เธอไม่ได้ลิ้มรสอะไรไม่รู้เรื่องมาตั้งแต่แรกหรอก
[อย่ากินของหวานสิจ๊ะ เป็นเด็กดีต้องฟังคำแม่ใช่ไหม?]
[ทำไมถึงไม่ได้ที่หนึ่งล่ะ?]
[เลือกคบเพื่อนหน่อยสิ ไปคลุกคลีกับเด็กที่ทั้งผลการเรียนแย่แถมยังจนแบบนั้นจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา?]
เพียงแค่กดข่มความปรารถนาของตัวเองเอาไว้ลึกๆ
[ทั้งหมดนี้แม่พูดเพราะรักลูกทั้งนั้นนะจ๊ะ]
พอเอาแต่ทำตามคำสั่งของคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลา
[ลูกสาวของพวกเราเป็นเด็กดีที่สุดในโลกเลย]
……เมื่อถึงจุดหนึ่ง เธอก็ไม่สามารถรับรู้รสชาติใดๆ ได้อีกเลย
แน่นอนว่าเธอไม่กล้าบอกคุณพ่อคุณแม่
หากพวกท่านรู้ว่าลูกสาวคนเดียวเกิดข้อบกพร่องขึ้นมา คงไม่มีทางอยู่เฉยแน่
‘การสูญเสียการรับรู้รสมันเกิดได้จากหลายสาเหตุนี่นะ’
ตอนอยู่มัธยมต้น เธอที่ลองค้นหาดูแต่ในอินเทอร์เน็ตก็ได้แค่คาดเดาไปเองว่าสาเหตุน่าจะมาจาก ‘ความเครียดสะสมที่มากเกินไป’
‘ขนาดมาอยู่ในโลกที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วยแล้ว การรับรู้รสก็ยังไม่กลับมาอีกเหรอเนี่ย’
จิตใต้สำนึกของเธอยังคงถูกคุณพ่อคุณแม่จองจำเอาไว้อยู่อีกงั้นเหรอ
“เฮ้อ……”
รู้สึกราวกับข้างในกลวงเปล่า
สิ่งที่ชอบ คนที่ชอบ อาหารที่ชอบ ข้าวของที่ชอบ…… ไม่มีอะไรสักอย่างที่ว่านั้นอยู่เลย
กระทั่งว่าเกลียดอะไรก็ยังคลุมเครือไปด้วยซ้ำ
เว้นก็แต่เรื่องที่เกี่ยวกับเกม ‘ยูโทเปีย’ เท่านั้น
เพราะแบบนั้น โลกในเกมนี้จึงได้พิเศษ
‘อยากให้ริเคนส์ยอมรับสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างบริสุทธิ์ใจได้บ้างจัง’
เพราะการมีสิ่งที่ชอบน่ะถือเป็นพรอันประเสริฐเชียวนะ
“ถ้าเป็นฉันคงเกินกำลังไปสินะ”
โรดี้ถอนหายใจออกมาพลางล้างจานชามจนเสร็จเรียบร้อย
คนที่เป็นนางร้ายอย่างเธอ อาจไม่มีทางเปลี่ยนใจริเคนส์ได้เลยก็ได้
โรดี้นอนลงบนเตียงพลางคิดไปเช่นนั้น
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
ขนทั่วร่างของโรดี้ที่กำลังหลับใหลพลันลุกซู่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ความหนาวเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาทั้งที่ยังห่มผ้าอยู่ทำให้เธอลืมตาตื่นขึ้น
“……เอ๊ะ?”
จากนั้นเธอก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
‘ฉันกำลังฝันอยู่เหรอเนี่ย’
ทั้งขยี้ตา ทั้งหยิกต้นขา และลองตบแก้มตัวเองดู ทว่าภาพตรงหน้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป
“ไม่ใช่ฝันด้วย……”
โรดี้พึมพำแล้วยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงเต็มตัว
“ผีจริงๆ เหรอเนี่ย”
ใช่แล้ว
มีร่างคนสีขาวขมุกขมัวกำลังสั่นไหวอยู่ตรงจุดที่ไม่ไกลจากเตียงนัก
พอมองดูดีๆ ก็พบว่าเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ที่มีสีหน้ามืดมนหม่นหมอง
“ไม่เคยคิดจะเชื่อเรื่องผีสางเลยแท้ๆ”
โรดี้ลูบแขนทั้งสองข้างพลางตกอยู่ในห้วงความคิด
‘ข่าวลือที่ว่าคฤหาสน์หลังนี้มีผีดุคงเป็นเรื่องจริงสินะ’
เธอตวัดสายตาเย็นชาปรายตามองผีตนนั้น
“ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
เธอชี้นิ้วไปทางประตู
“ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ราคาบ้านมันจะตก”
เอาจริง จะผีหรืออะไรก็ไม่ได้น่าสนใจสักนิด
สิ่งสำคัญคือตัวบ้านหลังนี้ต่างหาก
หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือราคาอสังหาริมทรัพย์ยังไงล่ะ!
“…….”
ผีตนนั้นไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
เพียงแต่จ้องมองเธอเขม็งเท่านั้น
“ต้องการอะไรกันแน่?”
พอเธอถามออกไปอย่างบูดบึ้ง ผีตนนั้นก็กวักมือเรียกราวกับบอกให้ตามมา
หากเป็นคนทั่วไปคงหวาดกลัวจนขยับตัวไม่ไหว ทว่าโรดี้ผู้ไม่มีคำว่ากลัวกลับยอมเดินตามผีไปแต่โดยดี
สถานที่ที่ผีตนนั้นมุ่งหน้าไปคือสวนของคฤหาสน์
เนื่องจากตอนตกแต่งภายในไม่ได้แตะต้องสวนเลย ที่นี่ซึ่งมีวัชพืชขึ้นรกชัฏจึงอบอวลไปด้วยบรรยากาศอันวังเวง
ผีตนนั้นชี้นิ้วไปยังมุมหนึ่งของสวนอย่างเงียบเชียบ
“ตรงนั้นมีอะไร?”
“…….”
“อย่าบอกนะว่า ให้ขุดดูน่ะ?”
ร่างอันเลือนรางพยักหน้าช้าๆ
ถ้าไม่กำจัดผีตนนี้ไปก็ขายบ้านหลังนี้ไม่ได้
ช่วยไม่ได้ โรดี้จึงไปเอาพลั่วมาแล้วเริ่มลงมือขุดดิน
‘ต้องมานั่งขุดดินกลางดึกเนี่ยนะ!’
การขุดดินเหนื่อยกว่าที่คิดไว้เสียอีก เมื่อเวลาผ่านไป เหงื่อก็เริ่มไหลริน
กึก
ในตอนที่รู้สึกว่าขุดหลุมไปได้ค่อนข้างลึกแล้วนั้นเอง ปลายพลั่วก็กระทบเข้ากับบางสิ่ง
“หือ……?”
โรดี้วางพลั่วลงแล้วเริ่มใช้มือปัดเศษดินออกอย่างเบามือ
และสิ่งที่อยู่ด้านในนั้น
“นี่มันอะไรกันเนี่ย”
หาใช่สิ่งอื่นใด
“กะ กะโหลกเหรอ?”
แต่เป็นโครงกระดูกขาวโพลนของใครบางคน
เช้าวันต่อมา
คฤหาสน์ของโรดี้คลาคล่ำไปด้วยแขกเหรื่อมากมาย
“บอกไว้ก่อนเลยนะคะ”
โรดี้เอ่ยปากยืนกรานอย่างหนักแน่น พลางมองไปยังชายหนุ่มที่พาอัศวินสองสามนายมาด้วย
“ฉันไม่ได้ฆ่านะคะ”
ริเคนส์ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
“รู้อยู่แล้ว”
เขาเดินเข้าไปหาศพที่ลูกน้องช่วยกันขุดขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่
“เพราะมันกลายเป็นโครงกระดูกไปแล้ว คงตายมาหลายปีแล้วล่ะ”
โรดี้ที่เดินเตาะแตะตามหลังเขามาถามขึ้น
“ว่าแต่ท่านหัวหน้ากองอัศวินหลวงต้องมาดูที่เกิดเหตุแบบนี้ด้วยเหรอคะ”
“ปกติไม่จำเป็นต้องมาด้วยตัวเองหรอก แต่คดีฆาตกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงต้องรายงานให้ฉันทราบ พอดีเห็นที่อยู่ที่ได้รับรายงานมันคุ้นๆ ก็เลยลองแวะมาดูเท่านั้นเอง”
“อย่างนี้นี่เอง…… แล้วระบุตัวตนของศพได้หรือยังคะ”
ริเคนส์เหลือบมองโรดี้ แม้ว่าเธอจะเป็นผู้พบเห็นศพเป็นคนแรก แต่กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
‘ใช่คุณหนูตระกูลขุนนางจริงหรือเปล่าเนี่ย’
เลดี้ชนชั้นสูงทั่วไปที่เขารู้จัก แค่เห็นเลือดหยดเดียวก็เป็นลมล้มพับไปแล้ว
ริเคนส์ยื่นล็อกเกตสร้อยคอที่คล้องอยู่ตรงลำคอของศพให้ดู
ด้านในมีรูปถ่ายสีซีดจางของสองคนพ่อลูก
“ตัวตนของศพคือ ‘โรเบิร์ตส์’ เจ้าของคนก่อนของคฤหาสน์หลังนี้ที่ถูกระบุว่าหายสาบสูญไปเมื่อหลายปีก่อน”
ได้ยินเช่นนั้นโรดี้ก็ยกมือขึ้นกุมขมับ
‘ชิบหายแล้ว!’
การที่อดีตเจ้าของบ้านซึ่งเชื่อกันว่าหายสาบสูญกลับกลายมาเป็นศพอยู่ในสวน หากข่าวลือนี้แพร่ออกไป คงไม่มีใครหน้าไหนยอมซื้อคฤหาสน์หลังนี้แน่
เธอมองข้ามข่าวลือเรื่องผีสิงไปง่ายดายเกินไปจริงๆ
‘ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง’
“หลังจากที่ลูกสาวเสียชีวิตด้วยโรคภัย โรเบิร์ตส์ก็ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง แล้วจู่ๆ วันหนึ่งก็หายสาบสูญไป”
ริเคนส์กล่าวต่อ
“ทุกคนต่างคาดเดากันไปว่าเขาทนความโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียลูกสาวไม่ไหวจนฆ่าตัวตายหรือไม่ก็หนีไปไกล ไม่คิดเลยว่าจะถูกพบเป็นศพอยู่ที่สวนในคฤหาสน์ของตัวเองแบบนี้……”
ในตอนนั้นเอง โรดี้ที่กุมศีรษะพลางสิ้นหวังอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมา
“ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว แล้วในที่สุดก็ถูกลงบันทึกว่าเป็นบุคคลสูญหายงั้นเหรอคะ”
“ใช่”
“เดี๋ยวนะคะ ขอดูรูปในสร้อยคอนั่นอีกครั้งได้ไหมคะ”
ริเคนส์ยอมยื่นสร้อยคอให้แต่โดยดี
“…….”
โรดี้จ้องมองรูปภาพนั้นตาไม่กะพริบ
สองพ่อลูกผู้มีเรือนผมสีบลอนด์เข้มกำลังส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น
เธอพึมพำออกมา
“ผมสีบลอนด์สินะคะ”
“……?”
ริเคนส์แสดงสีหน้าฉงนใจ
“ใช่ ผมสีบลอนด์”
โรดี้เงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่นานราวกับคนที่นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
แว่วๆ เหมือนว่าเธอจะสบถออกมาด้วย
“ท่านเซอร์คะ ไม่ทราบว่าช่วงนี้มีคนหายสาบสูญหรือคนที่ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นบ้างไหมคะ”
คำถามนั้นทำให้ริเคนส์เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม
“……เรื่องนั้นบอกคนทั่วไปไม่ได้หรอก”
“ว่าแล้วเชียวสินะคะ อ๊า ให้ตายสิ!”
ใบหน้าของเธอที่ขยี้ผมจนยุ่งเหยิงพลันซีดเผือดลงทันตา
การเปลี่ยนแปลงกะทันหันทำให้ริเคนส์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
โรดี้ที่กัดริมฝีปากแน่นหมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว
“……รอสักครู่นะคะ”
“…….”
ริเคนส์มองตามแผ่นหลังของเธอที่เดินเข้าไปในคฤหาสน์ด้วยความรู้สึกสับสนงุนงง
ในขณะเดียวกัน โรดี้ก็กำลังสับสนวุ่นวายใจอย่างหนัก
‘เป็นไปไม่ได้!’
เมื่อกลับมาถึงห้อง เธอก็ไปค้นหากระดาษที่จดสรุปเนื้อหาทุกรูทของเกมยูโทเปียเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้
‘อย่าบอกนะว่าอีเวนต์นี้จะเกิดขึ้น ณ จุดนี้เนี่ยนะ?!’
โรดี้เริ่มอ่านเนื้อหาส่วนที่สรุปรูทของริเคนส์เอาไว้
- รูทริเคนส์: เริ่มพบศพของผู้สูญหาย ริเคนส์ที่กำลังสืบสวนคดีได้ล่วงรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการตายของพ่อแม่ในอดีต
ในยูโทเปียนั้นจะมีบทเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันไปตามตัวละครจีบได้แต่ละคน
‘อย่างเช่นในรูทของยูบาร์ เรื่องราวจะดำเนินไปโดยการตามหากล่องอัญมณีของแม่และสืบสาวความทรงจำตามคำสั่งเสียนั้น……’
แต่ต่างจากตอนของยูบาร์ตรงที่ว่า ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด ทำไมจู่ๆ ถึงเข้าสู่อีเวนต์ในรูทของริเคนส์ได้ล่ะ?
“หรือว่า โลกนี้ไม่ได้กำหนดแค่รูทใดรูทหนึ่ง แต่เอาทุกรูทมารวมเข้าด้วยกันงั้นเหรอ?”
มันเป็นสมมติฐานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือทีเดียว
หากโลกที่เธออยู่ในตอนนี้เป็นโลกที่มี ‘ความเป็นไปได้’ ที่อีเวนต์ของทุกรูทจะเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดล่ะก็
“นี่มันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่เนี่ย……”
หลังจากจมอยู่กับความคิดราวสิบนาที โรดี้ก็ส่ายหน้าไปมา
‘คิดถึงปัญหาตรงหน้าก่อนดีกว่า’
ตอนนี้เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
‘ถ้าสถานการณ์ดำเนินไปตามเนื้อหาในรูทของริเคนส์ ฉันก็ยังมีโอกาสอยู่เหมือนกัน’
ซึ่งก็คือโอกาสที่จะขายคฤหาสน์หลังนี้ให้ริเคนส์ยังไงล่ะ!
‘เดิมทีสาเหตุที่เขาเอาแต่ยึดติดว่าต้องกลายเป็นผู้สืบทอดที่สมบูรณ์แบบ ก็เกี่ยวข้องกับการตายของพ่อแม่อยู่แล้วด้วย’
หากความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อแม่ได้รับการเปิดเผย ริเคนส์ก็จะยอมรับ ‘สิ่งที่ชอบ’ ของตัวเองได้อย่างหมดใจ
‘หลังจากนั้นค่อยขายคฤหาสน์หลังนี้ให้ ก็สมบูรณ์แบบที่สุด’
หลังจากจัดแจงแผนการในหัวใหม่เสร็จสิ้น โรดี้ก็เดินกลับออกไปข้างนอก
เมื่อเห็นเธอที่จู่ๆ ก็หายตัวไปแล้วโผล่กลับมา ริเคนส์ก็แสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
“รีบร้อนไปไหนมาน่ะ?”
โรดี้ตอบออกไปอย่างหน้าไม่อาย
“พอดีปวดห้องน้ำกะทันหันน่ะค่ะ”
“…….”
“ท่านเซอร์คะ พอจะมีที่ไหนนอกจากที่นี่ที่เพิ่งพบคนหายสาบสูญไปนานอีกไหมคะ”
“เป็นเรื่องที่บอกไม่ได้หรอกนะ”
ช่วยไม่ได้แฮะ
โรดี้ยอมตัดใจอย่างรวดเร็ว
“ก็ได้ค่ะ ท่านเซอร์มักเซตา งั้นฉันขอแนะนำอะไรสักอย่างแล้วกันนะคะ”
“คำแนะนำงั้นเหรอ”
เธอยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวาน
“ลองไปตรวจสอบคดีที่ถูกปิดว่าเป็นคดีฆ่าตัวตายหรือคดีที่ยังไขไม่ได้ตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมาดูเป็นไงคะ”
โรดี้กระซิบอย่างเป็นความลับ
“ใครจะไปรู้ล่ะคะ อาจจะได้พบความจริงเรื่องใหม่เข้าก็ได้นะ”
กำลังโหลดความเห็น...