“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 18
ในดวงตาทั้งสองข้างของเด็กชายที่เงยหน้าขึ้นมองเธอนั้นสั่นไหวไปด้วยความหวาดกลัวที่มิอาจกลืนลงคอได้หมด เอน็อคกำลังหวาดกลัว ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือความตาย หรือเป็นอะไรบางอย่างที่ผลักไสเขาออกมาข้างนอกในฤดูหนาวอันเหน็บหนาวนี้กันแน่ แต่เอาเถอะ
มันคือหมัดเด็ดเผด็จศึก
สายลมที่พัดผ่านมาพอดีทำให้เส้นผมของเด็กชายยุ่งเหยิง เส้นผมสีแดงสดที่สยายออกนั้นดันตัดกับทุ่งหิมะสีขาวโพลนอย่างชัดเจนจนสะดุดตาเกินกว่าจะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นได้
‘…….’
เซร่าที่ละสายตาจากตรงนั้นไม่ได้นิ่งเงียบไปครู่สั้นๆ
เป็นชื่อที่เธอรู้จัก ไม่สิ ความจริงแล้วเซร่ารู้ว่าเด็กคนนี้คือใครตั้งแต่ก่อนจะได้ยินชื่อเสียอีก เพราะในพระราชวังหลวงซอร์เซอร์อันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีเพียงเด็กคนนั้นคนเดียวที่มีผมสีแดง
เอน็อค ซอร์เซอร์ เชื้อพระวงศ์เลือดผสม องค์ชายลำดับที่สิบห้าผู้เกิดมาโดยไร้อำนาจวาสนาสิ้นดี เหตุผลที่คนไร้ความสำคัญอย่างเขายังมีลมหายใจอยู่ได้โดยไม่ถูกจักรพรรดิผู้เป็นพี่ชายต่างมารดาเข่นฆ่าทิ้ง ก็เพราะเขามีฝีมือในการกวัดแกว่งดาบไม่เลวเลยแม้จะอายุน้อยก็ตาม จักรพรรดิผู้ละโมบมักพูดติดปากอยู่เสมอเมื่อมีโอกาสว่า จะเลี้ยงดูไอ้เด็กนั่นให้ดีเพื่อส่งไปเป็นทัพหน้าในสงครามพิชิตดินแดนที่จะก่อขึ้นในสักวัน
‘……เข้ามาสิ’
เมื่อหาเหตุผลเข้าท่าได้ในที่สุด เซร่าจึงยอมเปิดประตูให้อย่างเสียไม่ได้
‘ขอบคุณครับ’
เอน็อคก้มตัวโค้งคำนับอย่างสุภาพแล้วเดินเข้ามาในห้องของเซร่า
เสี้ยววินาทีนั้น ความโล่งอกเล็กๆ ก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเด็กชาย ถึงตรงนั้นเขาจึงค่อยดูเหมือนเด็กในวัยเดียวกันขึ้นมาบ้าง ตุ้บ ก่อนที่เซร่าจะปิดประตูแล้วหันกลับมา เด็กที่เข้ามาในห้องได้อย่างปลอดภัยก็ทรุดฮวบลงกับพื้น มันก็สมควรอยู่หรอก ในเมื่อทนฝ่าทุ่งหิมะมาด้วยเสื้อผ้าที่แทบไม่ต่างอะไรกับการไม่ใส่อะไรเลยแบบนั้น
ตอนแรกคิดจะปล่อยทิ้งไว้ แต่พอนึกดูว่าอุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว หากทำแบบนั้นก็คงใจร้ายเกินไป เธอจึงลากขาเอน็อคครืดๆ พาไปไว้ข้างเตาผิง
เมื่อทำเช่นนั้น ก็เห็นได้ว่าใบหน้าที่เคยซีดเผือดเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาทีละน้อย เซร่าก้มมองใบหน้าที่น่าเวทนายิ่งนักนั้นพลางพึมพำกับตัวเองโดยที่เด็กชายไม่ได้ยิน
‘……ชีวิตนายนี่ก็น่ารันทดจริงๆ’
ความรู้สึกของเธอมีเพียงแค่นั้น นอกเหนือจากนั้นเธอก็ไม่ได้อยากรู้เลยสักนิดว่าทำไมเด็กนั่นถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ เพราะวันเวลาในตอนนั้น แค่เอาชีวิตตัวเองให้รอดก็ยากลำบากแสนสาหัสพออยู่แล้ว
ยังดีที่ก่อนที่เซร่าจะรู้สึกรำคาญใจ คนรับใช้ของจักรพรรดิก็บุกเข้ามาพาตัวเอน็อคกลับไป คนรับใช้ที่มารับตัวเด็กชายกล่าวขอบคุณด้วยท่าทีนอบน้อมพร้อมกับบอกว่า หากไม่ได้เซร่าช่วยไว้ องค์ชายที่อุตส่าห์ไว้ชีวิตคงหนาวตายไปแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก พอเรื่องจบลงจึงรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอยู่บ้างเหมือนกัน
‘ตอนนั้นไม่ได้รู้เลยสักนิด ว่าตัวเองจะต้องมาตายก่อนวัยอันควรด้วยน้ำมือของไอ้เด็กเปรตที่เคยช่วยชีวิตไว้……’
เซร่าที่กำลังหวนนึกถึงอดีตตัดเรื่องราวที่ลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมทิ้งไปกลางคัน
ถึงอย่างนั้นตอนเด็กๆ ก็ยังมีมุมน่ารักอยู่บ้างแท้ๆ…… เซร่าที่ลองวาดภาพใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำอันเลือนรางเดาะลิ้นจึ๊กจั๊กด้วยสีหน้าไม่พอใจ
เอน็อคที่ได้พบกันอีกครั้งหลังกาลเวลาล่วงเลยเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเสียแล้ว ถึงหน้าตาจะสะสวยแต่ก็ไม่มีความน่ารักเลยแม้แต่น้อย เขาโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่จู้จี้จุกจิกราวกับสร้างขึ้นมาจากก้อนเหล็ก ทั้งน่าเบื่อและน่ารำคาญ ……แถมยังดูเหมือนจะจำผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตตนไว้ในวัยเด็กไม่ได้อีกด้วย
ก็นะ คงเพราะไม่รู้ถึงได้ฆ่า ถ้าเกิดรู้แล้วจะกล้าแทงลงคอเหรอ? ท่านวีรบุรุษผู้ยิ่ง-ใหญ่และสูง-ส่งคนนั้นน่ะ?
“อาจเป็นเพราะนายท่านไม่รู้จักคนคนนั้นดีพอก็ได้ไม่ใช่เหรอคะ? นายท่านก็ไม่ใช่พระเจ้าสักหน่อย จะไปล่วงรู้จิตใจของคนอื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบได้ยังไงกันคะ? หรือว่านายท่านจะสูงส่งเลิศเลอขนาดนั้นกันเชียว……?”
ฉะนั้น คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่เอน็อค ซอร์เซอร์ไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์ว่านิสัยของเซร่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เลยสักนิด เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ก็ด้วยอานิสงส์จากนิสัยเจ้าปัญหาของเซร่านี่แหละ หากเขาไม่ใช่คนที่ยังมีประโยชน์ต่อองค์จักรพรรดิแล้วละก็ เซร่าคงไม่มีวันเปิดประตูต้อนรับเด็ดขาด
“ให้ตายสิ ไม่ยอมลงให้สักคำเลยนะ”
คำพูดที่จี้ใจดำทีละคำอย่างเจ็บแสบทำให้เอน็อคหัวเราะออกมาราวกับรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ และดูเหมือนเขาจะไม่มีคำไหนมาโต้แย้ง จึงไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดในประเด็นนี้อีก
“เป็นแค่ทาสแท้ๆ……”
เขาเอ็ดเซร่าที่บังอาจต่อปากต่อคำกับตนไม่หยุดแทน
“ถ้าขัดใจนัก นายท่านก็มาเป็นทาสเองสิคะ” “ฮะๆ!”
แน่นอนว่าเซร่าไม่ยอมแพ้อีกตามเคย คราวนี้ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คาดคิดไว้จริงๆ เอน็อคที่หลุดขำออกมาเพราะโดนสวนกลับอย่างจังจึงบีบแก้มทั้งสองข้างของเซร่าแล้วขยำไปมาด้วยความหมั่นเขี้ยว
“รอดตายแล้วมีแรงขึ้นมาแล้วสินะ? หืม? ช่างพูดช่างเจรจาขึ้นเยอะเลยนี่” “ค่ะ ก็นะคะ ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่เลยค่ะ”
เพราะนั่นคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เซร่าจึงยอมรับอย่างว่าง่ายว่าเป็นเพราะเขา พร้อมกับแสดงความขอบคุณตามมารยาทแบบขอไปที
“งั้น ในเมื่อร่างกายอุ่นขึ้นแล้ว ก็คงต้องส่งเธอไปได้แล้วล่ะ”
เขารอคำนี้อยู่แล้วหรืออย่างไร ทันทีที่เซร่าตอบจบ เอน็อคก็ผุดลุกขึ้นมานั่งทันที
“คะ……? ส่งไปไหนเหรอคะ?”
เราต้องออกไปข้างนอกกันอีกแล้วเหรอ? เซร่าเบิกตากว้างกับท่าทีของเอน็อคที่ดูเหมือนจะชวนเธอออกไปไหนสักแห่งในทันที
ชายหนุ่มค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นมาทาบทับบนร่างของเซร่าอย่างเชื่องช้าเป็นการตอบคำถาม หรืออาจจะแนบเนียนเป็นธรรมชาติเสียจนเธอไม่ทันรู้สึกถึงความผิดปกติ วีรบุรุษผู้ขึ้นมาทาบทับอยู่ด้านบนราวกับเป็นตำแหน่งอันชอบธรรมของตน ยินดีที่จะกระซิบจุดหมายปลายทางของคนทั้งสองที่ข้างหูของทาสสาวซึ่งกำลังรอคอยคำตอบ
“สวรรค์” “…….”
เธอเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีถัดมาว่า นั่นไม่ได้หมายถึงสวรรค์จริงๆ แต่เป็นคำอุปมาอุปไมยที่มักใช้กันบนเตียงต่างหาก
“ตลกแล้วค่ะ ฉันไม่อยากไปที่แบบนั้นสักหน่อยนะคะ”
เซร่าพ่นลมหายใจออกทางจมูกเบาๆ พลางหัวเราะเยาะสวรรค์ของเขาออกมาตรงๆ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่ได้รู้สึกระแวดระวังกับสถานการณ์ที่เอน็อคกำลังขึ้นมาคร่อมอยู่บนตัวเธอเลยสักนิด แม้ว่าเมื่อกี้เธอจะเห็นเขาทำตัวโปรยเสน่ห์เรี่ยราดใส่พวกผู้หญิงมาก็เถอะ แต่เธอก็เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าอย่างน้อยเอน็อค ซอร์เซอร์คงไม่อยากนอนกับผู้หญิงที่มีหน้าตาแบบนี้หรอก
“อย่ามาล้อเล่นเลยค่ะ ลุกออกไปได้แล้—”
ด้วยเหตุผลนั้น เธอจึงพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนสถานการณ์ที่ใครมองก็รู้ว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างใจกล้า
“อะ อะไรเนี่ย!”
จนกระทั่งเอน็อคถอดเสื้อท่อนบนออกอย่างกะทันหัน
“ทะ ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม…!”
เซร่าตกใจสุดขีดจนไม่สามารถปะติดปะต่อประโยคสั้นๆ อย่าง ‘จู่ๆ ทำไมถึงทำแบบนี้’ ได้อย่างถูกต้อง และเอาแต่พูดตะกุกตะกัก
“ดูเหมือนเธอจะจำไม่ได้เพราะความจำเสื่อมสินะ”
เอน็อคที่เข้าใจความหมายนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่งช่วยเฉลยคำตอบให้อย่างใจดี
“ปกติแล้ว เวลาจะไปสวรรค์น่ะ เขาต้องแก้ผ้าไปกันทั้งนั้นแหละ”
“กฎหมายเขากำหนดเอาไว้อย่างนั้นน่ะ” รอยยิ้มเปี่ยมความมั่นใจประดับอยู่บนริมฝีปากของวีรบุรุษที่กำลังพ่นเรื่องไร้สาระออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
พ่นเรื่องบ้าอะไรของนายวะ ไอ้ชาติชั่วสำส่อนนี่… ทั้งที่คิดว่าการมองเรือนร่างเปลือยเปล่าของคนอื่น แถมยังเป็นเอน็อค ซอร์เซอร์ เป็นเรื่องที่อุบาทว์บัดสีสิ้นดี แต่เซร่าก็ไม่อาจละสายตาจากการกวาดมองร่างกายท่อนบนราวกับรูปสลักนั้นได้เลย บางทีถ้ามีมนุษย์แก้ผ้ามายืนตรงหน้า ไม่ว่าใครก็คงทำเหมือนกันทั้งนั้น เพราะงั้นนี่จึงช่วยไม่ได้ จะเรียกว่าเหตุสุดวิสัย หรือถ้าจะพูดให้เว่อร์ขึ้นมาอีกนิด ก็คงเป็นพวกปฏิกิริยาสะท้อนกลับละมั้ง…
แสงแดดที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างพอดิบพอดีตกกระทบใบหน้าของเขาแล้วแตกกระจายออก นัยน์ตาสีเพอริดอตที่อ่อนลงอีกระดับเมื่อต้องแสง ทอประกายระยิบระยับราวกับอัญมณีที่กำลังส่องประกาย
ตอนสวมเสื้อเชิ้ตตัวหลวมโคร่งเขาดูผอมเพรียว แต่เรือนร่างที่ปราศจากผืนผ้าสะบัดพลิ้วนั้นกลับใหญ่โตและกำยำล่ำสัน
กล้ามเนื้อที่เกาะอยู่บนร่างกายของเขาทุกสัดส่วนล้วนเรียบเนียนดั่งสัตว์ร้าย กล้ามเนื้อโดยรวมได้รับการพัฒนามาอย่างสมส่วนทั่วทั้งตัว ทว่าไม่ได้ดูเทอะทะหรือคุกคามจนเกินไปแม้แต่น้อย
ไหล่กว้างตั้งฉากมีกล้ามเนื้อหลังแขนที่พัฒนามาอย่างดีเกาะอยู่ ทว่าส่วนที่ลาดจากคอลงสู่หัวไหล่ไม่ได้มีกล้ามเนื้อปูดโปนน่าเกลียด หากแต่อยู่ในระดับที่พอดิบพอดีจนเส้นสายดูเรียบเนียน แผงอกที่ผายกว้างนั้นมองด้วยตาก็รู้ว่าแข็งแกร่ง ราวกับว่าหากใช้นิ้วกดลงไป ก็จะสามารถผลักมันออกไปได้ด้วยแรงของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น กล้ามท้องที่กระชับแน่นไร้ส่วนหย่อนคล้อยยังชวนให้รู้สึกมหัศจรรย์ใจ เซร่าตกอยู่ในความรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับร่างกายที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าผลงานชิ้นเอกที่ประติมากรชั้นหนึ่งซึ่งเคยถูกเรียกตัวเข้าพระราชวังหลวงซอร์เซอร์ในอดีตได้สรรค์สร้างไว้เสียอีก
สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดก็คือ ทั้งที่เขามีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนานถึงเพียงนั้น แต่กลับไม่มีรอยแผลเป็นแม้แต่รอยเล็กๆ รอยเดียว ราวกับเป็นคนที่เกิดมาโดยไม่เคยตกเป็นผู้อ่อนแอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เอน็อคผู้มีใบหน้างดงาม รูปร่างของเขาก็งดงามไม่แพ้กัน ไม่สิ งดงามยิ่งกว่านั้นเสียอีก แม้เซร่าจะเป็นพวกตระหนี่ถี่เหนียวเรื่องการเอ่ยปากชม แต่สำหรับเรื่องนี้แล้ว ไม่มีข้อโต้แย้งหรือเรื่องที่ต้องยอมความกันเลยแม้แต่น้อย
เจ้านี่มันใครกันเนี่ย เซร่ามองเอน็อคด้วยสีหน้าประหม่าราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า เอน็อค ซอร์เซอร์ที่เธอรู้จักมักจะแต่งกายเรียบร้อยอยู่เสมอ ยามที่เขาปกปิดเรือนร่างอย่างมิดชิด แม้มองจากระยะไกลก็ยังดูเหมือนคุณชายน้อยผู้เรียบร้อยแห่งตระกูลขุนนาง แต่พอปลดเปลื้องสิ่งนั้นออกไป เขากลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง
“ไม่เหนื่อยเหรอ หายใจหน่อยสิ”
เอน็อคที่กำลังอวดเรือนร่างของตนราวกับตั้งโชว์ไว้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแสร้งทำเป็นจริงจัง
“……!”
เซร่าถึงเพิ่งมารู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่าเธอมัวแต่ชมเรือนร่างของเขาจนลืมหายใจไปเสียนาน และไม่รู้ว่าทำไม ในปากถึงได้มีน้ำลายเอ่อล้นขนาดนี้
เซร่าที่กลับมาหายใจอย่างมีสติได้อีกครั้งกลืนน้ำลายลงคอไปโดยไม่รู้ตัว เอื๊อก เสียงนั้นดังก้องเกินไป ดังพอที่เอน็อคซึ่งนั่งทับอยู่บนตัวเธอจะได้ยินอย่างชัดเจน
“มะ ไม่ใช่ นี่มัน เรื่องนี้มัน…”
เซร่าผู้ตื่นตระหนกพยายามจะแก้ต่างว่าการกระทำเมื่อครู่ไม่ได้เกิดจากจินตนาการอันลามกจกเปรตเลยแม้แต่น้อย
ทว่าสติที่พังทลายไปครั้งหนึ่งไม่ได้หวนคืนมาในทันทีตามที่เธอปรารถนา เธอต้องอึกอักอ้ำอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ราวกับสัตว์เดรัจฉานที่พูดไม่ได้ เอน็อคมองดูเซร่าที่พูดจาไม่เป็นภาษาด้วยสายตาแปลกใจ
ตั้งแต่ได้พบกันจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ยัยคนนี้ก็คอยเถียงคำไม่ตกฟากอย่างคล่องแคล่วมาโดยตลอดแท้ๆ แถมตอนที่ตัวเองแก้ผ้าก็ยังพูดจาเจื้อยแจ้วได้สบายๆ แต่พอเอน็อคแค่ถอดเสื้อท่อนบนเหมือนที่คนอื่นเขาทำกัน ยัยนี่กลับเป็นเอามากขนาดนี้ มันช่างดูน่าสนุกสำหรับเขาเสียจริง
“อือ จะลองจับดูก็ได้นะ”
ราวกับอยากจะแกล้งเซร่าให้หนักข้อขึ้นไปอีก เอน็อคจึงถือวิสาสะคว้ามือของเซร่าไปวางทาบไว้บนแผงอกของตน
“ฮิ้ก…!”
ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสกับผิวเนื้ออันแน่นหนาและร้อนผ่าว เซร่าก็สะดุ้งโหยงราวกับถูกไฟลวกและพยายามจะชักมือออกอย่างรวดเร็ว
“บอกให้จับไง”
ทว่าความพยายามนั้นกลับถูกสกัดกั้นไว้ เมื่อเอน็อคจับหลังมือที่กำลังจะร่นหนีแล้วกดลงไปแนบแน่น
“ก๊าสสส!”
ด้วยเหตุนั้น เสียงกรีดร้องที่ฟังดูไม่น่าจะใช่ภาษาของโลกใบนี้จึงหลุดกระเจิงออกมาจากปากของเซร่าอีกระลอก เอน็อคตบหลังมือที่สั่นระริกราวกับกำลังโดนทรมานด้วยไฟฟ้าของเธอเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
“ไม่เป็นไรน่า แบบนี้ถึงจะยุติธรรมไง”
เพราะฉันเองก็จะจับตามใจชอบเหมือนกัน ท่ามกลางน้ำเสียงกระซิบกระซาบ จังหวะชีพจรที่เต้นสะเทือนอยู่ใต้ฝ่ามือของเซร่าก็ดังตึกตักสอดประสานกัน
กำลังโหลดความเห็น...