“ทะ ที่นี่แหละครับ…”
นายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ใช้มืออันสั่นเทาบิดลูกกุญแจ
แกร๊ก
เสียงเปิดประตูดังสะท้อนขึ้น
“ดีมาก”
โรดี้ซึ่งวันนี้ก็แต่งกายได้สมเป็น ‘นางร้าย’ อย่างยิ่งเช่นเคยยืนกอดอกพร้อมยกยิ้มอย่างชั่วร้าย
“เปิดสิ”
นายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกรัศมีข่มขวัญของเธอบีบจนกึ่งๆ โดนลากตัวมาถึงที่นี่เอ่ยขึ้น
“ฮึก… ผะ ผมเข้าไปไม่ได้จริงๆ ครับ!”
เขาทำหน้าร้องไห้
“คุณหนูครับ ผมบอกไปตั้งหลายรอบแล้วว่าบ้านหลังนี้มีข่าวลือหนาหูว่าผีดุ มันไม่ใช่ที่ที่คนจะอยู่ได้หรอกครับ!”
ทว่าตัวโรดี้เองกลับยังคงสบายอารมณ์
“บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร”
“งะ งั้นผมจะรออยู่ตรงนี้ คุณหนูเข้าไปเดินดูคนเดียวเถอะครับ!”
เธอเหลือบมองนายหน้า
เหนือศีรษะของเขามีหน้าต่างที่คุ้นเคยปรากฏอยู่
[ชื่อ: โทมัส
อายุ: 47 ปี
จุดอ่อน: กลัวผี ?? ?? ?? ??]
โรดี้เดาะลิ้นเบาๆ
‘ก็นะ ช่วยไม่ได้นี่นา’
“งั้นฉันจะเข้าไปดูรอบๆ นายก็อยู่แถวนี้แล้วกัน”
“คะ ครับ… จะทำตามนั้นครับ”
นายหน้าตัวสั่นงันงกพลางถอยห่างออกไป
เมื่อเหลืออยู่เพียงลำพัง โรดี้จึงค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน
ขนบนแขนลุกชันขึ้นมาเป็นระลอก ไอเย็นเยียบอันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเก่าพัดผ่านพวงแก้ม
ละอองฝุ่นที่สะท้อนกับแสงแดดลอยเคว้งคว้างอยู่ในความว่างเปล่าจนดูมัวซัว
ตามซอกมุมเพดานเต็มไปด้วยหยากไย่ระโยงระยาง พอเหยียบย่างลงไป พื้นไม้ก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับกำลังกรีดร้อง
“...ฮัดเช้ย ฮัดเช้ย!”
โรดี้ที่กำลังจามยกใหญ่กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้านในแล้วพึมพำออกมา
“ต้องรื้อทำใหม่หมดทั้งหลังเลยแฮะ”
ณ ปัจจุบัน เธอที่เดินทางมาถึงเมืองหลวงกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมตัวสำหรับข้อตกลงซื้อขายครั้งต่อไป
ซึ่งคู่ค้าคนที่สองไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน...
‘ริเคนส์ มักเซตา’
อีกไม่นานริเคนส์มีกำหนดจะเตรียมตัวย้ายออกจากตระกูลดยุค
‘ต้องขายคฤหาสน์หลังนี้ให้ริเคนส์คนนั้นให้ได้’
ถ้าจะทำเช่นนั้น ทำเลที่ตั้งย่อมเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
ริเคนส์เป็นถึงท่านหัวหน้าอัศวินที่ต้องเดินทางไปทำงานที่กองอัศวินหลวงทุกวัน
‘ปัจจัยแรกสุดที่ต้องนำมาพิจารณาก็คือ ต้องอยู่ใกล้กับกองอัศวินหลวง’
ปัญหาก็คือ ยิ่งอยู่ใกล้กับพระราชวังหลวงมากเท่าไร ราคาก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
มิหนำซ้ำราคาบ้านโดยเฉลี่ยในเมืองหลวงยังแตกต่างจากบ้านนอกลิบลับ
ถึงขนาดที่ราคาซื้อขายคฤหาสน์ในเมืองหลวงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 โกลด์ขึ้นไปเลยทีเดียว
‘นั่นหมายความว่าต้องทุ่มเงินที่มีจนเกลี้ยงกระเป๋าถึงจะพอซื้อบ้านในเมืองหลวงได้สักหลังน่ะสิ’
แน่นอนว่าโรดี้ยังไม่คิดจะลงทุนแบบเสี่ยงสุดตัวขนาดนั้น
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงตามหาอสังหาริมทรัพย์ที่มีตำหนิมากที่สุดในบรรดาคฤหาสน์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังหลวง
และสิ่งที่หาเจอก็คือคฤหาสน์หลังที่เธอกำลังยืนอยู่นี่เอง
ที่นี่เต็มไปด้วยข่าวลือหนาหูชวนขนลุกว่ามีผีสิง หลังจากที่เจ้าของบ้านคนก่อนหายสาบสูญไป
ราคาเพียงแค่ 4,500 โกลด์เท่านั้น!
อนึ่ง นี่คือที่ที่ถูกที่สุดในบรรดาคฤหาสน์ที่อยู่ใกล้กับพระราชวังหลวงแล้ว
โรดี้ดีดลูกคิดรางแก้วในหัวอย่างรวดเร็ว
‘ถ้ารวมค่าตกแต่งภายในเข้าไปด้วย… เงินที่มีก็น่าจะพอเนรมิตคฤหาสน์ดีๆ ขึ้นมาได้อยู่นะ’
ยิ่งไปกว่านั้น ในสวนของที่นี่ยังมีเรือนหลังเล็กแยกออกมาต่างหากอีกด้วย
“ถ้าปรับปรุงเรือนหลังนั้นให้เป็น ‘สิ่งนั้น’ ด้วยล่ะก็ ทุกอย่างก็เพอร์เฟกต์เลย”
โรดี้ที่คำนวณสารพัดอย่างในหัวเสร็จสรรพเดินออกมาข้างนอก
“ฉันจะซื้อคฤหาสน์หลังนี้ค่ะ”
นายหน้าถึงกับตกตะลึง
“คุณพระช่วย เอาจริงหรือขอรับ”
“ค่ะ”
นายหน้ากลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด
“คะ-กระผมเรียนตามตรงไปแล้วนะขอรับ ว่ามีผีสิง…”
สีหน้าของเขาดูเป็นกังวลว่าเธอจะเปลี่ยนใจเอาทีหลัง
“ฉันทราบแล้วค่ะ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นสักนิด เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
แต่เดิมริเคนส์ก็ไม่ใช่คนที่จะเชื่อเรื่องผีสางอยู่แล้ว ข่าวลือไร้สาระพรรค์นั้นเขาคงไม่ชายตาแลด้วยซ้ำ
‘ระดับริเคนส์น่ะ เผลอๆ ผีต่างหากที่จะกลัวจนเผ่นหนีไปเอง’
ตัวโรดี้เองก็ไม่เชื่อเรื่องผีเช่นกัน เธอจึงไม่ได้กังวลกับข่าวลือของคฤหาสน์หลังนี้เลยสักนิด
‘ออกจะรู้สึกว่าโชคหล่นทับด้วยซ้ำ… ที่ราคาบ้านตกฮวบฮาบได้ขนาดนี้เพียงเพราะข่าวลือโคมลอย’
นายหน้าที่เพิ่งปิดยอดได้หนึ่งหลังเอ่ยปากด้วยสีหน้าที่ดูสดใสขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงขอรับ พวกเรารีบกลับไปทำสัญญาซื้อขายกันเถอะขอรับ!”
และแล้ว การเจรจาธุรกิจครั้งที่สองของโรดี้ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
“โอย… เจ้าหลานคนเดียวที่สืบทอดตระกูลไม่มีความคิดจะแต่งงานแต่งการเสียที เป็นห่วงจนข้าปวดหัวจี๊ดไปหมดแล้วเนี่ย”
ริเคนส์ถอนหายใจออกมากับคำบ่นซ้ำซากที่ได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“…ผมรู้นะครับว่าท่านไม่ได้เป็นอะไรสักนิด”
วิลเลียม ผู้เป็นปู่ของริเคนส์และผู้นำตระกูลดยุคมักเซตา ถลึงตาคมกริบมองหน้าหลานชาย
“พูดจาอะไรอย่างนั้น! เพราะมัวแต่ห่วงแก ข้าถึงต้องนอนตาค้างยันเช้าอยู่ทุกวี่ทุกวันเนี่ย!”
ริเคนส์ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงทื่อมะลื่อ
“อย่าพูดเกินจริงไปหน่อยเลยครับ”
“โอยยย… ดูท่าแกคงจะไม่ห่วงสุขภาพของปู่แก่ๆ คนนี้เลยสินะ”
วิลเลียมแสร้งส่งเสียงครวญครางพลางเหลือบมองริเคนส์
“…….”
ทว่าไม่ว่าจะแกล้งทำเป็นเจ็บป่วยเพียงใด หลานชายก็ยังคงตีหน้านิ่งเฉยชาเหมือนเช่นเคย
วิลเลียมเดาะลิ้นเบาๆ
‘ไอ้เด็กใจจืดใจดำเอ๊ย’
หลังจากลูกชายและลูกสะใภ้เสียชีวิตไปเมื่อ 15 ปีก่อน ใครกันล่ะที่เลี้ยงดูแกมาจนเติบใหญ่ขนาดนี้…
โบราณว่าไว้ไม่มีผิด เลี้ยงสัตว์กินเนื้อสองขาไปก็เปล่าประโยชน์!
ใครจะไปคิดว่าหลานชายตัวน้อยแสนน่ารักน่าเอ็นดูในวันวาน จะโตมาเป็นชายหนุ่มทื่อมะลื่อได้ถึงเพียงนี้?
‘ขนาดเลดี้ทั้งหลายที่ต้องนอนร้องไห้น้ำตานองเพราะแก แกยังไม่ชายตามองสักนิด’
ที่วิลเลียมคอยบ่นจู้จี้ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล
ริเคนส์ผู้เป็นหลานชาย แม้จะเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลดยุค ทว่าจนอายุล่วงเลยเข้าวัยยี่สิบกลางๆ กลับไม่เคยมีประวัติว่าสนใจผู้หญิงคนไหนเลยสักครั้ง
‘ปกติพออายุเกินยี่สิบ อย่างน้อยก็ควรจะต้องมีคู่หมั้นคู่หมายได้แล้วสิ’
ยิ่งไปกว่านั้น หลานชายของเขาก็ไม่ได้มีจุดบกพร่องตรงไหนเลยสักนิด
ทั้งใบหน้าหล่อเหลาที่ถอดแบบตนเองสมัยหนุ่มๆ เกียรติยศในฐานะอัศวินที่เก่งกาจที่สุดในจักรวรรดิ ไปจนถึงสถานะผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคมักเซตา
‘…ถึงนิสัยทื่อมะลื่อไร้อารมณ์นั่นจะเป็นข้อเสียไปหน่อยก็เถอะ’
แต่ข้อดีที่มีก็ล้นเหลือพอจะกลบข้อเสียนั้นได้อยู่แล้ว มีอะไรให้ต้องกังวลอีกล่ะ
“มันมีปัญหาอะไรกันแน่ ริเคนส์”
วิลเลียมจ้องมองหลานชายด้วยสีหน้าจริงจัง
“หากมีเรื่องกังวลหรือมีปัญหาเกี่ยวกับเพศตรงข้ามก็พูดออกมาให้หมดสิ”
“ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกครับ”
“ไม่มีอะไรเลยแล้วทำไมถึงได้ผลักไสไล่ส่งผู้หญิงทุกคนขนาดนั้นเล่า…! ในวัยที่กำลังเลือดลมพลุ่งพล่านอย่างแกเนี่ยนะ มันฟังดูสมเหตุสมผลตรงไหนกัน?!”
“สมเหตุสมผลแล้วครับ”
ท่าทีที่ตอบกลับมาราวกับเครื่องจักรของหลานชายทำเอาวิลเลียมของขึ้น แต่ก็ต้องข่มกลั้นความโกรธเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
‘ใจเย็นไว้ ต้องใจเย็นเข้าไว้’
วันนี้แหละเขาจะต้องเค้นหาเหตุผลที่เจ้าหลานชายเอาแต่ตีตัวออกห่างผู้หญิงให้จงได้
วิลเลียมพยายามประคองรอยยิ้มเอาไว้อย่างสุดความสามารถ มุมปากของเขากระตุกสั่นระริก
“ไม่ว่าแกจะพูดอะไรออกมา ฉันก็พร้อมรับฟังทั้งนั้น ต่อให้ผู้หญิงที่แกสนใจจะมีฐานะต่ำต้อย ฉันก็จะยอมเข้าใจทุกอย่าง”
ริเคนส์กลืนไข่คนที่เป็นมื้อเช้าลงคอ
“ไม่มีคนแบบนั้นหรอกครับ”
“มะ ไม่จริงน่า…”
พอโดนปฏิเสธซ้ำๆ เข้า วิลเลียมก็เริ่มมีสีหน้าหวาดระแวง
“หรือว่าคนที่แกแอบมีใจให้จะเป็น ผะ ผู้ชาย… อะไรทำนอง…”
ครืด!
ริเคนส์ลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยสีหน้าเย็นชา เสียงเก้าอี้ที่เลื่อนถอยไปด้านหลังดังก้องไปทั่วห้องอาหาร
“ได้เวลาที่ผมต้องไปทำงานแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”
“ริ ริเคนส์ เจ้าเด็กบ้านี่!”
ริเคนส์เดินออกจากห้องอาหารไปโดยไม่สนใจเสียงตะโกนเรียกอย่างร้อนรนของวิลเลียมที่ไล่หลังมา
“…เฮ้อ”
ชายหนุ่มที่กำลังเดินไปตามระเบียงทางเดินถอนหายใจออกมายาวเหยียด
ต่อให้เป็นคนไม่แยแสสิ่งใดอย่างเขา หากต้องมาทนฟังเสียงเร่งรัดเรื่องแต่งงานทั้งเช้าทั้งเย็นทุกเมื่อเชื่อวัน มันก็บั่นทอนจิตใจไม่ใช่น้อย
‘คงต้องเริ่มมองหาบ้านแยกอยู่คนเดียวแล้วสิ’
เพราะเป็นห่วงว่าปู่ผู้เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวจะเหงา เขาจึงพยายามยื้อเวลาที่จะย้ายออกจากคฤหาสน์ดยุคให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทว่าการต้องมาถูกท่านปู่เข้าใจผิดคิดว่าชอบผู้ชายด้วยกันเนี่ย มันออกจะ…
‘เหนื่อยชะมัด’
ลำพังตัวเขาก็ทำงานตัวเป็นเกลียวทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว
อย่างน้อยที่สุดเขาก็อยากจะพักผ่อนอย่างสบายใจในยามที่อยู่บ้าน
‘หาคฤหาสน์แถวๆ กองอัศวินดีกว่า จะได้เดินทางไปกลับสะดวก’
หลังจากไปทำงานพร้อมกับคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่ในหัว ตกบ่ายเขาก็ใช้วันลาครึ่งวันแล้วมุ่งหน้าไปยังกิลด์อสังหาริมทรัพย์
“8,000 โกลด์!”
“โธ่… คุณหนูครับ จะดื้อดึงอะไรก็ให้มันมีขอบเขตหน่อยสิครับ!”
“ก็แล้วทำไมถึงไม่ได้ล่ะ!”
ริเคนส์ที่เปิดประตูกิลด์นายหน้าอสังหาริมทรัพย์เข้ามาต้องเผชิญกับภาพเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายอย่างสิ้นเชิง
“…….”
ภายในกิลด์มีหญิงสาวผมสีม่วงที่แสนคุ้นตากำลังยืนมีปากเสียงอยู่กับนายหน้า
“…โรดี้?”
ทันทีที่เขาเผลอหลุดปากเอ่ยชื่อนั้นออกไป หญิงสาวผมสีม่วงก็หันขวับมาทันที
สบประสานเข้ากับดวงตาสีเขียวอ่อนเป็นประกายคู่นั้นพอดิบพอดี
กำลังโหลดความเห็น...