“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 7
“ทำไมเหรอ มีอะไรแปลกตาเหรอครับ”
สโนว์มองตามทิศทางที่เซร่าชี้ด้วยแววตาสนใจ ทว่าคงเพราะไม่พบสิ่งผิดปกติใดเป็นพิเศษ เขาจึงได้แต่เอียงคอทำหน้าสงสัย
“ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่ ตาฝาดไปเองหรือเปล่าครับ”
เซร่าที่รู้สึกอึดอัดใจกับท่าทางมองไม่เห็นทั้งที่อยู่ตรงหน้าแท้ๆ รัวเคาะหน้าต่างอย่างกระตือรือร้น
“นั่นไงคะ! นั่นน่ะ! สิ่งดำๆ ที่อยู่เต็มพื้นดินนั่นน่ะ!”
ตรงจุดที่ปลายนิ้วของเซร่าชี้ไปนั้น คือท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ดำมืดอย่างประหลาดจนไม่เข้ากับดวงจันทร์ที่ส่องสว่างเจิดจ้า และเหนือเส้นขอบฟ้าที่จรดกับฟากฟ้านั้น มีเสาสีดำทึบไม่ทราบที่มาตั้งตระหง่านกินอาณาเขตกว้างใหญ่…… ไม่สิ ปักอยู่ต่างหาก
ใช่แล้ว มันปักอยู่ เป็นภาพทิวทัศน์ที่อธิบายได้แค่วิธีนี้เท่านั้น ทั้งบนทุ่งหญ้าเขียวขจีที่พลิ้วไหว ทั้งบนทุ่งดอกไม้ที่บานสะพรั่งสดใส ทั้งบนทะเลสาบที่สะท้อนแสงจันทร์รำไร…
“อา อย่าบอกนะว่าหมายถึงหนามน่ะ”
สโนว์เพิ่งจะเข้าใจในตอนนั้นเองว่า ‘สิ่งนั้น’ ที่เซร่าพูดถึงคืออะไร และบอกชื่อของเสาสีดำทะมึนให้เธอรู้ทันที
“หะ หนาม… เหรอคะ”
เซร่าคิดว่าชื่อนั้นไม่เข้ากับตัวตนที่แท้จริงของมันเลยสักนิด ผืนแผ่นดินที่ถูกเสาสีดำทะมึนเสียบทะลุอย่างไร้ความปรานีช่างดูน่าเวทนา โรวด์ที่เธอรู้จักอย่างน้อยก็เคยเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวามากกว่าสิ่งที่เห็นในสายตาตอนนี้ เป็นสถานที่ที่มักจะได้เห็นสัตว์หายากวิ่งเล่นบนทุ่งหญ้าทั้งกลางวันและกลางคืน
ทว่าทิวทัศน์ที่พาดผ่านนอกหน้าต่างในตอนนี้กลับไม่หลงเหลือความมีชีวิตชีวาที่โรวด์เคยภาคภูมิใจอยู่เลยแม้แต่น้อย ท้องฟ้ามืดมิด เสาสีดำทะมึน และแสงจันทร์ซีดเผือดที่ส่องกระทบลงมา โลกที่สูญสิ้นทั้งสีสันและสรรพเสียงเพียงแค่เคลื่อนผ่านไปเรื่อยๆ ภาพนั้นทำให้แม้แต่เซร่าที่เพิ่งขึ้นมาจากนรกยังรู้สึกขนลุกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับวันสิ้นโลก
ดังนั้น สิ่งที่เสียบทะลุโลกอยู่นั่นจึงไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกด้วยชื่ออันบอบบางอย่างหนามได้เลย ถ้าเป็นหอกหรือเสาก็ว่าไปอย่าง…
“ไม่รู้จักหนามเหรอ หนามสีดำของลัทธิอันทาเรสไง”
เมื่อเห็นเซร่าทำท่าเหมือนเพิ่งเคยเห็นหนามเป็นครั้งแรกในชีวิต สโนว์จึงถามกลับด้วยสีหน้าฉงน
“……ไม่ทราบเลยค่ะ”
เซร่าสารภาพออกไปตามตรง สโนว์หัวเราะออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เธอมาจากหุบเขาบ้านนอกที่ไหนกันเนี่ย ไม่สิ ถึงอย่างนั้นก็น่าจะเคยเห็นสิ ก็เมื่อสักสิบห้าปีก่อนมันร่วงกราวลงมาจากฟ้าเลยไม่ใช่เหรอ”
เซร่าเมื่อสิบห้าปีก่อนมัวแต่มอดไหม้อยู่ในเพลิงนรก จึงไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบนโลกมนุษย์ ดังนั้นเธอจึงไม่เคยเห็นหนามสีดำที่ว่ากันว่าร่วงกราวลงมาจากฟ้านั่นเลยแม้แต่น้อย
“เกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนั้นแต่กลับไม่รู้เรื่องเลยนี่แปลกดีแฮะ” “ขอโทษด้วยค่ะ พอดีฉันไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย…” “ช่างเถอะ ไม่เป็นไรหรอก ไม่รู้ก็ไม่แปลก แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้จักลัทธิอันทาเรสใช่ไหม ต่อให้บ้านนอกแค่ไหนก็น่าจะเคยได้ยินชื่อบ้างแหละน่า” “ไม่ค่ะ ไม่เลย… นั่นคืออะไรอีกเหรอคะ”
เซร่าที่ตัดสินใจแสร้งทำเป็นหญิงสาวบ้านนอกไร้เดียงสากะพริบตาปริบๆ พลางถามกลับ สโนว์เบิกตากว้างพลางตอบราวกับถามว่าไม่รู้จริงๆ หรือ
“มีอยู่ พวกคลั่งเวทมนตร์ดำน่ะ”
เวทมนตร์ดำงั้นเหรอ คำที่แสนคุ้นเคยซึ่งหลุดออกมาจากปากของคนแปลกหน้าเกือบจะทำให้เซร่าสะดุ้งตัวโยนไปชั่วขณะ เซร่าที่พยายามคุมสีหน้าอย่างสุดความสามารถรอฟังคำพูดถัดไปพลางส่งสายตาสนอกสนใจราวกับกำลังฟังเรื่องของคนอื่น
“เห็นว่ากำลังจะชุบชีวิตมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ตายไปกว่าสามร้อยปีก่อนขึ้นมาหรืออะไรทำนองนี้นี่แหละ” “คะ…? สามร้อยปีเหรอคะ”
เวทมนตร์ดำ สามร้อยปี เบาะแสที่ประจวบเหมาะเกินกว่าจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ทำให้รอยยิ้มของเซร่าเริ่มปริร้าวทีละน้อย รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องที่คุ้นหูชอบกลแฮะ… ลางสังหรณ์อันเย็นเยียบที่ค่อยๆ ผุดขึ้นมาทำให้เธอกลอกตาไปมาพลางหลุบสายตาลงต่ำมองปลายเท้า
“ตลกสิ้นดีใช่ไหมล่ะ”
สโนว์ที่มัวแต่มองออกไปนอกหน้าต่างจนไม่ทันเห็นสีหน้าของเซร่าส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอก่อนจะพูดต่อ
“บนโลกนี้จะมีเรื่องพรรค์อย่างการฟื้นคืนชีพได้ยังไงกัน”
น้ำเสียงที่เย้ยหยันศัตรูซึ่งกำลังทำเรื่องไร้สาระฟังดูเย็นชาไม่น้อย โดยไม่รู้เลยสักนิดว่ามีคนที่เพิ่งจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาด้วยฝีมือของพระเจ้าอยู่ตรงนี้
“นั่นสิคะ การฟื้นคืนชีพแบบนั้นจะเป็นไปได้ยังไงกัน”
ถึงอย่างนั้นเซร่าก็เออออไปกับความมั่นใจของสโนว์ สถานการณ์ของเธอมันแค่กรณีพิเศษ และโดยทั่วไปแล้วคำพูดของสโนว์ก็ถูกต้อง โลกนี้ไม่มีการฟื้นคืนชีพหรอก ความเป็นและความตายเป็นเรื่องของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว การจะจัดการกับวิญญาณของผู้ตายอย่างไรมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ตัดสินใจได้ ต่อให้ส่งวิญญาณของผู้ตายกลับมายังโลกมนุษย์ นั่นก็เกิดขึ้นในรูปแบบของการไปเกิดใหม่ไม่ใช่การฟื้นคืนชีพ เพราะนั่นคือกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ที่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพได้กำหนดไว้
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีทางใดเลยที่จะบังอาจขัดพระประสงค์แล้วเรียกวิญญาณของมนุษย์กลับมาได้ อย่างน้อยก็เท่าที่เซร่ารู้
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญในตอนนี้จึงไม่ใช่ความปรารถนาอันเป็นไปไม่ได้ของลัทธิอันทาเรส แต่เป็นชื่อของมหาปราชญ์ที่เขียนอยู่บนคำโฆษณาชวนเชื่อเฮงซวยพวกนั้นต่างหาก เซร่ารู้สึกตะขิดตะขวงใจกับตัวตนเมื่อสามร้อยปีก่อนที่ลัทธิอันทาเรสพยายามจะชุบชีวิตขึ้นมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว
“ว่าแต่ ผู้หญิงที่คิดจะชุบชีวิตขึ้นมาชื่ออะไรเหรอคะ…” “เขาว่าชื่ออะไรนะ ไอ้คนนั้น…”
สโนว์ที่กำลังเค้นความทรงจำตามคำถามของเซร่าตบเข่าฉาดดัง ‘เพียะ’ ในทันใด
“อ่า จำได้แล้ว เซร่า โรเซนบอม…!”
และแล้ว ในวินาทีที่ชื่อของตัวเองหลุดออกมาจากปากของสโนว์จนได้
“……!”
เซร่าที่เม้มริมฝีปากแน่นรีบเบือนสายตามองออกไปนอกหน้าต่างทันที
กระจกหน้าต่างที่ต้องแสงจันทร์สะท้อนให้เห็นม่านตาที่สั่นระริกราวกับเปลวเทียนต้องลมอย่างชัดเจน และหนามสีดำที่มองเห็นอยู่นอกหน้าต่างนั้นก็พลันให้ความรู้สึกในอีกความหมายหนึ่งอย่างกะทันหัน
นั่นหมายความว่า หนามอัปลักษณ์พวกนั้นที่กำลังทำให้โลกพรุนเป็นรังผึ้งคือหายนะที่ถูกปักลงมาเพื่อการฟื้นคืนชีพของเธอนี่เอง
เซร่าที่รู้สึกมืดแปดด้านแอบกัดฟันกรอดไม่ให้สโนว์รู้
ไอ้พวกลัทธิอันทาเรสชาติหมาเอ๊ย มิน่าล่ะ ต่อให้โดนเผาแล้วเผาอีกโทษทัณฑ์ถึงไม่ลดลงเลยสักนิด กล้าเอาชื่อฉันไปอ้างบนโลกมนุษย์แล้วก่อเรื่องระยำแบบนี้เนี่ยนะ?!
“อืมม์ แล้วทำไมถึงคิดจะชุบชีวิตขึ้นมาเหรอคะ”
เซร่าที่ยังคงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวพลางชวนคุยต่อ ถึงไม่ต้องถามก็รู้ว่าคงเป็นเหตุผลชั่วร้าย แต่ถ้าพูดกันตามตรงเธอก็ค่อนข้างสงสัยอยู่เหมือนกัน กะจะวางแผนการยิ่งใหญ่อะไรกันแน่ ถึงได้คิดจะปลุกคนที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินไปเมื่อสามร้อยปีก่อนอย่างเธอขึ้นมา
“…….”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สโนว์ก็มองเซร่าด้วยแววตาแปลกใจ ราวกับเธอเป็นคนแรกที่เอ่ยถามคำถามแบบนี้ หลังจากจ้องมองอยู่นาน สโนว์ก็เอ่ยถามด้วยสีหน้าสนอกสนใจ
“…ดูจะสนใจเซร่า โรเซนบอมจังเลยนะ” “……!”
ในความรู้สึกของเซร่า คำถามนั้นฟังดูเหมือนการจงใจซักฟอกแนวคิดอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ค่ะ ไม่เลย ขอโทษที่ถามซอกแซกนะคะ มันไม่ใช่หัวข้อที่ดีเท่าไรด้วย……”
เซร่าที่เลือกคำตอบที่ถูกต้องตามสัญชาตญาณรีบหุบปากฉับราวกับจะบอกว่าจะขอเงียบปากไปตลอดทางนับจากนี้
“ไม่จริงมั้ง~ ดูสนใจมากเลยไม่ใช่เหรอ~?”
แต่โบราณว่าไว้ การปฏิเสธอย่างหนักแน่นก็คือการยอมรับอย่างเต็มปาก สโนว์ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเชื่อคำพูดของเซร่าที่ป่าวร้องว่าไม่สนใจเอาเสียเลยสักนิด
“ก็เธอรู้อยู่แล้วนี่นาว่ามหาปราชญ์คนนั้นเป็นผู้หญิงน่ะ~”
เหตุผลนั้นกระจ่างชัดขึ้นในวินาทีถัดมา
“ทั้งที่ฉันยังไม่ได้บอกชื่อเลยด้วยซ้ำแท้ๆ~”
ดวงตาทั้งสองข้างที่จ้องมองเซร่าเป็นประกายวิบวับราวกับเด็กน้อยที่ค้นพบของเล่นแสนน่าสนใจ
แม้จะดูเบาสมองอย่างยิ่งด้วยน้ำเสียงฮัมเพลงราวกับร้องเล่น ทว่าเซร่าก็ไม่ปล่อยให้ความสงสัยอันเฉียบคมที่แล่นผ่านใบหน้าของเขาไปเพียงชั่วพริบตาเล็ดลอดสายตาไปได้
ไอ้จิตใต้สำนึกเฮงซวยนี่ดันแกว่งเท้าหาเรื่องซวยเข้าให้แล้ว…… เซร่าที่เพิ่งมารู้สึกตัวถึงความผิดพลาดของตนรีบนึกหาข้อแก้ตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ฉะ ฉัน พูดเรื่องแบบนั้นออกไปเหรอคะ… ฮือ สวรรค์ช่วย……”
เธอเบิกตากว้างอย่างเล่นใหญ่พลางยกสองมือขึ้นปิดปากตัวเอง เธอแสดงอาการลนลานอย่างเห็นได้ชัดและกวาดตามองไปรอบๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก ราวกับแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังสับสนว่าตนพูดอะไรออกไป
“ขะ ขอโทษนะคะ… ฮึก ฮือ!”
จากนั้นเธอก็กลั้นอารมณ์ที่พวยพุ่งขึ้นมาไม่ไหวจนปล่อยโฮออกมาในทันใด ใครเห็นก็ต้องบอกว่าเป็นการเปลี่ยนอารมณ์แบบกะทันหันสุดๆ
หือ? สโนว์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมีสีหน้างุนงงอย่างที่คิดไว้จริงๆ ฮึก ฮึก เซร่าที่ซุกหน้าลงกับหัวเข่าของตนสะอึกสะอื้นจนไหล่สั่นไหวราวกับคนกำลังพยายามควบคุมอารมณ์
และเมื่อบรรยากาศสุกงอมได้ที่ เธอก็เอ่ยสารภาพออกมาอย่างยากลำบากด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า
“ความจริงแล้ว ฉันความจำเสื่อมน่ะค่ะ……”
บอกว่าตนเองสูญเสียความทรงจำ และตัวเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังพูดอะไรออกมา นั่นแหละ
ลืมตาขึ้นมาก็อยู่ในกรงขังแล้ว พวกคนค้าทาสพยายามจะทำร้ายเธอ และในขณะที่เธอกำลังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวอยู่นั้น เอน็อคก็ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยเธอไว้ พอบอกขอบคุณที่ช่วย เขาก็บอกว่าถ้าขอบใจนักก็ให้ตอบแทนด้วยร่างกาย และนั่นจึงกลายมาเป็นสภาพในตอนนี้ เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน หรือทำไมถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้……
คำโกหกที่เริ่มต้นขึ้นมาครั้งหนึ่งพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วจนเริ่มเข้าเค้าดูน่าเชื่อถือ ถึงแม้ใครได้ฟังก็คงคิดว่าเป็นเรื่องราวน่าเวทนา แต่เซร่าก็ยังไม่ประมาทจนถึงที่สุด หากเป็นเซร่าที่กำลังสงสัยใครสักคนอยู่แล้วอีกฝ่ายมาบอกว่าความจำเสื่อม เธอจะยอมเชื่อคำพูดนั้นตรงๆ ไหมล่ะ ไม่มีทางเด็ดขาด มีแต่จะต้องสงสัยก่อนอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า―
“งั้นเหรอ น่าสงสารจังเลย จำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ เหรอ”
―คิดว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแท้ๆ…… แต่ที่น่าตกใจคือสโนว์กลับมีท่าทีเชื่อคำพูดของเซร่า
“ค่ะ…… ไม่ได้เลยสักนิด”
เซร่าไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย เธอหลุบตาลงอย่างน่าเวทนาพลางพยักหน้า
“อา เธอ ถ้าอย่างนั้น……”
สโนว์ที่มองดูเซร่าด้วยสายตาสงสารเบิกตากว้างราวกับคนที่ค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่บางอย่าง
“ก็คงไม่รู้เลยสินะว่าผู้มีภูมิคุ้มกันคืออะไรน่ะ?”
ได้ยินดังนั้น หูของเซร่าที่กำลังแสร้งทำเป็นโศกเศร้าก็ผึ่งขึ้นมาทันที จะว่าไปก็มีเรื่องนั้นอยู่นี่นะ ผู้มีภูมิคุ้มกัน คำที่ทุกคนที่เธอพบเจอมาจนถึงตอนนี้ต่างพ่นออกมาตรงกันราวกับนัดหมายไว้ ดูจากสถานการณ์แล้วคงไม่ใช่ความหมายที่ดีสักเท่าไร แต่จะหาความรู้ใส่หัวไว้ตั้งแต่ตอนนี้ก็คงไม่เสียหายอะไร เซร่าแสร้งทำตาละห้อยอย่างน่าสงสารแล้วรีบฉวยโอกาสถามกลับทันควัน
“ค่ะ ได้โปรดบอกฉันหน่อยเถอะนะคะ ว่าแท้จริงแล้วผู้มีภูมิคุ้มกันคืออะไรกันแน่?”
รีบพูดเข้าสิ รีบพูด เธอสะกดกลั้นความอยากที่จะกระชากคอเสื้อเขามาเขย่าเร่งให้พูดเอาไว้ แล้วเงยหน้าขึ้นมองสโนว์ตาแป๋ว
“เรื่องนั้นก็คือว่านะ……”
ท่าทางสนใจใคร่รู้อย่างกระตือรือร้นคงจะถูกใจเข้า สโนว์จึงคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจพลางลากเสียงยาว เซร่าจดจ่อสมาธิทั้งหมดไปที่คำตอบของเขาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้เริ่มคุยกัน
“เป็นตัวตนที่สำคัญและน่าซาบซึ้งใจมากๆ เลยล่ะ เพราะเป็นตัวตนที่ล้ำค่า ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่คนยินดีต้อนรับทั้งนั้น”
สโนว์ลดเสียงต่ำลงราวกับกำลังเล่าเรื่องลับสุดยอด ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นที่สุด
“……?”
เซร่าที่ตั้งใจฟังเขาพูดเอียงคอไปด้านข้างเล็กน้อย เพราะถ้าบอกว่าเป็นตัวตนที่ล้ำค่าและเป็นที่ต้อนรับ ปฏิกิริยาของคนค้าทาสที่เจอเธอครั้งแรก เอน็อค ลูกน้องของเอน็อค หรือแม้กระทั่งตัวสโนว์เอง กลับดูแปลกๆ พิกลและไม่เห็นจะเข้าเค้าสักนิด
“แล้วทำไมถึ—”
ในจังหวะที่เซร่าซึ่งถูกความสงสัยอันยิ่งใหญ่กว่าเดิมครอบงำ กำลังจะซักไซ้ไล่เลียงว่าแล้วทำไมเมื่อกี้ถึงแสดงท่าทีแบบนั้นใส่ตนเองอยู่นั้น
“เอ๊ะ? ถึงแล้วนี่นา”
สโนว์ที่มองออกไปนอกหน้าต่างก็รีบเปิดประตูรถม้าแล้วกระโดดลงไปทันที
“ทำอะไรอยู่ล่ะ? เธอเองก็รีบลงมาสิ”
จากนั้นก็ยืนรอเซร่าอยู่ข้างนอกประตู เซร่ากลืนความเสียดายลงคอพลางลากตรวนที่ส่งเสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊งลงมาจากรถม้าอย่างทุลักทุเล ไม่รู้เมื่อกี้ใครกันที่ชวนคุยอย่างสนิทสนม พอเห็นเธอขยับตัวอย่างยากลำบาก สโนว์กลับไม่คิดจะกระดิกนิ้วช่วยเลยแม้แต่น้อย
“ว่าแต่ ทาสผู้มีภูมิคุ้มกันของเราชื่ออะไรเหรอ?”
แทนที่จะช่วย เขากลับถามชื่อเธอขึ้นมาทันทีที่เท้าของเธอแตะพื้น
“…ฉัน—”
ในชั่วขณะที่เซร่ากำลังควานหาชื่อที่จะใช้ตอบออกไปนั้นเอง
“เซร่า”
ใครบางคนก็ผ่าความมืดมิดและเอ่ยเรียกชื่อของเธอขึ้นมา
สุ้มเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบนั้นเยียบเย็นราวกับดาบคมกริบที่กรีดฟันราตรีให้ขาดสะบั้น
และเซร่าก็รู้จักคนที่มีน้ำเสียงเช่นนี้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น เซร่าค่อยๆ หันกลับไปมองเบื้องหลัง แล้วสายตาก็ประสานเข้ากับชายหนุ่มที่ยืนพิงอยู่ใต้เสาไฟข้างทางที่มีแสงสลัวส่องรำไรในทันที
เอน็อคที่มาถึงก่อนพวกเขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ไม่หลบสายตาของเซร่าเลยแม้แต่น้อย พลางย้ำออกมาอีกครั้งหนึ่ง
“ยัยนั่นน่ะ ชื่อเซร่า”
เฮือก เซร่าสูดหายใจเข้าลึกอย่างตระหนกราวกับคนที่ถูกจับความลับได้คาหนังคาเขา
กำลังโหลดความเห็น...