ริเคนส์เอ่ยขึ้นราวกับจะปลอบโยน
“มันอาจจะ…… มีข้อดีสำหรับเธออยู่บ้าง เพราะเธอจะได้รับเกียรติจากการได้รับเทียบเชิญจากราชวงศ์ คนที่คิดจะดูถูกเธอก็คงจะลดน้อยลงด้วย”
โรดี้ตอบกลับไปเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“ก็นะคะ ฉันเองก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องแย่อะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ”
ถึงอย่างไรหากต้องการจะยับยั้งเหตุการณ์ในรูทของซาลิกซ์ เธอก็จำเป็นต้องเข้าหาเอมิเลียอยู่แล้ว
‘มีแต่ต้องใช้มันเป็นโอกาสเท่านั้น’
ทว่าต่างจากเธอที่มีเป้าหมายชัดเจน ดูเหมือนริเคนส์จะไม่อยากไปจากใจจริง
เขาจ้องเขม็งไปยังเทียบเชิญที่โรดี้วางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาดื้อๆ
“……หาคู่ควงได้หรือยัง”
“ยังค่ะ พอได้รับเทียบเชิญปุ๊บฉันก็ตรงดิ่งมาที่นี่ทันทีเลย”
“งั้น ให้เป็นฉันแล้วกัน”
โรดี้เอ่ยถามอย่างหยอกล้อ
“น้ำเสียงไม่ได้ดูเหมือนกำลังขอร้องเลยนะคะเนี่ย”
ริเคนส์ตอบกลับด้วยท่าทีแง่งอนเล็กน้อย
“ครั้งนี้ช่วยยอมผ่อนปรนให้หน่อยเถอะ”
เธอถามด้วยแววตานึกสนุก
“ตายจริง ดาบที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิอย่างริเคนส์ มักเซตา กำลังขอให้ฉันยอมผ่อนปรนให้อย่างนั้นเหรอคะ”
แม้จะเป็นเพียงมุกตลกเบาๆ แต่เขากลับดูจริงจังเอามากๆ
“ฉันพูดจริง เดิมทีก็เป็นงานเลี้ยงที่ไม่อยากไปอยู่แล้ว ฉันไม่อยากต้องทนเห็นภาพที่เธอควงแขนไปไหนมาไหนกับผู้ชายคนอื่นหรอกนะ”
เขากอดอกพลางตอบกลับด้วยท่าทียียวน
“ถ้าหากเธอเลือกผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันล่ะก็ ฉันจะท้าดวลดาบกับเจ้านั่นทันทีเลยคอยดู”
การท้าประลองจากริเคนส์ มักเซตา ผู้ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิเนี่ยนะ
โรดี้ทำสีหน้าเหลือเชื่อ
“แบบนั้นมันขี้โกงไม่ใช่เหรอคะ”
“งานเลี้ยงที่ต้องฝืนใจไปแบบนี้ ฉันไม่มีความจำเป็นต้องทนถึงขนาดนั้นหรอก”
ริเคนส์ที่บ่นอุบออกมาทำสีหน้าราวกับเด็กน้อยที่เลือกกินไม่มีผิด
‘การที่เขาแสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าชัดเจนขนาดนี้ เป็นเรื่องที่หาดูได้ยากแท้ๆ’
โรดี้ถามขึ้นด้วยความสงสัยว่าคงไม่ใช่หรอกนะ
“หรือว่าไม่ชอบองค์หญิงเหรอคะ”
“ไม่ได้ไม่ชอบ แต่ก็ไม่สบอารมณ์ที่พยายามจะดึงตัวฉันไปเป็นพวกถึงขนาดนั้นหรอก”
“แล้วองค์รัชทายาทล่ะคะ”
“ก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเป็นพิเศษเหมือนกัน พระองค์ค่อนข้างกระหายการต่อสู้ บางครั้งเลยชอบมาหาเพื่อให้เป็นคู่ประลองดาบ ซึ่งมันน่ารำคาญอยู่บ้าง”
ดูเหมือนความรู้สึกที่ริเคนส์มีต่อเชื้อพระวงศ์ทั้งสองจะมีเพียงคำว่า ‘น่ารำคาญ’ เท่านั้น
“การที่เธอไปกับฉันก็ไม่มีอะไรเสียหายหรอกนะ สิ่งที่จำเป็นสำหรับการเข้าร่วมงานฉันจะเตรียมให้ทั้งหมด อีกทั้งจะพยายามรับมือพวกขุนนางน่ารำคาญให้น้อยที่สุดด้วย แถมยัง……”
พอเธอยังไม่ให้คำตอบที่แน่นอน ท่าทางที่เขาพยายามหว่านล้อมอย่างสุดฤทธิ์ก็ทำให้รู้สึกว่าน่ารักอยู่บ้าง
‘ปกติแล้วออกจะพูดน้อยแท้ๆ’
โรดี้หัวเราะคิกคัก
“ฉันจริงจังอยู่นะ โรดี้”
เธอคลี่ยิ้มกว้าง
“ก็เห็นอยู่ค่ะ”
“บอกไว้ก่อนนะว่าท่านชายไคลูสคงไม่มาหรอก”
ไม่รู้เลยว่าทำไมจู่ๆ ชื่อของไคลูสถึงโผล่ขึ้นมาตรงนี้ได้
“ไคลูสมีวิธีหลบเลี่ยงแยกต่างหากเหรอคะ”
“เพราะหอคอยเวทมนตร์เป็นองค์กรที่แยกตัวเป็นอิสระจากราชวงศ์อย่างเป็นทางการน่ะสิ ถ้าสังกัดหอคอยเวทมนตร์ก็คงหาข้ออ้างที่ฟังดูเข้าท่าได้อยู่แล้ว”
“ถ้าหากไคลูสเข้าร่วมแล้วฉันไปกับเขาล่ะคะ”
ริเคนส์สวนตอบทันควัน
“ท้าประลอง”
“…….”
โรดี้หุบปากฉับ ครั้งนี้ยอมให้ริเคนส์เป็นคู่ควงน่าจะดีกว่า อย่างน้อยก็เพื่อความปลอดภัยของไคลูสผู้น่าสงสาร
“เข้าใจแล้วค่ะ”
สีหน้าของอีกฝ่ายพลันสว่างวาบขึ้นมาทันตา
“จะไปด้วยกันใช่ไหม”
โรดี้กลั้นยิ้มพลางพยักหน้า
‘ยังไงซะ ผู้ชายที่รู้จักก็ไม่ได้มีเยอะอยู่แล้วด้วย’
นอกจากริเคนส์แล้ว ก็คงไม่มีใครจะยอมไปเป็นเพื่อนได้อีกหรอก มั้งนะ
ยูบาร์ที่แวะมาตรวจสอบสถานการณ์การคุ้มกันแสดงสีหน้าราวกับถูกหักหลัง
“บอกว่ามีคู่ควงอยู่แล้วเหรอครับ”
“อืม”
“ให้ตายสิ…”
ท่าทีที่บ่งบอกอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่อยากเชื่อของเขา ทำให้โรดี้ถึงกับช็อกไปด้วย
“ถึงอย่างนั้นปฏิกิริยาแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ!”
เธอพยายามเชิดคอตั้งตรงแล้วเอ่ยขึ้น
“ฉันเองก็มีเสน่ห์ไม่เบาเหมือนกันนะยะ”
ในเมื่อเพิ่งได้รับอะไรที่คล้ายๆ กับการสารภาพรักจากริเคนส์มา ก็ถือว่าไม่ได้พูดผิดไปเสียทีเดียว
ยูบาร์ตอบกลับอย่างกระเง้ากระงอด
“ผมไม่ได้สงสัยเรื่องเสน่ห์ของคุณโรดี้เป็นพิเศษหรอกครับ”
“แล้วทำไมล่ะ”
“ในเมื่องานเลี้ยงนี้องค์หญิงจัดขึ้นกะทันหัน ผมก็แค่เดาว่าคุณน่าจะหาคนไปเป็นเพื่อนด้วยยากน่ะสิครับ”
เรื่องมันเป็นอย่างนั้น
ตัวยูบาร์เองก็ได้รับเทียบเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงขององค์หญิงเอมิเลียเช่นกัน
และเมื่อครู่นี้เขาก็เพิ่งจะเอ่ยปากชวนโรดี้เป็นคู่ควงแล้วโดนปฏิเสธไปหมาดๆ
“นายเองก็ปฏิเสธไม่ไปไม่ได้สินะ”
“ครับ เพราะเป็นงานเลี้ยงที่องค์หญิงทรงจัดขึ้นด้วยพระองค์เองนี่ครับ”
แม้จะเป็นคำเชิญจากเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ แต่ตัวเขาเองก็ดูไม่ค่อยอยากจะไปสักเท่าไหร่
‘คงจะรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของงานเลี้ยงนี้อยู่แล้วสินะ’
“นายไม่สนใจการเมืองเหรอ”
เขาตอบอย่างเด็ดขาด
“ผมชอบการไต่เส้นลวดเสี่ยงตายระหว่างสองฝ่ายเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดมากกว่าครับ”
โรดี้เอ่ยชมอย่างทึ่งๆ
“สมกับที่เป็นพ่อค้าเข้าเส้นจริงๆ เลยนะ”
ยูบาร์ตอบกลับอย่างเรียบร้อย
“ก็ผมเป็นพ่อค้านี่ครับ”
ราวกับสีหน้าที่ผ่อนคลายลงเมื่อครู่เป็นเรื่องโกหก เขากลับมาส่งสายตาคาดคั้นอีกครั้ง
“ตกลงแล้ว คู่ควงของคุณคือใครกันครับ”
ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปิดบัง
“ท่านดยุคริเคนส์ มักเซตาน่ะ”
“เป็นไปได้ยังไงกัน……”
ยูบาร์ถอนหายใจยาว
“เป็นคู่ต่อสู้ที่ผมคงจะแย่งตัวคุณมาตามใจชอบไม่ได้เลยสินะครับ”
……ไม่รู้ทำไม เขาถึงได้ทำหน้าตาเหมือนถูกทำร้ายจิตใจแบบนั้น
“ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับท่านดยุคนี่ครับ หลอกเพื่อนอย่างผมเหรอครับเนี่ย”
โรดี้ตอบอย่างคลุมเครือ
“ตอนนี้ก็คงไม่ได้เป็นอะไรกันหรอก……”
ไม่ใช่เรื่องโกหกเสียหน่อย
‘ไม่ได้คบกันสักหน่อยนี่’
ยูบาร์หรี่ตาลง
“น่าสงสัยจังเลยนะครับ”
ในเมื่อเธอไม่สามารถเที่ยวเอาความในใจของริเคนส์ไปป่าวประกาศตามใจชอบได้ โรดี้จึงเลือกที่จะปฏิเสธ
“ไม่มีอะไรจริงๆ นั่นแหละน่า”
เธอรีบเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างรวดเร็ว
“ว่าแต่ถึงจะไม่ใช่ฉัน ระดับนายก็หาคู่ควงในหมู่เลดี้ชนชั้นสูงได้สบายๆ อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“หาได้น่ะหาได้อยู่หรอกครับ แต่ว่า……”
“แต่อะไรเหรอ”
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมา
“ผมไม่มีความมั่นใจว่าจะรับมือกับผลที่ตามมาไหวครับ”
โรดี้ทำสีหน้างุนงง
“รับมือกับผลที่ตามมางั้นเหรอ”
“คุณไม่รู้หรอกครับว่าพวกเลดี้ชนชั้นสูงน่ะรุกหนักกันขนาดไหน”
“หมายความว่ายังไงกันน่ะ”
“เรื่องนี้จะพูดดีไหมนะ……”
ยูบาร์มีท่าทีลังเลว่าจะอธิบายดีหรือไม่
โรดี้จึงเร่งเร้า
“บอกมาเถอะน่า ฉันจะรูดซิปปากให้สนิทเลย”
“มันก็ไม่ใช่ความลับยิ่งใหญ่อะไรหรอกครับ เพียงแต่ว่า”
หลังจากขบริมฝีปากเบาๆ เขาก็พูดต่อ
“……ถึงจะมีเงินมากแค่ไหน แต่ผมก็เป็นแค่สามัญชนนี่ครับ”
“แล้วมันทำไมล่ะ”
“หมายความว่าเพราะฐานะต่ำต้อย เลยตกเป็นเป้าหมายที่เข้าหาได้ง่ายกว่ายังไงล่ะครับ”
นั่นเป็นคำพูดที่ฟังแล้วยังไม่ค่อยเก็ทเท่าไร
“……?”
พอโรดี้จ้องมองด้วยสายตาที่ต้องการคำอธิบาย ยูบาร์ก็กดหว่างคิ้วของตัวเองแน่น
“หมายความว่าผมจะโดนจู่โจมขืนใจเอาน่ะครับ”
ชั่วขณะนั้น เธอแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“……ว่าไงนะ”
เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ถ้าเบาหน่อยก็ใช้มารยาหญิง ถ้าหนักเข้าก็เคยถึงขั้นล็อกประตูไม่ให้ผมออกไปก็มี…… อืม มีสารพัดวิธีเลยล่ะครับ”
“…….”
“ยังไงซะถ้าลงเอยด้วยการมีความสัมพันธ์กันได้สำเร็จ ทางฝั่งขุนนางก็จะได้ข้ออ้างในการออกปากสั่งให้ผมรับผิดชอบอยู่ดีนี่ครับ”
โรดี้ตกใจมากจนเผลอพูดจาติดอ่างออกมาโดยไม่รู้ตัว
“คะ เค้าจู่โจมนายสำเร็จงั้นเหรอ”
ใบหน้าของยูบาร์เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
“จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงกันล่ะครับ!”
“ระ รอดตัวไปนะ”
โรดี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
‘นึกว่าแค่เหนื่อยเพราะงานของหัวหน้าสมาคมการค้ามีเยอะเสียอีก’
คิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องมารับมือกับความลำบากเรื่องพรรค์นี้ด้วย
พอได้ยินเรื่องแบบนี้เข้า ก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ ที่ปฏิเสธคำขอเป็นคู่ควงไป
‘แต่มันช่วยไม่ได้นี่นา ในเมื่อมีนัดล่วงหน้าอยู่แล้ว’
เธอทอดสายตามองเขาด้วยความเป็นห่วง
ยูบาร์ที่ดูพึ่งพาได้อยู่เสมอ จู่ๆ ก็แลดูเหมือนลูกแกะตัวน้อยที่ต้องคอยปกป้องขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“แล้วงานเลี้ยงคราวนี้จะเอายังไงล่ะ”
“คงต้องหาผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับทางสมาคมการค้าควงไปด้วยตามความเหมาะสมน่ะครับ”
“……คือว่า ฉันเพิ่งคิดอะไรขึ้นมาได้น่ะ”
โรดี้ส่งสายตากังวลใจไปให้
“ถ้าเกิดว่า ถ้าเกิดองค์หญิงทรงลองทำอะไรแบบนั้นขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ”
ยูบาร์สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจกลัว
“อย่าพูดเรื่องน่ากลัวแบบนั้นออกมาแม้แต่จะเป็นแค่เรื่องสมมติเลยครับ!”
“อืม ขอโทษที พอดีฉันเริ่มเป็นห่วงนายขึ้นมามากๆ น่ะสิ”
คิดไม่ถึงเลยว่าหนึ่งในพระเอกจะต้องมาเผชิญภัยคุกคามต่อความบริสุทธิ์แบบนี้
“ถ้าคุณเป็นห่วงผมจริงๆ ล่ะก็”
ยูบาร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด
“ก็ปฏิเสธข้อเสนอของท่านดยุค แล้วไปกับผมสิครับ”
“เรื่องนั้นไม่ได้เด็ดขาดเลย……”
“ทำไมล่ะครับ”
นั่นก็เพราะว่า ริเคนส์บอกไว้ว่าถ้าไม่ใช่เขาล่ะก็ เขาจะท้าประลองกับคู่ควงของฉันอย่างไม่มีเงื่อนไขน่ะสิ
‘ความบริสุทธิ์ของยูบาร์ก็สำคัญอยู่หรอก แต่ชีวิตก็สำคัญเหมือนกันนี่นา’
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยูบาร์ทั้งนั้นแหละ
ทว่าโรดี้ไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ จึงได้แต่ตอบไปด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ขอโทษนะ พอดีมีนัดล่วงหน้าแล้วน่ะ”
ดูเหมือนเขาเองก็ไม่ได้ร้องขออย่างจริงจัง จึงไม่ได้มีท่าทีผิดหวังอะไรมากนัก
“เข้าใจแล้วครับ ยังไงคุณโรดี้ก็ต้องระวังท่านหญิงองค์หญิงเอาไว้ด้วยนะครับ เพราะพระองค์ทรงเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงมาก”
“อื้ม……”
โรดี้จ้องมองเขาด้วยความกังวล
“นายเองก็ต้องระวังตัวให้ดีนะ ยูบาร์”
เอาไงดีล่ะเนี่ย
……ความรู้สึกตอนนี้เหมือนปล่อยเด็กน้อยทิ้งไว้ริมแม่น้ำไม่มีผิดเลย
กำลังโหลดความเห็น...