ไคลูสไม่ได้ปฏิเสธการมาเยือนกะทันหันของโรดี้ เพียงแค่บ่นพึมพำเท่านั้น
“แค่เตรียมมหาเค้าโครงวงเวทก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว นี่ยังมาหาโดยไม่บอกไม่กล่าวอีก…”
เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงตกใจเกินจริง
“แหม กำลังแนะนำตัวเองอยู่เหรอคะ”
นั่นเป็นการเหน็บแนมความจริงที่เขาเคยเสียมารยาทใส่เธอมาหลายต่อหลายครั้ง
“…….”
ไคลูสปิดปากเงียบลง ราวกับไม่ได้คิดจะแก้ตัวในเรื่องนี้เป็นพิเศษ
โรดี้พึงพอใจอยู่ลึกๆ กับท่าทีของฝ่ายตรงข้ามที่อ่อนลงไปมาก
‘ดูท่าจะยอมปฏิบัติต่อฉันเหมือนคนทั่วไปขึ้นมาบ้างแล้วสินะ’
การถือไพ่เหนือกว่าไคลูสผู้มีทิฐิสูงลิ่วได้ถึงเพียงนี้ ถือเป็นผลกำไรที่เกินคาด
“แล้วมีธุระอะไร”
“ฉันมีเรื่องอยากปรึกษาเกี่ยวกับ ‘รอยแยก’ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ค่ะ”
ไคลูสมองเธอด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้
“ปรึ๊ึกษาาา? แถมยังเจาะจงมาที่ฉันเนี่ยนะ”
มันเป็นคำถามที่สื่อว่าพวกเราสนิทกันถึงขั้นจะมา ‘ปรึกษา’ อะไรแบบนี้ด้วยเหรอ
“เรื่องเกี่ยวกับปีศาจน่ะ จอมเวทย่อมรู้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอคะ ยิ่งถ้าเป็นท่านชายที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหอคอยเวทมนตร์ด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ”
เมื่อจู่ๆ ได้ยินคำพูดยกยอปอปั้น ไคลูสจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะขิดตะขวงใจ
“ก็นะ เรื่องนั้นมันก็ใช่ แต่…”
โรดี้ยิ้มละไม
“ฉันเชื่อว่าท่านชายจะตอบให้อย่างใจดีเป็นที่สุดเลยละค่ะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานชดช้อยที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนทำให้ดวงตาของเขาสั่นไหวด้วยความหวาดระแวง
“เดี๋ยวนะ กินอะไรผิดสำแดงมารึเปล่า เรื่องที่จะปรึกษามันคืออะไรกันแน่เนี่ย…?”
โรดี้เข้าสู่ประเด็นสำคัญทันควัน
“แน่ใจจริงหรือคะว่าไม่มีปีศาจเล็ดลอดออกมาจาก ‘รอยแยก’ นั้นเลยแม้แต่ตัวเดียว”
“อ้อ”
เมื่อได้ยินคำถามที่เรียบง่ายกว่าที่คิด ใบหน้าของเขาก็ผ่อนคลายความตึงเครียดลงก่อนจะตอบออกไป
“กังวลเรื่องนั้นอยู่เองเหรอ ไม่มีหรอกน่า ไม่ต้องห่วง”
“มั่นใจได้ยังไงคะ”
“เพราะใช้เวทมนตร์ตรวจสอบร่องรอยของปีศาจแล้วน่ะสิ”
โรดี้หรี่ตาลง
“นั่นมันเวทมนตร์คร่ำครึที่คิดค้นขึ้นมาเมื่อยี่สิบปีก่อนไม่ใช่เหรอคะ แล้วถ้าพวกมันพัฒนาวิธีหลบเลี่ยงการตรวจจับของเวทมนตร์นั้นขึ้นมาได้แล้วจะทำยังไงล่ะคะ”
คำตอบที่ฉะฉานชัดถ้อยชัดคำทำเอาไคลูสเบิกตากว้าง
“เธอรู้ได้ยังไงกันน่ะว่ามันเป็นเวทมนตร์ของเมื่อยี่สิบปีก่อน”
ขนาดนักเวทคนอื่นๆ ยังไม่ค่อยจะใส่ใจข้อเท็จจริงนี้เลยด้วยซ้ำ
“ฉันสืบมาเป็นการส่วนตัวน่ะค่ะ แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น... คุณกล้ายืนยันไหมล่ะคะว่าเวทมนตร์นั่นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติจริงๆ”
ไคลูสมีสีหน้าลำบากใจขึ้นมา
พอโดนจี้จุดในเรื่องที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน หัวสมองของเขาก็เริ่มยุ่งเหยิง
“ฉันหมายถึง คุณกล้าเอาชื่อเสียงของตัวแทนหอคอยเวทมนตร์และมหาจอมเวท ‘ไคลูส ฟรูอิน่า’ เป็นเดิมพันเพื่อยืนยันเรื่องนี้หรือเปล่าคะ”
คำพูดเด็ดขาดที่ตอกย้ำเข้ามาทำให้ไคลูสยิ่งคิดหนักขึ้นไปอีก
‘ไม่อยากพูดแบบนี้กับผู้หญิงคนนี้เลยจริงๆ ให้ตายสิ’
เขาตอบออกไปตามตรง
“...ถ้าถามถึงขนาดนั้น ฉันก็คงยืนยันเต็มปากไม่ได้เหมือนกัน หากฝั่งปีศาจมีเวทมนตร์ที่ใช้ต่อต้านการแกะรอยของเราจริงๆ ความกังวลของเธอก็พอมีเหตุผลอยู่”
“งั้นเหรอคะ”
“แต่ว่า นั่นมันไม่ใช่การกังวลล่วงหน้าเกินไปหน่อยเหรอ”
โรดี้ตอบกลับอย่างกำกวม
“ไม่รู้สิคะ”
โลกของเกมนี้ถูกตั้งค่าไว้ว่าเวทมนตร์มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเฉกเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์
ในฐานะคนที่รู้เรื่องนั้นดี ย่อมเป็นธรรมดาที่จะทำใจให้เชื่อมั่นในเทคโนโลยีเมื่อยี่สิบปีก่อนได้ยาก
‘ขนาดสิบปีเขายังบอกว่าภูเขาและแม่น้ำยังเปลี่ยนไปได้เลยนี่นา’
“ฉันมีอีกเรื่องที่สงสัยค่ะ”
“อะไรล่ะ”
“ที่ผ่านมา เหล่านักเวทของหอคอยเวทมนตร์พยายามคิดค้นเวทมนตร์สำหรับต่อกรกับปีศาจมากแค่ไหนกันคะ”
“อะไรนะ”
“ก็ปีศาจปรากฏตัวในเมืองหลวงครั้งสุดท้ายเมื่อสิบปีก่อนนี่คะ”
“ก็ใช่”
“ถ้าเป็นฉัน ก็คงไม่ตั้งหน้าตั้งตาวิจัยเพื่อเหตุการณ์ที่สิบปีจะเกิดขึ้นสักครั้งหรือเปล่าก็ไม่รู้หรอกค่ะ”
โรดี้ใช้นิ้วลูบเบาๆ บนผิวถ้วยชา
“ยิ่งไปกว่านั้น มันมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้เงินไม่ใช่เหรอคะ เป็นฉันก็คงทุ่มเทให้กับเวทมนตร์ที่สร้างผลงานเป็นรูปธรรมได้ในทันทีมากกว่า”
ไคลูสหุบปากที่เกือบจะอ้าค้างด้วยความตกใจ
เพราะคำพูดที่เธอเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจนั้นกลับแทงใจดำอย่างคาดไม่ถึง
‘……รู้ได้ยังไงกัน’
ข้อสังเกตของโรดี้ถูกต้องทั้งหมด
ในความเป็นจริงมีนักเวทในหอคอยเวทมนตร์ที่ศึกษาเรื่องปีศาจอยู่น้อยมาก
‘ก่อนอื่นเลย เพราะไม่มีเงินลงทุนจากพวกคนรวยเข้ามานั่นแหละ’
มีผู้ลงทุนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่กังวลเรื่องภัยคุกคามจากการโจมตีของปีศาจ เพราะมันไม่ใช่ภัยอันตรายที่มองเห็นได้ตรงหน้า
‘ปกติแล้วย่อมอยากได้เวทมนตร์ที่ดึงดูดเงินเข้ามาได้ทันทีกันทั้งนั้น’
ไม่ว่าจะเป็นเวทโจมตีอลังการที่เตะตาทันที หรือเวทมนตร์ที่เกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด
‘เวทตรวจสอบสารพิษที่นักเวทคนอื่นคิดค้นขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็ได้รับความสนใจในหมู่ชนชั้นสูงอย่างล้นหลาม’
จึงเป็นธรรมดาที่เหล่านักเวทส่วนใหญ่จะมุ่งมั่นกับการพัฒนาเวทมนตร์ที่ทำเงิน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนเหล่านั้น
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ คนที่ยังคงค้นคว้าเกี่ยวกับปีศาจจึงเหลือเพียงคนตระกูลขุนนางที่ไร้ข้อจำกัดเรื่องเงินทองอย่างไคลูส หรือไม่ก็พวกตัวประหลาดเท่านั้น
เขาครุ่นคิดอย่างเย็นชา
‘ไม่อย่างนั้นก็พวกสาวกปีศาจบัดซบนั่น’
เหตุการณ์ที่รอยแยกแห่งยูโทเปียเปิดออกในครั้งนี้ ก็เป็นฝีมือของเหล่านักเวทที่เป็นสาวกปีศาจซึ่งแฝงตัวอยู่ในหอคอยเวทมนตร์มาโดยตลอดเช่นกัน
“……สรุปแล้ว สิ่งที่เธอต้องการจะพูดคืออะไรกันแน่”
โรดี้ตอบกลับทันควัน
“ฉันคิดว่าควรทำการสืบสวนเพิ่มเติมค่ะ”
“เพราะอะไรล่ะ”
“มีหลายเหตุผลเลยค่ะ ก่อนอื่นเราคงมัวนอนใจโดยพึ่งพาแต่เวทมนตร์เมื่อยี่สิบปีก่อนไม่ได้ อีกอย่างนะคะ……”
เธอพูดเสริมอย่างนุ่มนวล
“ฉันคิดว่าน่าจะมีเหตุผลที่พวกสาวกปีศาจยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมมาตั้งสิบปีแล้วจู่ๆ เพิ่งจะคิดมาเปิดมิติเอาป่านนี้นะคะ อย่างเช่นว่าพวกเขาอาจค้นพบวิธีหลบเลี่ยงเวทมนตร์แกะรอยปีศาจเดิมที่มีอยู่แล้วก็ได้”
“…….”
ไคลูสจมสู่ห้วงความคิด
ทีแรกเขานึกว่าผู้หญิงคนนี้กังวลเกินกว่าเหตุ แต่ยิ่งได้ฟังเรื่องราวที่เธอพูด มันกลับค่อนข้างสมเหตุสมผลทีเดียว
“พอเธอพูดแบบนั้น ฉันเองก็ชักมีเรื่องสงสัยขึ้นมาแล้วสิ”
ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อข้องใจเอาเสียเลย
“อะไรหรือคะ”
“ทำไมเธอถึงได้กังวลเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนั้นกันล่ะ”
โรดี้ถามกลับด้วยความประหลาดใจ
“เรื่องไม่เป็นเรื่องเหรอคะ”
“คดีพวกนี้ทั้งหมด สุดท้ายแล้วก็ไม่เกี่ยวกับเธอสักหน่อย ต่อให้มีปีศาจหลุดรอดออกมาจาก ‘รอยแยก’ สักตัวสองตัวจริงๆ โอกาสที่จะเกิดอันตรายต่อชีวิตเธอโดยตรงมันก็มีน้อยอยู่ดี”
เขาเสริมขึ้นอย่างใจเย็น
“ถ้ากังวลมากนัก แค่ขอความคุ้มครองจากตระกูลดยุคมักเซตาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายก็สิ้นเรื่อง”
“……แต่ถึงจะไม่ใช่ฉัน มันก็มีอันตรายที่ผู้คนบริสุทธิ์จำนวนมากอาจได้รับบาดเจ็บไม่ใช่หรือคะ”
“เธอรู้ตัวไหม การที่เธอพูดจาแบบนั้นมันยิ่งดูแปลกพิลึก”
สายตาของไคลูสยิ่งฉายแววคลางแคลงใจหนักกว่าเดิม
“โรดี้ เอวองต์ เธอไม่ใช่คนแสนดีขนาดจะมานั่งห่วงชีวิตคนที่ไม่รู้จักสักหน่อย”
‘เรื่องนั้นมัน…… ก็จริงอยู่นิดหน่อยแฮะ’
เธอตอบกลับไปอย่างไม่แยแส
“พอโดนไล่ออกจากบ้าน ฉันก็กลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่แล้วค่ะ”
ไคลูสส่งเสียงเหอะในลำคอ
“อย่ามาตลก คิดว่าคนเราจะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ หรือไง บอกว่าวิญญาณของเธอถูกสลับเป็นคนอื่นไปยังจะน่าเชื่อถือเสียกว่า”
แม้เขาจะพูดออกมาโดยไม่ได้คิดอะไร แต่มันกลับเป็นคำพูดที่ใกล้เคียงกับความจริงอย่างไม่น่าเชื่อ
“ท่านชายต้องการจะพูดอะไรกันแน่คะ กลัวว่าวิญญาณของฉันจะเปลี่ยนไปจริงๆ หรือไง”
“นั่นมันแค่การยกตัวอย่างแบบสุดโต่งต่างหากล่ะ ความหมายของฉันคือเธอมีแผนการอื่นแอบแฝงอยู่ไม่ใช่หรือไง”
“คะ?”
ไคลูสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ฉันถามว่าทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนแนวมาทำตัวเป็นคนดีต่างหาก”
โรดี้กะพริบตาปริบๆ
‘อ๋อ คิดว่าฉันมีแผนการร้ายอื่นแอบแฝงอยู่สินะ’
ถ้าอย่างนั้น ตรงนี้ก็ควรจะเออออตามความระแวงนั้นไปให้พอเหมาะพอดีจะดีกว่า
“ฉันคิดว่าจะสร้างหนี้บุญคุณกับหอคอยเวทมนตร์และตัวท่านไว้หน่อยน่ะค่ะ”
“หนี้บุญคุณเหรอ ทำไมกันล่ะ”
เธอปั้นแต่งเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมา
“เพราะฉันอาจจะต้องแตกหักกับตระกูลดยุคเอวองต์อย่างสิ้นเชิงน่ะสิคะ การจะต่อกรกับตระกูลดยุคได้ มีไพ่ในมือไว้ให้มากที่สุดย่อมดีกว่าอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ”
ไคลูสย้อนถามโดยที่ยังไม่คลายสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
“ตระกูลเอวองต์ทำไมงั้นเหรอ”
“เพราะพวกเขากำลังพยายามจะดึงฉันกลับเข้าตระกูลน่ะสิคะ”
“ได้กลับไปเป็นท่านหญิงแห่งตระกูลดยุคมันไม่ดีหรือไง”
“ฉันเองก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะคะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันไม่อยากกลับไปตระกูลที่เคยเฉดหัวฉันทิ้งหรอกค่ะ”
“…….”
“อีกอย่าง แม้สถานะสามัญชนจะชวนหงุดหงิดตรงที่ไปต่อกรกับคนอย่างท่านไม่ได้เต็มที่ก็เถอะ แต่อิสรภาพนี่แหละที่ฉันถูกใจจริงๆ”
เมื่อพูดจบ โรดี้ก็จ้องมองไคลูสเขม็ง
“เท่านี้พอจะฟังขึ้นหรือยังคะ”
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ความระแวงสงสัยคลายลงไปบ้างแล้ว
“……เออ ก็ฟังดูมีเหตุผล”
“เข้าใจแล้วก็ดีค่ะ ทีนี้จะช่วยฉันสืบเรื่องปีศาจเพิ่มเติมได้หรือยังคะ”
ไคลูสเอ่ยถามเสียงห้วน ราวกับยังไม่ค่อยสบอารมณ์อยู่ดีที่ต้องยื่นมือเข้าช่วยเธอ
“พอลองคิดดูแล้ว ถ้าฉันช่วยเธอแล้วฉันจะได้ประโยชน์อะไรล่ะ”
“การค้นพบปีศาจล่วงหน้าไม่มีอะไรเสียหายต่อท่านชายเลยนี่คะ อย่างแรกคือท่านจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือการถูกตำหนิเพิ่มเติมได้”
“เป็นเหตุผลในการโน้มน้าวใจที่อ่อนไปหน่อยนะ”
โรดี้ยิ้มกริ่ม
“ถ้าอย่างนั้น ข้อเสนออื่นเป็นอย่างไรคะ”
“ข้อเสนออะไร”
“อย่างไรเสีย ท่านชายก็ยืนกรานว่าไม่มีปีศาจเล็ดลอดออกมาใช่ไหมคะ”
“ก็ใช่”
“ถ้าไม่มีปีศาจอยู่จริงๆ ก็เท่ากับว่าความกังวลเกินเหตุของฉันได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ท่านชาย”
“นั่นก็ถูกอีก”
“หากเป็นเช่นนั้น ฉันจะมอบหินเวทมนตร์มูลค่า 10,000 โกลด์ให้แก่ท่านชายเป็นการขอโทษค่ะ”
ไคลูสแสดงสีหน้าตกตะลึง
“หินเวทมนตร์มูลค่า 10,000 โกลด์งั้นเหรอ”
มันเป็นเงื่อนไขที่เย้ายวนใจเกินกว่าจะปฏิเสธได้ลง
‘แม้ว่าจะเป็นเงื่อนไขที่ต้องร่วมมือกับผู้หญิงที่ขัดหูขัดตาที่สุดก็เถอะ……’
การล่อตาล่อใจของหินเวทมนตร์นั้นมหาศาลเกินไป
ในที่สุดไคลูสก็พยักหน้ายอมรับ
“เข้าใจแล้ว ฉันจะร่วมมือด้วย”
โรดี้กล่าวย้ำยืนยันจนถึงที่สุด
“แต่ถ้าหากพบปีศาจขึ้นมาจริงๆ ก็คงรู้นะคะ ว่าหอคอยเวทมนตร์และท่านชายจะกลายเป็นหนี้บุญคุณฉัน”
ไคลูสตอบรับอย่างง่ายดาย
“ก็บอกว่าเข้าใจแล้วไงเล่า”
พลางคิดในใจว่า จะไปมีปีศาจเล็ดลอดผ่านรอยแยกออกมาจริงๆ ได้อย่างไรกัน
กำลังโหลดความเห็น...