“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 5
“……?”
เซร่าเบนสายตาไปมองคนพวกนั้นแล้วขยี้ตาทั้งสองข้างของตนเอง แม้ใบหน้าของแต่ละคนจะธรรมดาสามัญถึงขีดสุด ทว่าพวกเขากลับมีเอกลักษณ์ที่แปลกประหลาดไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน
‘นั่นมัน… อะไรน่ะ’
ทุกคนไม่มีเว้นแม้แต่คนเดียวล้วนมีก้อนควันสีดำขนาดเล็กเกาะอยู่บนไหล่ ก้อนกลมๆ ที่ดูนุ่มนิ่มหยุ่นๆ นั่นขยับดุ๊กดิ๊กราวกับมีชีวิต ก่อนจะเบิกตาโพล่งขึ้นมาสบตากับเธอในทันใด
รูปลักษณ์ของมันดูไร้ค่าไร้ราคาสิ้นดี ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับแผ่กลิ่นอายอันไม่เป็นมงคลออกมาอย่างประหลาด
“ทำอะไรอยู่น่ะ ที่อื่นจัดการเสร็จเกือบหมดแล้วนะ”
ราวกับมองไม่เห็นก้อนควันสีดำนั้น คนคนหนึ่งในกลุ่มเปิดฉากเข้าประเด็นทันที เอน็อคเองก็ดูไม่ใส่ใจมันเช่นกัน เขาตอบกลับพลางตรึงสายตาไว้ที่เซร่า
“หัวหน้าล่ะ” “จับคนที่พยายามจะหนีได้แล้ว ลากไปขังรวมกันไว้หมดแล้วล่ะ” “ของล่ะ” “ถ้าหมายถึงหินที่พวกมันขโมยไปก็เจอแล้ว พวกสารเลวนี่ไวเป็นบ้า คืนนี้กะจะขนขายให้หมดถึงขนาดเตรียมคนขนส่งไว้พร้อมสรรพเลยเชียว!” “เจอแล้วก็ดี”
จากบทสนทนาที่แลกเปลี่ยนกันอย่างรวดเร็ว เซร่าจึงพอปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าคนพวกนี้บุกโจมตีกระโจมของพวกค้าทาสที่นี่เพื่อชิง ‘ของ’ บางอย่างกลับคืนไป
“เห็นหรือยัง กระโจมแบบนี้มีอีกตั้งห้าหลังแหน่ะ โธ่เอ๊ย ไอ้พวกชั่วช้าเหมือนเซร่า โรเซนบอม ไม่มีปัญญาทำมาหากินอย่างอื่นแล้วหรือไง…”
ถุย ชายคนหนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วเดาะลิ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามอย่างรังเกียจ ภายในประโยคที่ทำหน้าที่เป็นเพียงคำด่าทอนั้น มีชื่อของเธอถูกสอดแทรกเข้าไปอีกแล้ว
“นั่นสินะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เอน็อคก็พยักหน้าส่งๆ ทั้งที่เป็นชื่อที่เขาน่าจะคุ้นเคยยิ่งกว่าใครแท้ๆ แต่เขากลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ราวกับเคยได้ยินคำพูดทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
“ไม่เห็นไอ้หมอนั่นที่จับได้ข้างนอกเมื่อกี้ล่ะสิ ทั้งที่หัวเกือบจะหลุดจากบ่าอยู่รอมร่อ แต่มันยังกำกุญแจกรงขังไว้แน่นไม่ยอมปล่อยเลย โห ร้ายกาจชะมัด” “ไอ้หมอนั่นแหละเหมือนเซร่า โรเซนบอมที่สุดแล้ว” “อย่าพูดเลย พอว่ามันแบบนั้น มันร้องไห้บอกว่าด่าพ่อล่อแม่มันยังดีกว่าเสียอีก”
คนพวกนั้นพากันปล่อยมุกคุยกันอย่างออกรสราวกับอยากจะหาเรื่องคุยกับเอน็อคสักประโยค
“…….”
ยิ่งบทสนทนาดำเนินต่อไป สีหน้าของเซร่าก็ยิ่งประหลาดล้ำขึ้นเรื่อยๆ สรุปก็คือ หากไวยากรณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา ชื่ออันสูงส่งของเธอก็กำลังถูกใช้เป็นสำนวนด่าทอประเภทหนึ่งอยู่สินะ
ถ้าจะให้เปรียบ ก็คงเป็นคำด่าขั้นสุดยอดที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการด่าบุพการีเสียอีก
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง เซร่าจึงยกมือลูบหน้าด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ฉันทำผิด… ขนาดนั้นเชียวหรือ ตลอดสามร้อยปีที่ตกนรกหมกไหม้ เธอเชื่อมั่นมาตลอดว่าตนเองไม่ได้ทำผิดร้ายแรงถึงขั้นต้องมารับโทษทัณฑ์เช่นนี้ ทว่าเมื่อต้องมาเผชิญกับความเป็นจริง ความเชื่อมั่นอันหนักแน่นนั้นกลับสั่นคลอนอย่างไร้หนทาง
“หัวหน้า ฟังอยู่หรือเปล่า ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วมองอะไรอยู่น่ะ เฮือก?! ผู้มีภูมิคุ้มกันนี่?”
ชายคนนั้นคงรู้สึกแปลกใจที่เอน็อคไม่ยอมหันมามองตนเองเลยแม้แต่น้อย พอหันหน้ามองตามเขาไปก็สะดุ้งตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ปฏิกิริยาราวกับเห็นสิ่งอัปมงคลที่ไม่ควรเห็นเช่นนั้นช่างแตกต่างจากพวกคนค้าทาสโดยสิ้นเชิง เซร่าจึงขมวดคิ้วด้วยความสับสน
“เพราะเรื่องนั้นเหรอ แต่จู่ๆ ไปพาผู้มีภูมิคุ้มกันมาจากไหนกัน… หรือว่า รู้จักกันเหรอครับ”
ทั้งที่เธอแค่ขมวดคิ้วเท่านั้น ชายคนนั้นกลับแอบถอยไปหลบหลังเอน็อคแล้วสะกิดไหล่เขาเบาๆ เอน็อคตอบกลับแทบจะในทันที
“ไม่”
ผู้หญิงไม่รู้จัก พลันที่เอน็อคขีดเส้นตัดความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาดว่าไม่รู้จักกัน เขาก็ตวัดดาบที่ทอดต่ำอยู่ขึ้นฟันเฉียงในแนวนอนพร้อมกับคำตอบนั้นทันที
“……?!”
คมดาบฟันกรงเหล็กขาดสะบั้นจนเกิดเสียงดังกึกก้อง หากเธอไม่ก้มหัวลงตามสัญชาตญาณละก็ หากตอบสนองช้าไปเพียงเสี้ยววินาที หัวของเซร่าก็คงขาดกระเด็นไปพร้อมกับกรงเหล็กแล้ว
อึก ความตายที่เฉียดผ่านไปในชั่วพริบตาทำให้เซร่าต้องกลืนน้ำลายลงคอ แม้จะเป็นร่างที่เคยตายมาแล้วหนหนึ่ง แต่การต้องมาสัมผัสความรู้สึกชวนขนลุกนั่นอีกครั้งก็ยังเป็นเรื่องน่าสยดสยองอยู่ดี แทนที่จะโกรธเพราะดาบที่ตวัดฟันมาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า เธอเลือกที่จะคลายสายตากระด้างกระเดื่องลงให้ดูเชื่องลงแทน
เมื่อกี้แค่โชคดีเท่านั้น แต่ใช่ว่าจะโชคดีแบบนี้ไปได้ตลอดเสียหน่อย การโจมตีด้วยดาบที่ทั้งรวดเร็วและไร้เสียงเช่นนี้ ต่อให้เป็นจอมเวทมนตร์ดำผู้เก่งกาจอย่างเธอก็ไม่อาจป้องกันได้ ยิ่งในตอนนี้ที่พลังเวทไม่เหมือนเมื่อก่อนด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในเมื่อไม่มีหนทางจะต่อกรได้ ก็คงต้องยอมหมอบราบคาบไปก่อนในตอนนี้
“อะไรกันเนี่ย จะฟันก็บอกกันก่อนสิ ตกใจหมดเลยนะ…!”
ทั้งที่ตัวเซร่าผู้เกือบจะคอขาดกลับเงียบกริบ ทว่าชายหนุ่มที่ยืนเฉยๆ อยู่กลับโวยวายตื่นตูมว่าตกใจ เอน็อคที่เพิ่งจะเก็บดาบเข้าฝักพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงราวกับกำลังร้องเพลง
“ฉันพูดตั้งนานแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจน่ะสิ” “……?”
ลูกน้องของเอน็อคไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้น แต่ช่างน่าเศร้าที่เซร่าดูเหมือนจะเข้าใจว่าคำพูดของเอน็อคหมายถึงอะไร เอน็อคปัดเสื้อผ้าของตนลวกๆ พลันกระดิกนิ้วเรียกเซร่า
“มานี่”
เป็นการเรียกที่เหมือนกับกำลังเรียกแมวที่เลี้ยงไว้ไม่มีผิด
“อะ อ่า ค่า……”
เซร่าที่ถูกเจาะจงชี้ตัวลุกขึ้นยืนเก้ๆ กังๆ พลางพยายามจะก้าวข้ามกรงเหล็กที่พังลงมา แกรก แกรก ทุกครั้งที่เธอก้าวเท้า โซ่ตรวนที่ผูกติดอยู่กับมือและเท้าก็ส่งเสียงดังเอะอะราวกับจะประกาศว่าข้าอยู่ตรงนี้ ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่ถ่วงแขนขา เซร่าจึงเหงื่อตกพลางยื่นเท้าข้างหนึ่งออกไปข้างนอกอย่างยากลำบาก ทว่า
‘โธ่เว้ย ไม่อยากเหยียบเลือดเลยแฮะ…’
เท้าของเธอคว้างอยู่กลางอากาศเพราะหาที่ลงไม่ได้ ในสถานการณ์เช่นนี้อาจมีคนถามว่าใช่เวลามาเรื่องมากเลือกที่เหยียบไหม แต่ถ้าเป็นเรื่องเลือดแล้วละก็ เซร่ารังเกียจมากแบบสุดๆ ไปเลย ให้สัมผัสโดนของพรรค์นั้น สู้ยืนอยู่ในกรงเหล็กนี้ไปตลอดกาลยังฟังดูไม่เลวเสียกว่า
“ทำเป็นรักสะอาดเสียจริงนะ”
ทว่านั่นเป็นเพียงธุระของเซร่าเท่านั้น เอน็อคถอนหายใจอย่างหงุดหงิดพลางก้าวอาดๆ เข้ามา แล้วแบกเธอพาดบ่าโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“อั่ก…!”
เซร่าส่งเสียงครางอู้อี้พลางดิ้นรนเมื่อทัศนวิสัยกลับหัวกลับหางในชั่วพริบตา ทว่าไม่มีใครสนใจเรื่องนั้นเลย เอน็อคที่แบกเซร่าไว้หันหลังแล้วเดินตรงไปยังทางออกของกระโจมทันที ชายหนุ่มที่ชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังเขาเอ่ยถามเสียงดัง
“เฮ้ๆ จะไปดื้อๆ เลยเหรอ แล้วพวกกองคาราวานนั่นล่ะจะทำยังไง”
เขาถามว่าจะเอายังไงกับพวกพ่อค้าทาสเถื่อนที่จับกุมตัวไว้ เอน็อคตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจโดยไม่หันกลับไปมองด้วยซ้ำ
“ก็ฆ่าทิ้งไปสิ”
แม้น้ำเสียงจะฟังดูเฉยเมยราวกับไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตน แต่เนื้อความกลับเลือดเย็นถึงที่สุด การขยับดุ๊กดิ๊กของเซร่าพลันชะงักหยุดลงในคราวเดียว แม้จะรู้ว่าไม่ใช่คำพูดที่พูดกับตน ทว่าไม่รู้ทำไมถึงฟังดูเหมือนเป็นการเตือนเธอด้วยเช่นกัน
“หัวไวดีนี่”
เมื่อเซร่าหยุดขัดขืน เอน็อคก็หัวเราะราวกับจะบอกว่าเข้าท่าดีนี่ คำบ่นพึมพำกับตัวเองว่าโชคดีนะดังตามมาหลังจากนั้น น้ำเสียงที่เจือแววหัวเราะนั้นฟังดูไพเราะน่าฟัง ทว่ากลับเพียงพอที่จะทำให้เซร่ารู้สึกเสียวสันหลังวาบ
เขาแบกเซร่าเดินลงมาตามทางในป่าที่มืดมิดอย่างคล่องแคล่ว จนกระทั่งมาถึงหน้ารถม้าคันหนึ่งจึงยอมปล่อยเธอลง เซร่าที่ในที่สุดก็ได้เหยียบพื้นจริงๆ ด้วยขาทั้งสองข้างจึงแสร้งปั้นสีหน้าซาบซึ้งใจแล้วค้อมเอวคำนับซ้ำๆ
“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตไว้นะคะ” “…….”
เอน็อคไม่ได้ตอบอะไร และก็ไม่ได้สั่งให้ทำอะไรเช่นกัน เขาเพียงแค่มองดูเซร่าด้วยรอยยิ้มพิลึกพิลั่นที่เหมือนเมื่อครู่ รอยยิ้มที่ต่อให้เขาจะลงมือทำเรื่องบ้าบออะไรขึ้นมาก็คงไม่แปลกเลยแม้แต่น้อย
แปลว่าไปได้แล้วอย่างนั้นเหรอ
“บุญคุณครั้งนี้ฉันจะไม่มีวันลืมเลยนะคะ ถ้างั้นฉันขอตัวก่อน…”
เซร่าค่อยๆ ยืดตัวขึ้นพลางลอบสังเกตสีหน้าของเขา แล้วค่อยๆ ก้าวถอยไปด้านข้างอย่างแนบเนียน
“ฉันยังไม่ได้บอกให้ไปสักหน่อย” “ขอโทษค่ะ พอดีนึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องจากลากันด้วยดีน่ะค่ะ…”
เธอที่เพิ่งก้าวออกไปได้เพียงสามก้าวรีบถอยกลับมายืนที่เดิมทันทีที่ได้ยินคำพูดของเอน็อค สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวงจับจ้องอยู่ที่ดาบของเขาไม่วางตา ราวกับเตรียมพร้อมที่จะวิ่งหนีเตลิดไปได้ทุกเมื่อหากเขาแตะมือลงตรงนั้น
“ขอบคุณที่ฉันช่วยใช่ไหมล่ะ”
คำถามที่มีคำตอบล็อกไว้ล่วงหน้าแล้วหล่นลงมาเหนือหัวของเซร่า
“ค่ะ แน่นอนสิคะ”
เซร่ารีบพยักหน้ารับแล้วเหลือบมองใบหน้าของเอน็อค ในจังหวะที่สบตากัน เอน็อคก็คลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างกับรอเวลานี้อยู่แล้ว มันเป็นรอยยิ้มงดงามที่ดวงตายิ้มหยีลงเป็นครั้งแรก
“…….”
อ่า นี่แหละเอน็อคที่ฉันรู้จัก แววตาที่ไม่หลงลืมความโอบอ้อมอารีในอดีตไปแม้แต่น้อยคู่นั้นคือวีรบุรุษผู้เที่ยงธรรมที่เธอรู้จักไม่ผิดแน่ เธอจึงรู้สึกโล่งอก เพราะมีความเชื่อมั่นว่าหากเอน็อค ซอร์เซอร์ยังคงเป็นเหมือนเดิมในอดีตล่ะก็ เขาคงไม่คิดร้ายกับทาสผู้น่าสงสารที่ตัวเองอุตส่าห์ช่วยชีวิตไว้หรอก
ในระหว่างที่เซร่ากำลังเผลอไผลไปกับรอยยิ้มนั้น เอน็อคก็ขยับระยะห่างเข้ามาหนึ่งก้าว พลางคว้าไหล่ทั้งสองข้างของเธอไว้แน่นแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“งั้นก็ตอบแทนสิ”
ถ้าขอบคุณฉันจริงๆ ก็จงชดใช้ค่านั้นซะ นั่นเป็นวินาทีที่รอยยิ้มของเอน็อคเริ่มแปรเปลี่ยนไปเมื่อเผยธาตุแท้ออกมา เขายิ้มแสยะจนเห็นเขี้ยวพลางกระซิบแผ่วเบาจนแทบจะได้ยินแค่ที่ข้างหูของเซร่าเท่านั้น
“ด้วยร่างกายของเธอ” “อั่ก!”
ยังไม่ทันที่เธอจะรู้ซึ้งถึงความหมายอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้น ร่างของเซร่าก็ถูกผลักเข้าไปข้างในประตูรถม้าที่เปิดอ้าอยู่ เมื่อเธอที่ถูกโยนเข้ามาในรถม้าไม่ต่างจากสัมภาระตะเกียกตะกายลุกขึ้นมานั่งได้ ประตูก็ถูกลงกลอนจากด้านนอกเรียบร้อยแล้ว
“นี่คุณ?!”
เซร่าที่พุ่งพรวดมายังประตูที่เธอเพิ่งโดนผลักเข้ามาทุบกระจกหน้าต่างอย่างประท้วง
“ออกเดินทาง พาไปไว้ที่กิลด์”
ทว่าเสียงตะโกนนั้นกลับถูกกลบมิดด้วยเสียงเคาะหลังคารถม้าของเอน็อคที่ดังขึ้นมาถูกจังหวะพอดี
“ผู้หญิงคนนี้คือใครเหรอครับ”
สารถีที่ได้รับคำสั่งให้ออกรถถามถึงตัวตนของเซร่าด้วยน้ำเสียงที่เจือความอยากรู้อยากเห็น เสียงของเอน็อคที่ตอบกลับมาอย่างกระชับและชัดเจนดังลอดผ่านประตูที่ปิดสนิทเข้ามาอย่างถนัดหู
“ทาสของฉัน” “……?!”
คำพูดที่ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางวันแสกๆ ทำให้เซร่าอ้าปากพะงาบๆ พลางสบถในใจว่าพูดเหี้ยอะไรออกมาเนี่ย จากนั้นก็จ้องมองไปยังที่นั่งคนขับด้วยสายตาเว้าวอน เธอหวังเหลือเกินว่าเขาจะช่วยพูดขัดขึ้นมาว่า จะเป็นทาสอะไรกัน การเอาทาสเข้ามาแบบนี้มันเป็นเรื่องไม่ดีนะ
“อ๋อ~”
ทว่าสารถีกลับพยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่ดูเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างบนโลกใบนี้เป็นอย่างดีเสียนี่
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวไปก่อนนะครับ”
เขาตวัดแส้อย่างกระฉับกระเฉงเพื่อเร่งม้า
“ดะ เดี๋ยวสิ เดี๋ยววว…!”
ขณะที่รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป เซร่าก็เบิกตากว้างจ้องมองเอน็อค ส่วนเขานั้นถึงขั้นโบกมือให้เธออย่างเป็นมิตรราวกับกำลังยืนส่งเพื่อนสนิทที่ต้องออกเดินทางไกล
กุบกับ กุบกับ รถม้าแล่นฝ่าความมืดข้ามผ่านเส้นทางในป่า โดยบรรทุกเซร่าที่ถูกมัดมือชกจนกลายเป็นทาสของเอน็อคไปดื้อๆ เอาไว้…
กำลังโหลดความเห็น...