แน่ใจว่าในตอนแรก ความรู้สึกที่มีต่อโรดี้เป็นเพียง ‘ความเลื่อมใส’ หรือ ‘ความอิจฉา’ เท่านั้นแท้ๆ
……ไม่รู้เลยว่าความรู้สึกมันเอ่อล้นขึ้นมาถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
ต่อให้พยายามดึงดันเถียงข้างๆ คูๆ ว่า ‘ยัง’ ไม่ได้คิดจริงจังขนาดนั้นก็ไร้ประโยชน์
เพราะแค่เผลอเหม่อไปคิดเรื่องอื่นเพียงนิด ความคิดคำนึงก็มักจะวกกลับมาที่โรดี้เสมอ
‘ทำไมกันนะ’
เขาสงสัยว่าเพราะเหตุใดใจจึงต้องถูกดึงดูดไปหาเธอ ทว่าในยามนี้ ‘เหตุผล’ และ ‘หลักการ’ ที่คอยช่วยเหลืออยู่เสมอกลับไม่สามารถให้คำตอบได้เลย
ตั้งแต่แรกแล้ว เขายังสงสัยเสียด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่มีคำตอบถูกต้องอยู่จริงหรือเปล่า
“…….”
ริเคนส์ที่ตกอยู่ในความสับสนได้แต่มองทิวทัศน์ด้านนอกอย่างไร้จุดหมาย นี่เป็นครั้งแรกที่เขานั่งเหม่อลอยทิ้งตัวเช่นนี้ทั้งที่มีงานกองพะเนิน
เวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วนะ
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังสะท้อนขึ้นในห้องอันเงียบสงัด
“มีอะไรหรือ”
มีเสียงของพ่อบ้านดังแว่วเข้ามา
“ท่านดยุคครับ ได้เวลางานเลี้ยงแล้วครับ”
“ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ริเคนส์ถอนหายใจยาวพลางหยิบเสื้อคลุมตัวนอกที่ถอดวางไว้ขึ้นมา
‘โรดี้จะมาถึงหรือยังนะ’
การส่งชุดเดรสกับเครื่องประดับไปให้นั้นเป็นเพียงเพราะแรงกระตุ้นอันโง่เขลา
ความปรารถนาอันแสนงี่เง่าที่อยากให้มีร่องรอยของตนปรากฏอยู่บนตัวเธอสักนิดก็ยังดี
ต่อให้คิดดูเอง ตัวเขาในตอนนี้ก็อยู่ในสภาพที่แปลกประหลาดมากจริงๆ
‘ช่วยไม่ได้สินะ’
ริเคนส์หัวเราะเยาะตัวเอง
‘วันนี้คงต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดแล้ว’
ว่าความรู้สึกนี้เป็นเพียงความชอบพอธรรมดา หรือเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งดั่งห้วงเหวลึกกันแน่
หากเป็นอย่างแรก เขาก็ต้องตัดใจให้เด็ดขาดเพื่อโรดี้ผู้มีกำแพงป้องกันตนเองจากผู้อื่น แต่หากเป็นอย่างหลังล่ะก็……
ริเคนส์พึมพำขึ้นมาทันใด
“คงต้อง... พยายามสินะ”
เขาไม่ได้กังวลเรื่องความล้มเหลวเลย
เพราะการพยายามอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อใครสักคน คือสิ่งที่เขาถนัดที่สุดอยู่แล้ว
“ผู้หญิงคนนั้นทำไมถึง……?”
“แถมยังควงคู่มาด้วยเนี่ยนะ!”
ทันทีที่โรดี้ก้าวเท้าเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง เธอก็สัมผัสได้ถึงสายตามากมายที่พุ่งตรงมายังตน
ต่อให้เธอจะใจกล้าบ้าบิ่นแค่ไหน แต่พอถูกสายตาระดับนี้จับจ้องพร้อมกันในคราวเดียว ก็ย่อมต้องรู้สึกประหม่าเป็นธรรมดา
“อย่าเข้าใจผิดไป พวกเขาไม่ได้มองเธอหรอก”
ไคลูสที่สัมผัสได้ถึงแรงบีบที่มือของคู่ควงเอ่ยเสริมขึ้นมาอย่างเนือยๆ
“พวกเขามองฉันที่วันนี้ดูหล่อเป็นพิเศษต่างหากล่ะ”
คำพูดที่โพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้โรดี้เม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นหัวเราะ
“เล่นมุกแบบนี้เป็นกับเขาด้วยเหรอเนี่ย”
เขาตอบกลับมาอย่างหน้าตาย
“ไม่ได้ล้อเล่นสักหน่อย”
โรดี้ยอมรับ
“เอาเถอะ พวกเขาอาจจะมองนายจริงๆ ก็ได้”
ไคลูสที่แต่งองค์ทรงเครื่องเพื่องานเลี้ยงในวันนี้ดูเฉิดฉายเปล่งประกายสะดุดตาเป็นพิเศษ
เพราะมีเลดี้สูงศักดิ์บางคนถึงกับละสายตาไปจากใบหน้าของเขาไม่ได้เลยจริงๆ
“ไคลูส นายนี่ฮอตจริงๆ เลยนะ”
“เพิ่งจะมารู้สึกตัวเอาป่านนี้เหรอ”
เมื่อทั้งสองคนกระซิบกระซาบกัน ในสายตาของบุคคลภายนอกจึงดูเหมือนคู่ควงที่สนิทสนมกลมเกลียวกันอย่างยิ่ง สายตาของเลดี้บางคนจึงตวัดมองมาอย่างขุ่นเคือง
‘คงเป็นพวกคุณหนูที่มีใจให้ไคลูสจริงๆ สินะ’
เป็นความรู้สึกแรงกล้าเสียจนโรดี้ที่พาเขามาเป็นคู่ควงเพียงเพราะใช้งานง่ายรู้สึกผิดขึ้นมาเลยทีเดียว
‘แต่ว่านะ’
อย่างน้อยก็แค่วันนี้ที่เธอไม่อาจผละไปจากข้างกายไคลูสได้ เพราะเห็นได้ชัดว่าจะต้องเกิดเรื่องไม่สบอารมณ์ขึ้นแน่
การกลายมาเป็นสามัญชนทำให้เธอตกเป็นเหยื่ออันโอชะที่เล่นงานได้ง่ายดายเหลือเกินในสถานที่แห่งนี้
‘ถ้าไม่ใช่งานเลี้ยงฉลองการสืบทอดตำแหน่งของริเคนส์ละก็’
ไม่สิ อย่างน้อยหากช่วงที่ผ่านมานี้ริเคนส์ทำดีกับเธอน้อยกว่านี้สักนิด เธอคงไม่มาเยือนงานแบบนี้เป็นแน่
“สายตาแต่ละคนเริ่มไม่ธรรมดาแล้วสิ”
โรดี้แย้มยิ้มพลางกล่าวเสริม
“ไคลูส วันนี้ฝากด้วยนะ”
“เรื่องแผลงฤทธิ์ใส่ไอ้พวกเวรนั่นฉันมั่นใจว่าทำได้ดีกว่าเธออยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”
ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาช่างเป็นพวกพ้องที่พึ่งพาได้อย่างยิ่ง
ทั้งสองคนเลือกจับจองพื้นที่ตรงมุมห้องอย่างพอเหมาะพอเจาะ ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าสายตาที่ทิ่มแทงเข้ามาจะมลายหายไปทั้งหมด
โรดี้มองหาริเคนส์ท่ามกลางฝูงชน
เธอตั้งใจว่าจะทักทายเขาเสียก่อน จากนั้นพอถึงเวลาที่กลับแล้วไม่ถือว่าเสียมารยาทก็ค่อยปลีกตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ
“ตอนนี้คงยากหน่อยนะ”
ไคลูสที่สังเกตออกว่าเธอกำลังมองหาใครเอ่ยขึ้น
“เพราะทุกคนกำลังกระวนกระวายอยากสร้างความประทับใจให้เข้าตากันทั้งนั้น”
“จริงด้วยสิ”
โรดี้ที่มองเห็นริเคนส์กำลังทักทายผู้คนมากมายอย่างไม่หยุดหย่อนเอ่ยเห็นพ้อง
“คงต้องค่อยหาจังหวะไปทักทายทีหลังแล้วล่ะ”
“นอกจากท่านเซอร์แล้ว ไม่มีใครที่ต้องไปทักทายอีกเหรอ”
“ไม่น่ามีนะ……?”
“งั้น ให้ไล่เลดี้คนนั้นไปไหม”
ไคลูสหันหน้าพลางเอ่ยถาม โรดี้ที่มองตามสายตาเขาไปโดยไม่คิดอะไรจึงได้สังเกตเห็นเลดี้ชนชั้นสูงที่กำลังเดินตรงเข้ามา
“ราฟี”
ราฟี วิโอเล็ตที่สบตากันแย้มยิ้มออกมา
“โรดี้ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”
ไคลูสขยับปากถามแบบไม่ออกเสียง
คนรู้จักเหรอ
โรดี้พยักหน้าเบาๆ พลางเอ่ย
“ไคลูส ทางนี้คือท่านหญิงราฟี วิโอเล็ตค่ะ ส่วนกับฉัน…….”
เธอกลุ้มใจว่าจะอธิบายความสัมพันธ์นี้อย่างไรดี
ราฟีที่สังเกตเห็นความลังเลของเธอจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน
“พวกเราเคยถูกลักพาตัวไปด้วยกันน่ะค่ะ”
ไคลูสถามย้ำอย่างกังขา
“ลักพาตัว?”
โรดี้ตอบรับอย่างกระอักกระอ่วน
“คะ-คือ ในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่คลี่คลายไปก่อนหน้านี้น่ะค่ะ”
“อ๋อ”
พอจำเรื่องฆาตกรต่อเนื่องที่เคยสร้างความโกลาหลไปทั่วเมืองหลวงอยู่ช่วงหนึ่งได้ ไคลูสจึงพยักหน้าเข้าใจ
‘จำได้ว่ามีเลดี้จากตระกูลขุนนางคนอื่นถูกลักพาตัวไปแล้วได้รับการปล่อยตัวมาสินะ’
ไคลูสลอบสังเกตราฟีครู่หนึ่ง
นัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นไม่ได้แฝงความประสงค์ร้ายอันใดเป็นพิเศษ
‘ดูท่าคงไม่ใช่คนที่ต้องไล่ไปสินะ’
เมื่อเห็นราฟีแสดงท่าทางยินดีที่ได้พบ โรดี้จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ราฟี เข้ามาทักทายฉันซึ่งๆ หน้าแบบนี้จะดีเหรอคะ”
หากอีกฝ่ายเข้ามาทักทายตนที่กลายเป็นสามัญชนไปแล้วอย่างไม่ระวังจนพลอยถูกกีดกันออกจากแวดวงสังคมชั้นสูงไปด้วยคงแย่แน่
“อย่ากังวลไปเลยค่ะ”
ราฟีหัวเราะเบาๆ ไร้เสียง
“ทุกคนต่างก็อยากรู้อยากเห็นเรื่องของคุณโรดี้จนแทบขาดใจ แต่กำลังฝืนทนเอาไว้เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันสูงส่งกันอยู่ต่างหากล่ะคะ”
เธอชำเลืองมองไปทางด้านหลังอย่างแนบเนียนพลางเอ่ยอย่างผึ่งผาย
“อีกอย่าง พวกเราก็สัญญากันแล้วนี่คะว่าจะทักทายกันในงานสังคม คงไม่ได้ลืมไปแล้วหรอกนะคะ”
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ”
ราฟีบ่นอุบอิบคล้ายกับน้อยใจ
“ทำไมถึงไม่มาหาฉันก่อนล่ะคะ แถมยังเอาแต่อยู่แต่ตรงมุมห้องแบบนี้อีก”
“ฉันแค่อยากเลี่ยงการปะทะและการโจมตีโดยไม่จำเป็นน่ะค่ะ ตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะใช้ชาติตระกูลกดดันคนอื่นได้เหมือนเมื่อก่อนแล้วด้วย”
“แหม”
ราฟีทอประกายดวงตาสีฟ้าครามระยับ
“คงไม่ได้ถูกโจมตีโต้งๆ เหมือนอย่างที่คิดหรอกค่ะ”
โรดี้เอ่ยถามด้วยความฉงน
“ทำไมเหรอคะ”
“รู้ไหมคะว่าตอนนี้คุณกลายเป็นคนดังของแวดวงสังคมขนาดไหน มีบทความลงหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ตั้งกี่ครั้ง แถมยังเป็นเจ้าของเหมืองหินเวทมนตร์แห่งใหม่……”
เธอแย้มยิ้มอย่างร่าเริง
“มิหนำซ้ำยังควงคู่มากับท่านชายฟรูอิน่าที่ไม่เคยไปไหนมาไหนกับคู่ควงมาก่อนอีก!”
โรดี้ทำหน้าเก้อเขิน
พอได้มาฟังวีรกรรมของตนเองต่อหน้าแบบนี้ แม้แต่เธอยังคิดเลยว่าตัวเองก่อเรื่องเอาไว้หวือหวาไม่น้อย
“คุณในตอนนี้เป็นคนดังยิ่งกว่าสมัยเป็นเลดี้แห่งตระกูลดยุคเสียอีกนะคะ”
ราฟีเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นผึ่งผาย
“ไม่เห็นจำเป็นต้องฝืนทำตัวลีบเล็กเลยนี่คะ”
เมื่อได้ยินคำนั้น โรดี้ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เหล่าผู้คนที่แอบชำเลืองมองมาทางนี้ต่างพากันหลบสายตาอย่างลนลาน
‘ราฟีพูดถูก’
นี่คืองานแรกที่เธอปรากฏตัวในแวดวงสังคมหลังจากถูกขับไล่ออกจากตระกูล
‘ยิ่งฉันหลบอยู่ตรงมุมห้องมากเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งพึงพอใจว่าในที่สุดนังนางร้ายผู้หยิ่งยโสก็ตกอับเสียที’
เธอไม่มีทางมอบความพึงพอใจอันต่ำช้าเช่นนั้นให้แก่พวกที่คอยหัวเราะเยาะและปรารถนาให้ ‘โรดี้ตัวจริง’ พบกับความโชคร้ายเด็ดขาด
‘ตอนนี้แหละคือช่วงเวลาที่ต้องก้าวออกไปอย่างสง่าผ่าเผย’
ยิ่งไปกว่านั้น คนของตระกูลเอวองต์ก็อยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือไง
“เธอพูดถูกแล้วล่ะ ราฟี”
โรดี้หัวเราะหึออกมา
“ทำไมฉันถึงคิดแต่จะไปหลบอยู่ตามมุมห้องกันนะ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลให้ต้องหดหัวเลยสักนิดเดียวแท้ๆ”
ราฟีมองเธอพลางเผยสีหน้าพึงพอใจ
“ค่อยดูสมกับเป็นคุณโรดี้หน่อยค่ะ”
“งั้นเหรอคะ”
“คุณน่ะไม่เคยหวั่นเกรงแม้กระทั่งต่อหน้าฆาตกรถือขวานด้วยซ้ำไม่ใช่เหรอคะ เพราะฉะนั้นความจำเป็นที่ต้องไปกลัวพวกคนที่แต่งชุดราตรีหรูหราพวกนี้……”
ราฟีใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ทำช่องว่างเล็กจิ๋วขึ้นมา
“ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ”
โรดี้ที่เบิกตากว้างพลันยิ้มออกมาก่อนจะพยักหน้า
‘จริงด้วยสิ’
พอลองคิดดูแล้ว ชาติตระกูลพรรค์นั้นมันวิเศษวิเศษมาจากไหนกัน ถึงต้องไปหลบซ่อนหายใจแผ่วเบาอยู่ตามซอกมุมด้วยเล่า
‘ถ้าโดนหาเรื่อง ก็แค่ตอกกลับไปให้หงายเงิบก็สิ้นเรื่อง’
โรดี้หันไปมองคู่ควงของเธอ
“ไคลูส”
พอขานเรียกชื่อ ประกายตื่นเต้นก็วาบผ่านดวงตาของเขาที่แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายมาโดยตลอด
“พร้อมหรือยัง”
“โรดี้ ในที่สุดก็คิดจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้วเหรอ”
“อื้อ”
“ค่อยยังชั่วหน่อย กำลังสงสัยอยู่พอดีเลยว่าเธอจะแกล้งทำตัวเรียบร้อยไปถึงเมื่อไหร่กันแน่”
“คิดแบบนั้นอยู่หรอกเหรอ”
ไคลูสเอ่ยเสริมอย่างหน้าตาเฉย
“ยังไงเธอก็ตั้งใจจะใช้งานฉันเยี่ยงทาสอยู่แล้วนี่ ไหนๆ ก็เป็นแบบนี้แล้วก็ใช้งานให้คุ้มค่าไปเลยสิ”
“คำนั้นน่ะ อย่ามานึกเสียใจทีหลังแล้วกัน”
โรดี้ที่เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจเบนสายตากลับไป
“ราฟี”
“ค่ะ”
“เพราะคุณแท้ๆ ทำให้ฉันจับทางได้ทันทีเลยว่าจะต้องทำตัวยังไงที่นี่”
โรดี้ยิ้มกริ่ม ราวกับเด็กแสบที่กำลังจะลงมือก่อเรื่องแกล้งคนครั้งใหญ่
“ไม่ได้ออกลายมาตั้งนาน ขอตัวไปป่วนให้เละสักยกนะคะ”
กำลังโหลดความเห็น...