การทำสัญญาเสร็จสิ้นลงอย่างราบรื่น
“เป็นการทำข้อตกลงที่ดีค่ะ”
“เป็นการค้าที่ดีนะ”
หลังจากจับมือกับโรดี้หนึ่งครั้ง นอยเอนก็เดินกลับไปยังรถม้า
“โรดี้”
ยูบาร์ที่ส่งรถม้าของบิดาออกไปก่อนเอ่ยเรียกโรดี้ซึ่งกำลังยืนเหม่อมองสวนของคฤหาสน์
“ยูบาร์?”
เธอหันขวับกลับมาด้วยความประหลาดใจ
“นึกว่ากลับไปพร้อมกับคุณนอยเอนแล้วซะอีก”
“เปล่าครับ คือ… ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณน่ะครับ”
“เรื่องจะคุย?”
โรดี้เอียงคอสงสัย
“มีเงื่อนไขตรงไหนในสัญญาที่ติดใจงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่ครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวคุณต่างหาก”
“ฉันเหรอ มีอะไรล่ะ”
“ความจริงแล้ว…”
ยูบาร์ที่ลังเลอยู่นานพลันมีสีหน้ามุ่งมั่นราวกับตัดสินใจบางอย่างได้
“ดูเหมือนว่าผมจะเข้าใจคุณผิดไปครับ”
เขาเอ่ยเสริมด้วยท่าทีสุภาพ
“ผมขออภัยสำหรับความไร้มารยาทที่ผ่านมาด้วยนะครับ”
ถ้อยคำอันกะทันหันทำให้โรดี้เบิกตากว้าง
“เอ๊ะ ไม่หรอก ไม่เป็นไรเลย…”
ใครจะไปคิดว่าจะได้รับคำทักทายแบบนี้จากคนหยิ่งทะนงอย่างยูบาร์กันล่ะ
“ฉันเองก็ทำไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ”
“ถึงอย่างนั้น หากไม่ใช่เพราะคุณ ผมก็คงไม่มีวันได้ล่วงรู้คำสั่งเสียของท่านแม่ไปตลอดกาล รวมถึงความจริงที่ว่าท่านพ่อรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างถึงเพียงนั้นด้วยครับ”
ยูบาร์คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณจริง ๆ ครับ”
“…….”
โรดี้เผลอมองรอยยิ้มงดงามนั้นตาค้างไปชั่วครู่ รอยยิ้มของคนหน้าตาดีนี่มันอันตรายในหลาย ๆ ความหมายจริง ๆ
“อืม… มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว คำขอโทษอะไรนั่นไม่ต้องหรอกจริง ๆ อีกอย่างนายก็ไม่ได้ชอบฉันเท่าไหร่ด้วย ไม่เห็นต้องฝืนทำเลย”
“เรื่องนั้นผมเองก็มีเรื่องจะพูดอยู่เหมือนกันครับ”
ยูบาร์เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ผมไม่ได้เกลียดคุณครับ”
โรดี้เกือบจะสะอึกออกมาด้วยความตกใจ
“เอ๊ะ… ว่าไงนะ”
ทว่าคนที่เพิ่งทิ้งระเบิดลูกใหญ่ใส่กลับมีสีหน้าเรียบเฉยอย่างเป็นธรรมชาติ
“หากจะพูดให้ถูกคือเคยเกลียด… แต่ตอนนี้คงต้องบอกว่าไม่ได้เกลียดแล้วครับ”
“อะไรนะ”
โรดี้กลอกตาไปมาด้วยความงุนงง
มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจจริง ๆ
การที่คำพูดว่าไม่ได้เกลียดเธอหลุดออกมาจากปากของยูบาร์เนี่ยนะ
‘ถ้าคิดถึงความสัมพันธ์ในเกมต้นฉบับแล้วละก็ นี่มันเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยชัด ๆ’
เพราะในรูทของยูบาร์แต่เดิม โรดี้ถูกตัดสินโทษแขวนคอด้วยซ้ำ
‘นึกว่ามันคงยากที่จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครในเรื่องเดิมที่ผูกกันไว้อย่างแน่นหนาเสียอีก’
โรดี้มองสบตาอีกฝ่าย
“ยูบาร์”
“ครับ”
“ที่ยังรั้งอยู่ก็เพราะอยากบอกเรื่องนี้กับฉันเหรอ”
“…ใช่ครับ แล้วก็”
“แล้วก็อะไรเหรอ”
ยูบาร์ที่แสดงท่าทางลังเลเล็กน้อยรีบเอ่ยเสริมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“คือว่า… ตอนนี้ตัวผมไม่ได้ปรารถนาให้คุณต้องพบกับความโชคร้ายหรอกนะครับ”
“…….”
โรดี้เบิกตากลมโตพลางมองไปยังยูบาร์ที่ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย
“เพราะงั้น กะ ก็อย่าคิดไปเองว่าทุกคนจะอยากเห็นคุณมีแต่ความโชคร้ายสิครับ! สิ่งที่ผมอยากจะพูดมีแค่นี้แหละ”
“อาฮะฮะฮะ…”
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะใสกระจ่าง ยูบาร์ที่ก้มมองพื้นอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมา
“…….”
โรดี้กำลังยิ้มตาหยีอย่างสดใสไร้เดียงสาราวกับเด็กหญิงตัวน้อย
เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
‘ยิ้มแบบนี้เป็นด้วยงั้นเหรอ’
บอกตามตรงว่าตอนที่เธอยิ้มแบบนี้นั้นน่ารักเอามากๆ… บัดซบ นี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
ทางด้านโรดี้ที่ไม่รู้เลยว่าในใจของยูบาร์กำลังสับสนวุ่นวายจนแทบแตกออกเป็นสองเสี่ยงได้เอ่ยถามกลับ
“กำลังปลอบใจฉันอยู่เหรอ”
เขาไม่ได้ปฏิเสธ
“ขอบใจนะ ยูบาร์”
“…….”
“นายคงไม่รู้หรอกว่าคำพูดที่บอกว่าไม่ได้เกลียดฉันน่ะ มันช่วยปลอบประโลมใจได้มากแค่ไหน”
ที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตโดยเอาแต่วิ่งไปข้างหน้าไม่หยุดพักเพื่อคุณพ่อคุณแม่
จนถึงตอนนี้ไม่เคยมีใครเคยปลอบโยนโรดี้เลยสักคน
สำหรับเธอแล้ว คำปลอบใจคือสิ่ง ‘ฟุ่มเฟือย’ มาโดยตลอด
แต่การที่หนึ่งในตัวละครของเกมยูโทเปียอย่าง ‘ยูบาร์’ บอกว่าไม่ได้เกลียดตนเนี่ยนะ
“ฉันดีใจมากจริงๆ”
ยูบาร์ที่รับฟังเรื่องราวของเธอจึงเอ่ยถามเสียงเบา
“จริงเหรอครับ”
“หืม?”
เขาบ่นพึมพำด้วยท่าทางที่ดูแง่งอนเล็กน้อย
“ที่จริงแล้วคุณไม่ได้สนใจผมเลยไม่ใช่หรือไงครับ”
“นั่นน่ะเข้าใจผิดแล้วล่ะ”
โรดี้มองอีกฝ่ายด้วยความลนลาน
“ฉันสนใจนายมากเลยนะ?”
นั่นคือความจริงใจ
ไม่มีตัวละครไหนในยูโทเปียที่เธอไม่สนใจเลยสักคน
‘ก็เกมโปรดของฉันนี่นา!’
“……!”
พอได้ยินคำตอบของเธอ ใบหน้าของยูบาร์ก็พลันแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
“คำพูดที่ชวนให้เข้าใจผิดขนาดนั้นน่ะ…….”
เมื่อเห็นท่าทางของเขา โรดี้ก็เริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง
‘ยูบาร์คิดอะไรอยู่ถึงได้พูดแบบนี้ออกมากันนะ?’
ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะทำให้เขามองเธอในแง่ดีขึ้นแล้ว
โรดี้แอบเหลือบมองท่าทีของอีกฝ่าย
‘พอจะสนิทกันมากขึ้นได้ไหมนะ’
ถ้าเป็นไปได้ก็อยากสนิทด้วย เพราะยูบาร์เป็นตัวละครที่ยอดเยี่ยมมาก
“ยูบาร์”
โรดี้ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปอย่างระมัดระวัง
“ถ้านายไม่รังเกียจละก็…….”
แม้จะเอ่ยปากออกไป แต่เธอก็ยังคงลังเลอยู่ดี
“พวกเรา มาเป็นเพื่อนกันไหม?”
ยูบาร์เบิกตากว้าง
“เพื่อน…… เหรอครับ?”
โรดี้รีบแก้ตัวทันควัน
“ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้องฝืนหรอกนะ แค่รู้สึกว่าเรื่องคราวนี้อาจทำให้ฉันสนิทกับนายมากขึ้นได้น่ะ”
“มะ ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ว่าไม่อยาก เพียงแต่…….”
เขาที่ลังเลพลางทอดเสียงแผ่วลง ในที่สุดก็เผยสีหน้าเด็ดเดี่ยวออกมา
“ผมเองก็รู้สึกว่าเริ่มเข้าใจคุณขึ้นมาบ้างแล้ว ก็เลยคิดคล้ายๆ กันครับ”
เขาจับมือตอบ
“คิดว่าเราน่าจะสนิทกันได้ครับ”
เป็นมือที่ใหญ่และอบอุ่น โรดี้รู้สึกโล่งใจอย่างน่าประหลาดจากไออุ่นของมือที่กุมไว้
นี่เป็นไออุ่นจากผู้อื่นที่เธอเพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรกในโลกใบนี้
‘ทั้งที่คิดว่าการเข้ามาสิงร่างนางร้ายที่เป็นที่เกลียดชัง… คงไม่มีทางสนิทสนมกับคนอื่นได้แท้ๆ’
“ขอบใจนะ ยูบาร์”
โรดี้ยิ้มกว้าง
“นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันมีเพื่อนน่ะ”
“……!”
ยูบาร์ที่หลบสายตาของเธอด้วยเหตุผลบางอย่างเอ่ยตอบ
“งะ งั้นหรือครับ”
โรดี้ที่ปล่อยมือถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วบิดขี้เกียจ
“อื้ม… บ้านก็ขายได้แล้ว วันนี้มีแต่เรื่องน่ายินดีเต็มไปหมดเลยนะ”
ยูบาร์มองเธอที่พูดจาอย่างตรงไปตรงมาด้วยความประหลาดใจ
“เมื่อก่อนถ้าคุณเข้าหาคนอื่นด้วยท่าทีเปิดเผยแบบนี้ก็คงดีหรอกครับ”
โรดี้หัวเราะสั้นๆ
“เรื่องนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะครับ”
“ก็ตอนนั้นฉันเกลียดทุกคนบนโลกนี้มากเสียจนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ไหวนี่นา”
“…เพราะอย่างนั้นก็เลยกลั่นแกล้งเลดี้ซิโมเน่ขนาดนั้นด้วยหรือครับ”
ยูบาร์ที่ทำสีหน้าซับซ้อนเอ่ยเสริม
“ถ้าเป็นตอนนี้… ก็น่าจะคืนดีกับเลดี้ซิโมเน่ได้แล้วนะครับ”
“แบบนั้นไม่เอาหรอก”
“ทำไมล่ะครับ”
โรดี้ทำหน้าตาเจ้าเล่ห์แสนซน
“ก็แหม ฉันน่ะ…”
แสงสีส้มแดงของดวงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำลงทุกทีอาบย้อมแก้มของเธอจนสว่างไสว
“ฉันคือนางร้าย โรดี้ ยังไงล่ะ!”
โรดี้สะบัดผมสีม่วงเข้มไปด้านหลังพลางแย้มยิ้มอย่างมาดมั่น
“ฉันไม่มีวันเปลี่ยนไปหรอก”
“…….”
ยูบาร์ได้แต่นิ่งมองเธอตาไม่กะพริบ
‘ผู้หญิงที่ยืนอาบแสงอาทิตย์อัสดงแล้วประกาศถ้อยคำร้ายกาจออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยเนี่ยนะ’
หากเป็นตามปกติ เขาคงจะแค่นหัวเราะแล้วเมินเฉยใส่ไปแล้ว
‘ทำไมกันนะ?’
ยูบาร์ยกมือขึ้นกดหน้าอกข้างซ้ายที่สั่นไหวอย่างแปลกประหลาดเอาไว้แน่น
สมองเขาคงเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ ถึงได้มองว่าโรดี้ที่กำลังยิ้มอย่างภาคภูมิใจนั้นช่างดูน่ารักเหลือเกิน
ไม่กี่วันต่อมา
โรดี้ใช้สีป้ายขีดฆ่าข้อความบนป้ายหน้าบ้านอย่างคล่องแคล่ว
กำลังขาย x → ขายแล้ว!
ดวงตาของชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาแล้วสังเกตเห็นป้ายนั้นเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“บ้านหลังนั้นขายออกแล้วเหรอ?”
“ใครเป็นคนซื้อไปกันแน่น่ะ?”
“ไม่สิ นั่นไม่ใช่ประเด็นหรอก การที่เงิน 5,000 โกลด์ตกไปอยู่ในมือของผู้หญิงคนนั้นต่างหาก…”
ใครบางคนกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกแล้วพูดขึ้น
“นั่นหมายความว่านังแม่มดร้ายกาจนั่นกลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้วไม่ใช่เหรอไง!”
ท่ามกลางเสียงพึมพำเซ็งแซ่ของชาวบ้าน หญิงสาวเรือนผมสีม่วงก้าวเดินออกมาอย่างผ่าเผย
เธอยืนอยู่ข้างรถม้าสภาพดูดีคันหนึ่งอย่างโอ่อ่าท้าทายสายตาทุกคู่
โรดี้ยื่นเหรียญเงินหนึ่งเหรียญให้แก่คนขับรถม้าพลางแย้มยิ้ม
“ช่วยขับไปส่งถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัยด้วยนะ”
คนขับรถม้าที่ได้รับเหรียญเงินฉีกยิ้มจนปากแทบจะถึงใบหู
“ครับ ไว้ใจกระผมได้เลยขอรับ!”
โรดี้ฮัมเพลงในลำคอพลางนั่งมองทิวทัศน์ด้านนอกที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปจากบนรถม้า
‘ดีละ’
รถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างนุ่มนวลไร้ซึ่งแรงสั่นสะเทือน
‘จากนี้แหละคือการเริ่มต้นที่แท้จริง’
ช่างแตกต่างลิบลับกับรถม้าซอมซ่อคันที่เธอนั่งมาตอนมาถึงที่นี่ในคราแรก
นัยน์ตาของเธอที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างเปล่งประกายระยิบระยับ
‘มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงแล้วไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันเถอะ!’
…และนี่คือจุดเริ่มต้นการเดินทางของ ‘โรดี้’ หญิงสาวผู้ที่จะกลายเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในจักรวรรดิในกาลต่อมา
กำลังโหลดความเห็น...