“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 33
ก๊อกก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูสองจังหวะแล้วเว้นหนึ่งจังหวะ มาร์คัสนั่นเอง
“เข้ามา”
เอน็อคที่รู้ว่าใครมาอนุญาตให้เข้าห้องมาได้ ทันใดนั้น แกร๊ก ประตูก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของมาร์คัสตามที่คาดไว้ เขาชะโงกหัวเข้ามาก่อนเป็นอันดับแรก ในอ้อมแขนหอบดอกไม้หลากสีสันเอาไว้เต็มกำมือ ซึ่งดูไม่เข้ากับรูปร่างใหญ่โตของเขาเลยสักนิด
“ได้ยินว่าโดนทาสหักหลังมาเหรอ”
ทันทีที่สบตากับเอน็อค มาร์คัสก็เอ่ยคำทักทายด้วยเรื่องที่อีกฝ่ายไม่อยากได้ยินมากที่สุด
“โอ้โห คงจะฟาดแรงน่าดูเลยสิเนี่ย ดูท่าทางจะเจ็บหนักเอาการเลยนะ”
เขามุ่งตรงไปที่เตียงพลางมองเซร่าที่นอนแน่นิ่งราวกับคนตายแล้วเดาะลิ้นอย่างเว่อร์วัง น้ำเสียงของเขาเจตนาล้อเลียนอย่างชัดเจน จึงเป็นธรรมดาที่เอน็อคจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์
“……ถ้ายังทำตัวงี่เง่าแบบนั้นต่อไปก็ไสหัวไปซะ”
ทว่าปฏิกิริยานั้นกลับตรงกับสิ่งที่มาร์คัสต้องการพอดี เขาจึงระเบิดเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงจนหนวดกระดิก
“นี่มันงอนตุ๊บป่องไปแล้วนี่หว่า” “……”
เอน็อคมองเขาด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าจะให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้าย
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว จะไม่ล้อแล้ว”
มาร์คัสที่เข้าใจคำเตือนอันเงียบงันหัวเราะคิกคักเหมือนกับว่าได้ล้อจนหนำใจแล้ว
“แฮ่ม รู้หรือเปล่าว่าเลนิสกำลังร้องไห้อยู่หน้าบ้านนายน่ะ”
เขาแกล้งกระแอมเสียงดังพลางแอบเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแนบเนียน พร้อมกับโยนดอกไม้ที่ถือมาทิ้งไว้ส่งเดชตรงไหนสักแห่ง ราวกับว่ามันไม่ใช่ของขวัญสำหรับเยี่ยมไข้มาตั้งแต่แรก
“รู้แล้ว”
ดูเหมือนว่าหัวข้อนี้จะถูกใจเขา เอน็อคจึงส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอด้วยสีหน้าสะใจ ในเวลานี้เลนิสกำลังยืนร้องไห้คร่ำครวญตะโกนเรียกชื่อเซร่าอยู่หน้าบ้านของเอน็อคที่รอดชีวิตจากการถูกลอบโจมตีมาได้อย่างปลอดภัย
นั่นเป็นเพราะเอน็อคซ่อนเซร่าเอาไว้ในบ้านของตัวเอง แล้วไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาเยี่ยมเธอทั้งนั้นโดยอ้างว่าคนป่วยต้องได้รับการพักผ่อน เลนิสจึงพะว้าพะวังไปล่วงหน้ากับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นว่า นี่อาจเป็นโอกาสทองที่เอน็อคจะแอบลงมือเชือดเซร่าทิ้งอย่างเงียบๆ ในที่ที่ไม่มีใครเห็น
“จะฆ่าจริงเหรอ”
มาร์คัสที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดระหว่างทางมาถามหยั่งเชิงความรู้สึกของเอน็อคด้วยสีหน้ากระตือรือร้น
“เปล่า”
เอน็อคตอบทันควันด้วยท่าทีไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้วกับการถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเอือมระอาตลอดทั้งวันนี้
“กำลังคิดอยู่น่ะ”
ทว่าในวินาทีถัดมา เขากลับพึมพำเสียงเบาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเจือความค้างคาใจอยู่เต็มเปี่ยม สรุปว่าจะฆ่าหรือจะไว้ชีวิตกันแน่ มาร์คัสที่ไม่อาจเข้าใจความคิดของเขาได้จึงเอ่ยถามราวกับจะบอกให้เลือกทำสักอย่าง
“ไหนบอกว่าจะไม่ฆ่าไง แล้วยังต้องคิดอะไรอยู่อีกครับ”
เอน็อคประสานสองมือเข้าด้วยกันแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับคนที่กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิต
“จะทรมานยังไงดีนะ……” “……”
ต่อให้จะน่าเคืองแค่ไหน แต่มันก็เป็นคำพูดที่ดูใจแคบเหลือเกินสำหรับการพูดต่อหน้าคนที่กำลังป่วยจนหมดสติ มาร์คัสที่จู่ๆ ก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะถึงกับอึกอักติดอ่างว่า ‘เอ่อ คือ เอ่อ…’ อยู่พักใหญ่ ถึงที่ผ่านมาเขาจะพูดหยอกล้อด้วยความอยากแกล้ง แต่พอมาถึงขั้นนี้เขาก็ตระหนักได้ว่าเอน็อคกำลังลุกเป็นไฟด้วยความอยากแก้แค้นอย่างจริงจัง
“เป็นอะไรไปครับ ไม่สมกับเป็นนายเลย ทั้งที่ปกตินายไม่ใช่พวกที่จะผูกใจเจ็บใครเป็นพิเศษแท้ๆ”
เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะหัวเราะกลบเกลื่อนได้ มาร์คัสจึงพยายามห้ามปรามเอน็อคด้วยสีหน้าจริงจัง
เป็นไปตามที่เขาพูด การที่เอน็อคจะมีความรู้สึกใดๆ ต่อใครสักคนเป็นพิเศษนั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะบอกว่าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ว่าได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นความรู้สึกดีๆ ยังพอว่า แต่กับอารมณ์ด้านลบอย่างความโกรธนั้นยิ่งไม่มีทาง เพราะคงไม่มีมนุษย์คนไหนจะโกรธแค้นมดตัวหนึ่งเป็นฟืนเป็นไฟอย่างจริงจังเพียงเพราะถูกมันกัด สำหรับเอน็อคแล้ว มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้นแหละ การมีตัวตนเทียบเท่ากับมดตัวหนึ่ง ต่อให้คิดจะคุกคามก็แค่สร้างความรำคาญใจเล็กน้อย แต่ไม่มีทางทำให้หวาดกลัวได้เลย สิ่งมีชีวิตแสนต่ำต้อยไร้ค่า……
ดังนั้น ต่อให้เอน็อคจะได้ระบายอารมณ์ตามใจต้องการ อารมณ์ของเขาก็คงไม่ได้ดีขึ้นเท่าไรนัก ในทางกลับกัน เขาคงจะยิ่งรู้สึกว่างเปล่าอย่างเหลือล้นกับความจริงที่ว่าตนเองมารังแกมดตัวหนึ่งเสียมากกว่า……
เดิมทีก็เป็นผู้ชายที่พกพาภาวะซึมเศร้าติดตัวราวกับโรคหวัดอยู่แล้ว มาร์คัสจึงไม่อยากเห็นหัวหน้าของพวกตนต้องมาหาเรื่องใส่ตัวโดยใช่เหตุ ……และแน่นอนว่าเขาก็ไม่อยากเห็นคนที่เพิ่งทำเรื่องน่าชื่นชมต้องมาตายไปอย่างไร้ค่าด้วยเช่นกัน
“ฉันรู้ ฉันเองก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องไร้ความหมาย”
โชคดีที่เอน็อคเข้าใจว่ามาร์คัสต้องการจะพูดอะไรโดยไม่ต้องฟังคำเกลี้ยกล่อมยืดยาวเหล่านั้น เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อตัวเขา และไม่ควรค่าแก่การโมโหเลยสักนิด หากเป็นเอน็อคในยามปกติ ไม่ว่าใครจะทำเรื่องแบบนี้ เขาก็คงหัวเราะแล้วปล่อยผ่านไปพลางคิดว่าอยู่มานานจนได้เจอเรื่องพิลึกพิลั่นเข้าแล้ว หรือไม่ เผลอๆ เขาอาจจะเอ่ยปากชมว่าน่าประทับใจเหมือนที่คนอื่นพูดกันไปแล้วด้วยซ้ำ
“ในหัวฉันก็เข้าใจดี เข้าใจอยู่หรอก แต่ว่า……”
ทว่าตอนที่ลุกขึ้นมาในสภาพที่ร่างปกคลุมไปด้วยขี้เถ้าดำปี๋ เขากลับโมโหจัดจนคำสบถที่ไม่เคยใช้แม้แต่ตอนเป็นเด็กหลุดปากออกมาเอง ความโกรธเกรี้ยวที่เดือดพล่านขึ้นมาจากท้องน้อยนั้นรุนแรงยิ่งกว่าความทรงจำครั้งสุดท้ายที่เขาจำได้เสียอีก
หากเป็นคนอื่นคงปล่อยผ่านไปได้อย่างสบายๆ เหตุผลที่เรื่องนี้กลับฝังแน่นอยู่ในอกถึงเพียงนี้ย่อมมีอยู่เพียงข้อเดียว เอน็อคที่จ้องมองเซร่าด้วยสายตาดุดันเอ่ยเหตุผลที่ทำให้จิตใจของเขาบิดเบี้ยวได้ถึงขนาดนี้ออกมา
“แต่หน้าตามัน—” “หน้าตาเหรอครับ?” “หน้าตามันชวนโมโห”
เอน็อคประคองใบหน้าของทาสตนขึ้นมาด้วยสองมือพลางทำสีหน้าจริงจังที่สุดในโลก แล้วจึงเน้นย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงราวกับจะถามว่าเป็นไปได้ยังไงกัน
“เป็นใบหน้าที่ชวนให้หงุดหงิดจริงๆ” “……???” “ทำไมยัยนี่ถึงต้องหน้าตาแบบนี้ด้วยนะ”
มาร์คัสหรี่ตามองราวกับว่าครั้งนี้อย่างไรเขาก็ไม่มีทางเห็นด้วย ทาสของเอน็อคที่นอนจมอยู่บนฟูกที่นอนนั้น แม้จะกำลังนอนครางทรมานด้วยพิษไข้ แต่เธอกลับงดงามเสียจนทำให้สายตาพร่างพราวไปหมด
สงสัยว่าการผ่านค่ำคืนกับผู้หญิงมามากเกินไปคงจะทำให้มาตรฐานความงามของเอน็อคบิดเบี้ยวไปอย่างประหลาดเสียแล้ว
“……หมอว่ายังไงบ้างครับ”
มาร์คัสที่ส่ายหน้าไปมาอย่างนึกเวทนาเปลี่ยนบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้ง
“…….”
สายตาของเอน็อคจึงเบนกลับไปที่เซร่า
ทาสของเขาที่จู่ๆ ก็กระอักเลือดแล้วทรุดลงไปนั้นดูอาการวิกฤติตั้งแต่แรกเห็น อุณหภูมิร่างกายที่เย็นเฉียบราวกับแผ่นน้ำแข็งทันทีที่หมดสติไปนั้น เริ่มร้อนระอุขึ้นมาในชั่วพริบตา ดังนั้นพอให้ยาลดไข้ อุณหภูมิก็ดิ่งลงอย่างไร้ก้นบึ้ง แต่พอหาทางรักษา อุณหภูมิก็กลับพุ่งทะยานสูงลิ่วไม่หยุด… แพทย์ที่ต้องเผชิญกับวงจรอุบาทว์นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ทุ่มเทความพยายามทุกวิถีทางจนกระทั่งสามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายของเธอให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าอุณหภูมิปกติเล็กน้อยได้สำเร็จ
‘ดูเหมือนว่าอาการป่วยจะเกิดจากความเหนื่อยล้าและปัจจัยหลายอย่างทับซ้อนกันครับ ผมได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว แต่ปัญหาคือ… อาการของคนไข้วิกฤติเกินไปครับ’
ทว่าก็เพียงแค่นั้น อาการของเซร่าไม่ได้กระเตื้องขึ้นไปมากกว่านี้เลย
‘เอาตามตรงเลยนะครับ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมอาการถึงได้ทรุดหนักขนาดนี้’
แพทย์ที่ตรวจดูอาการเธอตลอดสี่ชั่วโมงเต็มมีสีหน้าอึดอัดใจตลอดการรักษา จากผลการตรวจ ทาสของเขาไม่มีทั้งบาดแผลภายนอก บาดแผลภายใน หรือแม้กระทั่งร่องรอยว่าเคยป่วยหนักมาก่อนในอดีต ตรวจดูอย่างไรก็ไม่พบสาเหตุที่ทำให้ถึงขั้นกระอักเลือดแล้วหมดสติไปได้เลย ไม่มีอะไรที่น่าจะก่อปัญหาได้แท้ๆ แต่คนไข้กลับนอนร่อแร่เจียนตายอยู่ตรงหน้า ทำเอาหมอแทบจะประสาทกินและอยากจะกระโดดเต้นให้รู้แล้วรู้รอด
‘ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่ผมทำได้มากกว่านี้แล้วล่ะครับ อย่างไรคืนนี้คงต้องรอดูอาการกันไปก่อน’
แพทย์ที่เก็บกระเป๋ายาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นแล้วก็กลับไป แม้ปากจะบอกว่าให้รอดูอาการ แต่เอน็อคก็จับความรู้สึกยอมแพ้ที่แฝงอยู่ระหว่างคำพูดนั้นได้ คืนนี้คงเป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของทาสของเขา
จะตายงั้นเหรอ ไม่ว่าจะจ้องมองใบหน้าที่หายใจหอบแผ่วดังฟี้ ฟี้ สักเท่าไร เขาก็ไม่อาจล่วงรู้อนาคตได้เลย
“บอกว่าไม่รู้”
เอน็อคที่ตื่นจากภวังค์ตัดทอนกระบวนการรักษาอันยืดเยื้อ ดุเดือด และชวนปวดหัวทิ้งไปจนหมด แล้วตอบกลับด้วยผลลัพธ์สั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากฟังดูเป็นการวินิจฉัยที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง มาร์คัสจึงขมวดคิ้วมุ่นพลางบ่นว่ามีหมอแบบนั้นด้วยหรือ
“หากินง่ายชะมัดเลยนะครับ” “ก็ง่ายน่ะสิ”
บทสนทนาที่หากหมอมาได้ยินเข้าคงรู้สึกอยุติธรรมอย่างยิ่งดังขึ้นระหว่างคนทั้งสอง เมื่อเห็นสภาพของเซร่าที่สาหัสกว่าที่คิด มาร์คัสก็เกาหัวด้วยสีหน้าลำบากใจ เพราะสังหรณ์ว่าคงไม่สามารถนำข่าวดีไปบอกเซย์เยนที่เฝ้ารอคอยข่าวคราวของ ‘พี่สาว’ อย่างใจจดใจจ่อได้
“เข้าใจนะครับว่าเคือง แต่ถ้าพอทำได้ก็ช่วยเพลาๆ มือหน่อยเถอะ ยังไงเธอก็เป็นผู้มีพระคุณของเซย์เยนเรานะ”
มาร์คัสที่ใกล้จะได้เวลาลุกออกไปหยิบยกเหตุผลอันสมควรขึ้นมาเพื่อฝากฝังความปลอดภัยของเซร่า
“ไอ้เรื่องผู้มีพระคุณบ้าบอนั่นอีกแล้ว…”
ทว่าอาจเป็นเพราะได้ผลตรงกันข้าม เอน็อคจึงมีปฏิกิริยาเอือมระอาต่อคำคำนั้นอย่างเห็นได้ชัด
“ไปได้แล้ว” “ไปแล้วครับ ไปแล้ว ไม่ต้องมาไล่ก็กำลังจะไปอยู่แล้วครับ”
เขาเตรียมลุกขึ้นก้าวออกจากประตูอย่างรวดเร็วตามคำสั่งไล่แขกอันเย็นชา
“อ้อ ก่อนไปมีอีกเรื่องครับ”
จู่ๆ ก็นึกธุระอีกอย่างที่ลืมไปขึ้นมาได้ จึงชะงักฝีเท้าลง
“พวกคนรักของนายฝากมาบอกว่าช่วย ‘เลือกดอกไม้ให้หน่อย’ น่ะครับ”
จากนั้นก็ลดเสียงลงกระซิบกระซาบราวกับว่าถ้อยคำแสนธรรมดานั้นเป็นรหัสลับอันลึกล้ำ
“…….”
เอน็อคถึงเพิ่งจะหันไปสนใจกองดอกไม้ที่มาร์คัสเททิ้งไว้ ของที่ดูเหมือนช่อดอกไม้ขนาดยักษ์ช่อเดียวตอนที่อีกฝ่ายถืออยู่ พอถูกวางกระจายเกลื่อนบนพื้นกลับดูไร้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันราวกับไปเด็ดมั่วซั่วมาจากทุ่งดอกไม้
มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เพราะในบรรดาดอกไม้มากมายเหล่านั้น ไม่มีดอกไหนที่ซ้ำกันเลยแม้แต่ดอกเดียว
ปกติแล้วมันคืองานที่เขาเต็มใจทำด้วยความเพลิดเพลิน ทว่าวันนี้กลับรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ตัดสินใจได้แล้ว”
เอน็อคที่ครุ่นคิดอยู่นานในที่สุดก็เอ่ยคำตอบออกมา มาร์คัสจึงเงี่ยหูฟังพลางเร่งให้เขารีบพูดมา
“ฉันจะหยุดงาน อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์นี้สั่งไว้เลยว่าห้ามใครมาหาที่บ้านหลังนี้เด็ดขาด”
มาร์คัสคิดว่าเอน็อคจะเอ่ยชื่อดอกไม้ ทว่าอีกฝ่ายกลับพูดจาไปคนละเรื่อง
“การหยุดงานมันเกี่ยวอะไรกับคู่ควงด้วยครับ” “เรื่องนั้นสำหรับฉันมันก็คืองานไม่ใช่หรือไง”
เอน็อคยักไหล่พลางพล่ามคำพูดที่หากบรรดาคู่ควงของเขาได้ยินคงใจสลายออกมาอย่างหน้าตาเฉย อย่างที่เขาเคยบอกไว้ว่าเขาเป็นพวกไม่ชอบและไม่เกลียดใครเป็นพิเศษ และขอบเขตนั้นก็รวมถึงเหล่าคู่ควงผู้น่ารักของเอน็อคด้วยเช่นกัน
……ทั้งที่ทุกคนต่างรู้ความจริงข้อนั้นดีแต่กลับแกล้งทำเป็นไม่รู้ ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี
“……แล้วจะขังตัวเองอยู่ในห้องตั้งหนึ่งสัปดาห์เพื่อทำอะไรครับ”
มาร์คัสคิดในใจว่าถ้าเอน็อคตายไปต้องตกนรกหมกไหม้อย่างแน่นอน ขณะเอ่ยถามถึงแผนการหลังจากนี้ เพราะหากเขาเก็บตัวเงียบไปหนึ่งสัปดาห์เต็ม คนทั้งกิลด์ต้องมาถามเหตุผลจากตนแน่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีคำตอบเตรียมไว้
เอน็อคตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สื่อว่าถามเรื่องที่มันแน่อยู่แล้วทำไม
“เฝ้าไข้”
แม้ปากจะตอบมาร์คัส แต่ร่างของเขากลับหันหลังให้พลางทอดสายตามองเซร่าอยู่
“ทาสของฉัน ฉันก็ต้องดูแลเองสิ”
หลังจากบอกเหตุผลการหยุดงานที่แสนจะอ่อนโยนเกินใคร เอน็อคก็เสริมต่อด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ราวกับอยากให้ทาสที่กำลังเฉียดความตายได้ยินประโยคนี้เสียเหลือเกิน
“อย่าง สุด ฝี มือ เลยล่ะ”
กำลังโหลดความเห็น...