หลังจากนั้น ริเคนส์คิดว่าโรดี้คงจะยอมแพ้ไปแล้ว
แต่ทว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้นเลยสักนิด
‘วันนี้ก็…… อีกแล้วงั้นเหรอ’
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยที่ตามมาจากทางด้านหลัง
เมื่อชำเลืองมองไปข้างหลัง ก็เห็นเส้นผมสีม่วงของผู้หญิงที่ไม่มีทักษะในการสะกดรอยตามเอาเสียเลยโผล่พ้นออกมาแวบหนึ่ง
‘นี่ก็ปาเข้าไปสองวันติดแล้ว’
การทำเป็นเมินเฉยก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน
ริเคนส์กลั้นถอนหายใจพลางสาวเท้าก้าวอาดๆ ตรงไปยังคนที่ซ่อนตัวอยู่
“โรดี้”
พอเขาเรียกชื่อ หญิงสาวที่ซ่อนตัวอยู่ก็แสร้งทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“แหม ท่านเซอร์มักเซตา”
เธอส่งยิ้มเจื่อนๆ พลางหัวเราะแห้ง
“บะ บังเอิญจังเลยนะคะ”
ริเคนส์กอดอก
“ตามฉันมาทำไม”
“เรื่องนั้นมันก็แน่อยู่แล้ว……”
โรดี้ยกมือเท้าสะเอวพลางประกาศเป้าหมายอย่างผ่าเผย
“ก็เพื่อขายบ้านหลังนั้นให้ท่านยังไงล่ะคะ!”
“แบบนี้มัน”
ริเคนส์เอ่ยอย่างเฉียบขาด
“ยัดเยียดขายชัดๆ”
คำพูดที่คาดไม่ถึงทำเอาโรดี้ถึงกับเหวอไปเล็กน้อย
“ตามกฎหมายแห่งจักรวรรดิ การบังคับยัดเยียดขายของมีโทษปรับ”
เขาสำทับด้วยน้ำเสียงเย็นชาชนิดที่ว่าต่อให้โดนเข็มแทง เลือดก็คงไม่ไหลออกมาสักหยด
“ถ้าเธอยังขืนยัดเยียดขายแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คงต้องจ่ายค่าปรับเป็นเหรียญทองสิบเหรียญแน่”
“…….”
ไหล่ที่เคยตั้งตรงอย่างผึ่งผายของโรดี้พลันลู่ลงอย่างหมดแรง
‘คราวนี้คงเลิกตามมาได้แล้วสินะ’
ริเคนส์เมินเธอแล้วเดินลาดตระเวนต่อไป
ทว่าหลังจากเดินไปได้ราวๆ สิบนาที เขาก็สัมผัสได้ถึงร่องรอยการติดตามที่เดินตามต้อยๆ มาข้างหลังอีกครั้ง
คราวนี้ถึงขั้นเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้ง
เขาหันกลับไปมองอีกรอบ
“การยัดเยียดขายมีโทษปรับ—”
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยนะคะ?”
โรดี้ยังคงทำหน้าหนาระรื่นราวกับเมื่อครู่ไม่เคยคอตกมาก่อน
“ฉันก็แค่เดินไปตามทางที่อยากไป แล้วมันก็บ๊ังเอิญจริงๆ ที่ทางนั้นดันเป็นทางเดียวกับท่านเซอร์แค่นั้นเองค่ะ”
โรดี้เชิดคางขึ้นสูงพลางเอ่ยออกมา
“เอาล่ะ แบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายด้วยหรือเปล่าคะ?”
คราวนี้ฝ่ายที่พูดไม่ออกกลับกลายเป็นริเคนส์เสียเอง
“……หลังจากตักเตือนแล้ว หากยังสะกดรอยตามเกินสามวันขึ้นไป จะถือเป็นความผิดฐานสะกดรอยตาม”
โรดี้ตีความคำพูดนั้นตามใจชอบทันที
‘งั้นก็หมายความว่าฉันยังตามติดได้อย่างสบายใจไปอีกตั้งสองวันสินะ’
ในที่สุดริเคนส์ก็ถอดใจที่จะสลัดเธอให้พ้น แล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไปซึ่งเป็นถนนคนเดินในตลาดอย่างเงียบงัน
พอสถานการณ์กลายเป็นแบบนั้น โรดี้ก็ถึงขั้นก้าวขึ้นมาเดินเคียงข้างเขาหน้าตาเฉย
ริเคนส์เหลือบมองหญิงสาวที่เดินตามมาข้างๆ
‘ถ้าเด็ดขาดใส่ก็คงยอมถอยไปเองแท้ๆ’
ทว่าตอนนี้เขากลับไม่มีกะจิตกะใจจะทำถึงขนาดนั้น
อีกทั้งไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรเป็นพิเศษด้วย
‘เราใจอ่อนเกินไปหรือเปล่านะ’
พอคิดว่าตนเองมีหนี้บุญคุณกับเธอในวัยเด็ก จึงอาจทำให้เขาปฏิบัติตัวเช่นนี้ก็เป็นได้
ริเคนส์มองโรดี้ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
‘คงอยากจะขายคฤหาสน์หลังนั้นให้ฉันเหลือเกินสินะ’
พูดตามตรงว่าเขาไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก
หากเป็นคฤหาสน์ระดับนั้น การหาผู้ซื้อรายอื่นย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างแน่นอน
‘หรือว่าจะมีเจตนาอื่นแอบแฝงกันแน่’
เขาลองใคร่ครวญถึงเหตุผลที่โรดี้พยายามเข้าหาตน
‘ถ้าคิดตามปกติล่ะก็…… คงเป็นเพราะอยากได้รับความสนใจจากฉันสินะ’
นี่ไม่ใช่ความหลงตัวเองแต่อย่างใด
ริเคนส์ไม่มีคู่หมั้น ฐานะสูงส่ง อีกทั้งยังมั่งคั่งอย่างยิ่ง
ถึงขนาดที่ว่าเมื่อไปงานเลี้ยงเต้นรำทีไร มักจะมีเลดี้ที่แกล้งทำเป็นแกล้งเป็นลมต่อหน้าต่อตาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาอยู่เสมอ
พูดตามตรงว่าในมุมมองของริเคนส์ คนพรรค์นั้นน่าเบื่อหน่ายเป็นที่สุด
‘หรือว่าโรดี้ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน’
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ริเคนส์จึงเอ่ยปากถาม
“ทำไมเธอถึงได้พยายามขายบ้านหลังนั้นให้ฉันนักล่ะ?”
“อ๊ะ ท่านเซอร์มักเซตา ดูตรงนั้นสิคะ”
……น่าเสียดายที่เธอไม่ได้สนใจฟังคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย
‘เราคิดไปเองงั้นเหรอ’
ดูเหมือนโรดี้จะไม่มีท่าทีคิดจะเอาอกเอาใจเขาเลยสักนิด
ริเคนส์กลั้นถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่อาจทราบได้ พลางมองไปยังทิศทางที่เธอชี้
บนแผงลอยที่พบเห็นได้ทั่วไปในตลาดมีเครื่องประดับหลากหลายชนิดวางขายอยู่
“เธอชอบของแบบนี้งั้นเหรอ?”
โรดี้หัวเราะสั้นๆ
“เปล่าค่ะ ฉันหมายถึงให้ดูงานฝีมือต่างหากล่ะคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ริเคนส์จึงเพ่งมองเครื่องประดับชิ้นหนึ่งอย่างละเอียดก่อนจะเผลอเอ่ยปากออกมา
“ถึงวัสดุจะเป็นแค่เงินธรรมดาแต่งานฝีมือประณีตมากทีเดียว สัมผัสได้ถึงความพยายามและความมุ่งมั่นของคนทำเลยล่ะ”
ผิดกับปกติที่เป็นคนพูดน้อย คราวนี้เขากลับเอ่ยชื่นชมออกมายืดยาว
“ถ้าดูจากฝีมืออย่างเป็นกลางแล้ว นับว่าส่งขายให้ร้านที่รับรองชนชั้นสูงได้สบายๆ แทนที่จะมาวางขายในตลาดเสียอีก การได้มาเจอผลงานระดับนี้ที่นี่ถือว่าน่าทึ่งมากทีเดีย—”
ริเคนส์ที่เผลอพูดต่อจนลืมตัวพลันรู้สึกตัวได้ว่าพลาดไปเสียแล้ว
เมื่อหันไปมองข้างกาย ก็เห็นโรดี้กำลังยืนยิ้มแป้นอยู่
“น่าทึ่งมากทีเดียว แล้วไงต่อเหรอคะ”
ความรู้สึกว่าตัวเองทำพลาดไปอย่างมหันต์ผุดขึ้นมาในใจอย่างรุนแรง
“……ไม่มีอะไรทั้งนั้น”
ริเคนส์ยืดตัวตรงขึ้นจากการก้มมอง แล้วรีบก้าวเท้าเดินหนีไปจากตรงนั้นทันที
“……ท่านเซอร์ ท่านเซอร์คะ!”
โรดี้ซอยเท้าเดินตามหลังเขามาติดๆ
“ทำไมพูดค้างไว้แค่นั้นแล้วเดินหนีไปล่ะคะ”
ริเคนส์ทำเป็นหูทวนลม
“โกรธเหรอคะ”
“ไม่ได้โกรธ”
“โกรธชัดๆ เลยค่ะ”
“บอกว่าไม่ได้โกรธไง”
“ถ้าอย่างนั้น กำลังวิ่งหนีอยู่เหรอคะ”
ริเคนส์ชะงักฝีเท้ากึกแล้วหันมาตีสีหน้าดุดันขึ้นเล็กน้อย
“……หยุดดูหมิ่นฉันมากไปกว่านี้ได้แล้ว”
แม้น้ำเสียงของเขาจะเย็นยะเยียบชวนให้หวาดกลัว แต่โรดี้กลับทำเพียงจ้องมองเขาตาแป๋ว
“เรื่องแค่นี้ถือเป็นการดูหมิ่นตรงไหนกันคะ”
“สำหรับอัศวินแล้ว การวิ่งหนีถือเป็นการเหยียดหยามเกียรติ ฉันไม่ได้หนี”
“โกหก”
นัยน์ตาสีเขียวอ่อนทอประกายแจ่มชัด ราวกับกำลังพิสูจน์หาความจริง
“ท่านกำลังหวาดกลัวอยู่ต่างหากล่ะคะ”
หวาดกลัวงั้นหรือ
ลำคอของริเคนส์แข็งเกร็งขึ้นมาทันทีกับคำสั้นๆ เพียงคำนั้น
“ฉัน ไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น”
เขาจ้องมองโรดี้เขม็ง
“เธอต้องการอะไรจากฉันกันแน่”
“ฉันอยากให้ท่านซื่อสัตย์กับตัวเองค่ะ”
“ฉันก็ซื่อสัตย์กับตัวเองอยู่แล้วนี่”
โรดี้ยิ้มออกมา
“นั่นก็โกหกเหมือนกันค่ะ”
ท่าทางของเธอที่เหมือนมองทะลุถึงก้นบึ้งในใจทำให้ริเคนส์เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว
“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับฉันมากแค่ไหนกันถึงได้ทำแบบนี้”
“อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าท่านกำลังหลีกหนีอะไรอยู่ก็แล้วกันค่ะ”
“แค่คนอย่าง…….”
สายตาอันใสกระจ่างนั่นช่างชวนให้ขัดตานัก
ริเคนส์กำหมัดแน่นพลางเอ่ยประชดประชัน
“แค่คนที่มีสภาพถูกไล่ออกจากตระกูลอย่างเธอน่ะหรือ”
เขากัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะเค้นถ้อยคำออกมาราวกับพ่นทิ้ง
“เธอไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันต้องแบกรับไว้เลยแม้แต่นิดเดียว”
“…….”
น้ำเสียงที่เชือดเฉือนอย่างยิ่งทำให้โรดี้เบิกตากว้าง
ริเคนส์หันหลังกลับอย่างเย็นชา ทิ้งเธอเอาไว้ตรงนั้น
“คนขี้ขลาด”
สุ้มเสียงอันแจ่มชัดดังกังวานมาจากทางด้านหลัง
“ท่านมันคนขี้ขลาดค่ะ ท่านเซอร์มักเซตา”
“…….”
“คิดจะใช้ชีวิตตามกรอบที่คนอื่นวางไว้ไปตลอดชีวิตหรือไงคะ แบบนั้นมันไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด”
คำต่อว่าที่ราวกับลูกศรพุ่งตรงเข้าเป้าทำให้ริเคนส์เดินจากไปโดยไม่เอ่ยตอบสิ่งใด
คราวนี้โรดี้ไม่ได้ไล่ตามเขามาอีก
“เจ๊งแล้วสิ”
เมื่อกลับมาถึงบ้าน โรดี้ก็นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงพลางถอนหายใจออกมา
“ดันทำริเคนส์โกรธจนได้สิเนี่ย……”
การสะกดรอยตามริเคนส์ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้เขาโมโหเลยสักนิด
‘กะว่าจะหาจังหวะเกลี้ยกล่อมแท้ๆ’
พริบตาที่เห็นประกายในแววตาของริเคนส์ยามมองเครื่องประดับบนแผงลอย เธอก็คิิดว่าโอกาสมาถึงแล้ว
‘แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการทะเลาะกันเนี่ยนะ’
โรดี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่
‘ตอนจีบริเคนส์ในเกม ท่าทีของซิโมเน่จะอ่อนโยนและนุ่มนวลอยู่ตลอดนี่นา’
หรือตนเองควรจะเข้าหาเขาแบบนั้นบ้างนะ
‘แต่พอเห็นริเคนส์คอยปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่เรื่อย มันก็อึดอัดใจจนทนไม่ไหว……’
เธอจึงเผลออารมณ์ร้อนใส่เขาไปโดยไม่รู้ตัว
โรดี้กอดหมอนแน่นพลางพึมพำออกมา
“ถ้ามัวแต่เก็บกดสิ่งที่ชอบเอาไว้ สุดท้ายก็จะไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่น่ะสิ……”
เหมือนกับตัวเธอเป๊ะเลย
“……ช่างเถอะ ช่วยไม่ได้นี่นา”
โรดี้ลุกขึ้นจากเตียง จะมานั่งเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร
“กินข้าวเย็นดีกว่า”
เธอเดินไปที่ห้องครัวแล้วหยิบวัตถุดิบอะไรก็ได้ที่มือคว้าถึงมาผัดลวกๆ แล้วตักใส่จาน
อาหารหน้าตาประหลาดที่มองปราดเดียวก็ดูไม่ออกว่าเป็นอะไรถูกยกมาวางบนโต๊ะ
‘กินแล้วท้องไม่เสียก็พอแล้วล่ะ’
โรดี้ใช้ส้อมจิ้มบรอกโคลีขึ้นมาเคี้ยว
บรอกโคลีแหลกละเอียดอยู่ในปาก
‘ว่าแล้วเชียว’
……นอกจากความรู้สึกว่ากำลังเคี้ยวอะไรนิ่มๆ เละๆ อยู่แล้ว ก็ไม่รับรู้ถึงรสชาติใดเลยสักนิด
“ถึงร่างจะเปลี่ยนไปแต่เรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้สินะ”
หลังจากตักอาหารในจานเข้าปากอย่างเป็นเครื่องจักร เธอก็พึมพำออกมาอย่างขมขื่น
“เมื่อไหร่ฉันถึงจะสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ชอบกันนะ……”
โรดี้ ไม่สิ ยุนซอไม่สามารถรับรู้รสชาติได้เลย
กำลังโหลดความเห็น...