หลังจากนั้น ริเคนส์ก็กลับไปพร้อมกับท่าทางที่ดูโมโหชอบกล
โรดี้ที่ถูกทิ้งไว้ตามลำพังกลับมายังห้องพักในโรงเตี๊ยมที่ใช้เป็นที่ซุกหัวนอนแล้วกุมขมับ
‘ฉันทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ’
แผนการออกจะสมบูรณ์แบบแท้ๆ
‘การตกแต่งภายในทั้งหมดก็ตรงตามรสนิยมของริเคนส์เป๊ะเลยนี่นา’
ความจริงตอนที่เขาเดินสำรวจดูภายในคฤหาสน์ เขาก็ดูถูกอกถูกใจมากอยู่หรอก
‘แต่สีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันทีตั้งแต่ตอนที่เห็นเรือนแยกชัดๆ เลย’
ริเคนส์ชอบการประดิษฐ์งานฝีมือ
แล้วทำไมคนแบบนั้นถึงได้โมโหตอนเห็นห้องทำงานช่างกันล่ะ
โรดี้ที่จมอยู่ในห้วงความคิดหยิบปากกาขึ้นมา จากนั้นก็เค้นความทรงจำเรียบเรียงทุกรูทอย่างละเอียดถี่ถ้วน
‘อ๊ะ’
โรดี้ที่กวาดสายตามองกระดาษที่จดสรุปไว้อีกรอบก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้แล้วพึมพำออกมา
“อย่าบอกนะว่า ซิโมเน่ยังไม่ได้พูด ‘คำนั้น’ ออกไปน่ะ…?”
ในยูโทเปียมีสิ่งที่เรียกว่า ‘รูทรวม’ อยู่
รูทในช่วงแรกนี้เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านไปให้ได้โดยไม่มีข้อยกเว้นก่อนจะเข้าสู่การจีบตัวละครใดตัวละครหนึ่ง
‘มันขึ้นอยู่กับตัวเลือกด้วยว่าจะนำพาไปสู่รูทของตัวละครตัวไหน…’
และตัวเลือกที่ช่วยเพิ่มค่าความรู้สึกดีของริเคนส์ในรูทรวมก็คือประโยคนี้
[งานฝีมือที่ท่านหัวหน้าอัศวินทำงดงามมากเลยค่ะ]
มีฉากที่ซิโมเน่บังเอิญได้เห็นรูปสลักไม้ชิ้นเล็กๆ ที่เขาทำขึ้นมา แล้วส่งยิ้มอ่อนโยนพร้อมเอ่ยปากชม
หลังจากได้ยินคำพูดนั้น ริเคนส์ก็เริ่มยอมรับตัวเองขึ้นมาทีละน้อย เรื่องที่ชอบ ‘งานทำมือ’ ซึ่งมีแต่พวกสามัญชนเท่านั้นที่ทำกัน
‘หลังจากนั้นพอร่วมมือกับซิโมเน่ไข ‘คดีนั้น’ ได้สำเร็จ เขาก็กลายเป็นชายหนุ่มคลั่งรักแสนอบอุ่นระดับโลกที่มีไว้ให้เธอเพียงคนเดียว แล้วเข้าพิธีวิวาห์อย่างแฮปปี้…นี่คือฉากจบของรูทริเคนส์สินะ’
ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าในรูทของริเคนส์ ‘โรดี้ เอวองต์’ ที่รับบทเป็นตัวร้ายตัวประกอบต้องถูกพิพากษาตามกฎหมายแล้วถูกขังลืมอยู่ในคุก
‘เพราะมันเป็นเนื้อหาในรูทรวม ฉันก็นึกว่าเหตุการณ์นั้นจะดำเนินผ่านไปแล้วเสียอีก’
หรือว่าจะมีส่วนไหนที่ผิดเพี้ยนไปจากไทม์ไลน์เดิมกันนะ
‘ถ้าหากซิโมเน่ยังไม่ได้พูดคำนั้นออกไปจริงๆ ล่ะก็…’
นั่นคงหมายความว่าตอนนี้นายริเคนส์กำลังตกอยู่ในสภาวะปฏิเสธตัวเองอย่างรุนแรงสินะ
‘เพราะในโลกของยูโทเปีย การใช้มือประดิษฐ์สิ่งของถือเป็นงานชั้นต่ำที่มีแต่พวกสามัญชนเท่านั้นที่ทำกัน’
การที่ผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคมักเซตาผู้สูงส่งจะมาทำเรื่องพรรค์นั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้
ด้วยเหตุนี้ ริเคนส์ที่ชื่นชอบการประดิษฐ์ของกุ๊กกิ๊กมาตั้งแต่เด็กจึงมักจะโดนท่านปู่ดุด่าอยู่เสมอ
หลังจากโตเป็นผู้ใหญ่ เขาก็กดดันตัวเองให้ต้องรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตระกูลเอาไว้ จนต้องแสร้งทำเป็นเมินเฉยและปฏิเสธความจริงที่ว่าตนเองชอบงานหัตถกรรม
‘พอความคิดพวกนี้สะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ริเคนส์ก็เลยกลายเป็นคนเกลียดตัวเองอย่างรุนแรง’
เขาไม่ชอบตัวเองที่ดันไปหลงใหลการกระทำอันไม่สมฐานะพวกนั้น
‘เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่าตัวเองต้องเป็นผู้สืบทอดที่สมบูรณ์แบบ เพื่อตอบสนองความคาดหวังของคนรอบข้างและท่านปู่ที่เหนื่อยยากเลี้ยงดูเขามา’
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ โรดี้ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฮ้อ…”
ให้ตายสิ นิสัยน่าเหนื่อยใจชะมัด
เธอเคาะนิ้วลงบนโต๊ะทำงานเป็นจังหวะ
เอาล่ะ แล้วจะทำยังไงให้ริเคนส์ที่กำลังจมปลักอยู่กับความเกลียดตัวเอง ยอมซื้อคฤหาสน์ที่มีห้องทำงานช่างหลังนี้กันนะ
‘จะเดินไปบอกให้ซิโมเน่ช่วยพูดบทสนทนาตามตัวเลือกก็ไม่ได้ด้วยสิ’
ในทางกลับกัน ขืนคนที่ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์อะไรกับเขาอย่างเธอไปพูดประโยคพวกนั้นใส่ ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นพิเศษหรอก
“…….”
โรดี้กวาดสายตามองกระดาษที่จดสรุปเนื้อหาของเกมอีกครั้งอย่างละเอียด เพื่อคัดกรองข้อมูลที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์ได้
“ทางที่ดีที่สุดคือการคลี่คลาย ‘คดีนั้น’ เพื่อขจัดต้นตอความย้ำคิดย้ำทำของริเคนส์ แต่ว่า…”
ปัญหาก็คือเรื่องนั้นมันเกินกำลังที่เธอจะจัดการได้ด้วยตัวเองในตอนนี้
เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้
‘ก่อนอื่นก็ลองใช้ฝีปากที่ฝึกฝนมาจากการตะลอนฟันฝ่าในสังคมคนทำงานเข้าบุกตะลุยดูก่อนแล้วกัน’
จะแสดงสกิลการเข้าสังคมของพนักงานออฟฟิศที่ผ่านการโหมงานล่วงเวลามาอย่างโชกโชนให้ดู
โรดี้กำหมัดแน่น
‘รอไว้ก่อนเถอะ ริเคนส์!’
ฝันไป
[ทำของไร้ประโยชน์พวกนี้ไปทำไมกัน]
ตรงหน้าปรากฏภาพเด็กชายคนหนึ่งกำลังแกว่งตุ๊กตาไม้แกะสลักฝีมือเก้งก้างไปมาอย่างยียวน
[ขอ ขอร้องล่ะครับ นั่นของสำคัญนะ คืนมาเถอะ…!]
ตัวเขาในวัยแปดขวบยื่นมือออกไปพร้อมอ้อนวอน
[รู้หรือเปล่า การประดิษฐ์ของพวกนี้มันเป็นเรื่องที่พวกสามัญชนชั้นต่ำเขาทำกันทั้งนั้น!]
เด็กชายที่โตกว่าเยาะเย้ยถากถาง
[ขยะพรรค์นี้เดี๋ยวฉันช่วยทิ้งให้เอง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเกียรติยศแห่งตระกูลของนาย จงขอบใจซะเถอะ!]
ทันทีที่เด็กชายพูดจบและกำลังจะขว้างตุ๊กตาไม้ลงไปในสระน้ำของสวน
พลั่ก!
ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็พุ่งเข้าชนเด็กชายอย่างแรง
[อุแว้ก!]
แรงปะทะกะทันหันทำให้เด็กชายล้มคะมำ ตุ๊กตาไม้กลิ้งหล่นไปบนพื้น
เขารีบกุลีกุจอเก็บตุ๊กตาที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา
[นายน่ะ โง่หรือเปล่า]
น้ำเสียงอ่อนเยาว์และเย่อหยิ่งดังขึ้น
ตอนนั้นเองเขาจึงได้มองดูร่างเล็กที่พุ่งชนเด็กชาย
นั่นไม่ใช่แค่ร่างเลือนราง
คนคนนั้นก็คือ―
ริเคนส์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“…….”
หลังจากเหม่อมองลวดลายบนเพดานอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พึมพำออกมา
“ฝันถึงเรื่องเมื่อนานมาแล้วจนได้…”
คงเป็นเพราะช่วงนี้ได้เจอเธอล่ะมั้ง
เขายันกายลุกขึ้นและชะงักไปขณะกำลังจะเตรียมตัวไปทำงานด้วยความเคยชิน
‘วันนี้เป็นวันหยุดนี่นา’
แต่ถ้ายังขืนอุดรู้อยู่ที่คฤหาสน์ ท่านปู่คงต้องตามมาบ่นเทศนาใส่เป็นแน่
‘…ออกไปหาดูบ้านต่อดีกว่าไหมนะ’
การเห็นหน้าท่านปู่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจ ช่วงนี้จึงมักจะออกไปแก้ปัญหาด้วยการกินมื้อเช้าและมื้อเย็นข้างนอกตลอด
แต่จะให้คอยหลบหน้าท่านปู่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ตลอดก็คงเป็นไปไม่ได้
‘รีบย้ายออกจากคฤหาสน์ดยุคให้เร็วที่สุดวันไหนได้คงดีต่อสุขภาพจิตมากกว่าสินะ’
ริเคนส์มุ่งหน้าไปยังสมาคมอสังหาริมทรัพย์พลางคิดเช่นนั้น
ทว่าระหว่างที่เดินไปตามท้องถนน เขากลับสัมผัสได้ถึงร่องรอยการสะกดรอยตาม
‘…สะกดรอยตามงั้นเหรอ?’
หากจะบอกว่าเป็นมือสังหาร การเคลื่อนไหวนั้นก็ดูมือสมัครเล่นเกินไป เพราะอีกฝ่ายซ่อนเร้นร่องรอยไม่เป็นเลยสักนิด
ริเคนส์จึงเลี้ยวเข้าไปหลบในตรอกซอย
และในจังหวะที่เงาผู้ติดตามเดินดุ่มๆ เข้ามาในตรอกอย่างไม่คิดอะไร เขาก็กระชากแขนของอีกฝ่ายแล้วดันเข้าติดกำแพงทันที
“กรี๊ด!”
เมื่อรับรู้ได้ว่าแขนที่ตนจับอยู่นั้นบอบบางจนเกินไป ริเคนส์จึงชะงักไปชั่วครู่
“ต กระตุกขวัญหมดเลย…”
สายตาพลันประสานเข้ากับนัยน์ตาสีเขียวอ่อนดั่งยอดอ่อนใบไม้ตรงหน้าในระยะประชิด
“เธอ…”
ผู้สะกดรอยตามอย่างโรดี้ยิ้มออกมาหน้าตาเฉย
“สวัสดีค่ะ ท่านเซอร์มักเซตา?”
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”
“ก็ท่านเซอร์เป็นคนดึงฉันเข้ามาเองนี่คะ…?”
โรดี้กลอกตาไปมา
“ว่าแต่ช่วยปล่อยข้อมือหน่อยได้ไหมคะ…”
ตอนนั้นเองที่ริเคนส์เพิ่งรู้ตัวว่าตนยังคงจับข้อมือของโรดี้เอาไว้แน่น
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังต้อนเธอชิดติดกำแพง จนระยะห่างระหว่างกันใกล้เสียจนลมหายใจเป่ารดกันได้
“…ขออภัยด้วย”
เขารีบปล่อยข้อมือของเธอแล้วก้าวถอยหลังออกไป
โรดี้ลูบข้อมือที่ปวดแปลบพลางเอ่ยตอบ
“ไม่เป็นไรค่ะ จะว่าไปก็เป็นความผิดของฉันเองที่ตามท่านเซอร์มา”
“…ทำไมถึงตามฉันมาล่ะ”
“เพราะมีเรื่องอยากจะถามน่ะค่ะ”
ริเคนส์จ้องมองอีกฝ่ายนิ่ง
แม้เคยเป็นถึงเลดี้ตระกูลดยุค ทว่าในยามนี้ที่สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว เธอก็ยังคงดูเปี่ยมล้นไปด้วยพลังเช่นเคย
“เรื่องอะไรล่ะ”
“ฉันแค่อยากรู้ว่าคราวก่อนทำไมจู่ๆ ท่านเซอร์ถึงกลับไปน่ะค่ะ”
“เพราะมีห้องทำงานช่างอยู่ยังไงล่ะ”
โรดี้ส่งสายตาทำนองว่าเรื่องแค่นั้นมันมีปัญหาตรงไหนกันกลับไป
“งานประดิษฐ์หัตถกรรมเป็นสิ่งที่พวกสามัญชนทำกัน หากมีข่าวลือแพร่ออกไปว่าผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคอย่างฉันพักอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ที่มีห้องทำงานช่าง เกียรติยศของฉันคงแปดเปื้อนได้ อีกอย่าง…”
“อีกอย่าง?”
ริเคนส์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ฉันไม่ได้ชอบงานประดิษฐ์หัตถกรรม”
“จริงเหรอคะ”
“ใช่ แต่แรกแล้วขุนนางที่ไหนจะไปชอบงานชั้นต่ำพรรค์นั้นกันล่ะ”
“ฮืม…”
โรดี้จ้องมองเขาเขม็ง
ราวกับคนที่ล่วงรู้บางสิ่งบางอย่างอยู่แล้ว
ริเคนส์รู้สึกอึดอัดกับสายตานั้นเล็กน้อย เพราะรู้สึกเหมือนเธอกำลังมองทะลุปรุโปร่งเข้าไปถึงข้างในจิตใจของเขา
‘…หรือว่า จะจำเรื่องตอนนั้นได้งั้นเหรอ’
เขาปฏิเสธสมมติฐานที่ผุดขึ้นมาในหัวโดยทันที
ไม่มีทางที่โรดี้จะจำ ‘เรื่องตอนนั้น’ ได้หรอก
เพราะในตอนนั้นเธอยังเด็กมาก แถมยังไม่เคยแม้แต่จะแนะนำชื่อให้กันรู้ด้วยซ้ำ
“เอาเถอะค่ะ เข้าใจแล้ว”
โรดี้ยักไหล่ เป็นท่าทางที่บอกว่าจะยอมปล่อยผ่านไปโดยไม่ซักไซ้ต่อ
“หายสงสัยหรือยัง”
“นิดหน่อยค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันคงต้องขอตั―”
“ท่านเซอร์มักเซตา”
โรดี้เอ่ยเรียกเขาที่กำลังจะหันหลังกลับให้หยุดชะงัก
“ฉันขอทำนายอะไรให้สักข้อหนึ่งได้ไหมคะ”
……เป็นคำพูดที่ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าแฝงเจตนาใดไว้
“ทำนาย?”
โรดี้แตะนิ้วชี้ไว้บนริมฝีปากพลางแย้มยิ้มอย่างมีความนัย
“ท่านจะต้องซื้อคฤหาสน์ของฉันอย่างแน่นอนค่ะ”
“……พูดจาไร้สาระน่า”
ริเคนส์เอ็ดขึ้นมาก่อนจะหันหลังกลับแล้วประกาศอย่างเด็ดขาด
“ฉันไม่มีทางซื้อบ้านหลังนั้นเด็ดขาด”
กำลังโหลดความเห็น...