วันต่อมาหลังจากปรับความเข้าใจกับไคลูส แขกที่ไม่คาดคิดก็มาเยือน
“ท่านเซอร์มักเซตา?”
“โรดี้”
ริเคนส์ผู้มีสีหน้าราบเรียบเหมือนเช่นเคยกำลังยืนอยู่หน้าบ้านของเธอ
ชั่วพริบตานั้น โรดี้ครุ่นคิดว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนตนเองให้การตกหล่นหรือทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ”
ทว่าอีกฝ่ายกลับประกาศออกมาอย่างหน้าตาเฉย
“มาเที่ยวเล่นตามที่สัญญาไว้”
พร้อมกันนั้นก็ยื่นกล่องใบเล็กสีสันสดใสมาให้
“นี่ของขวัญ”
“คะ?”
“เค้ก”
ไม่สิ คำว่า ‘คะ?’ เมื่อกี้ไม่ได้ถามว่าของขวัญคืออะไรสักหน่อย……
โรดี้มองสลับไปมาระหว่างกล่องที่รับมาแบบงงๆ กับใบหน้าของริเคนส์
‘จะว่าไป เขาเคยบอกว่าจะซื้อของขวัญมาเที่ยวเล่นนี่นะ……’
โรดี้ที่แอบเข้าใจไปเองว่าคำพูดของเขาเทียบเท่ากับประโยค ‘ว่างๆ ไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อนะ!’ สไตล์คนเกาหลีรู้สึกงุนงงอย่างจริงจัง
‘สมเป็นริเคนส์ ไม่เคยพูดจาพล่อยๆ เลยสินะ!’
เธอจึงโพล่งคำทักทายที่แวบเข้ามาในหัวออกไปแก้ขัด
“ยินดีต้อนรับค่ะ……?”
“สภาพร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง”
“ร่างกายเหรอคะ”
“ก็ก่อนหน้านี้เธอมีเลือดออก”
อุตส่าห์จำเรื่องที่เห็นแวบเดียวในสถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายได้จนถึงตอนนี้เลยงั้นเหรอ
ช่างเป็นผู้ชายที่ละเอียดอ่อนเหลือเกิน ต่างจากสีหน้าบึ้งตึงนั่นลิบลับ
“อ๋อ เลือดกำเดาน่ะเหรอคะ ตอนนี้แข็งแรงดีไม่มีปัญหาแล้วค่ะ”
เธอตอบรับอย่างสบายๆ พลางนำทางริเคนส์ไปยังห้องรับรอง
เขาเดินช้าๆ จากโถงทางเข้าไปจนถึงห้องรับรองพลางกวาดสายตามองสำรวจอย่างแปลกใจ
“…….”
โรดี้รู้สึกกระดากอายเล็กน้อยกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย เพราะเธอนึกถึงโถงทางเดินอันโอ่อ่ากว้างขวางของตระกูลมักเซตาที่ต้องเดินตั้งนานกว่าจะถึง
‘ในสายตาริเคนส์ ที่นี่คงเล็กจนน่าประหลาดใจเลยสินะ’
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังถึงกับเอ่ยความรู้สึกออกมาให้ได้ยิน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง
“ให้ความรู้สึกแบบนี้เองสินะ”
เป็นความรู้สึกที่ฟังแล้วไม่อาจเข้าใจได้ในทันที
“ความรู้สึกแบบไหนเหรอคะ”
พอได้ยินคำถามนั้น ริเคนส์ก็แสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย
“ไม่ได้หมายความว่าอะไรหรอก แค่คิดว่า… รสนิยมของเธอเป็นแบบนี้เองสินะ เพราะคฤหาสน์หลังก่อนที่เธอขายให้ฉัน ฉันคิดว่าคงไม่ได้ตกแต่งตามรสนิยมของเธออยู่แล้ว”
พอพูดออกไปแล้วคงคิดว่าน้ำเสียงมันฟังดูแปลกๆ ริเคนส์จึงรีบเสริมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ก็แค่ ฉันเพิ่งเคยมาเยือนคฤหาสน์ที่สะท้อนถึงรสนิยมส่วนตัวแบบนี้เป็นครั้งแรก เลยรู้สึกแปลกตาอยู่บ้างน่ะ”
“อ๋อ”
โรดี้เข้าใจสิ่งที่เขาพูด คฤหาสน์ของพวกขุนนางมักจะใหญ่โตโอ่อ่า และมีรูปแบบที่เป็นที่นิยมในแวดวงสังคมชั้นสูง หรือไม่ก็เป็นรูปแบบที่ตระกูลยึดถือสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
“คฤหาสน์ที่แม้กระทั่งของประดับชิ้นเล็กๆ แบบนี้ยังผ่านสัมผัสมือของเจ้าของบ้านทุกชิ้น มันให้ความรู้สึกที่พิเศษไปอีกแบบนะ”
ริเคนส์ที่พูดเช่นนั้นทอดสายตามองรูปปั้นสัตว์ตัวเล็กๆ ที่วางอยู่บนตู้โชว์อย่างเงียบงัน
“ชอบของแบบนี้หรอกเหรอ”
จู่ๆ รสนิยมของตัวเองก็ถูกเปิดเผยออกมาอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ ทำให้โรดี้รู้สึกเขินอายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“……ฉันชอบของน่ารักๆ น่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบ อีกฝ่ายก็แย้มยิ้มออกมาบางเบา
“งั้นเหรอ”
โรดี้กวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านตัวเองใหม่อีกครั้ง
ความจริงแล้วที่ผ่านมา เวลาเจอของประดับที่ถูกใจ เธอก็แค่หยิบติดไม้ติดมือเอามาวางไว้โดยไม่ได้คิดอะไรมากเท่านั้น
พอทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ บรรยากาศภายในบ้านก็กลายสภาพเป็นความมุ้งมิ้งน่ารักไปเสียตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
‘……จิตใต้สำนึกนี่มันน่ากลัวจริงๆ แฮะ’
ตอนที่ยังเป็น ‘จองยุนซอ’ พ่อแม่มักจะบ่นว่าถ้าเอาของไร้สาระมาวางไว้จะไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ ห้องของเธอในตอนนั้นจึงมีบรรยากาศแห้งแล้งและจืดชืดอยู่ตลอดเวลา
‘คงเป็นแรงต่อต้านจากตอนนั้นละมั้ง ถึงได้คอยจัดวางของประดับโน่นนี่นั่นไม่หยุดเลย……’
ตอนนั้นเอง ริเคนส์ที่กำลังมองตู้โชว์ก็เบนสายตามาทางเธอ
“เธอชอบสัตว์อะไรมากที่สุดล่ะ”
เธอตอบกลับไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
“มะ แมวค่ะ”
ริเคนส์หลุดขำออกมาเบาๆ ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“แมวงั้นเหรอ เหมาะดีนี่”
เขาเอ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะหันตัวกลับไป
โรดี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
‘ที่ว่าเหมาะเนี่ย มันหมายความว่ายังไงกันแน่นะ’
หมายถึงใบหน้าดูเหมือนแมวอย่างนั้นเหรอ
เธอเอียงคออย่างสงสัยพลางนำทางแขกเข้าไปยังห้องรับแขกต่อ
เมื่อทั้งสองคนนั่งลงประจำที่ สาวใช้ก็นำของว่างและน้ำชาเข้ามาเสิร์ฟ พร้อมกับเค้กที่ริเคนส์ซื้อติดมือมาด้วย
โรดี้จิบชาไปคำหนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“แล้วท่านเซอร์ล่ะคะ สภาพร่างกายไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม”
ริเคนส์ถามกลับด้วยความประหลาดใจ
“ร่างกายฉันน่ะเหรอ”
โรดี้นึกย้อนไปถึงวันที่พบกับเขาเป็นครั้งล่าสุด
“ก็ตอนคุยเรื่องไคลูสครั้งก่อน ท่านบอกว่ารู้สึกเหนื่อยล้านี่คะ”
ริเคนส์ถามย้อนด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น
“ไคลูส?”
โรดี้ที่เพิ่งสังเกตเห็นความสงสัยของอีกฝ่ายจึงเอ่ยขึ้นอย่างเก้อเขิน
“อ๊ะ ฉันพลั้งปากไปน่ะค่ะ…… ท่านชายไคลูสน่ะค่ะ”
“นี่มันอะไรกัน”
ไม่รู้ทำไมสายตาของริเคนส์ถึงได้ดูน่ากลัวขึ้นมานิดๆ
“เริ่มเรียกชื่อกันสนิทสนมตั้งแต่เมื่อไหร่”
ทันทีที่สบตากัน ข้อหาหนึ่งก็ผุดแวบเข้ามาในหัวของโรดี้ทันที
ข้อหาลบหลู่เกียรติขุนนาง
‘อ๊าก ซวยแล้ว’
เธอรีบแก้ตัวพัลวัน
“ท่านชายไคลูสอนุญาตแล้วต่างหากล่ะคะ!”
“……อนุญาตงั้นเหรอ”
“ค่ะ เขาบอกว่าจะพูดเป็นกันเองก็ได้ ถ้าไม่เชื่อ ท่านก็ลองไปถามเจ้าตัวดูโดยตรงสิคะ!”
ริเคนส์หรี่ตาลง
“คราวก่อนยังเห็นทะเลาะกันอยู่เลยนี่ เผลอแป๊บเดียวก็พูดจาเป็นกันเองถึงขั้นลดระดับภาษาได้แล้วงั้นเหรอ”
โรดี้จึงอธิบายสั้นๆ เรื่องหอคอยเวทมนตร์กับการลงทุน
ริเคนส์พึมพำออกมาราวกับไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ขอโทษจากใจจริงเนี่ยนะ……?”
“จริงๆ นะคะ เขารู้สึกผิดในแบบของเขาอยู่น่ะค่ะ”
สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก
“……ขนาดตอนทำตึกร้างในเมืองหลวงพังราบ เขายังไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยขอโทษเลยด้วยซ้ำ”
โรดี้ปิดปากเงียบ ดูท่าในใจของริเคนส์ ไคลูสคงถูกตราหน้าว่าเป็นพวกหมดทางเยียวยาไปเรียบร้อยแล้ว
“ดูเหมือนเธอจะรู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับท่านชายไคลูสน่าดูเลยนี่”
เธอรีบปฏิเสธทันควัน
“ไม่ได้รู้สึกสบายใจขนาดนั้นสักหน่อยค่ะ”
“ไม่สบายใจแต่ก็จะยังตัวติดกันอยู่แบบนั้นต่อไปงั้นเหรอ”
โรดี้เอ่ยถามด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ฉันกับไคลูสไปตัวติดกันตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ……?”
“ก็ได้ยินมาว่าตอนออกไปตามหาปีศาจก็นัดเจอกันทุกคืนไม่ใช่หรือไง”
“อ๋อ”
แบบนั้นจะนับว่าตัวติดกันได้เหรอ
“สถานการณ์ที่ต้องอยู่กับผู้ชายสองต่อสองในตอนกลางคืน เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงที่สุดจะดีกว่า”
เธอตอบกลับไปด้วยความคลางแคลงใจ
“นั่นมันเป็นเรื่องในกรณีที่ไคลูสมองฉันเป็นผู้หญิงต่างหากล่ะคะ”
อย่าว่าแต่มองเป็นเพศตรงข้ามเลย แค่มองเป็นคนก็บุญหัวแล้วมั้ง
“ในสถานการณ์ของเธอตอนนี้ ต่อให้ระวังตัวมากเกินไปหน่อยมันก็เป็นเรื่องจำเป็น”
เป็นคำตอบที่สมกับเป็นริเคนส์ผู้มีนิสัยรอบคอบจริงๆ
“ก็นะ มันก็ใช่อยู่หรอกค่ะ”
เพราะนอกจากจะเป็นสามัญชนผู้ร่ำรวยแล้ว ยังมีโอกาสที่ตระกูลดยุคเอวองต์จะจ้องฮุบสมบัติอยู่อีกด้วย
“คราวหน้าจะระวังตัวก็แล้วกันนะคะ”
“ที่บอกว่าคราวหน้า แปลว่าจะยังไปพบท่านชายอยู่อีกงั้นเหรอ”
“ก็ท่านเจ้าหอคอยเวทมนตร์บอกว่าเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนและสนับสนุนทั้งหมดให้ผ่านทางไคลูสนี่คะ”
“……เจ้าหอคอยเวทมนตร์เนี่ยนะ?”
ริเคนส์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจนัก
“ทีตอนท่านปู่บอกให้ใช้งานฉันตามสบาย เธอกลับแทบไม่เฉียดเข้ามาใกล้แท้ๆ”
“อ้าว เรื่องนั้นรู้ด้วยเหรอคะ?”
ใช้งานริเคนส์ มักเซตา ผู้ยิ่งใหญ่เนี่ยนะ
โรดี้ที่เผลอจินตนาการตามหลุดหัวเราะหึออกมา
“โธ่ ท่านเซอร์กับไคลูสไม่เหมือนกันสักหน่อยนี่คะ”
ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
“ไม่เหมือนกันตรงไหน?”
“อันดับแรกก็อายุทางความคิดไงคะ ท่านเซอร์ดูเป็นผู้ใหญ่ แต่ไคลูสยังเหมือนเด็กอยู่เลย”
“…….”
“ยังไงทางฝั่งไคลูสก็ให้ความรู้สึกเหมือนน้องชายมากกว่า เลยใช้งานง่ายกว่ากันเยอะค่ะ อีกอย่างถ้าเจ้าตัวคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็เห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าจะต้องรีบชิ่งหนีทันทีแน่”
“งั้นเหรอ……”
ไม่รู้ทำไมไหล่ของริเคนส์ถึงได้ลู่ลงเล็กน้อย
ทั้งที่เป็นคำพูดที่ยกย่องเขาแท้ๆ แต่เจ้าตัวกลับดูไม่ได้ดีใจอะไรขนาดนั้นเลยสักนิด
“……ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่อยากให้เธอสนิทสนมกับท่านชายไคลูสขนาดนั้นอยู่ดี”
“ทำไมล่ะคะ”
ไม่รู้ว่าโรดี้รู้สึกได้ว่าเขาพยายามเข้าใกล้เกินความจำเป็นหรืออย่างไร แววตาของเธอจึงฉายประกายหวาดระแวงจางๆ ขึ้นมา
‘เหมือนแมวไม่มีผิด’
ริเคนส์รีบหาเหตุผลที่ฟังดูเข้าท่าขึ้นมาในทันที
“การจับคู่ระหว่างเธอกับท่านชาย มันทำให้ฉันรู้สึกลำบากใจเอามากๆ น่ะสิ”
“ลำบากใจเหรอคะ”
“เพราะสเกลการก่อเรื่องมันคงจะต่างไปจากเดิมลิบลับน่ะสิ”
การถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับนักเวทอันธพาลทำให้โรดี้ของขึ้นเล็กน้อย
“กับไคลูสฉันไม่รู้ด้วยหรอกนะคะ แต่ฉันน่ะเรียบร้อยและมีสามัญสำนึกอยู่เสมอเลยนะ!”
ริเคนส์ตอบกลับมาราวกับเป็นเรื่องเหลวไหล
“ถ้าเป็นคนที่เรียบร้อยจริงๆ คงไม่ยอมโดนลักพาตัวไปด้วยตัวเองเพื่อจับฆาตกรต่อเนื่องหรอก”
“ระ เรื่องนั้นมันก็ใช่ แต่ว่า…….”
นี่อย่าบอกนะว่าภาพลักษณ์ของเธอในใจเขามันถูกตอกฝาโลงไว้ในระดับเดียวกับไคลูสไปแล้วน่ะ
เมื่อตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โรดี้จึงรีบสรุปตัดบทอย่างรวดเร็ว
“ยังไงผลลัพธ์มันก็ออกมาดี ทุกอย่างก็น่าจะถือว่าจบลงด้วยดีไม่ใช่เหรอคะ”
ริเคนส์จ้องมองเธอเขม็ง
“การที่เธอพยายามจะเฉไฉเอาตัวรอดแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการยอมรับว่าตัวเองเป็นตัวก่อเรื่องหรอกนะ”
“อึก อือ…….”
ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ จะสรรหามาอ้างได้อีกแล้ว
“คราวหน้าถ้าจะก่อเรื่อง อย่างน้อยก็ช่วยรายงานฉันล่วงหน้าก่อนก็แล้วกัน”
“ล้อเล่นใช่ไหมคะเนี่ย”
“ดูเหมือนเธอจะมองว่าฉันเป็นคนชอบพูดล้อเล่นสินะ”
‘เอาจริงดิ’
เมื่อไร้คำจะพูด โรดี้จึงก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกบึ้งตึง
คึ...
ตอนนั้นเอง เสียงลมหายใจเหมือนกำลังกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ
เธอเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ
“…….”
สบเข้ากับดวงตาสีเทาหม่นที่เจือแววขบขันจางๆ พอดิบพอดี
“อ๊ะ...”
ให้ความรู้สึกเหมือนได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นอย่างไรก็ไม่รู้
“ทะ ท่านเซอร์? หัวเราะเหรอคะ”
ริเคนส์ลดมือที่ปิดปากลงแล้วตอบกลับด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายกว่าปกติเล็กน้อย
“อย่าบอกนะว่าตกใจที่เห็นฉันหัวเราะน่ะ”
“ค่ะ”
โรดี้เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
“ฉันเพิ่งเคยเห็นท่านเซอร์หัวเราะออกเสียงเป็นครั้งแรกนี่คะ”
“ฉันก็เป็นคนนะ ย่อมต้องมีหัวเราะบ้างเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”
“นั่นก็จริงนะคะ...”
“ทำไมถึงตกใจขนาดนั้น สีหน้าตอนฉันหัวเราะมันประหลาดงั้นเหรอ”
โรดี้รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ไม่ค่ะ จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงกัน!”
หนุ่มหล่อดั่งรูปสลักยิ้มหัวเราะไม่มีทางดูประหลาดอยู่แล้ว มีแต่จะทำให้ทัศนียภาพรอบตัวสว่างไสวขึ้นตาพร่าล่ะไม่ว่า
โรดี้ตอบอย่างจริงจัง
“ฉันคิดว่าท่านเซอร์ควรจะยิ้มให้บ่อยกว่านี้เพื่อประโยชน์สุขของโลกใบนี้ด้วยซ้ำค่ะ”
ริเคนส์ทำสีหน้างุนงง
“หมายความว่ายังไง”
“ก็หน้าตาหล่อเหลาขนาดนี้ ไปที่ไหนก็ยิ้มเข้าไว้สิคะ เลดี้ทั่วเมืองหลวงจะต้องดีใจกันแน่ๆ ค่ะ”
“……รวมถึงเธอด้วยหรือเปล่า”
โรดี้แย้มยิ้มอย่างขี้เล่นพลางเอ่ยตอบเจือคำประจบ
“สายตาทั้งสองข้างของฉันยังปกติดี ย่อมต้องรวมอยู่แล้วสิคะ”
“…….”
ริเคนส์ที่คิดหาคำตอบที่เหมาะสมไม่ออก สุดท้ายก็หลุดยิ้มขำออกมาอีกคราหนึ่งจนได้
กำลังโหลดความเห็น...