โรดี้กลับมาถึงคฤหาสน์ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเพิ่งจะกวนหัวใจของชายหนุ่มคนหนึ่งจนปั่นป่วนฟูฟ่องเหมือนวิปครีม
พอล้มตัวลงนอนบนเตียง เธอก็ได้แต่ระบายอารมณ์ใส่หมอนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
‘เป็นห่วงไคลูสไปก็โง่แท้ๆ’
อุตส่าห์ตั้งใจคอยดูแลพยาบาล แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาเลวร้ายที่สุด
‘กล้าดียังไงมาปั่นหัวคนอื่นจนเสียอารมณ์แบบนี้นะ’
ไคลูส ฟรูอิน่า ก้าวล้ำเส้นที่เธอขีดกั้นเอาไว้
ซ้ำยังเปิดโปงธาตุแท้ที่เธอพยายามจะปกปิดเอาไว้จนหมดเปลือก
เพียงเพราะเหตุผลเล็กน้อยกระจ้อยร่อยอย่างความอยากรู้อยากเห็นที่ผุดขึ้นมาเท่านั้น
‘……ช่างมันเถอะ’
ยังไงก็คงไม่มีเรื่องให้ต้องไปเจอเขาอีกแล้ว ขืนมัวแต่โมโหต่อไป คนที่เสียเปรียบก็อาจจะเป็นตัวเธอเอง
เธอซุกตัวลงใต้ผ้าห่มแล้วหลับตาลง
สองวันต่อมา ในตอนเช้า
โรดี้นั่งจิบชาพลางอ่านหนังสือพิมพ์ เนื้อหาของบทความส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับปีศาจและหอคอยเวทมนตร์
‘หอคอยเวทมนตร์อุดรอยแยกของยูโทเปียได้สำเร็จสินะ’
เพราะกำจัดปีศาจที่คิดจะมาขัดขวางไปล่วงหน้าแล้ว จึงไม่มีการสูญเสียชีวิตของผู้คนเหมือนอย่างในต้นฉบับเดิม
‘ดีละ คดีสำคัญในรูทของไคลูสก็จบลงแค่นี้แล้ว……’
ทว่าพอพลิกหน้าถัดไปของหนังสือพิมพ์ โรดี้ก็แทบจะสำลักชาพ่นออกมา
-นางร้ายผู้กลายเป็นวีรสตรี สร้างวีรกรรมอีกครั้งแล้วงั้นหรือ?!
เนื้อหาในบทความนั้นเข้าใจง่าย เป็นข้อความยกย่องสรรเสริญการกระทำอันกล้าหาญดั่งวีรสตรีที่เธอแสดงให้เห็นในจุดเกิดเหตุที่ปีศาจปรากฏตัว
มิหนำซ้ำยังมีบทสัมภาษณ์สั้นๆ ของอาเอล เด็กที่เธอช่วยชีวิตเอาไว้ลงตีพิมพ์อีกด้วย
-พี่สาวเปล่งประกายเหมือนนางฟ้าเลยค่ะ!
‘ไม่นึกเลยว่าจะเอาเรื่องแค่นี้ไปทำเป็นข่าวด้วย’
พออ่านบทความจนจบ โรดี้ก็ค่อยๆ ขยับตัวเดินไปชะโงกดูที่ริมหน้าต่าง
เป็นไปตามคาด แถวๆ บริเวณหน้าประตูทางเข้าชั้นหนึ่งมีพวกนักข่าวกำลังเดินเพ่นพ่านชะเง้อชะแง้อยู่เต็มไปหมด
แม้จะยังไม่กล้าเดินดุ่มๆ เข้ามาใกล้เพราะมีเฮรอนที่รับหน้าที่เฝ้ายามในวันนี้ยืนจ้องเขม็งอยู่ก็ตาม
‘คงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านจนถึงพรุ่งนี้สินะ’
การมาปักหลักตั้งค่ายรอก็คงนานสุดแค่วันสองวันเท่านั้น เพราะถ้ามีคดีอื่นปะทุขึ้นมา เดี๋ยวพวกนั้นก็แห่กันไปทางโน้นอยู่ดี
จากนั้นโรดี้ก็ตรวจดูจดหมายที่ส่งมาถึงตนเอง ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นชื่อผู้ส่งที่คุ้นตา
―ไคลูส ฟรูอิน่า
เนื้อความนั้นแสนเรียบง่าย เป็นการขออนุญาตเพื่อเดินทางมาเยือนที่คฤหาสน์
พอนึกว่าเขามาทำเป็นรักษามารยาทพื้นฐานเอาป่านนี้ก็ชวนให้รู้สึกขันขึ้นมา หรือว่าจะสำนึกผิดเรื่องที่โดนตอกกลับไปคราวก่อนกันแน่นะ
โรดี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจแสดงเจตนาปฏิเสธการมาเยือนด้วยการไม่ตอบจดหมายกลับไป
‘ถึงเจอกันไปก็คงไม่มีคำพูดดีๆ หลุดออกจากปากอยู่ดี’
คนที่มีทิฐิสูงอย่างไคลูส โอกาสที่จะเอ่ยปากขอโทษอย่างจริงใจคงริบหรี่นัก และเธอก็ไม่อยากเห็นท่าทางแบบนั้นให้ต้องเสียอารมณ์อีกรอบด้วย
‘เอาล่ะ ต่อไปก็……’
โรดี้เอื้อมมือไปหยิบเอกสารที่ยูบาร์ส่งมาให้ คราวนี้หอคอยเวทมนตร์ได้กว้านซื้อหินเวทมนตร์ไปในปริมาณมหาศาลเพื่อเตรียมการสำหรับมหาเค้าโครงวงเวท ทำให้มีเงินก้อนโตหลั่งไหลเข้ามาพอดี
‘จะเอาเงินนี้ไปทำอะไรดีนะ……’
เมื่อมองดูมหกรรมตัวเลข ‘0’ ที่เรียงรายกันเป็นพืด โรดี้ก็เริ่มคิดหนัก เงินสำหรับใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายนั้นมีพร้อมมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้จึงถึงเวลาต้องกำหนดว่าจะนำเงินที่เหลือไปใช้ทำอะไร
‘ถึงจะมีแหล่งลงทุนที่คิดไว้ล่วงหน้าแล้วก็เถอะ’
แต่พอได้ผ่านเหตุการณ์ในรูทส่วนตัวของไคลูสมา เธอก็ยิ่งมั่นใจ
‘โลกที่ฉันอยู่นี้ มีความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ในทุกรูทจะเกิดขึ้นพร้อมกัน’
พูดตามตรง การที่เหตุการณ์ในรูทส่วนตัวของพระเอกแต่ละคนเกิดขึ้นนั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก เพราะสเกลของเหตุการณ์หลักไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร
ทว่าเหตุการณ์หลักในทรูเอนดิ้งนั้น ขนาดของมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
‘มันเป็นพล็อตเรื่องที่กำแพงซึ่งกั้นระหว่างยูโทเปียกับโลกมนุษย์แหลกสลายเป็นชิ้นๆ แล้วต้องคอยสกัดกั้นพวกปีศาจที่บุกเข้ามานี่นา’
กล่าวคือ ไม่ว่าจะหนีไปที่ไหนบนทวีปนี้ ก็ไม่มีที่ใดปลอดภัยเลยสักแห่ง
‘มีแต่ต้องเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้าเท่านั้น’
ด้วยเหตุผลนี้ แหล่งลงทุนแห่งต่อไปของเธอจึงตกเป็นของ ‘หอคอยเวทมนตร์’
เป็นไปตามคาด เมื่อโรดี้ไม่ยอมโผล่หน้าให้เห็นแม้แต่เส้นผม พวกนักข่าวก็พากันสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
“วันนี้ฉันจะไปหอคอยเวทมนตร์ค่ะ”
อาซิลผู้เป็นอัศวินคุ้มกันพยักหน้ารับ
“รับทราบครับ”
ทั้งสองคนเรียกใช้บริการรถม้าบนท้องถนนแล้วเดินทางมาถึงหอคอยเวทมนตร์
“มีธุระอะไรหรือครับ”
เมื่อโรดี้กับอาซิลเดินเข้าไปใกล้ จอมเวทสองคนที่เฝ้าทางเข้าอยู่ก็เอ่ยห้ามไว้
“มีธุระกับท่านเจ้าหอคอยเวทมนตร์ค่ะ”
“มีนัดหมายไว้ล่วงหน้าหรือไม่ครับ”
น่าเสียดายที่เธอไม่รู้วิธีส่งจดหมายถึงเจ้าหอคอยเวทมนตร์โดยตรง
“ไม่มีนัดล่วงหน้าหรอกค่ะ แต่ว่า……”
โรดี้ค่อยๆ ปลดผ้าคลุมออก จอมเวทที่จำใบหน้าของเธอได้ก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที
“อ๊ะ ท่านที่ช่วยจัดหาหินเวทมนตร์จำนวนมหาศาลให้ในครั้งนี้……”
จำได้จริงๆ ด้วยสินะ เธอแย้มยิ้มออกมาบางๆ
“ใช่แล้วค่ะ ฉันชื่อโรดี้ มีเรื่องอยากจะปรึกษากับท่านเจ้าหอคอยเวทมนตร์เกี่ยวกับเหมืองหินเวทมนตร์ ไม่ทราบว่าจะขอเข้าพบได้ไหมคะ ถ้าไม่สะดวกวันนี้ฉันจะมาใหม่คราวหน้าค่ะ”
“ผมจะรีบไปตรวจสอบดูเดี๋ยวนี้ครับ”
จอมเวทคนหนึ่งหายตัวไป ก่อนจะรีบกลับมาหลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่นาที
“จะนำทางไปพบท่านเจ้าหอคอยเวทมนตร์ทันทีเลยครับ เอ่อ แล้วอีกท่านหนึ่ง……”
“ผู้คุ้มกันของฉันเองค่ะ”
จอมเวทแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา
“คนที่เข้าไปได้มีเพียงท่านโรดี้เท่านั้นน่ะครับ”
อาซิลยอมรับแต่โดยดี
“ผมจะรออยู่ข้างหน้าตรงนี้นะครับ”
โรดี้พยักหน้ารับแล้วเดินตามจอมเวทไป พอขึ้นไปยืนบนวงเวทที่เขาพามา ทิวทัศน์รอบตัวก็แปรเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
“ที่นี่คือห้องทำงานของท่านเจ้าหอคอยเวทมนตร์ครับ”
จอมเวทค้อมศีรษะให้แล้วกลับไปประจำที่ของตน
“…….”
โรดี้มองบานประตูห้องทำงานขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายพิลึกพิลั่นด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ ก่อนจะเคาะประตูสองครั้ง
ก๊อก ก๊อก
“เข้ามาได้เลย”
เมื่อเสียงอันแจ่มชัดดังกังวานมาจากอีกฟากของประตู โรดี้จึงผลักประตูเข้าไป
“ยินดีต้อนรับครับ คุณโรดี้”
เจ้าหอคอยเวทมนตร์มีรูปลักษณ์ที่ชวนให้นึกถึงคุณซานตาคลอส หนวดเคราสีขาวที่ปล่อยยาวลงมาดูฟูฟ่อง ริ้วรอยรอบดวงตาดูอ่อนโยน
“ยินดีที่ได้พบค่ะ ท่านเจ้าหอคอยเวทมนตร์ ขอบคุณที่อนุญาตให้เข้าพบกะทันหันนะคะ”
ที่ผ่านมาการประสานงานเรื่องการจัดหาหินเวทมนตร์ล้วนหารือกับไคลูสทั้งหมด นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับเจ้าหอคอยเวทมนตร์
“ฉันเองก็ยินดีเช่นกันครับ คุณโรดี้ ก่อนอื่นเชิญมานั่งตรงนี้ก่อนสิครับ”
เมื่อเธอนั่งลง ถ้วยชาก็ร่อนลงมาจากกลางอากาศราวกับกำลังเริงระบำ กาน้ำชาที่ลอยตามมาติดๆ รินชาอุ่นๆ ลงไปดังจ๊อกๆ
เมื่อได้เห็นภาพอันน่าอัศจรรย์ใจตรงหน้า ความรู้สึกแปลกใหม่ก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
‘ที่นี่เป็นโลกแฟนตาซีจริงๆ สินะเนี่ย’
เจ้าหอคอยเวทมนตร์ปล่อยให้เธอมองดูจนพอใจ ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยถาม
“เอาล่ะ แล้วเหตุผลที่มาหาคนแก่อย่างฉันคืออะไรหรือครับ ฉันสงสัยจริงๆ”
ถึงตอนนั้นโรดี้จึงนึกขึ้นได้ถึงเหตุผลที่ตนเองมาที่นี่
“อ๊ะ…… ฉันอยากจะมาลงทุนกับหอคอยเวทมนตร์เป็นการส่วนตัวน่ะค่ะ”
เจ้าหอคอยเวทมนตร์ยิ้มด้วยสีหน้าสนอกสนใจ
“การลงทุน สินะครับ”
“ค่ะ พูดให้ถูกคืออยากสนับสนุนการวิจัยเวทมนตร์ในสาขาเฉพาะทาง…… เลยอยากเรียนถามว่าการลงทุนในรูปแบบนี้สามารถทำได้หรือไม่น่ะค่ะ”
“ทำได้ครับ แล้วต้องการลงทุนในสาขาไหนกันล่ะครับ”
“สาขาที่เกี่ยวข้องกับปีศาจ ค่ะ”
เจ้าหอคอยเวทมนตร์แสดงสีหน้าที่เจือแววใคร่รู้
“โอ้โฮ คุณโรดี้มีความสนใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับปีศาจหรือครับเนี่ย”
โรดี้ที่เพิ่งตระหนักได้ว่าคำพูดของตนเมื่อครู่อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นสาวกปีศาจได้ จึงรีบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“อ๊ะ พูดให้ถูกคืออยากดำเนินการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ที่สามารถสังหารหรือจับกุมปีศาจได้น่ะค่ะ”
“ทำไมหรือครับ”
“เพราะการได้ประสบกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปีศาจ ทำให้ฉันคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่างน่ะค่ะ”
เจ้าหอคอยเวทมนตร์เอ่ยตอบราวกับพอจะเดาออกอยู่แล้ว
“เพราะเวทมนตร์แกะรอยที่สร้างไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาคราวนั้นสินะครับ”
ชั่วพริบตานั้น โรดี้ถึงกับพูดไม่ออก
“ฉันได้ยินข่าวมาเหมือนกันว่าเธอใช้งานเจ้าไคลูสได้คล่องมือทีเดียว”
เธอตอบกลับไปด้วยความเก้อเขิน
“……ท่านทราบหมดเลยหรือคะ”
“หมอนั่นมีตำแหน่งเป็นถึงว่าที่เจ้าหอคอยเวทมนตร์ อย่างน้อยฉันก็ต้องคอยจับตาความเคลื่อนไหวพื้นฐานไว้บ้างสิ”
โรดี้รีบแก้ตัวเผื่อเอาไว้ก่อน
“คือ เรื่องที่ขอความช่วยเหลือส่วนตัวจากท่านชายไคลูส ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆ นะคะ”
เจ้าหอคอยเวทมนตร์หัวเราะหึๆ
“ฉันไม่ได้คิดจะว่าอะไรหรอก ไม่ต้องกังวลไป แค่รู้สึกขำดีที่เจ้าไคลูสผู้ทะนงตนยอมให้ความร่วมมือกับคุณโรดี้แต่โดยดีแบบนั้น”
แววตาของเจ้าหอคอยเวทมนตร์ที่พูดเช่นนั้นฉายประกายความเอ็นดูและความใส่ใจที่มีต่อไคลูสออกมา
“อีกอย่าง เจ้าตัวแสบนั่นช่วงนี้หงอยลงไปถนัดตา ฉันก็เลยสงสัยว่าสาเหตุที่ทำให้เป็นแบบนั้นจะใช่คุณโรดี้หรือเปล่าน่ะสิครับ”
คนอย่างไคลูส ฟรูอิน่าเนี่ยนะจะหงอยลงไปถนัดตา?
โรดี้นึกถึงเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้ขึ้นมาได้ทันที
“โดนท่านเซอร์มักเซตาดุมาอีกหรือเปล่าคะ”
ราวกับรู้ความสัมพันธ์ของชายหนุ่มทั้งสองคนเป็นอย่างดี เจ้าหอคอยเวทมนตร์จึงหัวเราะเบาๆ
“การแกล้งทำเป็นหงอยต่อหน้าท่านเซอร์มักเซตา ส่วนใหญ่เป็นการแสดงทั้งนั้นแหละครับ ถ้าไม่แกล้งทำเป็นสำนึกผิดบ้าง หมอนั่นคงไม่มีทางหลุดรอดไปจากเงื้อมมืออันเด็ดขาดของท่านเซอร์ได้หรอก”
“อาฮะ…….”
โรดี้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเอาเรื่องนี้ไปฟ้องริเคนส์ให้ได้
‘ต้องบอกให้รู้ไว้ว่า ถึงไคลูสจะทำตัวน่าสงสารเหมือนลูกหมาแค่ไหนก็ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด’
เจ้าหอคอยเวทมนตร์มองดูเธอพลางแย้มยิ้มอย่างสบายอารมณ์
“ไม่ว่าจะอย่างไร การสนับสนุนเหล่านักเวทก็เป็นเรื่องที่หอคอยเวทมนตร์ยินดีต้อนรับเสมอครับ ต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องถ่อมาขออนุญาตถึงที่นี่หรอก เชิญแวะมาได้ตามสบายเลยครับ”
“รับทราบค่ะ!”
เมื่อได้ยินคำตอบอันกระฉับกระเฉง เจ้าหอคอยเวทมนตร์ก็เผยสีหน้าขี้เล่นออกมา
“อีกอย่าง เรื่องที่เกี่ยวกับการสนับสนุนงานวิจัยหลังจากนี้ ปรึกษากับเจ้าไคลูสจะดีกว่าครับ”
โรดี้เผลอแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาโดยไม่รู้ตัว
‘ที่อุตส่าห์ถ่อมาหาเจ้าหอคอยเวทมนตร์โดยตรง ก็เพราะไม่อยากไปข้องแวะกับไคลูสแท้ๆ’
“ท่านชายจะไม่รังเกียจหรือคะ”
“ถ้าผมสั่งให้ทำก็ต้องทำสิครับ เจ้าเด็กนั่นจะทำอะไรได้”
ก็เป็นคำพูดที่ถูกต้องอยู่หรอก เพราะเจ้าหอคอยเวทมนตร์เป็นทั้งอาจารย์และเจ้านายของไคลูสนี่นะ
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ”
เจ้าหอคอยเวทมนตร์ดีดนิ้วเบาๆ
“ผมจะส่งคุณไปหาเจ้าไคลูสเดี๋ยวนี้เลยแล้วกัน”
พริบตานั้น วงเวทก็พลันปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของโรดี้
“เอ๊ะ……?”
ขณะที่เธอมองไปยังเจ้าหอคอยเวทมนตร์ด้วยความตื่นตระหนก ก็มีคำตอบอันอ่อนโยนส่งกลับมา
“คุณโรดี้เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญนี่ครับ ต่อไปก็ใช้งานเจ้าเด็กนั่นได้ตามสบายเลยนะ”
พร้อมกันนั้น ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไป
กำลังโหลดความเห็น...