“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 56
นี่มันมีอะไรผิดพลาดไปอย่างมหันต์แล้ว ประโยคที่ปักลงกลางหัวของเซร่าราวกับสัจธรรมก็คือสิ่งนี้นี่เอง
ไอ้ตัวที่อยู่ตรงหน้านั่นเป็นสิ่งมีชีวิตคนละชั้นเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาอย่างเซร่ากับเอน็อคจะรับมือไหว
หากมองในมุมกว้าง ไม่ว่าดอกไม้ป่าริมทางหรือมนุษย์ ท้ายที่สุดแล้วก็มีชีวิตที่ผลิบานแล้วร่วงโรยไม่ต่างกัน เกิดมาพร้อมเนื้อหนังมังสา ใช้ชีวิตอันแสนสั้น แล้วกลับคืนสู่อ้อมอกของพระเจ้าตามชะตากรรมของสิ่งมีชีวิตที่ต้องตาย พวกเขาเป็นเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นโลกใบนี้ พอเก่าคร่ำคร่าก็สูญสลายไป แล้วสิ่งใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นมาแทนที่
ทว่ามังกรนั้น… มังกรหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ พวกมันคือตัวตนอันเป็นนิรันดร์ สิ่งที่เป็นนิรันดร์คือสิ่งที่จะไม่สูญสลายไป และสิ่งเดียวบนผืนพิภพนี้ที่ไม่แหลกสลายไปก็คือโลกใบนี้
มังกรก็คือตัวโลกเองนั่นแหละ
ตอนที่เคยอ่านข้อความนี้ในตำราเมื่อก่อน เธอเคยหัวเราะเยาะด้วยซ้ำว่าช่างใช้ถ้อยคำพรรณนายกยอโอ่อ่าอะไรขนาดนั้น เพราะมองไม่เห็นด้วยตาตนเองก็คงแต่งเติมเสริมแต่งจนเกินจริงไปเรื่อยๆ ละมัง ในใจเคยคิดไว้เช่นนั้น
ทว่าในยามนี้ที่ได้เผชิญหน้ากับเฮตาซึ่งเป็นดั่งพายุหิมะที่มีชีวิต เซร่าจึงตระหนักได้ว่าหนังสือเล่มนั้นบันทึกเรื่องราวของมังกรไว้ด้วยถ้อยคำที่กลั่นกรองมาอย่างประณีตเพียงใด
เฮตากู่ร้องคำรามอีกคราพลางกระพือปีก เทือกเขาสั่นสะเทือนก้องกังวานรุนแรงกว่าคราแรกและสลัดหิมะร่วงกราว สายลมที่พัดมาจากเฮตาแหลมคมราวกับจะเฉือนเนื้อหนังให้ขาดสะบั้น
“กรี๊ดดด!”
เซร่าที่เกือบจะปลิวไปตามลมกลั้นหายใจฮึดสู้ เธอเพียงแต่เกร็งเรี่ยวแรงทั่วร่างและขดตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอได้สติตัวเองอีกที เธอก็กำลังคลานอยู่บนพื้นพลางเหนี่ยวชายผ้าคลุมของเอน็อคไว้แน่น
พายุหิมะโหมกระหน่ำ เมฆดำทะมึนที่เคลื่อนตัวเข้ามาในชั่วพริบตาบดบังท้องฟ้าจนมืดมิด
สุริยันซ่อนตัว ท้องฟ้าคล้อยต่ำลงมา มองเห็นร่างบางส่วนของเฮตาเลือนรางผ่านสายฝนปนหิมะที่บดบังทัศนวิสัย
น่ากลัวเหลือเกิน
“ข้าผิดไปแล้วค่ะ! ยกโทษให้ด้วยนะคะ! จะรีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ!”
เซร่าที่หมอบราบอยู่บนลานหิมะกราบกรานขอชีวิตอย่างสุดกำลัง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรผิด ได้แต่ก้มหน้าก้มตาขอขมาไปส่งเดช แต่คราวนี้ไม่ได้โกหกนะ
เซร่ากำลังสัมผัสได้ถึงโทสะของเฮตาด้วยร่างกายทุกส่วน และสำนึกผิดอย่างเจ็บปวดลึกซึ้งว่าการกระทำทุกอย่างของตนที่ไปสะกิดเส้นอารมณ์ของมันล้วนเป็นความผิดพลาด
ทว่าเธอตระหนักดีว่าแค่ตนเองสำนึกผิดนั้นยังไม่เพียงพอ เพื่อที่จะคลายความพิโรธของท่านเฮตาผู้ยิ่งใหญ่ของเรา ใครบางคนต้องมาหมอบกราบขอขมาด้วยกัน
“จะไปผ่าเทือกเขาทำไมเล่า! นายนั่นแหละผิด!”
เซร่าที่คลานกระดึบไปทั้งอย่างนั้นตะเบ็งเสียงใส่เอน็อค แม้จะไม่รู้เรื่องราวความเป็นมาหน้าหลังเลยสักนิด แต่ถ้ามังกรโกรธเกรี้ยวถึงขนาดนี้ ย่อมเป็นเอน็อคที่ทำผิดแน่แท้
ตอนนี้เซร่าเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมพวกชาวบ้านเฮตาร์ดินถึงได้ฟูมฟายแทบคลั่งทุกครั้งที่เห็นหน้าเอน็อค
“รีบคุกเข่าขอขมาเสียสิ!”
เซร่าที่เกาะข้อเท้าของเอน็อคไว้เร่งเร้าให้เขาหมอบลงด้วยคนเร็วๆ
“…….”
แต่เจ้าตัวที่สมควรจะหมอบกราบขอชีวิตยิ่งกว่าใครเพื่อนกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย เอน็อคไม่ได้สนใจเซร่าเลยแม้แต่น้อย ได้แต่จ้องมองเฮตาที่อยู่ตรงหน้าตาไม่กะพริบ
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น ความหวังอันริบหรี่ก็ผุดขึ้นมาในใจของเซร่า หรือว่าหมอนี่จะมีไม้ตายอะไรซ่อนอยู่กันแน่นะ?
ในตอนนั้นเอง เฮตาก็เขย่าผืนพสุธาให้สะเทือนเลื่อนลั่นอีกครา
“อ๊ากกก! ไอ้ฉิบหายเอ๊ย!”
เซร่าที่หมอบราบกับพื้นดึงชายผ้าคลุมที่กำไว้แน่นราวกับเป็นเชือกช่วยชีวิตขึ้นมาคลุมโปงบนศีรษะ สภาพของเธอดูอนาถไม่ต่างจากสัตว์ป่าที่มุดหัวหลบในโพรง ทว่าอย่างน้อยมันก็น่ากลัวน้อยกว่าเมื่อครู่
ทันทีที่เฮตาสยายปีก พายุหมุนส่วนหนึ่งที่ประกอบขึ้นเป็นตัวมันก็หลุดออกมากลายเป็นพายุหมุนลูกย่อมๆ พายุหมุนหิมะที่รวมตัวกันแน่นหนาถาโถมเข้าใส่พวกเขาราวกับฝูงหมาป่าที่พุ่งขย้ำเหยื่อ
เกิดเสียงผืนดินถูกขุดคุ้ยกระจุยกระจายตรงจุดที่วังวนอันอัดแน่นพัดผ่าน ลมกรรโชกอันน่าสะพรึงกลัวทำให้เซร่าแทบจะทรงตัวไม่อยู่
เซร่าถูกลมพัดซัดเซไปมาเหมือนใบเรือไร้เสาค้ำจนกลิ้งไปรอบๆ ปลายเท้าของเอน็อค พายุหมุนที่หมุนคว้างราวกับจะบดขยี้ทุกสิ่งที่สัมผัสได้เฉียดผ่านเซร่าไปอย่างหวุดหวิดชวนหวาดเสียว
เศษเกล็ดน้ำแข็งอันแหลมคมที่ซัดสาดกระทบเข้ามาสัมผัสได้แม้จะอยู่ใต้ผืนผ้าที่คลุมโปงไว้ก็ตาม
เมื่อเสียงกึกก้องกัมปนาทราวกับโลกจะถล่มทลายลงมาเริ่มซาลง เซร่าที่แทบจะดึงสติกลับมาได้ก็ค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากผ้าคลุม
“……?”
สิ่งแรกที่ปรากฏในสายตาอันพร่ามัว คือทุ่งหิมะขาวโพลนที่เปรอะเปื้อนดินจนโสมมไปหมด
และถัดมาคือรอยแผลลึกบนผืนปฐพีจนเผยให้เห็นผืนดินสีดำสนิท ตรงรอยทางที่พายุหมุนของเฮตาพัดผ่านทิ้งรอยแผลแหลมคมราวกับถูกกรงเล็บของสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ฉีกกระชาก ร่องรอยเช่นนั้นไม่ได้มีแค่รอยเดียว แต่มีเป็นสิบๆ รอย
สิ่งใดก็ตามที่สัมผัสถูกรอยแยกเหล่านั้นล้วนถูกตัดขาดสะบั้นอย่างเกลี้ยงเกลาโดยไร้ข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ หินผา ผืนดิน หรือแม้กระทั่งอากาศ
หนึ่งในนั้นได้ผ่าตรงจุดที่เซร่าเคยนอนหมอบอยู่เมื่อครู่อย่างพอดิบพอดี หากไม่ได้ลมพัดกระเด็นออกมา ป่านนี้ตัวเธอก็คงถูกผ่าครึ่งไปพร้อมกันแล้ว
“บ้าไปแล้ว…”
ขณะก้มมองผืนดินที่อ้าปากกว้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความรู้สึกพะอืดพะอมก็ตีตื้นขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว
ผลลัพธ์จากการกระพือปีกเพียงครั้งเดียวนั้นช่างโหดร้ายทารุณ หากทำแบบนี้อีกเพียงไม่กี่ครั้ง การที่เทือกเขาอันยิ่งใหญ่นี้จะกลายเป็นผงธุลีก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
ก่อนหน้านั้นคงต้องหนีหรือไม่ก็ฆ่ามันทิ้งให้ได้ แต่การจะวิ่งหนีมันสายเกินไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่จึงมีเพียงการหาทางจัดการมันให้จงได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรก
แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ก็นึกหาวิธีฆ่าตัวตนที่เป็นดั่งพายุหิมะเองไม่ออกเลย อย่างน้อยก็ด้วยสมองของเซร่าล่ะนะ
เซร่าตระหนักได้ในที่สุดว่าความหวังเดียวที่มีคือเอน็อค เธอจึงเกาะขาที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงไม่สั่นคลอนท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ไว้แน่น พลางเร่งเร้าเขาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“นายท่าน! จะยืนนิ่งเฉยไปถึงไหนกันคะ! ทำอะไรสักอย่างเข้าสิ!”
ทันใดนั้น เอน็อคที่ใช้มือข้างหนึ่งลูบคางก็พึมพำเสียงแผ่ว
“น่าจะยากแฮะ” “……นี่นาย!”
เซร่าตวาดแหวสุดเสียงด้วยการหายใจจากกระบังลมให้แก่คำพูดอันไร้ความรับผิดชอบที่โพล่งออกมาอย่างกับรอจังหวะอยู่แล้ว
ความหวังสุดท้ายที่เหลืออยู่ดับวูบลงอย่างไร้ค่า
“งั้นตอนนี้ก็หนีกันเถอะ! หา?! พาฉันเผ่นเร็วเข้าสิ!”
รีบไปกันเถอะ เอน็อค นายทำได้อยู่แล้วนี่ เมื่อรู้ตัวว่าพวกตนไม่มีอนาคตหลงเหลืออยู่อีกต่อไป เซร่าจึงเกาะติดเอน็อคแน่นพลางร้องเร่งให้หนีไปตอนนี้เลย
“เดี๋ยวก่อนสิ—”
เจ้านายผู้ใจร้ายไม่เข้าใจหัวอกอันแสนเวทนาของทาสเอาเสียเลย มาถึงขั้นนี้แล้วยังจะเหลือความอาลัยอาวรณ์อะไรอยู่อีก เอน็อคตบศีรษะของเซร่าเบาๆ ราวกับจะบอกให้อยู่เฉยๆ เป็นสัมผัสที่ชวนให้นึกถึงการลูบหัวหมาที่เลี้ยงไว้ไม่มีผิด
เอน็อคยื่นมืออีกข้างที่ว่างไปข้างหน้าจนสุดแล้วชูนิ้วชี้ขึ้น เขาหลับตาลงข้างหนึ่งเพื่อปรับโฟกัสพลางกะระยะอะไรบางอย่าง ทั้งที่พายุหิมะที่บดบังสายตาทำให้แทบจะมองไม่เห็นข้างหน้าเลยแท้ๆ
“ทำแบบนี้ก็น่าจะได้อยู่… มั้งนะ”
แล้วเขาก็พึมพำกับตัวเองด้วยคำพูดที่ไม่อาจเข้าใจความหมายได้อีก ดูท่าคงมองไม่เห็นภัยพิบัติที่กำลังแลบลิ้นเลียปากอยู่ตรงหน้าเลยสักนิด
“อะไรกันแน่ยะ!”
เซร่ารีบถามขึ้นทันควันแต่ก็ไร้คำตอบกลับมา เขาที่ดูเหมือนจะจมดิ่งอยู่ในโลกส่วนตัวมีสีหน้าราวกับลืมไปสนิทว่ายังมีอีกหนึ่งชีวิตที่พ่วงติดอยู่กับตัวเอง
“……!”
เฮตากู่ร้องคำรามยาวนาน แรงสั่นสะเทือนที่ไร้เสียงดังกึกก้องกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ อากาศที่เดิมทีก็หายใจลำบากอยู่แล้วพลันเสียดแทงยิ่งขึ้นไปอีก
รู้สึกราวกับผืนดินกำลังยกตัวสูงขึ้นจนขยับเข้าใกล้ท้องฟ้ามากขึ้น ออกซิเจนเบาบางลง และรู้สึกถึงแรงกดดันที่ท้องฟ้าซึ่งประชิดเข้ามาบดขยี้ไหล่ของเซร่าอย่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น
เอน็อคก้าวขาตรงไปยังเบื้องหน้าของเฮตาทั้งที่มีเซร่าเกาะติดขาอยู่ ตรงนั้นเป็นตำแหน่งที่ต่อให้เฮตาแค่หายใจผิดจังหวะเพียงครั้งเดียวก็อาจถูกคมลมกรีดเฉือนได้
ความรุนแรงของลมที่พัดกระหน่ำเข้ามามันคนละระดับกันเลย เซร่าที่ไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้จึงเบนสายตาลงต่ำ ผืนดินที่ถูกขุดคุ้ย หัวเข่าที่สั่นระริกของเธอ ขาอันมั่นคงไม่ดูตาม้าตาเรือของเอน็อค และมือที่ทิ้งลงข้างลำตัวคือทั้งหมดที่เธอพอมองเห็นได้
พอคิดว่าภาพนี้อาจจะเป็นฉากสุดท้ายที่ได้เห็นในชีวิต ความรู้สึกขุ่นเคืองก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นมา
เซร่าที่ฮึดฮัดฟึดฟัดจึงฟาดเผียะเข้าที่ต้นขาของเอน็อคเต็มแรงด้วยความรู้สึกอัดอั้น
“ทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย จริงๆ เลย!”
ชั่วพริบตานั้นลมกรรโชกคมกริบก็พัดหวีดหวิว แม้สายตาจะก้มมองพื้นอยู่ แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าแท่งน้ำแข็งแหลมคมที่ลอยละล่องมาตามพายุได้ปักกระหน่ำลงมารอบๆ มองอย่างไรนี่ก็คือการโจมตีที่หมายเอาชีวิตฝั่งนี้อย่างชัดเจน
ฮี้ก เซร่าที่สันหลังวาบแข็งทื่อไปโดยไม่อาจแม้แต่จะกรีดร้อง
“คราวนี้กะว่าจะทำให้ดีน่ะสิ”
เอน็อคตอบกลับด้วยน้ำเสียงลอยๆ และความผิดปกติก็บังเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเอง
“……?”
แสงสลัวค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในมือใหญ่ที่ติดอยู่ในมุมสายตาของเซร่า ราวกับมีดวงตะวันซ่อนอยู่หลังมือคู่นั้น แสงอรุณสีทองอร่ามปรากฏขึ้นตามแนวขอบทรงอันงดงาม
เทือกเขาคร่ำครวญราวกับตอบสนองต่อสิ่งนั้น เฮตาที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพุ่งโถมเข้าใส่ศัตรูคู่อาฆาตของมันดั่งคลื่นสึนามิ
โลกปั่นป่วนคล้ายจะพลิกคว่ำ เซร่ารู้ดีว่าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงถูกพายุของเฮตาพัดกลืนจนตาย แต่เธอกลับมัวแต่ตะลึงงันกับแสงตรงหน้าจนไม่คิดแม้แต่จะหันหน้าหนี
เอน็อคที่ย่อตัวลงต่ำกำมือแน่นราวกับกำลังจับด้ามดาบ ความสว่างไสวเจิดจรัสสถิตลงในห้วงมิติที่เขาคว้าจับไว้ เศษเสี้ยวแห่งแสงอันเจิดจ้าเผยร่างส่วนหนึ่งออกมาเพื่อตอบรับเสียงเรียกของเอน็อค
ตะวันลอยขึ้นเหนือทุ่งหิมะอันมืดมิด แสงสว่างที่มาเยือนในห้วงเวลาที่ต้องการทำให้ทุกสิ่งที่มันสัมผัสสงบนิ่งลงอย่างเงียบงัน
ราวกับมีเพียงพื้นที่ที่เอน็อคกับเซร่ายืนอยู่เท่านั้นที่ถูกตัดขาดออกไปเป็นอีกโลกหนึ่ง
เซร่ารู้จักสัมผัสนี้ดี ความเงียบสงัดที่ทำให้ทั่วทั้งโลกหลับใหลอย่างสงบสุข
บาดแผลเก่าที่หวนนึกถึงความทรงจำปวดแปลบขึ้นมา เซร่าที่ยกมือขึ้นกุมตรงนั้นโดยสัญชาตญาณพลอยจมดิ่งลงสู่ความเงียบสงัดอันสงบสุขไปพร้อมกับโลกใบนี้
และแล้ว
“……!”
เอน็อคก็ตวัดแขน จากล่างขึ้นบน เพียงครั้งเดียวโดยไร้ท่วงท่าส่วนเกิน
ศีรษะของเซร่าหันตามวิถีแห่งประกายแสงไปพร้อมกัน
ท้องฟ้าแยกออกจากกัน คมดาบที่พวยพุ่งออกไปโดยไร้แสงเจิดจรัสหรือเสียงกึกก้องกัมปนาทใดๆ ได้ผ่าโลกใบนี้ออกเป็นสองซีกอย่างเงียบเชียบ
ทั้งสายลมดุดันที่ราวกับจะเชือดเฉือน ทั้งพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ ทั้งโทสะที่สั่นสะเทือนปฐพี ทั้งแรงกดดันที่บดขยี้หัวไหล่
ไปจนถึงมหาภัยพิบัติสีขาวโพลนที่พุ่งเข้าใส่เพื่อหมายจะเอาชีวิตของเขา
เฮตาที่ถูกผ่าครึ่งหยุดชะงักลงก่อนที่เขี้ยวของมันจะฝังลงบนร่างของเอน็อคเพียงเสี้ยววินาที พายุหิมะขนาดยักษ์ที่ขาดเป็นสองท่อนแข็งค้างอยู่กลางอากาศราวกับเวลาหยุดเดิน
“…….”
โลกที่เดือดพล่านราวกับจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกลับเงียบสงบลงในพริบตา เซร่าแหงนมองข้ามพายุที่ถูกฟันขาดสะบั้นอย่างเรียบกริบด้วยสายตาเหม่อลอย
ท้องฟ้าโปร่งกระจ่างเผยตัวออกมาเป็นสีฟ้าสดใส เมื่อได้สบเข้ากับดวงตะวันที่แทรกตัวเข้ามาในช่องว่างนั้น เสียงอุทาน อา ก็หลุดออกมาจากปากของเซร่า
พายุหิมะสงบลงแล้ว
ตัวตนอันหนักหน่วงที่ถาโถมเข้ามาแทบจะบดขยี้เซร่าไม่หลงเหลือให้สัมผัสได้อีกต่อไป
“ไอ้นั่น ตาย…….”
จังหวะนั้นเอง พายุหิมะที่สูญสิ้นพลังก็ถล่มทับลงมาบนหัวของพวกเขา
“พรูด!”
เซร่าที่ตะเกียกตะกายฝ่าทะเลหิมะขึ้นมาพ่นลมหายใจหอบถี่ หิมะมหาศาลจนเต็มท้องฟ้าได้กลบฝังทุกหนแห่งที่โทสะเคยเกาะกุมจนมิด มิดชิดเสียจนบดบังบาดแผลอันน่าสะพรึงกลัวไปจนหมดสิ้น
“อ้วก”
เซร่ากวาดตามองทุ่งหิมะอันสงบสุขราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นพลางส่งเสียงขย้อนออกมา
พายุหิมะที่พังครืนลงมาจากเหนือศีรษะได้กวาดกลืนเซร่าไปตามระเบียบ คลื่นหิมะที่โถมซัดเข้ามาอย่างไม่สิ้นสุดเขย่าร่างที่เสียหลักจนเซไปมาอย่างไม่ปรานี
เซร่าที่ถูกกระแสหิมะพัดพากลิ้งหลุนๆ ไปอย่างไร้หนทางสู้ สุดท้ายก็ได้แต่กลิ้งแล้วกลิ้งเล่าจนไม่รู้แล้วว่าด้านไหนคือข้างบนหรือด้านไหนคือข้างล่าง
ราวกับมีฝ่ามือยักษ์กักขังเธอไว้ตรงกลางแล้วเขย่าไปมาอย่างไม่ไยดี
ในตอนที่ความคิดแวบเข้ามาว่าขืนเป็นแบบนี้คงได้ตายแหงแก๋ พลังที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งก็อ่อนแรงลง และในที่สุดเซร่าก็ตั้งหลักได้เสียที
การที่เธอฝืนขยับร่างที่สูญเสียประสาทสัมผัสในการทรงตัวไปจนหมดสิ้น เพื่อมุดทะลุหิมะที่ทับถมสูงท่วมหัวออกมาได้ก็คือตอนนี้นี่เอง
อ่า อย่างน้อยก็รอดล่ะนะ เซร่าที่โผล่หัวพ้นหิมะออกมาได้เพียงอย่างเดียวแหงนมองท้องฟ้าสีครามด้วยสายตาเปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งใจ
ตอนนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็ผุดพรวดขึ้นมาจากทุ่งหิมะที่อยู่ประชิดตัวเซร่า นั่นคือเอน็อคที่ดูปกติดีทุกประการต่างจากเธอลิบลับ
“วา โล่งอกไปที”
เขาที่ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าสดชื่นปัดหิมะที่ร่วงกราวลงมาอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็เดินตรงไปยังหน้าผา เมื่อกวาดสายตามองทิวทัศน์เปิดโล่งใต้ท้องฟ้าแจ่มใส เขาก็พึมพำด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“รอบนี้ผ่าได้กำลังพอดีเลยแฮะ”
เซร่าที่กระดึ๊บๆ มุดออกจากกองหิมะมองตรงไปข้างหน้าตามเอน็อค
รอยฟันลากยาวเป็นแนวนอนปรากฏอยู่บนสันเขาฝั่งตรงข้าม แม้มองจากระยะไกลยังเห็นได้ชัดเจนขนาดนี้ ก็พอจะรู้ได้เลยว่ารอยฟันของจริงจะลึกขนาดไหน
พายุหิมะที่พวยพุ่งขึ้นตามรอยแยกที่ถูกฟันเฉียงๆ ยังคงปลิดปลิวฟุ้งกระจายเหมือนควัน
“…….”
ขณะที่มองเกล็ดหิมะอันงดงามที่กำลังปลิดปลิวนั้น เซร่าก็คิดขึ้นมา
เรื่องฆ่าเอน็อคน่ะ ยอมแพ้เถอะ…
กำลังโหลดความเห็น...