาล่วงเลยมาพอสมควร แถมหน้าตาก็ไม่เหมือนเดิม หากจะดึงดันอ้างว่าแค่ชื่อคล้ายกันก็คงตบตาสมาชิกกิลด์ทั่วไปคนอื่นๆ ได้ ทว่าเอสเตลลาผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายดายพรรค์นั้น
แม้จะตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกจนแน่ใจว่าพิธีกรรมอัญเชิญวิญญาณที่เรียกวิญญาณของนีร์ชานกลับมาจะไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆ แต่เธอก็ยังคงกระวนกระวายใจอยู่ดี เวทมนตร์มักเป็นสิ่งน่ารำคาญที่บันดาลเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นได้เสมอไม่ใช่หรือไง? ดังนั้นต่อให้เอสเตลลาจะพังประตูบุกเข้ามาตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด
“อย่าเอาแต่ยืนดูอยู่ตรงนั้น พูดอะไรบ้างสิ! แต่แรกทั้งหมดมันก็เพราะคุณไม่ใช่เหรอ!”
ยูร์อาที่ทนความอึดอัดไม่ไหวจึงเปลี่ยนเป้าหมายแล้วแผดเสียงใส่ความมืดมิดที่ขดตัวอยู่ทางขวาของนีร์ชานในคราวนี้
อย่างที่เธอว่า ตัวการของเรื่องทั้งหมดก็คือผู้ชายคนนั้นที่ยืนทำเป็นสูงส่งอยู่ในความมืดนั่น
ทั้งเรื่องที่นีร์ชานผู้ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลต้องมัวหมองได้ฟื้นคืนชีพกลับมา ทั้งเรื่องที่นีร์ชานกับเธอเข้าไปตีสนิทผู้หญิงคนนั้น ทั้งเรื่องที่การลอบสังหารล้มเหลว หรือแม้กระทั่งเรื่องที่ตกอยู่ในวิกฤตจนเกือบจะถูกหัวหน้ากิลด์จับได้ถึงการมีอยู่ของนีร์ชาน……!
“ก็น่าจะรอเฉยๆ จนกว่าพวกเราจะชนะเลิศอาร์เคดแท้ๆ ดันวอกแวกหันเหความสนใจไปที่อื่นกลางคันซะได้!”
น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นก้องกังวานอย่างบาดหู
ร่างเงาในความมืดที่ยืนฟังอยู่อย่างเงียบงันเริ่มขยับตัวอย่างช้าๆ
อีกฝ่ายยกแขนขึ้นอย่างสง่างามแล้วใช้นิ้วชี้เรียวยาวแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ พลางส่งเสียงออกมา
“……ชูว์”
เงียบๆ หน่อย
“……!”
‘เสียง’ ที่แล่นผ่านสมองสั่งให้ริมฝีปากของยูร์อาปิดสนิทลงทันทีราวกับฝาหอย
อื้อ อื้ออือ หลังจากนั้นไม่ว่าจะพยายามทำอย่างไรริมฝีปากก็ไม่ยอมแยกออกจากกัน ไม่เพียงเท่านั้นแม้แต่เสียงก็ยังเปล่งไม่ออก
“…….”
ต่อหน้าพลังที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใต้สำนึก ความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของยูร์อา
นีร์ชานที่เฝ้ามองสภาพอันหวาดผวาของเธอส่งเสียงหัวเราะคิกคักราวกับรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้
เมื่อเธอเงียบลง บรรยากาศที่ปั่นป่วนพลุ่งพล่านก็สงบลงในทันตา
“นั่นสิ จู่ๆ แผ่นดินไหวก็เกิดขึ้นมาได้…….”
ราวกับถูกใจความเงียบงันนี้ น้ำเสียงของชายหนุ่มจึงดูอ่อนโยนขึ้นอีกระดับ
แผ่นดินไหวที่จู่ๆ ก็ถล่มกิลด์เมื่อช่วงกลางวันของวันนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหมู่ผู้คนตลอดทั้งวัน
ชายคนนั้นไม่ได้ยิ้ม ทว่าทั้งยูร์อาและนีร์ชานต่างก็รู้ว่าเขากำลังรู้สึกสนใจ
“ถ้าอย่างนั้น ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เจ้าไปทำเรื่องอื่นจะดีกว่านะ”
ในน้ำเสียงอันอ่อนโยนนั้นแฝงไปด้วยความรื่นรมย์อย่างน่าประหลาด
นานทีปีหนที่ชายผู้ตระหนี่ถี่เหนียวในการแสดงออกจะเผยอารมณ์ออกมาถึงเพียงนี้
เขาที่ไม่ได้ปิดบังร่องรอยแห่งเสียงหัวเราะชี้แนะทิศทางใหม่ให้แก่ยูร์อา
“ไอ้ทาสผมดำคนนั้น”
ชายผู้เหมือนสัตว์ประหลาดคนนั้นที่ไม่ตายแม้จะโดนพิษร้ายแรงเข้าไป
“จงไปเอาชีวิตของหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างมันมาซะ”
กำจัดหญิงสาวต่างถิ่นที่เป็นนายของชายคนนั้นให้สิ้นซาก
ทันทีที่ชายคนนั้นพูดจบ ริมฝีปากของยูร์อาที่เคยแข็งค้างก็ได้รับอิสรภาพกลับคืนมา
ราวกับอนุญาตให้เธอตอบรับได้แล้ว
“……อย่าลืมสัญญาก็แล้วกัน”
ยูร์อาที่เพิ่งได้รับสิทธิ์ในการพูดเอ่ยเงื่อนไขกำกับด้วยน้ำเสียงที่สงบลงกว่าเมื่อครู่
หากปราศจากทาสคนนั้น เรื่องแค่กำจัดผู้หญิงพรรค์นั้นคนเดียวก็ไม่นับเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับเธอเลยสักนิด
สิ่งสำคัญคือหลังจากนั้นเสมอ เหตุผลที่ยูร์อาเชื่อฟังคำสั่งของชายที่ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ก็เป็นเพราะรางวัลอันแสนหวานที่เขาจะมอบให้แก่เธอ
“หลังจากเรื่องนี้จบลง นายสัญญาว่าจะชุบชีวิตลูกชายของฉันเหมือนที่ชุบชีวิตไอ้มนุษย์นั่นขึ้นมา”
เมื่อเธอย้ำชัดว่าจะต้องคิดบัญชีให้แน่นอน นีร์ชานก็ส่งเสียงบ่นเหน็บแนมว่าอย่าทำตัวจู้จี้จุกจิกไปหน่อยเลย
ถึงอย่างนั้นยูร์อาก็ไม่หวั่นไหวและสบตากับชายที่น่าจะอยู่ในความมืดด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่
“เตรียมร่างที่มีกระดูกคล้ายคลึงกับลูกชายของเจ้าเอาไว้ก็พอ”
ชายคนนั้นบอกวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการคืนชีพโดยไม่มีคำพูดเยิ่นเย้อ
“ไม่ว่าวิญญาณดวงนั้นจะร่วงหล่นไปที่ใด ข้าจะเรียกกลับมาให้ในทันที”
ชายผู้ให้คำมั่นว่าจะไม่มีสิ่งใดผิดพลาดชี้ไปยังประตูที่เปิดกว้างมาตลอดจนถึงตอนนี้
“ไปได้แล้ว ถ้าอยากจะเจอลูกชายเร็วๆ ก็ต้องรีบหน่อยไม่ใช่หรือ”
“…….”
เมื่อเป็นคำสั่งไล่แขกที่ชัดเจน ยูร์อาจึงก้าวออกจากห้องไปโดยไม่ลังเล
ปัง! สิ้นเสียงนั้นทางด้านหลังของเธอ ห้องของผู้เป็นนายก็กลับกลายเป็นห้องลับอีกครั้งในที่สุด
ทันทีที่ยูร์อาลับสายตาไป นีร์ชานซึ่งกลับมานั่งพับกระดาษใหม่อีกครั้งก็แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ พลางหยั่งเชิงความในใจของชายคนนั้นอย่างแนบเนียน
“ผู้หญิงคนนั้น สวยถูกใจฉันแท้ๆ สรุปว่าจะฆ่าทิ้งจริงดิ?”
“ต้องทำแบบนั้น ผู้ชายคนนั้นถึงจะทรมาน”
“น่ากลัวจังแฮะ เพิ่งเคยเห็นนายให้ความสนใจคนอื่นขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย”
เมื่อเผชิญกับจิตมุ่งร้ายที่เด็ดขาดปานนั้น นีร์ชานจึงได้แต่ส่ายหน้าเดาะลิ้นอย่างประหลาดใจ
“เคยไปผูกพยาบาทอะไรกันไว้รึไง?”
ต่อคำถามที่ซักไซ้ถึงเบื้องลึกในใจ ชายคนนั้นกลับนิ่งเงียบ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ
ไม่ตอบอีกแล้วสิ พอบทสนทนาขาดห้วงไป นีร์ชานก็ทำหน้าเซ็งจัดอย่างเว่อร์วัง ชายผู้ตระหนี่ถี่เหนียวแม้กระทั่งการแสดงอารมณ์ไม่เคยคิดจะเล่าเรื่องของตนเองเลยสักครั้ง
“พวกเราก็รู้จักกันมาตั้งนานแล้วนะ แต่ฉันก็ยังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกเยอะเหลือเกิน ถึงเวลาที่นายจะยอมบอกสักทีหรือยังล่ะว่าตัวเองเป็นใครน่ะ?”
นีร์ชานเผยยิ้มที่ดูจริงใจเป็นพิเศษออกมา พลางเร่งเร้าให้อีกฝ่ายถือโอกาสนี้แนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการเสียที
นีร์ชานมีความรู้สึกดีๆ อย่างไร้ขีดจำกัดให้แก่ชายผู้ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณในชีวิตของตน
ชายผู้นั้นเป็นคนฉุดดึงวิญญาณของนีร์ชานที่ตายตกนรกไปแล้วให้กลับขึ้นมาสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่เคยบอกชื่อของตนเองให้เขารู้เลย
“เรื่องพรรค์นั้นมันสำคัญด้วยเหรอ?”
ว่าแล้วเชียว ครั้งนี้ชายคนนั้นก็ยังคงไม่ยอมปริปากเล่าเรื่องของตัวเองอยู่ดี
“……ไม่สำคัญหรอก”
เมื่อสัมผัสได้ถึงเส้นแบ่งที่อีกฝ่ายขีดเอาไว้ นีร์ชานจึงยกมือทั้งสองข้างขึ้นยอมแพ้เป็นเชิงว่าจะไม่ซักไซ้อีกต่อไป
เมื่อวกกลับเข้าสู่ขอบเขตของเรื่องงาน เขาก็เอ่ยถามถึงหน้าที่ที่ตนเองต้องรับผิดชอบอย่างกระตือรือร้น
“ยูร์อารับผิดชอบเรื่องผู้หญิง แล้วฉันต้องรับผิดชอบอะไรล่ะ?”
“ชนะเลิศอาร์เคด”
“เรียบง่ายดีจัง ชอบแฮะ”
งั้นฉันเองก็ขอตัวล่ะนะ
นีร์ชานพยักหน้าตอบรับอย่างยินดี ก่อนจะอันตรธานหายไปที่ไหนสักแห่ง
ชายผู้หลงใหลในความสุขสำราญคนนี้ ค่ำคืนนี้ก็คงจะไปมั่วสุมเสเพล จมจ่อมอยู่กับเนื้อหนังอันอ่อนนุ่มของเหล่าสตรีตามเคย
พอนีร์ชานจากไปอีกคน ภายในห้องของผู้เป็นนายจึงเหลือเพียงชายคนนั้นอยู่ตามลำพัง
ชายผู้กลืนหายอยู่ในความมืดมิดมาโดยตลอด ถึงเพิ่งจะก้าวเท้าออกมาสู่แสงสว่างในตอนนั้นเอง
ทว่าเขากลับสวมเสื้อคลุมสีดำสนิทคลุมศีรษะไว้เสียมิดชิดจนแทบไร้ความหมายที่อุตส่าห์ปรากฏตัวออกมา
“…….”
ชายคนนั้นเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานแล้วหยิบเครื่องบินกระดาษลำหนึ่งที่นีร์ชานพับทิ้งไว้แต่ยังไม่ได้ร่อนขึ้นมาชูไว้สูง สวบ ผ้าคลุมศีรษะเลื่อนหลุดออกตามธรรมชาติเมื่อเขาแหงนหน้าขึ้น เผยให้เห็นเส้นผมหยักศกสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรีทิ้งตัวสยายลงมา
ใต้แสงไฟส่องสว่าง ดวงตาของชายคนนั้นถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลสีขาวบริสุทธิ์ทบแล้วทบเล่า
ทั้งที่เห็นได้ชัดว่ามองไม่เห็น แต่เขากลับจ้องมองเครื่องบินกระดาษในมือตนเองได้อย่างแม่นยำราวกับเป็นคนที่มองเห็นอะไรบางอย่างเป็นพิเศษ
“มาทำอะไรในที่แบบนี้กันนะ? เอน็อค ซอร์เซอร์”
แล้วเขาก็หัวเราะ
เพราะอีกฝ่ายสะกดกลั้นพลังเอาไว้เสียมิดชิดจนเขาเองก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ทุกอย่างกระจ่างชัด
ทาสผมดำคนนั้นคือเอน็อค ซอร์เซอร์จริงๆ แถมยังมาอยู่ที่นี่ ที่เอสเตลลา ในเวลานี้เสียด้วย
“อะไรกันนะที่ชักนำให้นายออกมาข้างนอกได้?”
ชายคนนั้นกระซิบราวกับว่าเครื่องบินกระดาษลำนั้นคือตัวเอน็อคเอง
เท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าการออกท่องโลกภายนอกเมื่อคราวก่อนไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ
ใครกันแน่นะ คนที่ช่วยเติมชีวิตชีวาให้แก่วีรบุรุษที่เอาแต่เก็บตัวเฉาตายอยู่ตามลำพังในเขตโรวด์คนนั้น
คำตอบนั้นง่ายกว่าที่คิด
นอกเหนือจากเรื่องนั้นแล้ว เขาก็คิดเป็นอื่นไม่ออกเลยจริงๆ
“เป็นผู้มีภูมิคุ้มกันที่อยู่ข้างกายนายคนนั้นงั้นหรือ?”
เขาลองนึกย้อนไปถึงไอมนตร์ของผู้หญิงที่คอยกวนประสาทเขาอยู่ตลอดเวลา
วงจรพลังเวทที่บิดเบี้ยวและไร้เสถียรภาพสร้างคลื่นความถี่อันน่ารังเกียจเกินกว่าที่จอมเวทมนตร์ดำผู้ครอบครองวงจรสมบูรณ์แบบจะยอมรับได้
ทั้งที่ผู้หญิงคนนั้นดูไร้ซึ่งพลังอันยิ่งใหญ่เพราะวงจรเวทที่พังทลาย
แต่นายกลับยอมให้ผู้มีภูมิคุ้มกันที่ตนเองแสนจะชิงชังมาอยู่เคียงข้าง ทำไมกันแน่นะ
ผู้หญิงคนนั้นคืออาวุธของนาย หรือว่าเป็นจุดอ่อนกันแน่
แม้จะไม่รู้ว่าเป็นอย่างไหนกันแน่ แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือเมื่อแตะต้องผู้หญิงคนนั้น เขาก็จะเกิดความหวั่นไหว
รุนแรงถึงขั้นสูญเสียความเยือกเย็นและยอมเปิดเผยตัวตนออกมาด้วยตัวเอง
พอคิดมาถึงตรงนี้ ชายคนนั้นก็พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ถ้าผู้หญิงคนนั้นตายไป นายจะยิ่งทุกข์ทรมานขึ้นไหมนะ?”
อยากให้นายต้องทุกข์ทรมานเหลือเกิน ให้แหลกสลายอย่างน่าเวทนาที่สุดไปเลย
นั่นก็เพราะว่า เอน็อค ซอร์เซอร์ นายน่ะ―
“แย่งชิงสิ่งที่มีค่าที่สุดไปจากฉันแล้วยังไงล่ะ”
ชายผู้อธิษฐานให้ใครบางคนพบกับความทุกข์ทรมานร่อนเครื่องบินกระดาษที่แฝงไปด้วยคำสาปแช่งของตนออกไป
ชั่วพริบตา เครื่องบินกระดาษที่หลุดลอยจากมือของชายคนนั้นก็ร่อนไปไกลแสนไกล ก่อนจะชนเข้ากับผนังแล้วร่วงดิ่งลงสู่พื้น
เอสเตลลาที่ทำท่าเหมือนจะจับตัวไปเค้นสอบสวนอย่างหนักหน่วง กลับตอบแทนความคาดหมายนั้นด้วยการปล่อยปละละเลยอย่างสิ้นเชิง
เป็นเวลาห้าวันแล้วนับตั้งแต่แผ่นดินไหวที่ไม่คาดคิดเข้าจู่โจมเอสเตลลา
เซร่าที่ถูกกักขังอยู่ในพระราชวังทองคำของจอมเวทผู้ไร้หัวใจต่างใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ โดยไม่รู้เลยว่าเวลาล่วงเลยไปเท่าใดแล้ว
พระราชวังทองคำที่งดงามตระการตาอย่างไร้ที่ติแม้จะมองจากระยะไกล พอได้มาเห็นใกล้ๆ กลับเปล่งประกายระยิบระยับยิ่งขึ้นเป็นสองเท่า
โดยเฉพาะเมื่อมองดูอยู่ใต้แสงตะวัน มันเจิดจ้าเสียจนแทบจะแผดเผาดวงตาทั้งสองข้างให้มอดไหม้ เซร่าจึงมักจะออกมาเดินทอดน่องในพระราชวังหลังจากดวงจันทร์ลอยเด่นขึ้นฟ้าแล้วเท่านั้น
……ที่พูดไปนั่นน่ะโกหกทั้งเพ ความจริงคือหลังจากวันแรกที่เผลอหลับไปราวกับสลบไสล วงจรเวลานอนของเธอก็สลับกลางวันกลางคืนจนไม่อาจปรับเวลากลับมาได้ต่างหาก
ผลพวงจากเรื่องนั้นทำให้ภายนอกเธอดูกลายเป็นหญิงสาวผู้มีรสนิยมลุ่มลึกที่รู้จักเพลิดเพลินกับการเดินเล่นใต้แสงจันทร์ไปเสียอย่างนั้น
“เหอะ ทุ่มเงินประโคมเข้าไปจนเละเทะเลยสิท่า”
หันมองทางนี้ก็ทองคำ หันมองทางนั้นก็ทองคำ
แม้แต่จุดที่คิดว่าไม่น่าจะเป็นทองคำหรอกมั้ง ทุกหนแห่งกลับทำขึ้นจากทองคำทั้งสิ้น
ดูท่าจะเป็นจอมเวทที่อายุยืนยาวน่าดู แต่รสนิยมกลับไม่ได้สูงส่งเอาเสียเลย
ต่อหน้าความโอ่อ่าหรูหราที่ทุ่มประเคนด้วยพลังแห่งเงินตราล้วนๆ เซร่าจึงเค้นเสียงบ่นกระปอดกระแปดออกมาได้ในที่สุด
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงการหาเรื่องจับผิดแบบแถไปเรื่อยเพราะความอิจฉาตาร้อนเท่านั้น และถ้ามีโอกาสละก็ เธอก็พร้อมจะทาสีบ้านตัวเองด้วยทองคำอย่างเต็มใจยิ่งเช่นกัน
ยิ่งเวลาที่ต้องพำนักอยู่ในพระราชวังทองคำเนิ่นนานขึ้นเท่าใด ความริษยาก็ยิ่งพอกพูนขึ้น และความกดดันก็ยิ่งทวีคูณตามไปด้วย
“คนที่มีพร้อมทุกอย่างขนาดนี้จะยังต้องการอะไรอีก ถึงได้ตามหาสโนว์กันนะ”
เพราะคนที่มีทั้งเวทมนตร์ ความมั่งคั่ง และอำนาจวาสนาอย่างครบครัน ในสิ่งที่เขายังขาดอยู่นั้น เธอคงจะต้องเป็นคนช่วยสะสางให้เป็นแน่
“……จะชิ่งหนีตอนนี้เลยดีไหมนะ?”
เซร่าที่เอ่ยปากพูดจาไม่ตรงกับใจออกมาได้แต่ทอดถอนหายใจยาว เฮ้อ
ในสายตาที่ประกายไฟแห่งความกระตือรือร้นมอดดับลงจนแทบไม่เหลือ ภาพด้านหลังศีรษะอันคุ้นตาก็พลันปรากฏขึ้นในตอนนั้นเอง
“…….”
แม้จะอยู่ห่างไกลกันถึงเพียงนี้ แม้เส้นผมจะไม่ใช่สีแดงอีกต่อไป หรือแม้จะยืนปะปนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายก็ตาม
เธอกลับมองเห็นเขาได้อย่างชัดเจนจนน่าประหลาดใจ
ท้ายทอยกลมมนสะดุดตาที่เป็นสีดำสนิทนั้นคือเจ้าดำของเธอที่เงียบหายไร้ข่าวคราวไปนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวัง
เอน็อคที่ไม่ได้พบหน้ากันเสียนานกำลังนั่งอยู่เพียงลำพังตรงระเบียงทางเดินฝั่งตรงข้ามกับลานกลางแจ้งที่เซร่ายืนอยู่
“ทำไมหมอนั่นถึงไปนั่งดื่มเหล้าคนเดียวตรงนั้นล่ะคะ”
ดูน่าสงสารชะมัด
กำลังโหลดความเห็น...