แม้จะดูเยาว์วัยเหมือนเด็กอายุราวๆ สิบขวบต้นๆ แต่ใบหน้านั้นคือโรดี้อย่างแน่นอน
“ตกใจหมดเลย!”
เด็กสาวที่ตกใจเมื่อครู่แย้มยิ้มออกมาหลังมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน
“ว้าว ยุนซอนี่นา!”
เป็นน้ำเสียงที่ไร้เดียงสาอย่างยิ่ง
“เธอรู้จักฉันด้วยเหรอ”
“อื้อ”
โรดี้ที่ยันตัวลุกขึ้นจากท่านั่งคุดคู้บิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้าพลางเอ่ยถาม
“มาถึงที่นี่ได้ยังไงน่ะ”
นี่มันความฝันแบบไหนกันแน่เนี่ย
ยุนซอตอบกลับไปอย่างงุนงง
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน พอหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาก็อยู่ที่นี่แล้ว”
“หืม……”
“โรดี้ แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ”
เด็กสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างสบายอารมณ์
“เพราะไม่มีร่างให้อยู่แล้วมั้ง”
ยุนซอตกใจสะดุ้ง
“หรือว่าฉันเป็นคนแย่งร่างของเธอมาเหรอ”
“เปล่านี่”
“ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมล่ะ”
“ฉันยกให้เองต่างหากล่ะ”
คำพูดที่ไม่คาดคิดทำให้ยุนซอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงลนลาน
“ทำไมล่ะ…… เธอไม่ต้องการร่างของตัวเองแล้วเหรอ ไม่มีวิธีคืนร่างให้งั้นเหรอ”
โรดี้ส่ายหน้า
“ไม่ต้องการหรอก”
มันเป็นคำตอบที่ดูไม่แยแสเกินกว่าจะเป็นปฏิกิริยาต่อร่างกายของตัวเอง
ยุนซอเอ่ยถาม
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงยกร่างนี้ให้ฉันล่ะ”
โรดี้แหงนหน้ามองเธอ
“เพราะรู้สึกว่ายุนซอจะทำได้ดีกว่าฉันมากน่ะสิ”
เธอไม่อาจเข้าใจได้ในทันที
“ทำอะไรเหรอ”
“การแก้แค้น”
โรดี้ยิ้มด้วยสีหน้าออดอ้อน
“เธอชอบฉันมากขนาดนั้น ต้องทำให้แน่ๆ ใช่ไหมล่ะ”
ยุนซอรู้สึกสับสนขึ้นมาอีกครั้ง เด็กสาวคนนี้รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน
‘แล้วพื้นที่ที่ยืนอยู่ตอนนี้มันคือที่ไหนกันแน่’
ไม่มีสิ่งใดที่เข้าใจได้อย่างถ่องแท้เลยสักอย่าง
‘ก่อนอื่นควรจะคุยต่อดีกว่าไหมนะ’
ยุนซอโน้มตัวลงปรับระดับสายตาให้เท่ากับเด็กสาว
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ การแก้แค้นด้วยตัวเองน่าจะสะใจกว่าไม่ใช่เหรอ”
“สำหรับฉันมันเกินกำลังน่ะ”
“ทำไมล่ะ”
“เพราะฉันโง่ไงล่ะ คิดออกแต่วิธีการตื้นๆ เท่านั้น ซึ่งมันไม่พอหรอก”
“……อยากให้ฉันแก้แค้นใครกันแน่เหรอ”
โรดี้แย้มยิ้ม
“พวกครอบครัว”
เป็นคำตอบที่คาดเดาไว้ได้ในระดับหนึ่ง
“คิดไว้แล้วเชียวว่าเธอต้องเกลียดชังคนของตระกูลเอวองต์”
“เกลียดชังเหรอ”
เด็กสาวแสดงสีหน้างุนงง
“จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงกัน ฉันรักพวกเขาทุกคนเลยนะ!”
รักเนี่ยนะ?
ยุนซอถามย้ำด้วยสีหน้าสับสน
“พวกเขารังแกเธอนะ ถึงอย่างนั้นก็ยังรักงั้นเหรอ”
“แน่นอนสิ”
เด็กสาวเอ่ยต่ออย่างไร้เดียงสา
“การถูกครอบครัวเกลียดชังมันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เพราะฉันเป็น ‘ลูกนอกสมรส’ ชั้นต่ำที่ไม่ควรเกิดมาตั้งแต่แรกนี่นา”
“…….”
“ถึงจะเศร้าไปบ้าง แต่ก็ช่วยไม่ได้นี่เนอะ”
เป็นบทสนทนาที่ให้ความรู้สึกขัดหูขัดตาพิลึก
“เอาเป็นว่า…… เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นแค่แก้แค้นพวกคนในครอบครัวก็พอใช่ไหม”
“อืม ช่วยรังแกคนอื่นด้วยได้ไหมล่ะ”
“ใครล่ะ”
“ถ้าเป็นไปได้ก็คนให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย”
เป็นคำตอบที่ประหลาดอีกแล้ว ยุนซอถามกลับด้วยความกังขา
“ทำไมกันล่ะ”
“ฉันอยากให้การมีอยู่ของฉันฝังลึกเป็นร่องรอยอยู่ในใจของผู้คนน่ะสิ”
โรดี้เอ่ยต่อด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
“ไม่ว่าจะในรูปแบบของความเคียดแค้น ความเกลียดชัง หรือความโกรธ จะแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น”
รู้สึกแปลกประหลาดจริงเชียว
“ฉันไม่ค่อยเข้าใจเลย ช่วยอธิบายให้ละเอียดกว่านี้หน่อยสิ”
“คือว่านะ…….”
โรดี้ชะงักไปครู่หนึ่งราวกับกำลังเลือกสรรคำพูด
“ฉันน่ะชอบผู้คนนะ อยากจะทิ้งร่องรอยแห่งความรักไว้ให้ผู้คนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เลย”
“ร่องรอย…… แห่งความรักเหรอ”
“อื้อ”
“ปกติแล้วเขาไม่เรียกการกลั่นแกล้งว่า ‘ความรัก’ หรอกนะ”
โรดี้แย้มยิ้มสดใส
“แต่นี่คือ ‘ความรัก’ เพียงอย่างเดียวที่ฉันมอบให้ทุกคนได้นี่นา”
เพราะรักก็เลยอยากทำให้ทรมานเนี่ยนะ?
“……นั่นน่ะ ไม่อาจเรียกว่าเป็นความรักปกติได้หรอกนะ”
เด็กสาวทำสีหน้าราวกับไม่เข้าใจ
“แล้ว ‘ความรัก’ ปกติมันคืออะไรล่ะ”
“…….”
“ชิ เลิกบ่นได้แล้วน่า”
ดูเหมือนเธอจะอารมณ์เสีย เด็กสาวจึงทำหน้างอง้ำ
“ถึงยังไงยุนซอก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความรักเลยเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ไม่อย่างนั้นคงไม่มาชอบคนอย่างฉันหรอก”
เรื่องนี้มีแต่ต้องรีบโต้แย้งในทันที
“โรดี้ อย่าพูดจาดูถูกตัวเองส่งเดชแบบนั้นนะ”
คำพูดอันเด็ดขาดทำให้เด็กสาวเบิกตากว้าง ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้า
“……อะ อื้อ เข้าใจแล้ว”
ยุนซอก้มมองโรดี้ด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน
เด็กสาวที่ดูเหมือนจะแอบสังเกตสีหน้าอยู่ครู่หนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ตกลงว่าจะยอมทำตามความปรารถนาของฉันไหมล่ะ”
“……ถ้าเป็นความแค้นต่อตระกูลเอวองต์ ฉันจะช่วยสะสางให้ แต่ว่า……”
ไม่อาจดึงคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาพัวพันด้วยได้
“คนที่ว่านั่นรวมถึงคนอย่างท่านเซอร์มักเซตา ยูบาร์ แล้วก็ไคลูสด้วยงั้นเหรอ”
“แน่นอนสิ!”
นัยน์ตาสีเขียวอ่อนเปล่งประกายด้วยความคาดหวัง
“จะช่วยทำให้ทั้งหมดเลยใช่ไหม นะ?”
“เรื่องนั้นน่ะ……”
ดูเหมือนคำตอบอันคลุมเครือจะทำให้เธอไม่พอใจ โรดี้กระทืบเท้าด้วยท่าทางขุ่นเคือง
“ทำไมล่ะ ยุนซอก็ชอบฉันนี่นา!”
“นั่นก็จริง”
“แล้วทำไมถึงไม่ทำให้ล่ะ”
เด็กสาวตะโกนออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“มีอะไรให้หลอกใช้ก็ใช้ให้หมดสิ! มอบความรักที่ไม่มีวันลบเลือนให้ทุกคนไปเลยเซ่!”
ยุนซอเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ถึงอย่างนั้น ฉันก็ทำร้ายคนที่ชอบเธอลงคอไม่ได้หรอก”
“บ้าหรือเปล่าเนี่ย”
โรดี้ผุดรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ความหวังดีพรรค์นั้นมันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้นแหละ”
“…….”
“แต่ความเกลียดชังจะคงอยู่ตลอดไป มันจะวนเวียนอยู่ในหัวไปจนวันตายนั่นแหละ”
ยิ่งฟังคำพูดของเด็กสาวต่อไปเรื่อยๆ หัวของยุนซอก็ยิ่งสับสนวุ่นวาย
“เพราะงั้นนะ ยุนซอ”
โรดี้เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเว้าวอน ราวกับเด็กน้อยที่กำลังอ้อนวอนขอให้ซื้อของเล่นให้
“มอบนรกที่ไม่มีวันลืมเลือนให้ทุกคนทีสิ”
เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมตอบรับ ความกระวนกระวายใจก็เอ่อล้นขึ้นมาบนใบหน้าของเด็กสาว
“นี่ ฉันขอร้องขนาดนี้แล้วไง……”
โรดี้กระซิบพลางกำชายเสื้อของยุนซอเอาไว้แน่นราวกับเป็นเชือกกู้ชีพ
“เพื่อฉันคนเดียว ช่วยเป็น ‘นางร้าย’ ที่มีอยู่เพื่อฉันคนเดียวทีสิ”
“แฮ่ก……!”
โรดี้ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงหอบหายใจกระชั้นถี่
‘อะไรกันเนี่ย’
เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ โดยไม่รู้ตัว มันคือบนเตียงนอนที่คุ้นเคย
สติเริ่มแจ่มชัดขึ้นอย่างช้าๆ เธอหวนนึกถึงความฝันที่เพิ่งเจอมาเมื่อครู่
‘……แค่ฝันร้ายธรรมดาๆ งั้นเหรอ’
แต่จะว่าอย่างนั้น ความทรงจำมันก็แจ่มชัดเกินไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอฝันได้ชัดเจนถึงเพียงนี้
โดยเฉพาะคำพูดสุดท้ายของเด็กสาวคนนั้นยังคงก้องอยู่ในหู
[ช่วยเป็น ‘นางร้าย’ เพื่อฉัน เพื่อฉันแค่คนเดียวทีเถอะนะ]
ด้วยความสับสนจนทนไม่ไหว เธอจึงขดตัวพลางพึมพำออกมา
“โรดี้…… เธอต้องการอะไรกันแน่เนี่ย”
เมื่อมีเรื่องให้ต้องขบคิดมากมาย โรดี้จึงเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านตลอดหลายวัน
ทั้งเรื่องจะปฏิบัติต่อริเคนส์อย่างไร จะเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางไหน และควรจะยอมทำตามความปรารถนาของโรดี้ตัวจริงไปถึงระดับไหนกัน
ก๊อก ก๊อก
“คุณหนูคะ”
ระหว่างที่กำลังจมอยู่ในห้วงความคิดอย่างเหม่อลอยภายในห้องนอน คนรับใช้คนหนึ่งก็เคาะประตู
“เข้ามาสิ”
สาวใช้ที่เปิดประตูเข้ามามีสีหน้าลังเลใจ
“มีแขกมาหาน่ะค่ะ……”
“แขกเหรอ”
เธอแสดงสีหน้าแปลกใจ แทบไม่มีใครที่จะมาเยือนคฤหาสน์หลังนี้เลย
‘ไคลูสหรือว่าริเคนส์กันนะ’
“ใครกันล่ะ”
สาวใช้ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“คือ…… บอกว่าเป็นเลดี้ นิลลา เอวองต์ ค่ะ”
“อะไรนะ”
สติที่เคยจมอยู่ในภวังค์ตื่นเต็มตาทันที
ใจจริงอยากจะไล่ตะเพิดไปให้พ้น ทว่าน่าเสียดายที่ไม่อาจทำเช่นนั้นได้
‘เพราะนิลลาเป็นถึงท่านหญิงแห่งตระกูลดยุคนี่นา’
สำหรับคนที่กลายเป็นสามัญชนอย่างเธอแล้วย่อมไม่มีทางเลือก โรดี้ถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยปาก
“ช่วยพาไปที่ห้องรับแขกทีนะ”
“รับทราบค่ะ”
หลังจากจัดระเบียบชายเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เรียบร้อย เธอก็มุ่งหน้าไปยังห้องรับแขกทันที
เมื่อเปิดประตูเข้าไป นิลลาที่นั่งนิ่งไร้อารมณ์อยู่ก็เงยหน้าขึ้นมา
“นิลลา เอวองต์ มีธุระอะไรเหรอ”
เสียงสวนกลับอันแหลมคมพุ่งตรงมาในทันที
“ทำไมถึงมาชักช้าแบบนี้”
โรดี้ที่นั่งลงฝั่งตรงข้ามโต้กลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“นั่นไม่ใช่คำถามที่เสียมารยาทไปหน่อยสำหรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญหรอกเหรอ”
นิลลาผุดรอยยิ้มเย้ยหยันที่แสนคุ้นเคยขึ้นมา
“เหอะ! นังลูกนอกสมรสชั้นต่ำอย่างแก พี่สาวอย่างฉันอุตส่าห์มาหาถึงที่ก็ควรจะซาบซึ้งเป็นเกียรติสิยะ”
ช่างเป็นท่าทีที่ตรงกันข้ามกับในงานเลี้ยงอย่างสิ้นเชิง
โรดี้กระตุกยิ้มมุมปาก
“สองหน้าไม่เปลี่ยนเลยนะ”
นิลลาตวาดเหน็บแนมอย่างเผ็ดร้อน
“นังเด็กไร้มารยาท”
“แล้วคนที่บุกมาบ้านคนอื่นโดยไม่นัดล่วงหน้าอย่างเธอมันสูงส่งนักรึไง ช่างเถอะ จะคุยอะไรกับเธอให้มากความ รีบๆ พูดธุระมาได้แล้ว”
อีกฝ่ายพ่นลมหายใจเย้ยหยัน
“ฉันก็ไม่ได้อยากมานักหรอกย่ะ! ท่านพ่อสั่งมา ฉันถึงต้องจำใจมาเนี่ย”
“ถ้ามีเรื่องจะบอกทำไมไม่ใช้คนรับใช้ ทำไมต้องให้เธอมาด้วย”
นิลลายิ้มกริ่ม
“ก็เพราะท่านพ่อคิดว่าแกกับฉันสนิทกันน่ะสิ”
“…….”
เป็นคำพูดที่น่าเหลือเชื่อเสียจนหลุดหัวเราะหึออกมา
‘ดยุคเอวองต์เนี่ย จะไม่ใส่ใจเกินไปหน่อยแล้วมั้ง’
คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิลลา เอวองต์ สั่งให้คนรับใช้ทารุณกรรมน้องสาว
‘เพราะไม่เคยสนใจยังไงล่ะ’
ชัดเจนเลยว่าคงตัดสินไปเองว่าพี่น้องสนิทกันดี เพียงเพราะเห็นอยู่ตัวติดกันบ่อยๆ ในคฤหาสน์
โรดี้สะกดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะตอกกลับอย่างดุเดือดเอาไว้ เธอไม่อยากขุดคุ้ยเรื่องในอดีตขึ้นมาเพื่อให้บทสนทนายืดเยื้อไปมากกว่านี้
“แล้วเรื่องที่จะบอกคืออะไรล่ะ”
นิลลาเชิดคางขึ้นตรงพลางประกาศอย่างเย่อหยิ่ง
“ยกเหมืองหินเวทมนตร์ให้ตระกูลเอวองต์ซะสิ”
“ทำไม ฉันต้องทำแบบนั้นด้วย”
อีกฝ่ายแสดงท่าทางลำพองใจ
“คราวนี้เธอควรใช้สมองโง่ๆ นั่นคิดให้ดีก่อนตอบจะดีกว่านะ เพราะเธอเพิ่งจะปฏิเสธข้อเสนออันล้นพ้นที่พวกเรายื่นให้ไปแล้วนี่”
โรดี้หัวเราะหึ
“ข้อเสนออันล้นพ้นงั้นเหรอ ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลยนะ”
“ก็บอกไปแล้วไงว่าจะยอมให้กลับเข้าตระกูล สำหรับคนไม่เอาไหนอย่างเธอนี่ไม่เรียกข้อเสนออันล้นพ้นแล้วจะให้เรียกว่าอะไรกันล่ะ”
ถึงขั้นนี้แล้ว โรดี้ก็อึ้งจนแทบพูดไม่ออก
“……ฉันไม่คิดจะยกเหมืองหินเวทมนตร์ให้หรอก”
มุมปากของนิลลากระตุก
“บอกแล้วไงว่าให้คิดดีๆ ก่อนตอบ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่มอบให้เธอแล้วนะ”
“ถ้าฉันไม่ยกให้ แล้วเธอจะทำไมล่ะ”
กำลังโหลดความเห็น...