ยูบาร์เหม่อมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเลื่อนลอย
‘ท่านแม่…’
ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจประโยคที่โรดี้เคยเอ่ยไว้ขึ้นมาเลาๆ
[นี่ยังนึกไม่ออกอีกเหรอว่าแม่ของนายตระเตรียมอะไรไว้ให้พ่อของนายน่ะ]
ความชื่นชมอันเงียบงันปะทุขึ้นในใจ
‘คาดการณ์เรื่องพวกนี้ทั้งหมดได้ยังไงกันนะ’
ยูบาร์หันไปมองโรดี้
เมื่อรับรู้ถึงสายตา เธอจึงทำสีหน้าฉงนใจ
“มีอะไร”
พอได้สบดวงตาสีเขียวอ่อนกระจ่างใสคู่นั้น เขาก็ไม่รู้เลยว่าจะพูดอะไรออกไปดี
‘ควรจะพูดขอบคุณงั้นเหรอ’
…ทั้งที่เอาแต่บ่นกระปอดกระแปดมาตลอด การจะมาเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตรเอาป่านนี้มันก็น่าอายไปหน่อย
“ไม่มีอะไร ครับ”
“ไร้สาระจริง”
โรดี้ยักไหล่แล้วหันกลับไปมองนอยเอนอีกครั้ง
แม้ภายนอกจะตีสีหน้าไม่แยแสตามประสาตัวร้าย ทว่าความจริงแล้วเธอกำลังตื่นเต้นจนเนื้อเต้นสุดขีด
‘ฉากเด็ดของยูโทเปียมาฉายอยู่ตรงหน้าเนี่ยนะ’
ถึงจะเคยด่าว่าเป็นเกมกาก แต่ยูโทเปียก็ยังคงเป็นเกมสุดโปรดของเธอเสมอ
ความซาบซึ้งใจของโรดี้ที่ได้มานั่งชมฉากที่เคยเห็นแค่บนหน้าจอแบบเรียลไทม์นั้นเอ่อล้นจนไม่อาจบรรยายได้
‘คู่ของนอยเอนกับเรนด้านี่มันสุดยอดจริงๆ!’
ฉากนี้คือช่วงเวลาที่เธอยกให้เป็นฉากเด็ดที่สุดในรูทของยูบาร์
‘ก็เพราะรูทของยูบาร์เน้นองค์ประกอบการเยียวยาจิตใจมากกว่ารูทอื่นนี่นา’
นอยเอนผู้เอาแต่วิ่งไล่ตามเงินทองหันกลับมาสำนึกในชีวิตของตัวเอง และรับรู้ถึงความรักแท้จริงจากภรรยาผู้ล่วงลับ…
เรนด้ากระซิบอย่างอ่อนหวาน
“นอยเอน จะช่วยทำให้ความปรารถนาของฉันเป็นจริงได้ไหมคะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว… เรนด้า ฉันจะทำให้ความปรารถนาของเธอเป็นจริงอย่างแน่นอน”
‘ใช่แล้ว จังหวะนี้แหละ!’
หัวใจของโรดี้สั่นสะท้านไปด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณนะคะ นอยเอน”
ภาพลวงตาของเรนด้าค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ
หยาดน้ำตาใสไหลอาบลงมาตามดวงตาของนอยเอน
“อา อ๋า…”
ตุ้บ
เขาคุกเข่าลงกลางทุ่งดอกไม้แล้วนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน
เวลาผ่านไปราวๆ ยี่สิบนาทีเห็นจะได้ นอยเอนจึงลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าที่สงบลง
ยูบาร์เดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง
“ท่านพ่อ ไม่เป็นไรแน่นะครับ”
“พ่อไม่เป็นไร”
นอยเอนมองมาทางโรดี้ด้วยท่าทีสุขุม
“คุณหนู ขอบใจจริงๆ นะ”
เขาค้อมศีรษะลงให้อย่างสุภาพ
“หากไม่ได้คุณหนูช่วยไว้ ฉันคงไม่มีทางตามหาจดหมายทั้งหมดที่ภรรยาทิ้งไว้ได้แน่”
นอยเอนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพลางทอดเสียงแผ่วลง
“ไม่รู้ว่าจะตอบแทนบุญคุณนี้อย่างไรดี…”
“ก่อนอื่นเลยนะคะ”
แน่นอนว่าเรื่องที่เขาจะตอบแทนบุญคุณนั้น โรดี้ไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว
เธอยิ้มกริ่ม
“เรากลับไปคุยเรื่องที่เหลือต่อที่บ้านกันดีไหมคะ”
“…….”
สองพ่อลูกที่กระพริบตามองหน้ากันต่างพยักหน้ารับ
“เข้ามาสิคะ”
โรดี้เปิดประตูทางเข้าคฤหาสน์อิฐสีแดง
“นี่มัน…”
ชายทั้งสองคนที่มองเข้าไปด้านในคฤหาสน์ต่างเบิกตากว้าง
ยูบาร์พึมพำขึ้นมา
“ดูไม่เหมือนบ้านพักอาศัยทั่วไปเลยนะครับ”
ยูบาร์หันไปมองเธอ
“สุดยอดไปเลยนะครับ อย่าบอกนะว่าคาดการณ์ทุกอย่างไว้ตั้งแต่แรกแล้ว?”
โรดี้ไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ส่งยิ้มให้
‘สมกับเป็นยูบาร์จริง ๆ’
สมกับเป็นคนที่หัวไว ดูเหมือนเขาจะประเมินสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว
ทางด้านนอยเอนเองก็ไม่อาจซ่อนความรู้สึกตกตะลึงเอาไว้ได้เช่นกัน
“ช่าง… น่าอัศจรรย์จริง ๆ”
โรดี้ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งซึ่งมองเห็นห้องนั่งเล่นได้ทั่วทั้งห้องแย้มยิ้มออกมา
“อย่างที่คุณคงจะเดาได้ บ้านหลังนี้น่ะค่ะ”
เธอผายมือออกไปพลางแนะนำภายในบ้านด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“ถูกออกแบบมาให้มีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณนอยเอนในตอนนี้อย่างครบครันค่ะ”
เป็นจริงตามคำพูดนั้น คฤหาสน์สีแดงหลังนี้ได้รับการตกแต่งให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเติบโตของเด็ก ๆ พอดิบพอดี
“บนพื้นปูด้วยเบาะนวมนุ่ม ๆ และมุมเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดก็ถูกลบเหลี่ยมให้โค้งมนค่ะ ทั้งเก้าอี้และโต๊ะก็ปรับให้เข้ากับความสูงของเด็ก ๆ ทั้งหมดด้วยนะคะ”
เธอหันหน้ากลับมาถาม
“อ๊ะ อยากดูชั้นสองด้วยไหมคะ?”
สองพ่อลูกที่ยืนฟังคำอธิบายอย่างเหม่อลอยด้วยความประหลาดใจต่างพยักหน้ารับ
“อะ เอาสิ”
ยูบาร์ที่กำลังจะเดินตามเธอขึ้นไปยังชั้นสองเอามือจับราวบันไดพลางเอ่ยชมด้วยความทึ่ง
“ใส่ใจกระทั่งจุดแบบนี้เลยหรือครับ?”
ราวบันไดที่เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนมาใหม่นั้น ทั้งแข็งแรงและสร้างไว้อย่างถี่ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ พลัดตกลงไป
เขาเอ่ยขึ้น
“ไม่นึกเลยว่าคุณจะมีมุมที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ด้วย”
พอพูดออกไปแล้วยูบาร์ก็รู้สึกเสียใจภายหลังขึ้นมาทันที
‘น้ำเสียงเมื่อกี้ฟังดูเหมือนกำลังประชดชัดๆ’
เพราะเคยชินกับการพูดจาไม่ดีใส่โรดี้จนเผลอตัวไปโดยไม่รู้ตัว…
ทว่าเจ้าตัวกลับไม่มีทีท่าว่าจะใส่ใจเลยสักนิด
“ฉันเป็นคนละเอียดอ่อนกว่าที่คิดนะ”
เมื่อเห็นท่าทีไม่สะทกสะท้านของอีกฝ่าย ยูบาร์ก็โล่งอกแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกน้อยใจอยู่นิดๆ
เพราะดูเหมือนโรดี้จะไม่แยแสเลยว่าเขาจะรู้สึกดีหรือเป็นศัตรูกับเธอ
‘อยากให้หันมาสนใจกันบ้างแท้ๆ…’
พอเผลอคิดแบบนั้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาก็ตระหนกตกใจอย่างยิ่ง
‘นี่เรากำลังคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย?!’
จะไปหวังให้ ‘โรดี้’ คนนั้นหันมาสนใจตัวเองเนี่ยนะ?
‘ไม่ใช่แล้ว ไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่’
ยูบาร์ส่ายหน้าไปมาอย่างแรง พยายามเรียกสติกลับคืนมา
“ทำอะไรอยู่น่ะ?”
โรดี้ที่เดินขึ้นบันไดไปจนสุดก่อนแล้วชะโงกหน้าก้มลงมามองเขา
“มีอะไรแปลกๆ เหรอ?”
ถึงตอนนั้นยูบาร์ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองหยุดยืนอยู่กลางบันได
“มะ ไม่มีอะไรครับ คือว่า…”
เขาเคาะมือลงบนราวบันไดที่กำลังจับอยู่เบาๆ
“ระ ราวบันไดสร้างขึ้นมาได้แข็งแรงแล้วก็ดูคลาสสิกดีน่ะครับ ฮะๆ”
เป็นคำตอบที่ดูงี่เง่าและเก้ๆ กังๆ ไม่สมกับเป็นเขาเอาเสียเลย แต่โชคดีที่โรดี้พอจะยอมรับฟัง
“ถึงขนาดทำให้คนที่ตาถึงอย่างนายพอใจได้ แปลว่าฉันคงหาช่างไม้ฝีมือดีมาได้สินะ”
จากนั้นเธอก็แนะนำส่วนที่เหลือของชั้นสองต่อ
“เอาละ ตรงนี้คือห้องนอน ส่วนตรงนี้คือห้องอ่านหนังสือ……”
ชั้นสองก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยโครงสร้างที่เหมาะสำหรับเด็กๆ หลายคนจะมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเช่นเดียวกับชั้นหนึ่ง
วอลเปเปอร์ที่ติดใหม่เป็นสีเขียว พื้นที่ปูเบาะนุ่มๆ เตียงนอนและโต๊ะหนังสือระดับต่ำ……
นอยเอนเอ่ยชมด้วยความทึ่ง
“ใส่ใจกับการตกแต่งภายในไม่น้อยเลยนี่”
โรดี้ตอบรับ
“ฉันเข้าไปจู้จี้โน่นนี่เยอะเลยค่ะ”
อันที่จริง ในช่วงที่มีการตกแต่งภายใน เธอคอยเดินตามช่างไม้ที่จ้างมาต้อยๆ แล้วตรวจเช็กอย่างจู้จี้จุกจิกตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ
นอยเอนถามด้วยความสงสัย
“ถ้าคิดจะขายอยู่แล้ว จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นด้วยรึ?”
“อ๊ะ……”
โรดี้ลังเลที่จะตอบอยู่ครู่หนึ่ง
ยามที่ใช้ชีวิตอยู่ในฐานะยุนซอ สำหรับเธอแล้วบ้านคือสถานที่ที่ไม่อยากกลับไปที่สุด
“ฉันน่ะ……”
เธอค่อยๆ เอ่ยปากอย่างระมัดระวัง
“เกลียดบ้านมาโดยตลอดเลยค่ะ”
ดังนั้นเธอจึงไม่อยากให้เด็กๆ ที่มายังที่แห่งนี้ต้องรู้สึกแบบเดียวกัน
“มันเป็นสถานที่เหมือนนรกที่ไม่อยากกลับไปเลยน่ะค่ะ”
“…….”
“ฉันหวังว่าเด็กๆ ที่ไร้ที่ไป จะไม่ต้องมารู้สึกแบบเดียวกับฉัน”
สัมผัสได้ถึงสายตาของยูบาร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังจ้องมองมานิ่งๆ
‘รู้อยู่หรอกน่า’
ว่าคำตอบในตอนนี้มันไม่สมกับเป็นนางร้ายอย่าง ‘โรดี้’ เลยสักนิด
‘แต่ว่า จะขอซื่อตรงกับตัวเองสักนิดหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไรนี่’
ฉันไม่ได้อยากใช้ชีวิตโดยสะกด ‘ความรู้สึกของตัวเอง’ เอาไว้ตลอดไปหรอกนะ
“ฉันอยากให้คฤหาสน์หลังนี้กลายเป็นสถานที่แห่งความสุข ที่ชวนให้รู้สึกอยากกลับมาอยู่เสมอค่ะ”
นอยเอนคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“อย่างนี้นี่เองสินะ”
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น
ทั้งสามคนเดินลงมาจากชั้นสอง แล้วมานั่งล้อมโต๊ะด้วยกัน
“ฉันจะซื้อบ้านหลังนี้”
“……!”
โรดี้เบิกตากว้าง
ทั้งที่กำลังเค้นสมองคิดอยู่ว่าจะเกลี้ยกล่อมนอยเอนอย่างไรดีแท้ๆ…
‘ไม่นึกเลยว่าจะประกาศออกมาอย่างเด็ดเดี่ยวขนาดนี้’
โรดี้เผลอโพล่งออกไปโดยไม่รู้ตัว
“แปลกใจจังเลยนะคะ”
“แปลกใจเรื่องอะไรล่ะ”
“ก็ฉันได้ยินมาว่าคุณนอยเอนเป็นมหาเศรษฐีแถวหน้าของทวีป แต่ไม่มีทางยอมเสียเงินเปล่าประโยชน์ให้กับสิ่งของที่ไร้ค่าเด็ดขาดนี่คะ”
“สำหรับคุณหนูแล้ว บ้านหลังนี้ไม่มีค่าอย่างนั้นหรือ”
เมื่อได้สบแววตาอันอ่อนโยนของนอยเอน ความกล้าที่จะซื่อตรงขึ้นมาสักนิดก็ผุดขึ้นในใจ
“ก็อาจจะใช่ค่ะ เพราะที่นี่คือสถานที่ที่พ่อแท้ๆ ขับไล่ฉันออกมา ฉันเลยไม่มีความทรงจำดีๆ กับมันเท่าไร”
“คุณหนู”
นอยเอนที่คอยรับฟังคำพูดของเธออย่างเงียบๆ เอ่ยถามขึ้น
“ช่วยตอบอย่างตรงไปตรงมาสักข้อหนึ่งได้ไหม”
“เรื่องอะไรหรือคะ”
“ทำไมตั้งแต่แรกถึงตัดสินใจว่าจะต้องขายที่นี่ให้ฉันล่ะ”
“เพราะคุณรวยมหาศาลยังไงล่ะคะ”
“เหตุผลมีแค่นั้นเองหรือ”
“เชี่ยวชาญเรื่องการเค้นถามจังเลยนะคะ”
โรดี้หัวเราะในลำคอเบาๆ
“ก็นะคะ เอาเถอะ ถ้าให้เพิ่มเหตุผลทางอารมณ์ความรู้สึกเข้าไปอีกสักนิดละก็… ฉันคิดว่าคุณน่าจะช่วยเปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นสถานที่แห่งความสุขได้น่ะค่ะ ถ้าเป็นแบบนั้น สำหรับฉันแล้ว ก็คงถือว่าแก้แค้นสำเร็จไปเปลาะหนึ่งด้วยเหมือนกัน”
นอยเอนถามย้ำกลับมา
“แก้แค้นเหรอ”
“ค่ะ แก้แค้น ทุกๆ คนต่างก็ปรารถนาให้ฉันต้องพบจุดจบอันโดดเดี่ยวและเดียวดายในคฤหาสน์อันเยียบเย็นหลังนี้กันทั้งนั้นนี่คะ”
เธอปรายตามองไปรอบๆ
“แต่ถ้าหากคฤหาสน์ที่เคยถูกคิดว่าจะเหน็บหนาวไปชั่วกัปชั่วกัลป์หลังนี้กลับเปี่ยมล้นไปด้วยไออุ่นและเสียงหัวเราะ แล้วตัวฉันผู้ขายที่แห่งนี้ไปสามารถใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิและมีความสุขได้ละก็”
แววตาของโรดี้ทอประกายอาจหาญ
“นั่นก็ถือว่าเป็นการแก้แค้นที่มอบให้แก่พวกคนที่ปรารถนาให้ฉันพบเจอแต่ความทุกข์ระทมอย่างใจจดใจจ่อได้ใช่ไหมล่ะคะ”
“…….”
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ ยูบาร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หันมามองโรดี้ด้วยสายตาสับสนเล็กน้อย
“ฮะๆๆ… ชักจะถูกใจคุณหนูเข้าแล้วสิ”
ในทางตรงกันข้าม นอยเอนกลับระเบิดเสียงหัวเราะอย่างรื่นรมย์
“ไม่ได้พบคนเก่งที่ถูกใจมาเสียนานเลย”
เขาล้วงแหวนตราสัญลักษณ์รูปพระจันทร์เสี้ยวออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้
“ถ้าหากวันข้างหน้าต้องการความช่วยเหลือละก็ ใช้สิ่งนี้ติดต่อมาได้เลยนะ”
โรดี้รับแหวนตรานั้นมาด้วยความรู้สึกมึนงง
นี่คือสัญลักษณ์แทนการยอมรับจากผู้นำแห่ง ‘ค่ำคืนแห่งความมั่งคั่ง’
เท่ากับว่าเธอจะสามารถใช้ทรัพยากรและเครือข่ายข้อมูลของ ‘ค่ำคืนแห่งความมั่งคั่ง’ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งทวีปได้อย่างอิสระ
‘ไม่คิดเลยว่าจะได้ของแบบนี้มา’
“ยูบาร์”
นอยเอนเอ่ยเรียกลูกชายที่กำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด
“ไปเอาปากกากับกระดาษมาจากรถม้าซิ”
“…ทราบแล้วครับ”
ยูบาร์ที่ดูหงอยเหงาลงไปเล็กน้อยอย่างไรชอบกลเดินออกไปข้างนอก
“……?”
โรดี้มองตามแผ่นหลังของเขาด้วยความประหลาดใจ
กำลังโหลดความเห็น...