“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 16
“อา ขอโทษครับ”
น้ำเสียงที่โอดครวญอย่างเลื่อนลอยกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษออกมาก่อน ทั้งที่คนที่โดนเหยียบน่ะคือทางนั้นแท้ๆ
“……ไม่หรอกค่ะ คนที่เหยียบน่ะคือฉั—”
เซร่าที่ทรงตัวยืนได้ในที่สุดหันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหลอหลา ก่อนจะ
“ฉันเองค่ะ”
พูดสะดุดไปเมื่อจับสังเกตเห็นหมอกสีดำทมิฬที่รวมตัวกันอยู่ตรงท้ายทอยของชายคนนั้น
เซร่าที่ผงะถอยหลังตามสัญชาตญาณกวาดสายตามองอีกฝ่าย ทำไมถึงได้ดูชื้นแฉะหดหู่ขนาดนี้? แล้วเธอก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งให้กับบรรยากาศอันมืดมนที่ชายหนุ่มแผ่ออกมา
ใบหน้าซีดเซียวราวกับไม่เคยได้เห็นแสงแดดแม้แต่น้อย ไหนจะผมสีดำสนิทที่ไว้ยาวถึงเอวกับเสื้อผ้าสีดำสนิท และรอยคล้ำใต้ตาอันลึกกว้างที่ลามลงมาถึงคาง ล้วนมีส่วนช่วยส่งให้ชายหนุ่มดูหดหู่ยิ่งขึ้นไปอีก
ซากศพเดินได้เหรอ? เซร่าสงสัยจากใจจริงว่าชายคนนี้เป็นซากศพที่เคลื่อนไหวได้ชั่วคราวด้วยวิชาเนโครแมนซีหรือเปล่า
สภาพของชายตรงหน้าดูย่ำแย่ถึงขั้นนั้น ไม่ใช่เพราะโดนเซร่าเหยียบเท้า แต่เขาไม่มีชีวิตชีวาหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยราวกับคนที่เป็นโรคร้ายและกำลังจะตาย
“……เอ่อ ตรงไหน บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ?” “ไม่เลยครับ เท้าของคุณที่เหยียบคนอย่างผมต่างหากล่ะครับที่น่าสงสาร” “ถึงขนาดนั้นเชียว……?”
เซร่ามองชายหนุ่มด้วยสายตาที่ถามว่าพูดจริงเหรอเนี่ยกับคำพูดดูแคลนตัวเองอย่างน่าตกใจ ควันสีดำที่ลอยวนเวียนอยู่ตรงท้ายทอยของเขาทำท่าคล้ายจะรวมตัวกันแต่ก็แค่ไหวกระเพื่อมไปมา ไม่ได้ต่างไปจากตอนแรกสักเท่าไหร่
“ครับ สบายดีครับ ถึงขั้นทำงานโต้รุ่งในวันนี้ได้เลยล่ะครับ…….”
ทั้งที่สารรูปของเขาดูเหมือนว่าถ้าไม่เจ็บตรงไหนสิถึงจะแปลก ชายหนุ่มกลับยิ้มแหยๆ ออกมาเพื่อให้เซร่าวางใจ
โอ้ เซร่าตาเป็นประกายให้กับท่าทางที่ดูหดหู่และขี้แหยอย่างหาที่สุดไม่ได้นั่น สบตากับคนยังไม่ค่อยจะกล้า แถมยังอึกอักงุ่มง่าม ดูเป็นมนุษย์ที่เหมาะแก่การสาปเวทมนตร์ดำใส่ชะมัด
อ่า แน่นอนว่าไม่ได้จะร่ายใส่จริงๆ หรอกนะ เซร่าที่เผลอเลียริมฝีปากตามความเคยชินเพิ่งจะนึกขึ้นได้เรื่องวงจรพลังเวทที่พังไป สีหน้าก็สลดลงและบึ้งตึงขึ้นมาในตอนนั้นเอง
กิ๊ววว! ควันสีดำที่กระเพื่อมอยู่ตรงท้ายทอยของชายหนุ่มรวมตัวกันกลายเป็นก้อนขนาดเท่าท่อนแขน ก้อนควันที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมส่งเสียงอันห้าวหาญกลอกลูกตากลมโตหันมาสบตากับเซร่าตรงๆ
เปรี๊ยะ
เริ่มต้นจากสิ่งนั้น เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็นิ่งเฉยไม่ตอบสนองก็ส่งเสียงดังลั่นและปริแตกออกอย่างสมบูรณ์ โชคชะตาอันยุ่งเหยิงของชายหนุ่มเริ่มหลั่งไหลซัดสาดเข้ามาในรูม่านตาที่เบิกกว้างราวกับเกลียวคลื่น
“…….”
ภายในห้องมืดสลัว ชายหนุ่มผมสั้นประบ่านั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังเขียนขยุกขยิกอะไรบางอย่างอย่างตั้งอกตั้งใจ เวลาล่วงเลยผ่านไป ในห้องมืดสลัวอีกครั้ง ชายหนุ่มที่ไว้ผมยาวขึ้นมาอีกหน่อยนั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังเขียนขยุกขยิกอะไรบางอย่างอย่างตั้งอกตั้งใจ เวลาล่วงเลยผ่านไป และในห้องมืดสลัวอีกครั้ง ชายหนุ่มที่ผมยาวขึ้นไปอีกก็นั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังเขียนขยุกขยิกอะไรบางอย่างอย่างตั้งอกตั้งใจ ทันใดนั้นเขาก็วางปากกาขนนกลงดังแป๊กแล้วทึ้งหัวตัวเอง ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างไม่ราบรื่น ตัวตนของชายที่เอาแต่นั่งทำงานจนน่าเบื่อขนาดนี้ก็คือ……
“อา สายแล้วสิ”
ตอนนั้นเอง ชายหนุ่มที่ตรวจดูเวลาก็หมุนตัวขวับเดินจากไปอย่างกะทันหันโดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลา
“อ๊ะๆ นี่คุณ! เดี๋ยวก่อน!”
เซร่าที่ดึงสติกลับสู่โลกความเป็นจริงได้ทันเวลาพอดีรีบเอื้อมมือจะคว้าตัวเขาไว้ ทว่าก็สายไปเสียแล้ว ทั้งที่สารรูปดูผอมกะหร่องแท้ๆ แต่เดินไวชะมัด ด้านหลังศีรษะสีดำขลับของเขาห่างออกไปไกลลิบเสียแล้ว
“นี่คุณ! เดี๋ยวก่อน! นี่! บอกให้รอก่อนไงเล่า!”
ยิ่งระยะห่างระหว่างทั้งสองคนไกลออกไปมากเท่าไร การมองเห็นที่เคยปริแตกก็ยิ่งเริ่มกลับคืนสู่สภาพเดิมมากเท่านั้น เซร่าที่เริ่มร้อนใจจึงแหวกฝูงชนอย่างทุลักทุเลพลางตะโกนเรียกชื่อของชายหนุ่มที่เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวบอกมาสุดเสียง
“หยุดตรงนั้นนะ! เลนิส!” “……?”
ราวกับได้ยินชื่อของตัวเอง ชายหนุ่มที่สาวเท้าห่างออกไปจึงหยุดชะงักแล้วค่อยๆ หันกลับมามองอย่างช้าๆ สำเร็จแล้ว! เซร่าที่ส่งเสียงร้องดีใจในใจแสดงสีหน้าโล่งอกพลางโบกสองมือไปมาเหนือศีรษะ
“ใช่แล้ว! ทางนี้ ทาง…… อ๊าย!”
ทว่าตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งพุ่งทะลุฝูงชนออกมาคว้าข้อมือของเซร่าแล้วบิดไปด้านหลัง เซร่าที่ถูกหักแขนอย่างไร้ความปรานีราวกับเป็นอาชญากรทนความเจ็บปวดไม่ไหวจึงรีบพ่นคำพูดออกมาอย่างร้อนรน
“โอ๊ย! อะไรเนี่ย! อะ คุณเป็นใครกัน!” “……ก็บอกแล้วไงว่าให้จับไว้แน่นๆ น่ะ”
เจ้าของมืออันไร้ความปรานีคู่นั้น ครั้งนี้ก็ยังคงเป็นเอน็อคเช่นเคย
“รู้ไหมว่าจู่ๆ หายตัวไปแบบนี้ ฉันเป็นห่วงขนาดไหน?”
ทั้งที่หักแขนราวกับจะบดกระดูกให้แหลกแท้ๆ แต่เอน็อคกลับพูดคำว่าห่วงใยออกมาได้อย่างหน้าด้านๆ
“ถ้าเหนื่อยก็บอกกันสิ เรื่องแค่นั้นฉันยอมรับฟังให้อยู่แล้ว”
ชายหนุ่มที่กระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่เพียงลมปากแบกเซร่าพาดบ่าราวกับแบกเหยื่อที่ล่ามาได้ การอุ้มคนเหมือนเป็นสัมภาระกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว
ไม่นะ! ต้องจับตัวเลนิสไว้ให้ได้แท้ๆ……! เซร่าที่ตื่นตระหนกพยายามเงยหน้าขึ้นมอง แต่ตรงจุดที่ชายหนุ่มบรรยากาศมืดมนเคยยืนอยู่เมื่อครู่กลับไม่เห็นใครแม้แต่คนเดียว
แม้จะรีบกวาดตามองไปตามถนน เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวที่สงบลงไปแล้วก็ไม่มีการปริแตกขึ้นมาอีก
คลาดกันเสียแล้วโดยสิ้นเชิง
“อ๊า ไม่นะ…! อุตส่าห์คว้าโอกาสมาได้แท้ๆ!”
เซร่าที่ผิดหวังอย่างหนักถึงกับทึ้งหัวตัวเองพลางกรีดร้องออกมา เธอที่หมดสิ้นแรงใจไปทุกสิ่งทิ้งตัวปวกเปียกอยู่บนบ่าของเอน็อคพักหนึ่ง ก่อนจะ
“ก็ไปเล่นกับพวกผู้หญิงที่ชอบนายสิยะ จะตามมาขัดขวางฉันหาหอกอะไรเล่า!”
สบถด่าอย่างหยาบคายออกมาเพราะไม่อาจสะกดกลั้นความโกรธได้ แต่พอเริ่มดิ้นรนฟาดแขนฟาดขาได้ไม่ทันไร การลงโทษอันเจ็บแสบก็ฟาดเพียะลงบนก้นทันที
“……?!” “กล้าด่าเจ้านายเนี่ย พื้นฐานมารยาทไม่ดีเอาเสียเลยนะ”
เอน็อคที่ดุสั่งสอนอย่างเข้มงวดราวกับจัดการกับลูกหมาไร้มารยาทพึมพำออกมาว่าต่อจากนี้คงมีเรื่องต้องสั่งสอนอีกเยอะ ไม่รู้ว่ากลุ่มคนคลั่งไคล้เมื่อครู่หายไปไหนกันหมด ครั้งนี้จึงไม่มีใครวิ่งตามมาส่งเสียงทักทายเขาสักคน
“……อึ๊ก”
เซร่าที่เจ็บก้นราวกับจะหลุดออกมาจากร่างสงบเสงี่ยมลงในพริบตา หากมองจากภายนอก สภาพของเธอดูเหมือนคนที่ยอมแพ้ต่อการหลบหนีหรืออะไรก็ตามไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
‘ลองให้หลับก่อนเถอะแม่จะ……’
ทว่านั่นเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่เห็นจากภายนอกเท่านั้น ในใจของเธอกำลังลับมีดรอไว้ เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางหมายมั่นว่าทันทีที่เอน็อคหลับไป จะเตะอัดก้นเขาสักหลายสิบทีให้สาสม
จากนั้นเธอจะหนีออกไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองเพื่อตามหาเลนิส ต่อให้เอน็อค ซอร์เซอร์จะเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่อย่างไรเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน สักวันก็ต้องผล็อยหลับไปไม่ใช่หรือไง
หลังจากวางแผนการชั่วร้ายเสร็จสรรพ เธอก็เอามือลูบก้นที่ยังคงระบมอยู่ไม่หาย ให้ตายสิ เหมือนเลือดจะออกเลยแฮะ สมกับเป็นไอ้เศษสวะวีรบุรุษจริงๆ มือหนักเป็นบ้า
แม้ศักดิ์ศรีจะค้ำคอจนไม่อาจเอ่ยคำว่าเจ็บออกมาให้ใครได้ยิน ได้แต่พึมพำงึมงำบ่นอุบอิบไปเรื่อยๆ ก็ตาม…
สร้างด้วยไม้ เรียบง่าย และซอมซ่อ นี่คือความรู้สึกทั้งหมดที่เธอมีต่อบ้านของเอน็อค
บ้านไม้สองชั้นที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวห่างจากตัวเมืองไปเล็กน้อย หากมองแค่ภายนอกก็ไม่มากไม่น้อยไปกว่าบ้านร้างหลังหนึ่งเลยสักนิด
อุตส่าห์คิดว่าหัวหน้ากิลด์ชื่อดังที่ผู้คนต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญจะอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หรูหราราวกับพระราชวังเสียอีก นี่มันผิดคาดไปคนละเรื่องเลย
“…….”
โดยเฉพาะภายในบ้านที่หักมุมยิ่งกว่า เซร่ากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องรับแขกอันกว้างขวางด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่เพราะมีอะไรน่ามองหรอกนะ แต่เป็นเพราะมันไม่มีอะไรให้ดูเลยจนน่าตกใจต่างหาก
ชั้นหนึ่งซึ่งมีเพียงห้องรับแขกกว้างใหญ่กับห้องครัวที่แยกออกไปแทบไม่หลงเหลือร่องรอยของการอยู่อาศัยเลย แม้อากาศจะยังไม่หนาวจัดถึงขนาดนั้น แต่เตาผิงขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ด้านหนึ่งของห้องรับแขกกลับมีฝุ่นเกาะเขรอะราวกับไม่เคยจุดไฟมาก่อนเลยสักครั้ง
ริมหน้าต่างที่มีแสงแดดส่องถึงถูกตอกแผ่นไม้ปิดตายเอาไว้ทั้งหมดเพื่อไม่ให้มองเห็นด้านนอก ทว่าด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ มีเพียงส่วนที่มองเห็นท้องฟ้าเท่านั้นที่ไม่ได้ปิดบังไว้ ด้านหน้าหน้าต่างมีเก้าอี้ไม้เก่าๆ ตัวหนึ่งตั้งอยู่ซึ่งพอนั่งได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
ผนังที่พนักพิงเก้าอี้แตะถึงนั้นเต็มไปด้วยกรอบรูปแขวนอยู่เรียงราย ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นภาพวาด ทว่าพอมองดูใกล้ๆ จึงพบว่าทั้งหมดคือนาฬิกา ในบรรดานาฬิกาที่มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไปเหล่านั้น ไม่มีเรือนไหนเลยที่เข็มวินาทียังขยับอยู่
ในห้องรับแขกที่ไม่มีอะไรปกติสักอย่าง สิ่งที่พิลึกพิลั่นที่สุดก็คือโต๊ะกินข้าว โต๊ะตัวยาวที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องรับแขกห่างจากห้องครัวพอสมควรนั้นใหญ่พอที่จะรองรับคนสิบกว่าคนนั่งกินอาหารได้อย่างสบายๆ ทว่าทุกคนคงยืนกินกันกระมัง เพราะเก้าอี้ที่มีอยู่มีเพียงตัวเดียวที่ตั้งอยู่หน้าหน้าต่างเท่านั้น
ภายในบ้านที่ว่างเปล่าจนดูวิเวกวังเวงเกินคำว่าเงียบเหงาไปไกลนั้นดูกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งที่พื้นที่ไม่ได้กว้างขวางอะไรขนาดนั้น บ้านที่เคยหยิบชุดกระโปรงสีดำมาให้เธอน่าจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการอยู่อาศัยแท้ๆ…… สรุปแล้วบ้านหลังนั้นไม่ใช่บ้านของเอน็อคจริงๆ สินะ?
‘…หนาวฉิบหายเลย’
นั่นคือบทสรุปสุดท้ายของความรู้สึกอันยาวเหยียด ด้านนอกที่มีแสงแดดส่องยังพอมีหนทางทนต่อความหนาวได้บ้าง แต่ในบ้านที่ปิดหน้าต่างทุกบานจนมิดชิดกลับทำให้อากาศที่เย็นเยียบอยู่แล้วยิ่งทวีความหนาวเหน็บขึ้นเป็นสองเท่า มันรุนแรงถึงขั้นที่เธอพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาวเลยทีเดียว
ต่อให้เธอจะกระชับเสื้อคลุมที่เอน็อคให้มาแน่นแค่ไหน ก็ไม่อาจต้านทานไอเย็นที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้เลย
จะเป็นอะไรก็ได้ ช่วยจุดไฟทีเถอะ เซร่าที่ตัวสั่นงันงกเพราะความหนาวเสียดกระดูกทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงเอ่ยปากพูดกับเอน็อค
“ไม่หนาวเหรอคะ เจ้านาย? ให้ฉันช่วยจุดไฟไหมคะ?”
ภายใต้คำถามที่แสร้งทำเป็นอ่อนโยนอย่างถึงที่สุดนั้น แฝงไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าของเซร่าที่อยากจะสัมผัสความอบอุ่น
“……?”
เอน็อคที่ยึดครองเก้าอี้เพียงตัวเดียวในห้องรับแขกหันกลับมามองเซร่าด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก แม้เขาจะสวมเสื้อผ้าเนื้อบางที่ไม่เข้ากับสภาพอากาศเลยสักนิด แต่ก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะเข้าใจความรู้สึกของเซร่าเลยแม้แต่น้อย
“จะจุดก็จุดสิ”
แต่อย่างน้อยเขาก็อุตส่าห์อนุญาตให้จุดไฟได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าขอบพะคุณเสียจริง ทว่าปัญหาก็คือ สิ่งเดียวในบ้านหลังนี้ที่พอจะใช้เป็นฟืนได้ก็มีแค่เก้าอี้ที่เอน็อคนั่งอยู่นี่แหละ
“แล้วฟืนจะเอาอย่างไรดีคะ?” “อืม”
หลังจากที่เซร่าชี้ให้เห็นความจริงข้อนั้น เอน็อคถึงได้ส่งเสียงเซ่อซ่าออกมาพลางพยักหน้าหงึกหงัก เขาเหลียวมองไปรอบบ้านของตัวเองราวกับมองบ้านคนอื่น ก่อนจะสังเกตเห็นกองเอกสารที่สุมอยู่ใกล้ๆ จึงใช้เท้าเขี่ยมันเบาๆ
“ใช้นี่สิ” “ค่ะ รับทราบแล้วค่ะ”
เซร่าคว้าเอกสารไปราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว เธอไสปึกกระดาษที่กองสูงถึงหัวเข่าตรงไปยังเตาผิง โชคดีที่อุปกรณ์จำเป็นสำหรับการจุดไฟวางอยู่แถวนั้น เธอจึงบรรลุเป้าหมายได้โดยไม่ต้องออกแรงลำบากยากเย็นอะไรนัก
“ฮู่ว—”
เปลวไฟที่ลุกโชนพรึบพรั่บแผ่ไออุ่นอันน่ารื่นรมย์ออกมา เซร่าทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าเตาผิงพลางขยันขยับไสเอกสารเข้าไปด้านในเรื่อยๆ ก่อนที่เปลวเพลิงจะมอดดับ
ทว่าสายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นข้อความที่เขียนทำนองว่าการยักยอกเงินทุนของกิลด์ซิกนัสเข้าโดยบังเอิญ
“……?”
กำลังโหลดความเห็น...